ลำนำแม่ทัพแห่งเป่ยหยาง | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 4 : ลำนำบท 4 รบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 297
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    21 ส.ค. 63



ลำนำบท 4 รบ

 

ขณะนี้เป็นเวลาดึกแล้ว เสียงสู้รบและเสียงโห่ร้องดังกึกก้องไปรอบด้าน โอสถสถานมู่หรงบัดนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกพามารักษานับไม่ถ้วน เหล่าพี่น้องและญาติของตระกูลที่เป็นหมอต่างเข้ามาช่วยทำการรักษาขวักไขว่แทบไม่ได้หลับได้นอน

จื่อเจินเป็นคนจัดเตรียมอุปกรณ์การรักษา อุปกรณ์ผ่าตัดต่างๆ หากตรงไหนที่ขาดเหลืออะไร เพียงแค่มีคนเข้ามาบอกเขาก็จะเป็นคนจัดหาให้อย่างเร่งด่วน

การศึกที่ผู้เป็นบิดาเคยบอก บัดนี้ได้กระชั้นชิดเข้ามาทางด้านตะวันออกของแคว้นหนานหยางแล้ว เสียงร้องครวญครางโอดโอยดังระงมปนมากับเสียงห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด ลูกดอกติดไฟหลายดอกถูกยิงเข้ามาภายในโอสถสถานจนตัวอาคารหลายแห่งติดไฟ ผู้รับใช้ต่างพากันวิ่งวุ่นดับไฟกันโกลาหล มีข้าศึกบางคนที่ตามเข้ามาฆ่าศัตรูถึงภายในเขตโอสถสถาน จนเหล่าบ่าวรับใช้ต้องอาสาออกไปป้องกันไว้ แต่ก็มีบ่าวหลายคนที่ได้รับบาดเจ็บกลับมาเช่นเดียวกัน ทำให้บัดนี้ภายในที่รักษาพยาบาลตระกูลมู่หรงมีทั้งทหารของหนานหยาง เป่ยหยาง ชาวบ้านคนธรรมดา รวมไปถึงคนรับใช้ของบ้านมู่หรงเอง

จื่อเจินเมื่อเห็นเหตุการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้จึงตัดสินใจวิ่งเข้าไปที่หอคัมภีร์ประจำตระกูล คว้าเอาธนูของตนที่ตั้งไว้บนชั้นลงมา ก่อนจะวิ่งออกไปที่หน้าประตูบานใหญ่ของโอสถสถาน เหล่าบ่าวรับใช้บ้างก็ร้องห้ามบ้างก็ตามไปช่วยเป็นฝ่ายสนับสนุน เมื่อเห็นม้าศึกไร้นายตัวหนึ่งวิ่งเตลิดผ่านมาทางนี้พอดีจึงกระโจนเข้าใส่พร้อมพยายามคว้าเอาสายบังเหียนไว้มั่น ม้าสีขาวในชุดเกราะแดงเข้มตกใจจนยกขาหน้าขึ้นส่งเสียงร้องลั่น แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น

คุณชายตระกูลมู่หรงใช้โอกาสนี้กระโดดขึ้นหลังม้าอย่างว่องไว ถึงเขาจะเป็นคุณชายตระกูลแพทย์ที่มีชื่อเสียง นอกจากจะร่ำเรียนด้านการแพทย์ ศิลปะ และอักษรแล้ว เรื่องการฝึกป้องกันตัวเองไว้ใช้สำหรับการรบก็เป็นอีกหนึ่งศาสตร์บังคับของตระกูล แต่ถึงอย่างไรฝีมือก็ยังไม่อาจจะไปเทียบชั้นกับเหล่าทหารกล้าในสนามรบได้

คุณชาย!!” เสียงข้ารับใช้ดังระงมอยู่เบื้องหลัง แต่จื่อเจินไม่ฟังอีกต่อไป เขากัดฟันควบม้าพร้อมหยิบดอกธนูขึ้นมาพาดเข้าสายแล้วยิงออกไปยังเป้าหมายอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันทหารศึกที่จะล่วงล้ำเข้ามาภายในเขตโอสถสถานอย่างไม่เกรงกลัว จุดมุ่งหมายมิใช่เพื่อฆ่า แต่เพื่อป้องกันเพียงเท่านั้น ถึงอาจจะทำให้คนเหล่านั้นได้รับบาดเจ็บไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเล็กน้อย

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าจวบจนย่ำรุ่ง เหล่าทหารดูเหมือนจะล่าถอยไปยังแถบอื่นแล้วหรือไม่ จื่นเจินเองก็ไม่แน่ใจ รู้แต่เพียงว่าบัดนี้มีศพนอนกองเกลื่อนกลาดอยู่บริเวณไม่ห่างไปจากโอสถสถานมากนัก ความเงียบเข้าปกคลุมรอบๆ บวกกับความเยียบเย็นของรุ่งสางทำเอาคนของตระกูลมู่หรงต่างรู้สึกประหวั่นอย่างบอกไม่ถูก ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มบัดนี้เริ่มปรากฎแสงสีแสดโผล่ขึ้นมาจากเส้นขอบฟ้าแล้ว บ่าวรับใช้กว่าห้าสิบคนที่อยู่เคียงข้างคุณชายของตนเองต่างโล่งอก

ขณะที่คุณชายร่างโปร่งบนหลังอาชากำลังจะสะบัดบังเหียนเพื่อให้ม้าเอี้ยวตัวกลับเข้าไปยังโอสถสถาน พลันนั้นเองก็เกิดเสียงกู่กึกก้องขึ้นอีกระลอก ครานี้ดูเหมือนว่าจำนวนของทหารหรือข้าศึกจะมากกว่าเดิมเสียอีก จื่อเจินสั่งให้คนรับใช้รีบเข้าไปปิดประตูชั้นกลางที่ห่างกับตัวโอสถสถานชั้นในหลายร้อยเมตรเพื่อไม่ให้มีข้าศึกเล็ดรอดเข้าไปภายในได้ แต่ยังไม่ทันได้ทำตามคำนั้น ก็เกิดเสียงโวยวายขึ้นอย่างตระหนก

เบื้องหน้ามีเงาตะคุ่มสีดำนับพันพร้อมกับดวงไฟจากคบเพลิงปรากฎขึ้นจนนับไม่ถ้วน มู่หรงจื่อเจินใบหน้าซีดเผือด เสียงฝีเท้าม้าและฝีเท้าคนเริ่มเข้ามาใกล้ด้วยความรวดเร็ว อีกฝั่งก็ปรากฎเงาดำๆ ของขุนศึกทหารมากมายเหลือคณาเช่นกัน

การรบที่เว้นระยะไปเพียงชั่วอึดใจเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้งที่เบื้องหน้าของโอสถสถานในระยะที่ใกล้ยิ่งกว่า ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นบ้างแล้ว ทำให้เห็นเหตุการณ์ชัดมากยิ่งขึ้น นักรบฝ่ายหนานหยางในชุดเกราะสีแดงเลือดนก และอีกฝ่ายเป็นนักรบในชุดเกราะสีเงินของเป่ยหยางเข้าตวัดดาบใส่กันพัลวัน

พลันนั้นเองก็มีทหารในชุดเกราะสีเงินเริ่มเข้าประชิดโอสถสถานยิ่งขึ้น จื่อเจินเองเลือกที่จะใช้ดาบจากบ่าวรับใช้คนหนึ่ง แทนที่จะใช้ธนูอย่างเดิม ทหารจากเป่ยหยางเริ่มเข้าบุกโอสถสถานมากยิ่งขึ้น ร่างโปร่งพยายามสกัดเต็มที่ แต่ทันใดนั้นม้าของตนเองก็อ่อนยวบล้มลงไปกับพื้นเพราะได้รับบาดเจ็บที่ขา ทำเอาร่างบนหลังม้าทั้งร่างกระเด็นไปบนพื้น กำลังจะพลิกตัวกลับแต่สายตาก็มองเห็นข้าศึกหลายคนกรูเข้ามา คนหนึ่งอยู่ใกล้เขาเพียงแค่หลาเดียวเท่านั้น ในมือเงื้อดาบพร้อมฟาดฟันลงมา

จื่อเจินใบหน้าไร่สีเลือดคว้าดาบที่หล่นอยู่ข้างกายมาป้องกันไว้อย่างรวดเร็วเท่าที่จะทำได้ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เสียงดาบโลหะปะทะดังเคร้ง แต่ไม่ใช่ปะทะกับดาบในมือที่กำแน่นของร่างบาง คุณชายตระกูลมู่หรงเงยหน้ามองก็ปรากฎกายของคนที่คุ้นเคยบนหลังอาชาสีดำปลอด แม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าตวัดดาบแกร่งนั้นฟันฉับเข้าที่ลำคอของทหารในชุดเกราะเงินของเป่ยหยางตรงหน้าขาดสะบั้น โลหิตสีแดงพุ่งกระจายออกมาเป็นวงกว้าง

อันตราย!” ร่างแกร่งบนหลังอาชาไม่รอช้าโน้มตัวลงมาแล้วใช้มือคว้าเอาตัวของคนที่ล้มอยู่บนพื้นตวัดขึ้นหลังม้าสีดำคู่ใจ

พาข้าไปเอาตราบัญชาเดี๋ยวนี้”

ทะ ทำไม?”

ไม่มีเวลาอธิบาย ไปเร็ว”

ม้าสีดำกระโจนเข้าไปยังโอสถสถาน ระหว่างที่ผ่านประตูชั้นกลาง คนที่อยู่บนหลังม้าก็ตะโกนสั่งปิดประตูเหล็กหนาพร้อมลงกลอน อาชาสีปลอดทะยานไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วตามคำบอกของจื่อเจินที่นั่งอยู่เบื้องหลัง

เมื่อเลาะลัดมาทางด้านขวาของโอสถสถานก็พบกับตัวอาคารหนึ่งมือแกร่งก็รั้งสายบังเหียนสั่งให้ม้าคู่ใจหยุด ส่วนตัวเองและคนร่างบางก็กระโดดลงจากหลังม้าแล้ววิ่งเข้าไปด้านในซึ่งเป็นห้องนอนของมู่หรงจื่อเจินเอง จื่อเจินวิ่งตรงเข้าไปเปิดที่หีบเล็กๆ ข้างเตียงก่อนจะหยิบเอาตราเสือบัญชาทัพแห่งเป่ยหยางขึ้นมา พลันนั้นเองร่างทั้งร่างก็ถูกตวัดเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดแกร่ง ทำเอาคนถูกสวมกอดตะลึงงัน ปล่อยตราในมือลงพื้นอย่างไม่รู้ตัว

คิดถึงเจ้านัก” เสียงทุ้มเอ่ยก่อนจะผละออก แต่มือแกร่งก็ยังจับกระชับที่หัวไหล่ทั้งสองข้างของจื่อเจิน ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าที่เปื้อนเลือดกระเซ็นนั้นก่อนจะเอื้อมมือข้งาหนึ่งไปเช็ดให้เบาๆ ให้ความอบอุ่นในใจอย่างประหลาด

เจ้ามิได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่” ร่างสูงในชุดเกราะเงินหนาเอ่ยถาม สิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นเพียงแค่การส่ายหน้า

เจ้าอยู่ที่นี่ ข้าจะออกไปจัดการข้างนอก”

แต่ว่า...”

โอสถสถานจะปลอดภัย มิต้องกังวล” ไม่ฟังคำใดอีก ร่างสูงก้มลงคว้าเอาตราบัญชาทัพรูปเสือขึ้นมา แล้ววิ่งออกไปขึ้นอาชาไนยคู่ใจกระโจนทะยานออกไปเบื้องหน้า

 

การรบยืดเยื้อไปอีกหลายชั่วยาม หากแต่หลังจากที่หวังเจิ้นฮว๋าออกไปแล้วก็ไม่ปรากฎว่ามีข้าศึกคนใดย่างกรายเข้ามาใกล้โอสถสถานอีก เว้นเพียงแต่คนเจ็บที่ถูกพาเข้ามาเรื่อยๆ จื่อเจินกลับไปช่วยเหลือเหล่าแพทย์หลายสิบคนที่ยุ่งมาตลอดทั้งวันทั้งคืนจนไม่ได้พักผ่อน

จวบจนเป็นเวลาพลบค่ำ เหล่าคนเจ็บที่ไม่ได้ถูกนำเข้ามารักษาอีกแล้ว ทุกคนจึงเริ่มรู้สึกได้ว่าเหตุการณ์สงบลงจริงๆ บัดนี้ตลอดทั้งลานกว้างของโอสถสถานเป็นไปด้วยผู้ป่วยที่นอนเรียงราย ช่วงเวลานี้เหล่าบรรดาหมอทั้งหลายและบ่าวรับใช้ของตระกูลมู่หรงจึงได้โอกาสในการสลับกันไปพักผ่อน พวกเขาไม่รู้ว่าผลแพ้ชนะเป็นเช่นไรบ้าง รู้แค่เพียงว่าผลของการรบมีแต่การบาดเจ็บล้มตาย

เสียงฝีเท้าม้าหลายตัววิ่งเข้ามาบริเวณโอสถสถาน บ่าวรับใช้วิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงานผู้เป็นนายใหญ่ หรือบิดาของจื่อเจิน

แม่ทัพเป่ยหยางและทหารกำลังเข้ามาขอรับ” ทุกคนในบริเวณนั้นที่ได้ยินต่างลุกพรวดอย่างตระหนก เพราะรู้แน่แล้วว่าการรบครั้งนี้ฝ่ายเป่ยหยางได้ชัยไป ผู้อาวุโสตระกูลมู่หรงขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิดก่อนจะออกคำสั่ง

พวกเจ้าออกไปคุ้มกันไว้ อย่าให้เข้ามาได้”

บ่าวรับใช้หลายสิบคนรับคำ แล้ววิ่งออกไป ในมือกำดาบประจำกายของตนแน่น ล้อมเอาไว้ที่ด้านหน้าของอาคารกลางโอสถสถานตลอดทั้งแนวเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายเป่ยหยางเข้าไปภายในอาคารกลางได้

นักรบในชุดเกราะสีเงินหกคนบนหลังม้ามองนิ่ง ผู้ที่อยู่ด้านหน้าสุดเป็นบุคคลที่เหล่าบ่าวรับใช้ตระกูลมู่หรงคุ้นหน้า หรือก็คือแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าที่เคยได้รับการช่วยเหลือโดยคุณชายจื่อเจินของพวกเขา แต่ใบหน้าของแม่ทัพในเวลานี้ช่างดุดันน่ากลัวนัก ส่วนหนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังนั้นคือขุนพลคู่ใจท่านแม่ทัพ ขุนพลอู๋ซวง

หลีกทางให้ข้าเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงทุ้มดังกังวานไปทั่วบริเวณ พวกบ่าวรับใช้กำดาบแน่นในมือไม่ขยับทั้งๆ ที่กายแต่ละคนสั่นเทิ้ม

เมื่อเห็นเช่นนั้น ร่างสูงบนหลังม้าจึงชักดาบอาบโลหิตแดงฉานออกจากฝักชี้ตรงไปยังประตูชั้นในของโอสถสถาน พร้อมเอ่ยย้ำอย่างแข็งกร้าวอีกครั้ง “หลีกทางให้ข้าเดี๋ยวนี้!”

เมื่อสิ้นเสียงก็ปรากฎร่างโปร่งบางคุ้นตาในชุดสีขาวของแพทย์เดินออกมาพร้อมกับคันธนูคู่ใจ ดวงหน้าคมดุนั้นมีทีท่าอ่อนลงก่อนจะปรากฎรอยยิ้มบางๆ ร่างสูงกระโดดลงจากหลังม้าแล้วย่างเท้าตรงเข้าไปหาจื่อเจินทันที

จื่อเจินไม่เอ่ยอะไร แต่มือเรียวนั้นกลับยกคันธนูขึ้นพร้อมวาดดอกศรพาดขึ้นสาย เล็งไปยังตำแหน่งอกของคนที่กำลังเดินเข้ามา แม่ทัพหวังชะงักไปนิด กระตุกยิ้มก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อ ม้าศึกหลายตัวเบื้องหลังส่งเสียงฟึดฟัดขึ้นจมูกพร้อมสะบัดหางไปมา

ร่างโปร่งเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ายังเดินเข้ามา ก็กัดริมฝีปากแน่นอย่างชั่งใจ แต่มือก็ยังไม่ยอมลดธนูลง จนตอนนี้ดอกศรสัมผัสเข้ากับชุดเกราะแกร่งนั้นเรียบร้อยแล้ว

ข้า แม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋า” ร่างโปร่งเอ่ยนามของตนเสียงกังวานจนดังเข้าไปถึงอาคารกลางชั้นใน ดวงตาคมสบเข้ากับดวงตาเรียวสวย ก่อนจะเอ่ยต่อ

บัดนี้สงครามได้สิ้นสุดแล้ว โอสถสถานแห่งตระกูลมู่หรงเป็นของเป่ยหยางนับแต่บัดนี้ไป” สายตาทุกคู่จ้องไปที่บุคคลทั้งสอง มู่หรงจื่อเจินลดคันธนูลงช้าๆ เมื่อได้ยินเสียงประกาศชัดถ้อยชัดคำนั้น รวมไปถึงบ่าวรับใช้คนอื่นๆ ต่างก็ค่อยๆ ลดดาบในมือลงตามนายของตัวเองด้วยท่าทียินดี

รอยยิ้มเล็กๆ จุดขึ้นบนใบหนาเรียวสวยได้รูป ทำเอาคนมองหัวใจพองโต หวังเจิ้นฮว๋าโผเข้ากอดร่างบางตรงหน้าท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ จื่อเจินเองก็ทำอะไรไม่ถูกได้แต่ปล่อยให้แขนแกร่งนั้นรัดเขาเอาไว้แนบแน่นเป็นเวลานาน

 

ม้าศึกทั้งหกค่อยๆ เหยาะย่างช้าๆ ไปทางทิศตะวันออกของโอสถสถาน บนหลังม้าสีดำของแม่ทัพหวังบัดนี้มีคนเพิ่มมาอีกหนึ่ง จื่อเจินนั่งด้านหน้าส่วนแม่ทัพหวังนั่งซ้อนอยู่เบื้องหลัง ชุดเกราะนักรบนั้นมีคราบเลือดเกรอะกรัง ทำให้บัดนี้ชุดสีขาวสะอาดของจื่อเจินเองเปื้อนคราบเลือดที่ยังไม่แห้งบางจุดนั้นไปด้วย

จื่อเจินไม่ได้ถามว่าว่าจะพาเขาไปที่ใด ได้แต่นั่งเงียบบนหลังม้าอย่างใช้ความคิด เพียงไม่นานม้าศึกทั้งหกก็มาถึงที่หมาย เบื้องหน้าที่จื่อเจินเห็นเป็นสถานที่พักผ่อนของเหล่าทหารของกองทัพเป่ยหยาง ทหารหลายคนที่ได้รับบาดเจ็บกำลังถูกรักษาอยู่ที่อีกฟากหนึ่ง ส่วนอีกฟากก็มีทหารอีกมากมายถอดเสื้อกระโดดโลดเต้น พร้อมกินมื้อเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อย ฉลองให้กับชัยชนะในครั้งนี้ คบเพลิงขนาดใหญ่ถูกปักไว้หลายจุดล้อมรอบโจมที่พักนับพันนับร้อยแห่งนี้

ชายทั้งหกกระโดดลงจากหลังอาชา ก่อนเจิ้นฮว๋าจะเอ่ย

พวกเจ้าไปพักผ่อนเถิด” ขุนพลทั้งห้าพยักหน้ารับก่อนจะแยกย้ายกันออกไปเข้าที่พักของตัวเอง เมื่อเห็นดังนั้นจื่อเจินก็กระโดดลงจากหลังม้าแล้วเอ่ยถามสิ่งที่สงสัย

เจ้าพาข้ามาที่นี่ทำไม?”

ข้าคิดถึงเจ้า” คำตอบที่ได้รับทำเอาร่างบางไปต่อไม่ถูก ได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ จะพูดอะไรต่อก็พูดไม่ออก เป็นเวลากว่าเดือนแล้วนับตั้งแต่แม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าจากโอสถสถานไป ร่างสูงอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะคว้ามือเรียวนั้นให้เดิมตามตนเองเข้าไปที่กระโจมพักที่ใหญ่ที่สุดด้านใน ข้างหน้าโจมมีทหารสี่นายยืนเฝ้าเวรยามอยู่ เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ทัพหวังที่เดินเข้ามาก็ทำความเคารพอย่างแข็งขัน แม่ทัพเพียงมองนิ่งๆ ก่อนจะจูงจื่อเจินเข้าไป

ภายในไม่มีข้าวของอะไรมากนัก จากที่จื่อเจินกวาดตามองก็มีตั่งที่ใช้หลับนอน หีบใหญ่ที่คาดว่าน่าจะใช้เก็บอาวุธและเครื่องนุ่งห่ม และถังไม้ไว้ใช้อาบน้ำใบใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางกระโจม

มือแกร่งละออกจากมือเรียวบางนั้นเพื่อปลดชุดขาวเปื้อนคราบเลือดนั้นออกให้กับจื่อเจิน จื่อเจินตกใจจนถอยกรูด แต่คนตรงหน้าก็ยังเดินเข้ามา

ถอดเสื้อคลุมของเจ้า” เขาเอ่ยแค่นั้น ร่างบางมองชุดตนเองที่เปื้อนเลือดแล้วก็ถอนหายใจก่อนจะถอดออกอย่างเชื่อฟัง เหลือเพียงชุดตัวในที่ขาวสะอาด

เมื่อแม่ทัพเห็นดังนั้นก็หันไปปลดชุดเกราะหนักๆ ของตนเองออก ตามด้วยชุดด้านใน เผยให้เห็นแผงอกแกร่ง จื่อเจินทำเพียงแค่มองคนตรงหน้าทำธุระของตนเองอย่างเงียบๆ ไม่มีคำพูดใดๆ จากปากคนทั้งสองชั่วระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งร่างสูงทำท่าจะถอดกางเกงออก ทำให้จื่อเจินต้องรีบร้องห้ามหน้าดำหน้าแดง

เจ้าจะทำอะไรน่ะ?!”

อาบน้ำ”

ขะ ข้ายืนหัวโด่อยู่นี่ เจ้าไม่เห็นรึ?” ร่างบางพูดตะกุกตะกัก แต่อีกคนกลับมองว่าน่าเอ็นดู

เจ้าเขินข้างั้นหรือ?” ไม่พูดเปล่า มือแกร่งก็จัดการปลดกางเกงตัวเองออก เผยให้เห็นความกำยำสมส่วนทั้งร่าง ส่วนจื่อเจินเบิกตาโพลงก่อนจะหันหลังขวับพร้อมตะโกนลั่น

เจ้า!”

เหล่าทหารกล้ามิใส่ใจเรื่องพวกนี้” เจิ้นฮว๋าพูดเรียบๆ ก่อนจะก้าวลงไปในถังอาบน้ำใบใหญ่ที่ภายในมีน้ำใส่ไว้อยู่แล้ว จื่อเจินที่ได้ฟังก็พอจะเข้าใจว่าพวกทหารถึงเวลาอาบน้ำแต่งตัวหรือทำอะไร เนื่องจากต้องบุกป่าฝ่าดง ทำให้ไม่สนใจในเรื่องของการที่ต้องเปลือยล่อนจ้อนต่อหน้าคนอื่น แบบนี้สินะ?

ตะ แต่ข้าไม่เหมือนพวกเจ้า” เขาแหวใส่

ถ้าเช่นนั้นร่างกายของคุณชายตระกูลมู่หรงก็ยังไม่เคยมีคนเห็นงั้นรึ?” เสียงทุ้มเอ่ยถาม พร้อมทำความสะอาดร่างกายตัวเอง

ร่างโปร่งของจื่อเจินพาตัวเองไปนั่งบนตั่งอย่างทำอะไรไม่ถูก มือไม้ก็รู้สึกเกะกะจนไม่รู้ว่าต้องเอาวางไว้ตรงไหนกันแน่

มะ ไม่เคย” ตอบได้แค่นั้นก็เสหน้าไปอีกด้าน ใบหน้าขาวเนียนนั้นแดงปลั่งอย่างปิดไม่มิด ทำเอาคนมองอมยิ้มอย่างพึงใจ

ถ้าเช่นนั้น ขอให้ข้าได้เชยชมเป็นคนแรกจะได้หรือไม่” นั่นปะไร เอ่ยมาได้ช่างไม่อายฟ้าดิน

จะ เจ้าจะบ้าหรือไง? ขะ ข้าไม่อยู่แล้ว ข้าจะกลับ” ว่าจบก็ลุกพรวดกำลังจะก้าวออกจากกระโจม แต่ถูกคว้าตัวเอาไว้ซะก่อน ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่ที่คนตัวสูงนั่นก้าวออกมาจากถังอาบน้ำแล้ว ยังโป๊เปลือยต่อหน้าเขา

หวังเจิ้นฮว๋า!!” ร่างโปร่งเอ่ยนามคนตรงหน้าอย่างโมโห แต่ใบหน้าแดงจัดด้วยความอาย

ชู่ว” นิ้วเรียวของร่างสูงทำท่าจุ๊ปากพร้อมส่งเสียงเป็นสัญญาณให้คนตรงหน้าลดเสียงลง เพราะที่นี่ไม่เหมือนกับโอสถสถาน จะพูดจะส่งเสียงอะไร ดังเพียงนิด ก็ได้ยินไปถึงข้างนอกแล้ว

เจ้าไปแต่งตัวเดี๋ยวนี้นะ” จื่อเจินกระซิบเสียงแข็ง พร้อมจ้องถลึงใส่หน้าคมนั้น

เอาล่ะๆ ข้าจะแต่งตัวเดี๋ยวนี้” ว่าแล้วก็เดินโทงๆ ไปเช็ดตัวแล้วหยิบเอากางเกงในหีบมาสวมก่อนจะเดินกลับมาหาร่างบางที่ยืนหันรีหันขวางอยู่ที่ทางออก เมื่อจื่อเจินเห็นว่าอีกคนใส่กางเกงแล้วก็โล่งใจ

ข้าจะกลับแล้ว ป่านนี้ท่านพ่อคงเป็นห่วง” แน่ล่ะ ก็เขาออกมาโดยที่ไม่ได้บอกกล่าวกับที่บ้าน

อู๋ซวงแจ้งท่านพ่อเจ้าแล้วว่าคืนนี้เจ้าจะอยู่ที่นี่...กับข้า”

 

เป็นเรื่องปกติที่เหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหลายจะมีคู่นอนในระหว่างออกศึก และแน่นอนว่าในสนามรบจะหาหญิงใดมาเป็นคู่นอนก็ช่างยากเย็นยิ่ง ส่วนใหญ่จึงได้เหล่าทหารวัยหนุ่มหรือเชลยเข้าไปคอยปรนนิบัติยามเสร็จสิ้นจากกิจสงคราม คืนนี้ก็เช่นเดียวกัน เสียงกระเส่าด้วยความเสียวกระสันดังแว่วมาตามลมเป็นระยะ ยิ่งดึกสงัด เสียงก็ยิ่งชัดขึ้น

จื่อเจินนอนตัวแข็งไม่กล้าขยับ ดวงตากลมมองไปด้านบนของกระโจม คนร่างสูงที่ลากเขามาที่นี่หลับไปแล้ว แต่ตัวเขานี่สิจะหลับลงได้ยังไงกัน ก็เสียงดังซะขนาดนี้

คิดแล้วก็ค่อยๆ ชันกายขึ้นช้าๆ

จะไปที่ใด” เสียงทุ้มดังมาจากคนที่นอนหลับตาอยู่ ไม่ได้หลับหรอกหรือนี่

คือว่าข้า...” พูดได้เพียงเท่านั้นก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรต่อ เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนหรือทำอะไร

นอนไม่หลับหรือ” เจิ้นฮว๋าขยับกายลุกขึ้นนั่งช้าๆ แววตาที่มองจื่อเจินฝ่าความมืดมา ถ้ามองไม่ผิดมันช่างอบอุ่นจนคนถูกมองยิ่งทำตัวไม่ถูก

“...”

หวังเจิ้นฮว๋าเหมือนจะเข้าใจคนตรงหน้า เขาลุกขึ้นยืนก่อนจะหยิบเอาชุดคลุมตัวยาวที่วางพาดข้างๆ มาสวม แล้วหยิบดาบคู่กายเดินออกไปนอกกระโจมทิ้งให้คนร่างบางนั่งมองตาปริบๆ

ครู่ใหญ่ๆ แม่ทัพก็เดินกลับมาเสียบดาบกลับเข้าฝักดังเดิม ถอดชุดคลุมโยนไปข้างๆ แล้วล้มตัวนอนหลับตา ร่างโปร่งที่นั่งอยู่นั้นมองอย่างสงสัยว่าคนตรงหน้าเดินออกไปไหนมา แต่แล้วก็ถึงบางอ้อเมื่อรับรู้ได้ถึงเสียงที่เงียบผิดปกติของบริเวณรอบๆ กระโจม

เสียงที่ดังเมื่อครู่เหล่านั้นเงียบไปแล้ว เหลือเพียงเสียงแตกปะทุของไฟจากคบเพลิงที่ดังมาเป็นระยะในค่ำคืนอันดึกสงัด จื่อเจินยังคงนั่งนิ่งมองไปยังแม่ทัพหวังในความมืด

ข้ามิเคยทำเรื่องพรรค์นั้น” ร่างบางที่ได้ยินถึงกับอึกอัก ยังไม่ทันเอ่ยอะไรออกไปก็ถูกมือแกร่งฉุดให้นอนลงข้างๆ

เจ้าหมายความว่าอะไร?”

มีเพียงความเงียบเป็นคำตอบ ร่างแกร่งนั้นหลับไปแล้ว จื่อเจินเองไม่นานก็ผล็อยหลับไปเช่นเดียวกัน

 

-------------

กรี๊ดดดดด ท่านแม่ทัพพพพพพ 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #36 mdoublee_43 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 / 00:55
    ท่านแม่ทัพจะเดินโทงๆแบบนี้ไม่ได้55
    #36
    0
  2. #6 Rieng (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2563 / 00:12

    ท่านแม่ทัพไม่อ่อนโยน(ต่อใจ) สมกับเป็นชายชาติทหาร 😏😏😏 น้องตั้งรับไม่ทันแล้ว 😊😊😊 ขอบคุณค่ะไรท์ ♥️💕♥️💕

    #6
    0