ลำนำแม่ทัพแห่งเป่ยหยาง | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 14 : ลำนำบท 14 อดีตหมอหลวง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 251
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    28 ก.ย. 63



ลำนำบท 14 อดีตหมอหลวง

 

“เจิ้นฮว๋า”

“ว่าอย่างไร?” น้ำเสียงนุ่มนวลนั้นเปล่งออกมาจากปากเรียวของแม่ทัพเจ้าของนาม

“เจ้าบอกกับข้าว่าเจ้ามิได้มีฐานันดร และไม่ต้องการบัลลังก์ แต่การกระทำของเจ้า...”

“การกระทำพี่เป็นเช่นไร” ดวงตาคมหันมามองสบกับดวงตาคู่สวย จื่อเจินเองก็ไม่ได้หลบสายตา เอื้อนเอ่ยสิ่งที่นึกคิดภายในใจออกไป

“การกระทำของเจ้ามิต่างจากเชื้อพระวงศ์... เจ้ากล้าโต้แย้งฝ่าบาท ทั้งยังเดินออกจากที่ประชุมกลางคัน สิ่งที่ข้าเห็นไม่ใช่แต่เพียงความเป็นแม่ทัพเท่านั้น แต่ยังมีความยโสอวดดี ราวกับเจ้ารู้ว่าผู้ใดก็มิกล้าหือกับเจ้า เนื่องด้วยเพราะทุกคนรู้ว่าเจ้าเองเป็นโอรสกษัตริย์”

หวังเจิ้นฮว๋าถึงกับคิ้วกระตุก “เจ้าคิดว่าพี่เป็นเช่นนั้นหรือ”

“สิ่งที่ข้าเห็นเป็นเช่นนั้น”

คำพูดที่เอ่ยออกมาจากปากสวยทำเอาหวังเจิ้นฮว๋าทำหน้าไม่ถูก คิ้วเข้มขมวดพร้อมกับที่ปากหยักก็เอ่ย

“นั่นเพราะพี่ไม่ต้องการตำแหน่งนั้นจริงๆ อย่างไรเล่า สิ่งสำคัญสำหรับพี่ที่สุดในตอนนี้คือเจ้า”

“...”

“เป็นจักรพรรดิ นอกจากต้องดูแลบ้านเมือง สิ่งที่พี่กังวลที่สุดคือเรื่องภายใน เจ้าจะรับได้หรือหากพี่มีสนมอื่น หรือมีผู้รังแกเจ้า หรือแม้กระทั่งมีเครื่องราชบรรณาการที่มาจากแคว้นอื่นเมืองอื่นเพื่อสัมพันธไมตรีที่ไม่อาจปฏิเสธ”

เจิ้นฮว๋านึกไปถึงผู้เป็นมารดาของตนเองระหว่างที่อธิบายไปด้วย เพราะความอิจฉาริษยาในหมู่นางสนมกำนัล การแก่งแย่งชิงดีที่จะต้องทำให้กษัตริย์พอพระทัยจนได้เลื่อนขั้น และตำแหน่งสูงสุดคือจักรพรรดินี ทำให้เกิดโศกนาฎกรรมภายในวังเล็กหลายต่อหลายครั้ง เขาไม่อยากให้ยอดดวงใจของตัวเองต้องพบเจอกับเหตุการณ์เช่นนั้น

จื่อเจินหลุบตานิ่งฟังเงียบ สิ่งที่เขารู้อีกอย่างคือแม่ทัพหวังเป็นห่วงความรู้สึกของเขาที่สุด แน่นอนว่าตัวเขาไม่อาจรับได้กับการที่คนตรงหน้าต้องร่วมหลับนอนหรือมีสัมพันธ์กับผู้อื่น ถึงแม้ว่าจะเชื่อใจหวังเจิ้นฮว๋ามากแค่ไหน แต่ลึกๆ ในใจจื่อเจินก็ยังคงกังวลอยู่ดี

หากเป็นเพราะตัวเขาแล้วทำให้เรื่องราวต้องวุ่นวายไปกว่าเดิม เขาควรจะต้องยอมรับจริงๆ ว่าเขาไม่สามารถอยู่ที่นี่ต่อไปได้ เพราะนั่นหมายถึงแม่ทัพหวังจะยังคงค้านการขึ้นสืบราชบัลลังก์ หากคนที่เคียงข้างมิใช่เขา

“ถ้าเช่นนั้น...”

“จื่อเจิน เจ้ามิต้องกล่าวอันใดทั้งสิ้น และมิต้องกังวลอันใดเลย ขอให้เชื่อใจในการตัดสินใจของพี่เท่านั้นได้หรือไม่” ร่างสูงกำลังจะดึงกายอีกคนเข้ามาใกล้ แต่ก็ชะงักเมื่อตระหนักได้ว่าที่นี่เป็นเขตพระราชฐาน และที่ที่พวกเขายืนอยู่ก็คือหน้าวังกลางหรือโถงว่าราชการ

อีกคนพยักหน้าน้อยๆ แต่ในใจก็ยังคงคิดไม่ตก จนกระทั่งมีทหารรักษาพระองค์นายหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาหาแล้วแจ้งความ

“ฝ่าบาทมีพระประสงค์พบคุณชายมู่หรงขอรับ”

“ด้วยเหตุใด” เป็นหวังเจิ้นฮว๋าที่ถามออกไปทันควัน

“ข้ามิอาจทราบ”

“ถ้าเช่นนั้นข้าไปด้วย”

“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านแม่ทัพเข้าไปพักผ่อนยังวังปีกซ้ายขอรับ” ใบหน้าคมตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะวังปีกซ้ายคือที่ประทับของโอรสและเชื้อพระวงศ์ ดูเหมือนว่าจักพรรดิหวังเหว่ยหลงจะบังคับให้เขาอยู่ที่นี่ให้ได้ เมื่อสายตามองไปยังด้านข้างจึงเห็นทหารชั้นสูงหลายนายยืนเรียงหน้ากระดานรอดักเขาทั้งสองมิให้ออกจากเขตพระราชวัง ซึ่งทหารเหล่านั้นก็ล้วนแต่อยู่ภายใต้การดูแลของแม่ทัพเช่นเขาทั้งสิ้น

“พวกเจ้ากล้าดีอย่างไร!

“เป็นรับสั่งฝ่าบาทขอรับท่านแม่ทัพ” ทหารรักษาพระองค์นายเดิมกล่าวย้ำอีกครั้ง จนจื่อเจินต้องรีบเอ่ยออกไป

“ข้าจะไปพบองค์จักรพรรดิตามประสงค์”

“จื่อเจิน”

“เจ้าไปพักผ่อนเสียเถิด มิต้องห่วงข้า”

ร่างบางว่าเพียงเท่านั้นก็เดินตามนายทหารองครักษ์เข้าไปด้านในวังอันเป็นที่ประทับของผู้ครองเมือง

 

 

 

“คุณชายมู่หรงจื่อเจินขอเข้าเฝ้า!

“ให้เข้ามา”

เมื่อสิ้นเสียง ประตูบานใหญ่ก็ถูกเลื่อนเปิดออกจากผู้รับใช้ด้านใน ตรงกลางห้องคือองค์จักพรรดิที่ประทับรออยู่ก่อนแล้ว หากแต่ไม่ได้ทรงองค์เต็มยศอย่างเมื่อครั้งที่ออกว่าราชการ

“ถวายบังคมฝ่าบาท” ร่างโปร่งบางค้อมตัวลงคุกเข่ากับพื้น จักรพรรดิเปล่งเสียงสรวลออกมาอย่างพอใจ

“ไม่คิดเลยว่าคนของตระกูลมู่หรงจะเหยียบย่างเข้ามาที่วังของข้าอีกครา” คนที่นั่งอยู่บนพื้นยังคงก้มหน้าลง มิได้เงยหน้ามองพระพักตร์ เข้าใจที่ผู้มียศสูงที่สุดในแคว้นเอ่ยทักมาเช่นนั้น เพราะศิษย์แพทย์ตระกูลมู่หรงมิได้เป็นแพทย์ให้กับหนานหยางเพียงแคว้นเดียว แต่ยังกระจายไปตามแต่ละแคว้น ทั้งใกล้และไกล หากจะมีศิษย์จากโอสถสถานมู่หรงกลายมาเป็นหมอหลวงภายในวังแห่งนี้ก็มิใช่เรื่องน่าแปลกใจ

แต่หารู้ไม่ว่าจักรพรรดิมีความนัยแฝงในประโยคนั้น

“ฝ่าบาทมีพระประสงค์พบกระหม่อมด้วยเรื่องอันใดพะยะค่ะ”

“ข้าจำได้ว่าสั่งให้ทหารเป่ยหยางจัดการแคว้นหนางหยางให้ราบ ไม่เว้นแม้แต่โอสถสถานมู่หรง”

“...”

“แต่แม่ทัพหวังกลับขัดคำสั่งของข้า ละเว้นพวกเจ้า”

“...”

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงสั่งให้ทำลายที่แห่งนั้นทิ้งเสีย”

“กระหม่อมมิทราบ”

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะบอกเจ้าตามตรง...” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเว้นไปชั่วครู่ มือหนาอันมีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัยยกถ้วยชาเล็กขึ้นจิบ

“โอสถสถานมู่หรงเคยเป็นที่พักรักษาตัวข้าเมื่อครั้งออกศึก สหายของข้าคือหัวหน้าตระกูลมู่หรงในปัจจุบัน”

จื่อเจินแทบลืมตัวชันหัวขึ้น แต่เมื่อนึกขึ้นได้ก็ก้มลงไปดังเดิม

ท่านพ่ออย่างนั้นหรือ? เหตุใดท่านพ่อไม่เคยบอกว่าจักรพรรดิหวังเหว่ยหลงคือสหาย...

“ที่นั่น...ข้าได้พบกับหญิงผู้หนึ่ง นางเป็นรักแรกของข้า...

หลังจากอาการบาดเจ็บหายดี ข้าก็รีบกลับมายังเป่ยหยางเพื่อทูลขอท่านพ่อเรื่องการหมั้นหมาย แต่กลับถูกคัดค้านอยู่หลายคราเป็นระยะเวลากว่าครึ่งปี จวบจนข้าได้ถูกสถาปนาขึ้นเป็นจักรพรรดิแทนท่านพ่อที่ล้มป่วย

ขบวนเสด็จยิ่งใหญ่ถูกส่งไปยังโอสถสถานมู่หรงเพื่อทำการสู่ขอหมั้นหมาย...”

“...”

“แต่ข่าวที่ข้าได้รับเมื่อขบวนกลับมาถึง คือหญิงผู้นั้นออกเรือนแล้ว และกำลังตั้งครรภ์... คำว่าดวงใจสลายเป็นเช่นไรข้ารู้เดี๋ยวนั้นเอง... แต่สิ่งที่ทำให้ข้าคับแค้นใจยิ่งไปกว่าคือ หญิงที่ข้ารักกลายเป็นภรรยาของสหายข้า มู่หรงจื่อเหลียง!

เสียงของบางอย่างกระแทกดังปังจากเหนือหัวของจื่อเจินจนสะดุ้งไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า เขาตัวสั่นเทิ้มในท่าคุกเข่าหมอบเมื่อได้ฟังเรื่องราวที่ตนไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับท่านพ่อท่านแม่ที่มีความเกี่ยวข้องกับจักรพรรดิหวังเหว่ยหลงผู้นี้ ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเมื่อมีโอกาส พระองค์จึงสั่งให้ทำลายโอสถสถานเสีย

หากแต่จื่อเจินเองในเวลานี้ก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าการนิ่งฟังสิ่งที่องค์จักรพรรดิต้องการเอ่ยต่อเท่านั้น

“ข้ายังคงให้คนแวะเวียนเข้าไปเยี่ยมเยียนอยู่เป็นครั้งคราว เนื่องจากภารกิจราชการที่ข้าไม่อาจละทิ้งได้ จนกระทั่งนางให้กำเนิดบุตรชายในยามเดือนหงายกลางฤดูคิมหันต์”

บุตรชายคนนั้นเงยหน้าสบกับพระพักตร์ของกษัตริย์แห่งเป่ยหยาง ดวงตาสั่นไ

หวด้วยเพราะความรู้สึกผิด รู้สึกกลัว และความประหม่าที่ผสมปนเปจนสับสน แต่แล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อได้ยินสุรเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมาอีกครั้ง

“ข้าเป็นผู้ตั้งชื่อให้กับบุตรชายของนางกับสหายข้า และนามนั้น...”

“ฝ่าบาท กระหม่อ-

“มู่หรงจื่อเจิน”

“กระหม่อมมิเคยทราบ”

“เจ้าจะรู้ได้อย่างไรเล่า ในเมื่อข้าเป็นคนสั่งมิให้โอสถสถานเอ่ยเรื่องเกี่ยวกับข้า”

“...”

“ข้าทั้งรัก ทั้งแค้นและชิงชังตั้งแต่ที่สหายรักของข้าแย่งคนรักของข้าไป จนกระทั่งบุตรชายที่กำเนิดมากลับมาพรากคนรักของข้าไปอีกอย่างไม่อาจหวนกลับ”

จื่อเจินรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา แสบจมูกไปหมดเมื่อได้ฟังความนั้น ความรู้สึกหนักหน่วงท่วมท้นจนเต็มอกหากแต่กลับไม่สามารถเอ่ยคำใดออกมาได้เลย แม้แต่เสียงสะอื้นก็ต้องกลั้นเอาไว้ เมื่อความรู้สึกผิดก่อตัวขึ้นในใจอีกครั้ง รู้สึกผิดที่ทำให้ท่านแม่เสียชีวิตหลังจากให้กำเนิดเขาได้เพียงวันเดียว

“และความรู้สึกนั้นมันก็กลับมาอีกครั้งเมื่อเห็นหน้าเจ้า” ฝ่าบาทยันกายขึ้นแล้วเดินมาหยุดที่ด้านหน้าของคนที่นั่งอยู่แทบเท้า

“กระหม่อมผิดไปแล้ว ขอพระองค์ทรงลงโทษกระหม่อมเถิดพะยะค่ะ” หน้าผากมนวางแนบติดกับพื้นเย็นเยียบทั้งที่กลั้นสะอื้นจนตัวโยน “โปรดละเว้นโอสถสถานมู่หรงเถิดพะยะค่ะ!

เสียงหัวเราะในลำคอก้องไปทั่วทุกอณูในร่างกาย ยิ่งทำให้จื่อเจินหลับตาปี๋ หยาดน้ำใสที่เอ่อคลอร่วงเผาะ

“ในกายเจ้ามีเลือดเนื้อเชื้อไขของหญิงผู้เป็นที่รักของข้า ข้าจักลงโทษเจ้าลงได้อย่างไรเล่า”

“...”

“แต่สำหรับเจ้าสหายคิดคดทรยศ...ข้ามิอาจละเว้น!

“ฝ่าบาท!” จื่อเจินเบิกตาโพลง ใบหน้าขาวสวยเปรอะไปด้วยคราบน้ำตาเงยสบพักตร์กษัตริย์ สายตาที่ได้รับกลับมาแข็งกร้าวจนน่าหวาดหวั่น

“มันลักพาตัวสนมที่กำลังจะถูกแต่งตั้งเป็นจักรพรรดินีของข้าไป มิหนำซ้ำยังฆ่านาง!!

ราวกับผืนฟ้าถล่มลงมากลางใจของจื่อเจิน เมื่อกษัตริย์ตรงหน้ากล่าวอ้างว่าท่านพ่อฆ่าพระสนมนางนั้น

ท่านพ่อไม่มีทางฆ่าใครแน่ แต่เหตุใดจึงลักพาตัวพระสนมไปนี่คือสิ่งที่เขาต้องรู้

“เจ้ายังจะให้ข้าละเว้นมันอยู่อีกอย่างนั้นรึ!

“ขอได้โปรดทรงฟังความจากท่านพ่อของกระหม่อมเสียก่อนเถิดพะยะค่ะ กระหม่อมเชื่อว่าเป็นความเข้าใจผิดแน่แท้ ...แต่หากมิใช่ความเข้าใจผิดจริงแล้วไซร้ กระหม่อมจะยอมตายต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์”

จะต้องเป็นความเข้าใจผิดเท่านั้น มิเช่นนั้นแล้ว เขาจะสู้หน้าแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าได้อย่างไร หากท่านพ่อของเขาเป็นผู้สังหารท่านแม่ของเจิ้นฮว๋าจริง แล้วเขาจะทนมองหน้าคนที่รักโดยมีความรู้สึกผิดแบบนี้ไปชั่วชีวิตได้อย่างนั้นหรือ!

 

 

 

หวังเจิ้นฮว๋าก้าวเข้าไปยังที่พักรับรอง หรือที่ห้องที่ถูกตระเตรียมเพื่อให้เขากลับเข้ามาอยู่ที่นี่ ดวงตาคมมองทั่วห้องสี่เหลี่ยมอยู่ครู่ก่อนจะเห็นว่าชุดปักเลื่อมวิจิตรประจำตำแหน่งโอรสถูกแขวนเอาไว้ที่มุมหนึ่ง เปลวเทียนส่องสว่างยามค่ำที่ตกกระทบกับชุดยิ่งขับให้สีทองของชุดดูสว่างกว่าเดิม

เขาลดตัวลงนั่งที่เก้าอี้แล้วปล่อยให้ความคิดล่องลอยไป ไม่รูว่านานเท่าใดแต่กลับรู้สึกเหมือนเวลาเดินเชื่องช้าเหลือเกิน จนกระทั่งรู้สึกว่ามันนานเกินไป ร่างแกร่งก็ถลันตัวลุกขึ้นตรงไปเปิดประตู พอดีกับอนุชาที่ต้องการแวะมาทักทายมาถึง แต่กลับต้องส่งคำถามไปแทนเมื่อเห็นท่าทีร้อนรนของผู้เป็นพี่ชาย

“ท่านพี่จะไปที่ใด”

“มิใช่ธุระของเจ้า” ร่างสูงก็ผุนผลันออกไปโดยไม่รอฟังคำใดอีก

ระหว่างทาง เขาได้พบเข้ากับทหารใต้บังคับบัญชาจำนวนหกนายที่กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยก็ออกคำสั่ง

“ตามข้ามา”

เหล่าทหารทั้งหกโค้งคำนับอย่างเชื่อฟังแล้วออกเดินตามหลังแกร่งของท่านแม่ทัพของพวกตนที่ก้าวฉับๆ มุ่งหน้าไปยังทิศทางของที่ประทับฝ่าบาท

หน้าที่ประทับของจักรพรรดิหวังเหว่ยหลงมีร่างของทหารรักษาพระองค์ยืนเฝ้ายามอยู่หลายนาย หวังเจิ้นฮว๋าปรายตามองเพียงนิดแล้วก้าวขึ้นบนขั้นบันได แต่เพียงแค่ก้าวเดียวก็ถูกฝักดาบของทหารสองนายดักเอาไว้ที่ช่วงอก

“ฝ่าบาทมีรับสั่งมิให้ผู้ใดเข้าเฝ้า”

“ไปทูลว่าข้าหวังเจิ้นฮว๋าต้องเข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้”

“เป็นรับสั่งของฝ่าบาทมิให้ผู้ใดเข้าเฝ้า”

เมื่อเห็นว่าทหารนอกเหนือบังคับบัญชาของเขาคงไม่ให้เข้าเป็นแน่ และด้วยมิอยากให้เกิดการปะทะขึ้นระหว่างทหารภายในราชวัง จึงชักเท้าถอยลงมาจากบนขั้นบันได แล้วยืนรอด้วยใจร้อนรุ่ม

เสียงการสนทนาด้านในยังคงดังออกมาเป็นระยะ จากเบากลายเป็นดัง จนหวังเจิ้นฮว๋าจับใจความได้ตั้งแต่ประโยค

 

“แต่สำหรับเจ้าสหายคิดคดทรยศ...ข้ามิอาจละเว้น!

มันลักพาตัวสนมที่กำลังจะถูกแต่งตั้งเป็นจักรพรรดินีของข้าไป มิหนำซ้ำยังฆ่านาง!!

 

ฆ่างั้นหรือ? มือหนากำแน่นจนขึ้นเส้นเลือดพร้อมกับหัวคิ้วเข้มขมวดเป็นปม แม้กายแกร่งจะดูเหมือนนิ่งไม่ไหวติง แต่หัวใจกลับเต้นรัวแรงกับสิ่งที่ได้ยิน

 

“ขอได้โปรดทรงฟังความจากท่านพ่อของกระหม่อมเสียก่อนเถิดพะยะค่ะ กระหม่อมเชื่อว่าเป็นความเข้าใจผิดแน่แท้ ...แต่หากมิใช่ความเข้าใจผิดจริงแล้วไซร้ กระหม่อมจะยอมตายต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์”

 

เกี่ยวอันใดกับท่านพ่อของจื่อเจิน!?

หลังสิ้นเสียงสั่นเครือของจื่อเจิน บทสนทนาด้านในก็เงียบลง ยิ่งทำให้แม่ทัพไม่อาจทนรอต่อไปได้อีก มือแกร่งตวัดชักดาบออกจากฝักที่แขวนอยู่ที่เอวของทหารรักษาพระองค์ตรงหน้ายามเผลอ คมดาบวาววับจ่ออยู่บนลำคอทหารเจ้าของดาบโดยไม่ทันรู้ตัว พลันทหารรักษาพระองค์นายอื่นที่เฝ้าอยู่ ณ ที่นั้นก็กรูกันเข้ามาล้อมแม่ทัพเอาไว้ในทันทีพร้อมกับชักดาบแทบจะพร้อมเพรียงกันจนเกิดเสียงโลหะสีกันแสบแก้วหู แต่ทหารของแม่ทัพเองก็รวดเร็วไม่แพ้กัน ถลันกายขึ้นมาคุ้มกันได้ทันท่วงที หวังเจิ้นฮว๋าขบกรามจนขึ้นนูนเป็นสัน เอ่ยเสียงลอดไรฟัน

“หลีกไป”

ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความนิ่งเงียบและไม่ไหวติง ไวเท่าความคิด ดาบในมือแกร่งก็ปะทะกับดาบในมือของทหารที่อยู่เยื้องไปข้างขวา ตามด้วยด้านซ้ายโดยที่ไม่ทันให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว หกทหารเมื่อเห็นผู้เป็นนายลงมือจึงไม่รอช้ารีบออกดาบให้ความช่วยเหลือทันที

เสียงฝีดาบกระทบกระแทกโกลาหล ทำให้คนที่อยู่ด้านในต้องเปิดประตูบานหนาออก ทุกสายตาของผู้ที่กำลังต่อสู้จึงหันมองไปในทิศทางเดียวกันก่อนจะพร้อมใจกันคุกเข่าอย่างสงบเสงี่ยม เมื่อบุคคลที่ปรากฎกายอยู่ตรงหน้าคือเจ้าของที่ประทับแห่งนั้น และที่ด้านข้างก็คือคนที่แม่ทัพหวังต้องการพาตัวกลับที่บัดนี้เบิกตากว้างมองเหตุการณ์ตรงหน้า

“มีเหตุอันใด”

ถามไปเช่นนั้นเอง เพราะอันที่จริงองค์จักรพรรดิรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกเสียจากว่าโอรสต้องการเข้าเฝ้า แต่ถูกห้ามเอาไว้ และเหตุผลของการเข้าเฝ้าก็คงไม่ใช่อื่นใดนอกเสียจาก

“กระหม่อมต้องการพาตัวคุณชายมู่หรงกลับ”

“ถึงขั้นต้องสู้กันเองเลยรึ” ใบหน้ามีอายุนั้นแต้มด้วยรอยยิ้มบางพร้อมเลิกคิ้ว

“...”

“ฝ่าบาท ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมขอลา” จื่อเจินรีบเบี่ยงเบนความสนใจของคนเบื้องสูงพลางก้มหัวโค้งให้แล้วรีบก้าวไปยืนข้างร่างแกร่ง ดวงตากลมที่ยังคงมีร่องรอยของหยาดน้ำตา ทำเอาเจิ้นฮว๋าที่เห็นเข้าใจกระตุก

“ไปส่งแม่ทัพหวังกับคุณชายมู่หรงที่วังปีกซ้าย”

 

 

เมื่อออกมาจากที่ประทับของจักรพรรดิแล้ว หวังเจิ้นฮว๋าก็รีบเอ่ยถามคนข้างกายอย่างร้อนรน

“เกิดเหตุอันใดขึ้นกับเจ้า”

“ข้ามิเป็นไร”

“จะมิเป็นไรได้อย่างไรเล่า”

“...” ตาคู่สวยหลุบลง

“เหตุใดจึงร้องไห้เช่นนี้” ก้านนิ้วเรียวเกลี่ยเข้าที่ข้างพวงแก้มใสที่ถึงแม้จะผ่านมาครู่หนึ่งแล้ว แต่ก็ยังคงมีความเปียกชื้นอยู่

เขาไม่สนอีกต่อไปว่าที่นี่จะเป็นเขตพระราชฐาน ละเว้นการแตะต้องกาย เพราะคนตรงหน้าสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ทหารหกนายบวกกับทหารรักษาพระองค์สองนายก็เหมือนจะรู้หน้าที่ หลีกออกไปยืนเฝ้าอยู่ไม่ไกลนัก

“บอกกับพี่ได้หรือไม่” เขาถามไปเช่นนั้นเอง เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วสาเหตุที่คนตรงหน้าร้องไห้ก็คงเป็นเพราะเรื่องที่ได้ยินไม่ผิดแน่

“ข้า...” เสียงเบาๆ ถูกเปล่งออกมาเพียงเท่านั้นแล้วก็หยุดไป

“มองหน้าพี่ แล้วบอกพี่เถิดว่าเกิดอะไรขึ้น”

“...”

“จื่อเจิน”

“ข้าแค่เสียใจ...” เสียงหวานนั้นเงียบไปอีกครู่ก่อนจะเอ่ยต่อ “ที่วันนี้ไม่ได้ไปเดินตลาดอย่างที่เจ้าสัญญาไว้” รอยยิ้มสดใสจุดแต้มบนใบหน้าเรียว หากแต่กลับแฝงไปด้วยความเศร้าอย่างปิดไม่มิด

“ถ้าเช่นนั้น ไปตอนนี้เป็นอย่างไร”

พอเห็นปฏิกิริยาตอบกลับของจื่อเจินเป็นการส่ายหน้าก็รีบเอ่ยต่อ

“ถ้าเช่นนั้น...”

“ข้าอยากกลับบ้าน”

“กลับบ้านหรือ”

“...กลับไปหาท่านพ่อ”

“แต่เจ้าเพิ่งมาถึงเป่ยหยางเพียงไม่กี่วัน ท่านพ่อของเจ้าเองก็อนุญาตแล้วมิใช่หรือ เหตุใดจะต้องรีบร้อนกลับด้วยเล่า”

“ข้า...”

“กลับที่พักกับพี่ก่อนแล้วเราค่อยคุยกันดีหรือไม่ หากเจ้ามีเหตุผลเพียงพอ พี่จะพาเจ้ากลับโอสถสถานมู่หรง” พูดออกไปเช่นนั้นเอง ทั้งที่ภายในใจของหวังเจิ้นฮว๋าตอนนี้กลัวเหลือเกินว่าจื่อเจินจะจากไป ไม่ว่าอีกคนจะมีเหตุผลใดก็ตาม

 

เมื่อกลับเข้ามาในห้องสี่เหลี่ยมห้องเดิมที่เมื่อหนึ่งชั่วยามที่แล้วแม่ทัพหวังย่างกรายเข้ามา ประตูห้องก็ถูกลงกลอนจากด้านใน หวังเจิ้นฮว๋าตรงเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ด้านหนึ่ง จื่อเจินเองก็ลดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ทว่ากลับไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากของทั้งคู่ราวกับกำลังตกอยู่ในวังวนความคิดของตนเอง

ไม่รู้ว่าระหว่างคนทั้งสองถูกความเงียบเข้าปกคลุมนานเพียงใด รู้เพียงว่าเงียบจนกระทั่งได้ยินเสียงน้ำค้างตกกระทบกับใบไม้เปาะแปะใกล้ๆ หน้าต่าง แล้วก็เป็นหวังเจิ้นฮว๋าที่เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ

“เจ้าจะมิบอกพี่จริงๆ อย่างนั้นหรือ” ถามพลางหัวใจในอกแกร่งก็ปวดหนึบ บทสนทนาที่เขาได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของท่านแม่ จื่อเจินคงจะไม่กล้าบอกกับเขาจริงๆ ทั้งๆ ที่ตัวเขาก็พยายามถามอยู่หลายครั้งหลายหน แต่อีกคนก็ปิดปากเงียบไม่พูดไม่จา ไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา ยิ่งทำให้หวังเจิ้นฮว๋ารู้สึกผิดหวัง

“...”

ท้ายที่สุดก็ยังไม่ได้ยินคำใดหลุดลอดออกมาจากเรียวสวยที่เม้มแน่น แม่ทัพหวังถอนหายใจแล้วจึงตัดสินใจยันกายขึ้นกล่าวเรียบแต่เต็มไปด้วยความมั่นคงในน้ำเสียง

“ถ้าเช่นนั้นกลับโอสถสถานมู่หรงดีหรือไม่ ถามความจริงจากท่านพ่อของเจ้าให้รู้ความ

จื่อเจินเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจทันทีที่ได้ฟัง

“เจ้า...รู้?..”



--------------------


มันเป็นหน่วง มันอึดอัดเหลือเกิน จื่อเจินก็ไม่กล้าพูดกลัวแม่ทัพรู้ ส่วนแม่ทัพก็รอจื่อเจินพูด

ตอนนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ก็เหมือนเขียนไม่ค่อยจะออกเหมือนสนิมกิน ภาษาเลยอาจจะไม่ค่อยสละสลวยเท่าไหร่ค่ะ

แต่ยังไงเราก็ตัดสินใจจะอัพวันนี้ เพราะพล็อตเรื่องที่วางเอาไว้จบแล้ว ก็เลยอยากเร่งตัวเนื้อเรื่องให้เดินไวขึ้น

อีกอย่าง จะเร่งเรื่องนี้ให้จบก่อนตุ๊กตาเจ้าสาว เพราะจำเป็นต้องใช้ไดอะล็อกของเรื่องนี้เข้าไปช่วยเสริม


อ่ะ ไหนใครว่าเป็นฟิคฟินๆ ชิลๆ T_______T คุณหลอกดาวววววววววววว 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #27 Charm32 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2563 / 22:59
    รออยู่นะคะ
    #27
    0
  2. #26 floer53643ra (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 กันยายน 2563 / 15:17

    รออ่านตอนต่อไปน้า
    #26
    0