ลำนำแม่ทัพแห่งเป่ยหยาง | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 15 : ลำนำบท 15 ผู้เคียงบัลลังก์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 138
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    26 ต.ค. 63



ลำนำบท 15 ผู้เคียงบัลลังก์

 

“เจ้ารู้?”

“รู้ก่อนเจ้าเสียด้วยซ้ำ” จื่อเจินรู้สึกราวกับถูกก้อนหินหนักอึ้งอีกก้อนหล่นทับซ้ำแผลเก่า ความเจ็บปวดที่ได้รับรู้เรื่องราวยังไม่เท่ากับความจริงที่ว่าหวังเจิ้นฮว๋ารู้เรื่องพวกนี้ก่อนเขาเสียอีก

สำคัญคือรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

แล้วทำไมยังดีต่อเขา?

ทำไมไม่ทำลายโอสถสถานทิ้งเสียตามคำสั่งของจักรพรรดิ?

“พี่แค่รอ ว่าเจ้าจะเอ่ยบอกพี่เมื่อใดก็เท่านั้น”

ร่างบางพยายามกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากเพื่อกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่ลำคอ ขอบตาเริ่มแดงก่ำ ภาพนั้นเด่นชัดในสายตาคมของหวังเจิ้นฮว๋าจนเจ้าตัวรู้สึกราวกับถูกคมอาวุธกรีดเข้าบนอก เขาเองก็รู้สึกเสียใจที่ท่านแม่ของเขาจากไป แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกเจ็บยิ่งกว่าคือการที่เห็นหยาดน้ำตาบนใบหน้าสวยของมู่หรงจื่อเจิน

“ข้าขอโทษ”

“ไม่ต้องเอ่ยคำขอโทษ” หวังเจิ้นฮว๋าขยับกายไปหยุดอยู่ข้างมู่หรงจื่อเจิน มือหนาจับกระชับหัวไหล่บางทั้งสองข้างเพื่อให้อีกคนเงยหน้ามองเขา ก่อนจะละมือข้างหนึ่งไปเกลี่ยข้างแก้มใสแผ่วเบาอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวคนตรงหน้าจะบุบสลาย

“ความจริงไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

“หยุดร้องเสียก่อน แล้วตอบพี่ว่าเจ้าจะกลับโอสถสถานตอนนี้หรือไม่” ฟันซี่สวยขบริมฝีปากล่างของตนเองอย่างชั่งใจ ก่อนจะสั่นหน้าเบาๆ

“ถ้าเช่นนั้นพี่จะเล่าอะไรให้เจ้าฟัง ดีหรือไม่” ถามไปอย่างนั้นเอง เพราะความจริงแล้วเขาตั้งใจแต่แรกแล้วว่าจะหาโอกาสเล่าให้มู่หรงจื่อเจินฟังสักทีว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีต

“ระหว่างที่ข้าออกศึก บังเอิญเจอกับหญิงแก่คนหนึ่งที่เคยเป็นคนปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดภายใน และเป็นคนดูแลท่านแม่ของข้าด้วย นางได้เล่าให้ข้าฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ข้าอายุเพียงหนึ่งขวบ ท่านพ่อของเจ้าเป็นคนพาท่านแม่ของข้าไปจริง... เป็นการพาหนี มิใช่ลักพาตัว”

“....”

“ระหว่างนั้น พวกมันตามมา ท่านแม่ถูกศรอาบยาพิษ ทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมาโดยที่ท่านพ่อของเจ้าพากลับไปรักษาไม่ทัน”

“พวกมันเป็นใคร”

“คนในที่มีความอิจฉาริษยา ยังไม่มีหลักฐานนัก แต่พี่พอจะรู้”

“แล้วเจ้าเชื่อคำพูดของหญิงคนนั้นหรือ”

“นางมีตราประจำตัวในฐานะผู้ดูแลที่ยังคงเก็บไว้ แต่ตอนนั้นพี่ก็ไม่เชื่อนัก จนได้ถามกับท่านพ่อของเจ้า เป็นคำบอกเล่าที่เหมือนกันกับที่หญิงคนนั้นเล่าให้พี่ฟังแทบไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่เล่าจากคนละมุมมองเท่านั้น”

หวังเจิ้นฮว๋าค่อยๆ เผยรอยยิ้มบางให้กับอีกคน แต่ดูเหมือนว่าความกังวลในสีหน้าของมู่หรงจื่อเจินจะยังคงไม่หมดไป

“ไม่ต้องกังวลอันใดทั้งสิ้น พี่จะส่งม้าเร็วไปยังโอสถสถานเดี๋ยวนี้เพื่อให้ท่านพ่อของเจ้าเขียนจดหมายเล่าเรื่องทุกอย่าง ทางนี้พี่จะหาหลักฐานเอง อย่างไรเสียคนที่ตายก็คือท่านแม่ของพี่ คนที่จะต้องชดใช้ก็สมควรชดใช้อย่างสาสม”

มู่หรงจื่อเจินนึกขอบคุณคนตรงหน้าที่แม้แต่ในเวลาที่เขาไร้หนทางราวกับติดอยู่ก้นของหุบเขามืดมิด ก็ยังมีคนๆ นี้ที่เป็นดั่งแสงส่องสว่างให้เห็นหนทางใช้ชีวิตต่อ

“หวังเจิ้นฮว๋า”

“หืม”

“เจ้าแทนตัวเองว่าพี่ เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าเจ้าเกิดก่อนข้า”

คำถามที่หวังเจิ้นฮว๋าไม่คิดว่าจะได้ยินในเวลานี้ทำเอาหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะหันกายไปยังหน้าต่างที่ถูกเปิดอยู่ แสงจันทร์ส่องกระจ่างลงมาอาบไล้ใบหน้าคมราวกับเทพเจ้าสรรค์สร้างชวนให้มองไม่รู้เบื่อ

“หากไม่ได้เกิดก่อนเจ้าจะแทนตัวเองว่าพี่ไม่ได้อย่างนั้นหรือ...อีกอย่างสามีจะแทนตัวเองว่าพี่ไม่ได้อย่างนั้นหรือ” คำตอบนั้นทำให้มู่หรงจื่อเจินตัวชาราวกับจู่ๆ เลือดในกายก็ไหลพุ่งพล่านผิดปกติจนร้อนไปทั่วทั้งใบหน้า

 

 

 

ภายในโถงว่าราชการใหญ่ เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างนั่งเรียงรายเป็นระเบียบ เสียงรายงานจากหัวหน้าของแต่ละหน่วยดังขึ้นเป็นระยะ กินเวลากว่าสองชั่วยาม จนขุนนางสูงอายุหลายคนรู้สึกเมื่อยขบไปทั้งเอวและหลัง แต่ด้วยอยู่ต่อหน้าพักตร์ทำให้ไม่สามารถแสดงอาการใดๆ ได้นอกเสียจากนั่งสงบเสงี่ยมเท่านั้น จะเงยหน้าขึ้นบ้างเมื่อได้ยินหัวข้อรายงานที่น่าสนใจหรือที่ต้องการจะแย้ง

หวังเจิ้นฮว๋าเองก็อยู่ในที่ประชุมนี้ในฐานะของแม่ทัพ แต่ที่น่าแปลกในการประชุมของวันนี้คือมู่หรงจื่อเจินเองก็ถูกเรียกให้เข้าเฝ้าด้วยเช่นเดียวกัน หากแต่มีการจัดพื้นที่ให้นั่งที่ห่างจากแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าอยู่พอสมควร ทำให้มู่หรงจื่อเจินรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย เมื่อบวกกับเหตุการณ์และเรื่องราวที่ได้พบได้ฟังเมื่อคืนที่ผ่านมายิ่งทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเต็มไปด้วยคำถามว่าเหตุใดองค์จักรพรรดิจึงได้มีรับสั่งกะทันหันในข่วงก่อนว่าราชการให้เขาซึ่งเป็นคนนอกเข้าร่วมฟังด้วย

มันแปลกเกินไป

“ในด้านของการแพทย์ ขณะนี้เราได้ค้นพบสมุนไพรตัวหนึ่งที่มีฤทธิ์สามารถแก้พิษของโรคระบาดที่แพร่ขยายในเมืองเป่ยหยางขณะนี้ แต่ยังจำเป็นต้องใช้ควบคู่กับสมุนไพรตัวอื่น ซึ่งกระหม่อมเห็นว่าควรจะต้องศึกษาต่ออีกสักระยะ จึงจะนำมาใช้ในการรักษาจริงได้พะยะค่ะ”

องค์จักรพรรดิพยักหน้ารับพร้อมลูบเคราตัวเองช้าๆ ก่อนจะเอ่ย

“ถ้าอย่างนั้นก็เร่งมือเสีย อ้อ ท่านหมอหลวง...ตอนนี้คนของเรามีเพียงพอหรือไม่”

ผู้เป็นหมอหลวงชะงักไปกับคำถามนั้นนิดหนึ่ง “พระองค์หมายถึง...”

“หากจะให้คนของโอสถสถานมู่หรงเข้ามาเป็นหนึ่งในแพทย์หลวงก็คงจะดีไม่น้อยมิใช่หรือ”

สิ้นเสียงนั้นพลันก็เกิดเสียงเซ็งแซ่ทั่วท้องพระโรง เสนาอำมาตย์ทั้งหลายมองหน้ากันเลิ่กลั่ก หวังเจิ้นฮว๋าจากที่นั่งก้มหน้าก็เงยหน้าฉับขึ้นมองผู้พูดก่อนจะหันไปยังจื่อเจินที่นั่งตะลึงนิ่ง ผู้กล้าคนหนึ่งจากหน่วยอื่นเมื่อเห็นว่าคำที่องค์จักรพรรดิเอ่ยดูไม่เหมาะสมนักแย้งขึ้น

“เป่ยหยางไม่รับคนจากโอสถสถานมาเป็นเวลากว่ายี่สิบปี เหตุใดพระองค์จึงได้...”

“เจ้าจะบอกว่าไม่ได้อย่างนั้นรึ” เสียงนั้นไม่ได้ตะโกน แต่เป็นเพียงคำถามเรียบๆ ทว่าทุกคนกลับรู้สึกสะท้านไปทั้งร่างด้วยความมีอำนาจบารมี สายตาดุจเหยี่ยวของกษัตริย์เพ่งตรงไปยังคนที่เอ่ยแย้งก่อนจะเริ่มกวาดมองไปทั่วราวกับกำลังมองหาว่าจะมีผู้ใดกล้าแย้งขึ้นมาอีกหรือไม่

ขุนนางคนนั้นกดใบหน้าลงต่ำตอบด้วยเสียงสั่นแต่ยังคงความหนักแน่นในน้ำเสียง “หามิได้พะยะค่ะ” ทำให้จักพรรดิแค่นเสียงหัวเราะหึในลำคอออกมาทีหนึ่ง หากแต่ก็ยังได้ยินถ้วนทั่วทุกคน

 “ถ้าเช่นนั้นก็ดี ต่อไปนี้ให้มู่หรงจื่อเจินเป็นหนึ่งในหมอหลวงของเป่ยหยางก็แล้วกัน”

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ” ผู้ที่ตอบรับคำสั่งนั้นเป็นหมอหลวงที่ได้กล่าวรายงานไปเมื่อครู่ เขาเหลือบมองไปยังมู่หรงจื่อเจินด้วยสายตายากจะอ่านความหมาย

หากจะรู้สึกไม่พอใจก็คงไม่แปลกนัก เพราะการคัดเลือกหมอหลวงนั้นจำเป็นต้องผ่านการสอบและฝึกอย่างหนักหน่วง อีกอย่างช่วงนี้ก็ไม่ใช่ช่วงคัดเลือกรับหมอหลวงฝึกหัดเสียด้วย ทว่าองค์จักรพรรดิกลับเสนอขึ้นมาแบบนี้ เป็นใครก็คงไม่ชอบใจเท่าใดนัก เพราะแต่ไหนแต่ไรมา คนที่จะเข้ารับการสอบได้ยังมีเงื่อนไขสำคัญหนึ่งข้อคือ จะต้องไม่เป็นคนที่มาจากโอสถสถานมู่หรงอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งขององค์จักรพรรดิและหัวหน้าตระกูลมู่หรงที่เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

หวังเจิ้นฮว๋าถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าองค์จักรพรรดิคิดจะทำอะไรกันแน่ แต่ก็พอจะเดาออกบ้างว่าต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้

“แม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋า จากนี้การดูแลกองทัพภายนอกให้แม่ทัพอู๋ซวงเป็นคนจัดการ ส่วนเจ้าต้องรับการฝึกและเรียนในส่วนที่จำเป็นสำหรับการขึ้นเป็นจักรพรรดิในอีกสามเดือนข้างหน้า”

การดำรัสครั้งนี้ไม่ได้ถูกแย้งใดๆ รวมไปถึงตัวหวังเจิ้นฮว๋าเอง เพราะเขาได้ยื่นข้อเสนอไปแล้วว่าหากจะให้ขึ้นเป็นจักรพรรดิจริงๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ คนที่จะต้องเคียงคู่บัลลังก์ก็จะต้องเป็นมู่หรงจื่อเจินเท่านั้น หากจักรพรรดิได้เอ่ยออกมาเช่นนี้ แสดงว่าคงยอมรับในการตัดสินใจของเขาแล้ว

“และผู้ที่จะมาเป็นคู่ครองของเจ้า ข้าจะให้มีการจัดการประลองขึ้น โดยผู้ที่เข้าร่วมจะเป็นเครื่องราชบรรณาการจากแคว้นน้อยใหญ่ภายใต้การปกครองของเป่ยหยาง หากเจ้ายืนยันจะให้มู่หรงจื่อเจินเคียงคู่เจ้าในวันขึ้นนั่งบนบัลลังก์ ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมประลองได้”

หวังเจิ้นฮว๋าขบกรามแน่นเมื่อได้ฟังเงื่อนไขที่อีกฝ่ายตั้งขึ้นบ้าง ตั้งแต่บรรพกาลมาไม่เคยมีการประลองเพื่อเลือกคู่ในแคว้นเป่ยหยาง แต่การที่องค์จักรพรรดิเอ่ยออกมาเช่นนี้ แสดงว่ากำลังทำให้เขาหมดหนทางปฏิเสธ เพราะในการประลองของเป่ยหยางไม่ว่าจะการประลองชนิดใดก็ตาม เปรียบเสมือนการต่อสู้จริง หากจะเอาให้ถึงชีวิต ก็ไม่ถือว่าผิดกฎแต่อย่างใด

หากจะไม่ให้มู่หรงจื่อเจินได้รับอันตราย ก็หมายความว่าต้องไม่ร่วมการประลองเท่านั้น

“กระหม่อมไม่เห็นความจำเป็นในการจัดการประลอง...”

“กษัตริย์เป็นถึงแม่ทัพ ผู้ที่เคียงคู่กษัตริย์ก็จะต้องมีความสามารถไม่แพ้กษัตริย์ ไม่ว่าจะด้านความรู้และความสามารถในการสู้รบ หากเจ้าคิดว่าคนของเจ้าเหมาะสม การประลองนี้ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงมิใช่หรือ” ดวงตาของจักรพรรดิหวังเหว่ยหลงจับไปยังมู่หรงจื่อเจิน เมื่อเอ่ยคำว่า คนของเจ้าพร้อมกับยกยิ้มอย่างผู้เหนือกว่าในด้านการเสนอเงื่อนไขที่จะทำให้ปฏิเสธไม่ลงกันทุกฝ่าย กับเหล่าขุนนางอำมาตย์ทั้งหลายก็คงไม่กล้าขัดกระแสรับสั่งใดอยู่แล้ว แต่ไหนแต่ไรมาก็คอยยกยอและอวยผู้เป็นเหนือหัวเสียจนเกือบจะเสียการงานบ้านเมืองหลายต่อหลายครั้งจนหวังเจิ้นฮว๋ารู้สึกสะอิดสะเอียน หากเขาได้เป็นจักพรรดิเมื่อไหร่จะจัดการเป็นรายคนทีเดียวและจะล้มล้างระบบอันเน่าเฟะทั้งหมดให้ราบ

แต่จะเป็นไปได้ยังไง เพราะเขาไม่มีทางให้มู่หรงจื่อเจินเข้าร่วมประลองอยู่แล้ว

แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิดเท่านั้นเมื่อคนที่กำลังนึกถึงอยู่โพล่งขึ้นมาด้วยเสียงไม่เบาไม่ดังนัก แต่ดังก้องไปทั่วทั้งโถง

“กระหม่อมสามารถเข้าร่วมการประลองโดยไม่มีเงื่อนไขพะยะค่ะ” หวังเจิ้นฮว๋าถึงกับเอี้ยวตัวเพื่อมองหน้าคนพูด ปากเรียวกำลังอ้าเพื่อจะเปล่งคำพูดในใจออกมาแต่ก็ถูกขัดโดยกระแสรับสั่งกังวาน

“ดี! ถ้าเช่นนั้นส่งจดหมายแจ้งข่าวไปตามแคว้นหัวเมืองต่างๆ การประลองจะจัดขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้า แบ่งเป็นประลองฟันดาบ ธนู หอก และการสู้ตัวต่อตัวด้วยอาวุธที่ถนัด”

กายแกร่งขยับจะลุกขึ้นแต่ก็ไม่ได้ลุกท่าทางละล้าละลัง มือหนาเดี๋ยวกำเดี๋ยวปล่อยอยู่ชั่วครู่ด้วยอาการคิดไม่ตก จะให้เขารู้สึกดีได้อย่างไรในเมื่อกำลังจะเกิดการประลองที่ตัวเขาเองรู้ดียิ่งกว่าใครว่าดุเดือดแค่ไหน แต่นี่คนที่เสนอตัวเองยอมเข้าร่วมด้วยดันเป็นมู่หรงจื่อเจินเสียนี่ มันน่าหงุดหงิดนัก

ด้านมู่หรงจื่อเจินที่ได้ฟังชนิดการประลองแล้วก็ได้แต่สูดหายใจเข้าลึกเพื่อคลายความกังวล ทั้งยังอยากจะตบปากตัวเองที่ตอบรับร่วมการแข่งขันนั้นโดยไม่ทันคิด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เห็นสายตาคมของแม่ทัพที่จ้องเขม็งราวกับกำลังตำหนิเขาอย่างไรอย่างนั้น

ตอนนี้สิ่งที่จื่อเจินกลุ้มใจที่สุด ก็คงเป็นเรื่องความสามารถในการสู้รบที่ถึงเขาจะเคยรับการฝึกศาสตราวุธมาบ้าง แต่ก็ถนัดเพียงแค่ธนูเท่านั้น ดาบยังพอได้ แต่หอกได้แค่พื้นฐานเท่านั้น แต่การต่อสู้ตัวต่อตัวคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาเพราะอาวุธถนัดของเขาคือธนูสามารถจัดการคู่ต่อสู้ได้โดยไม่ต้องเข้าใกล้ ถือว่าได้เปรียบพอสมควร เว้นเสียแต่ว่าอีกฝ่ายใช้ธนูด้วยเหมือนกันก็พูดยาก

แต่หารู้ไม่ว่าประโยคถัดมาของจักรพรรดิจะทำให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นทั่วท้องพระโรงอีกครั้ง คราวนี้ทำให้หลายคนถึงกับทะลึ่งตัวพรวดราวกับต้องการค้าน

“การประลองรอบสุดท้าย จะต้องต่อสู้กับว่าที่จักพรรดิ”

นี่มันกฎบ้าอะไรกัน! ให้สู้กับคนที่มีความสามารถเป็นถึงแม่ทัพแบบนี้ก็เท่ากับว่าจะไม่เหลือคนที่จะมาเป็นคู่ครองของว่าที่จักรพรรดิเป็นแน่แท้

 

 

 

หลังจากที่มู่หรงจื่อเจินได้กลายมาเป็นหนึ่งในสมาชิกของสำนักหมอหลวงแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือการติดตามหมอหลวงเพื่อช่วยเหลือในการเตรียมหยูกยาสำหรับรักษาผู้ป่วยในช่วงเวลาสามสี่วันที่ผ่านมา และยังต้องไปดูการรักษาเหล่าคนที่บาดเจ็บอีกด้วย ซึ่งที่นั่นเขาได้พบกับแม่ทัพอู๋ซวงที่ตอนนี้หายดีจนเป็นปกติแล้วแต่ยังคงอู้งานด้วยการนอนพักในส่วนของที่รักษาผู้ป่วย ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นทหารนายหนึ่งที่เข้าประลองกับแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าเมื่อไม่กี่วันก่อน บาดแผลบนร่างกายยังคงอักเสบและจำเป็นต้องรักษาโดยการกินและทายาสามเวลา

เมื่อเสร็จธุระก็เป็นเวลาบ่ายคล้อย จึงพอมีเวลาไปศึกษาตำรายาและสมุนไพรแปลกๆ เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่างกันกับหนานหยาง ทำให้มีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่มู่หรงจื่อเจินเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงอ่านด้วยความสนใจเป็นพิเศษ

หนึ่งในนั้นมีหญ้าประหลาดที่ทำให้เกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัว รวมไปถึงมีอาการกำหนัดจนยากจะควบคุมเพียงแค่ได้กลิ่นในยามค่ำคืน ถือเป็นหญ้าหายากที่มีแหล่งกำเนิดเฉพาะบนยอดผาสูงของแคว้นเป่ยหยางเท่านั้นและมีราคาสูงลิบลิ่ว

...เคยได้ยินแค่คำบอกเล่า ไม่คิดว่าจะมีหญ้าแบบนี้อยู่จริงๆ...

นอกจากจะมีสมุนไพรฤทธิ์เป็นบวกแล้ว ยังมีสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นพิษหลายอย่าง จื่อเจินเองก็เคยได้ยินมาบ้างเหมือนกันว่าแคว้นเป่ยหยางเป็นแหล่งรวมสมุนไพรพิษที่เยอะที่สุดในแผ่นดิน

เขาตั้งใจจดจ่ออยู่กับตัวอักษรบนหนังสือจนไม่ได้สังเกตเลยว่าบัดนี้มีใครอีกคนมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ จนกระทั่ง

“จะหลบหน้าพี่ไปถึงเมื่อใด”

“ข้าเปล่า” มู่หรงจื่อเจินเพียงแค่ได้ยินเสียงเท่านั้นก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร จึงเลือกโกหกคำโตออกไปโดยไม่เงยหน้ามองอีกฝ่าย ตั้งแต่เข้าร่วมว่าราชการวันนั้นจนวันนี้ เขาพยายามหลบหน้าหวังเจิ้นฮว๋าโดยขลุกตัวอยู่แต่ที่สำนักหมอหลวง ด้วยเพราะไม่อยากจะเป็นอุปสรรคในการเตรียมตัวเป็นจักรพรรดิ รวมถึงไม่อยากเอ่ยเกี่ยวกับการประลองด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะแอบไปฝึกเงียบๆ อยู่คนเดียวตอนดึกๆ ก็ตาม

จื่อเจินรู้ดีว่าหวังเจิ้นฮว๋าคงรู้สึกหงุดหงิดอยู่ไม่น้อยที่เขาตัดสินใจกะทันหันโดยไม่ได้มีการปรึกษากันก่อน แต่อย่างไรเสียก็ไม่มีทางเลือกอื่น การเข้าร่วมประลองเป็นทางที่ถูกต้องและดีที่สุด หากเขาแพ้ก็ไม่เป็นไร ถือว่าตัวเองก็ได้พยายามแล้ว

“หากพี่ไม่ถ่อมาถึงที่นี่ก็คงจะไม่ได้เห็นหน้าเจ้าใช่หรือไม่”

“เจ้าไม่ต้องท่องตำราเตรียมตัวหรือ” ความหมายของจื่อเจินคือการเข้าเรียนและเตรียมตัวสำหรับการขึ้นครองราชย์ในอีกสามเดือนข้างหน้า อันที่จริงเขาถามตรงๆ เพราะอยากรู้เท่านั้น แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยกลับมาด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ

“นี่เจ้ากำลังไล่พี่งั้นรึ”

“เจ้าคิดมากไปแล้ว” มือเรียววางตำราแพทย์ในมือลงบนโต๊ะแล้วเงยหน้าขึ้นสบมองดวงหน้าคมคายที่ไม่ได้เห็นมาหลายวัน หวังเจิ้นฮว๋าในชุดสีทองสว่างดูแปลกตาไปกว่าทุกครั้ง ลวดลายและความปราณีตของชุดบ่งบอกสถานะได้เป็นอย่างดี

“เจ้ามีธุระอะไรกับข้า”

“พี่ต้องมีธุระจึงมาหาเจ้าได้ใช่หรือไม่”  จื่อเจินเมื่อเห็นว่าหากยิ่งต่อปากต่อคำไปจะยิ่งทำให้อารมณ์เสียกันเปล่าๆ จึงปรามขึ้นด้วยการเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างที่เคยเรียกอยู่บ่อยครั้ง

“หวังเจิ้นฮว๋า” แต่ก็มานึกขึ้นได้ว่าสถานะของคนตรงหน้าตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เขาไม่ควรจะเรียกชื่อห้วนๆ แบบนี้ ไม่ควรเลยจริงๆ

“องค์ชายหวังเจิ้นฮว๋าโปรดอภัยให้กระหม่อมที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”

หวังเจิ้นฮว๋าชะงักเมื่อได้ยินสรรพนามการเรียกตนเปลี่ยนไป ดวงตาคมหม่นแสงลงแต่ยังคงจับอยู่บนดวงหน้าเรียวสวย มู่หรงจื่อเจินก้มหน้าเปิดตำราอ่านต่อ ทำให้เกิดความเงียบขึ้นมาแทนที่

กระดาษพับทบเล็กๆ แผ่นหนึ่งถูกมือหยาบวางลงบนโต๊ะข้างหนังสือที่จื่อเจินกำลังทำท่าตั้งใจอ่าน ก่อนคนวางกระดาษจะพลิกตัวหันหลังเดินออกไปอย่างเงียบเชียบ มู่หรงจื่อเจินจึงค่อยละสายตาจากหนังสือเล่มหนามองตามแผ่นหลังกว้างไปก่อนจะคลี่กระดาษออกดูสิ่งที่อยู่ด้านใน

เพียงไล่สายตาอ่านปราดเดียวก็รู้ได้ทันที นี่คือจดหมายจากท่านพ่อของเขาเอง เป็นคำอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด รวมถึงถ้อยความคิดถึงมาถึงตัวเขาด้วย จื่อเจินอ่านจดหมายนั้นด้วยมืออันสั่นเทา ความคิดถึเจ้าของลายมือเป็นระเบียบนั้นล้นปรี่ ถึงท่านพ่อไม่ทราบว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการตามฆ่าคือใคร ไม่รู้ว่าจดหมายฉบับนี้จะมีประโยชน์อะไรหรือไม่ แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยไขความกระจ่างให้จื่อเจินได้และเขาก็เชื่อเต็มอกว่าสิ่งที่ท่านพ่อบอกต้องเป็นความจริงแน่

และสิ่งที่ไม่ควรลืมในตอนนี้ก็คือ ต้องขอบคุณหวังเจิ้นฮว๋าที่เป็นคนจัดการส่งม้าเร็วไปเพื่อแจ้งแก้ท่านพ่อ ไวเท่าความคิดจื่อเจินถลันกายขึ้นแล้วพุ่งตามว่าที่จักรพรรดิออกไปทันที แต่ก็ดูเหมือนว่าจะช้าไป เพราะด้านนอกมีเพียงความว่างเปล่า

 

 

 

คืนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคืนที่จื่อเจินออกมาฝึกคนเดียวใกล้ๆ กับสำนักหมอหลวงที่บัดนี้ไม่มีใครอยู่ หมอที่จะต้องดูแลผู้ป่วยก็ไปประจำการที่หอผู้ป่วย ดังนั้นที่สำนักหมอหลวงจึงเหลือเพียงมู่หรงจื่อเจินเพียงคนเดียว

วันนี้อาวุธที่เขาเลือกใช้คือดาบ หลังจากสองคืนที่ผ่านมาเป็นการฝึกใช้หอก ท่วงท่าการใช้ดาบดูลื่นไหลไม่ติดขัด หากแต่ไม่มีคู่ฝึกซ้อมหรือแม้แต่อุปกรณ์ช่วย จึงได้แต่ตวัดดาบฉวัดเฉวียนกลางอากาศเท่านั้น

คนที่ยืนมองอยู่นานจึงตัดสินใจเผยกายออกจากมุมมืดมุมหนึ่งพร้อมกับดาบหนึ่งฝักในมือ เพียงแวบแรกที่มู่หรงจื่อเจินเห็นเงานั้นปรากฎด้วยอารามตกใจและป้องกันตัวจึงฟาดดาบเข้าใส่ตามสัญชาตญาณ ทว่าอีกฝ่ายก็ใช้ฝักดาบในมือกันการโจมตีด้วยความรวดเร็วโดยที่ทั้งกายยังคงนิ่งอยู่กับที่ เมื่อมองดูดีๆ จื่อเจินก็แสดงสีหน้ายินดีอย่างปิดไม่มิด

“แม่ทัพอู๋ซวง”

“ข้าเอง เหตุใดเจ้าจึงมาฝึกที่นี่คนเดียว” ทั้งสองลดดาบในมือลงก่อนจะก้มหัวให้อีกฝ่ายเพื่อแสดงความเคารพกลายๆ ก่อนจื่อเจินจะตอบออกไป

“เป็นเวรข้าดูแลสำนักหมอหลวง ไม่อาจปลีกตัวไปที่อื่นได้ จึงต้องฝึกที่นี่”

“การฝึกดาบไม่เพียงแต่ต้องฝึกท่วงท่าเท่านั้น แต่ยังต้องมีคู่ฝึกด้วย อาวุธที่แม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าเชี่ยวชาญคือดาบ เหตุใดจึงไม่ให้เขาเป็นคู่ซ้อมให้เจ้าเล่า”  แม่ทัพอู๋ซวงหมายความตามที่พูดจริง ด้วยเพราะสงสัยว่าในเมื่อจะต้องประลองกันเองแล้ว หากได้มากฝึกซ้อมคู่กันก็คงจะได้เห็นและจับทางฝีมืออีกฝ่ายได้ เป็นการรู้วิธีหลบหลีกคมดาบ รวมถึงป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายบาดเจ็บในระหว่างแข่งขันจริง ถือเป็นการดีทั้งสองฝ่าย

“เขาไม่ว่างหรอก ด้วยเพราะต้องเตรียมตัวสำหรับการใหญ่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า” คำตอบที่แม่ทัพอู๋ซวงได้ฟังไม่ต่างไปจากที่คิดนัก เขาจึงพยักหน้าเป็นการรับรู้ ก่อนจะเสนอคำที่ทำให้จื่อเจินเผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง

“ถ้าเช่นนั้น หากไม่รังเกียจข้าที่เคยสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่แม่ทัพหวัง ให้ข้าเป็นคู่ซ้อมให้เจ้าดีหรือไม่”

แน่นอนว่าฝีดาบของแม่ทัพหวังทั้งการออกดาบจู่โจมเป้าหมายหรือการป้องกันรวมถึงทักษะเฉพาะตัวบางอย่าง อู๋ซวงย่อมรู้ดีที่สุด เนื่องจากเคยฝึกฝนด้วยกันมาตั้งแต่เยาว์วัย จนกระทั่งเติบใหญ่ก็ออกสงครามคู่กันเป็นเวลาหลายปี การเสนอเป็นคู่ซ้อมให้กับมู่หรงจื่อเจินในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มทักษะการต่อสู้ให้ แต่ยังสอนให้รู้วิธีหลบเลี่ยงฝีดาบอย่างทันท่วงที ถึงแม้ว่าในความคิดของอู๋ซวงจะคิดว่าแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าคงไม่มีทางลงมือให้อีกคนได้รับบาดเจ็บอยู่แล้วก็ตามที

“ถ้าอย่างนั้นข้าขอรับน้ำใจของแม่ทัพอู๋ซวง” แล้วทั้งสองก็เริ่มการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง โชคดีที่แม่ทัพอู๋ซวงบัดนี้ร่างกายหายดีเป็นปกติแล้ว ทำให้สามารถมายืนเป็นคู่ซ้อมให้ได้ ไม่เช่นนั้นจื่อเจินเองก็คงต้องซ้อมกับอากาศคนเดียวไปจนกระทั่งวันแข่ง

“เท่าที่ข้าทราบการแข่งขันจะแบ่งเป็นสี่ระดับ ระดับที่ง่ายและอันตรายน้อยที่สุดคือธนู จะเป็นการยิงเป้าเคลื่อนที่ ต่อมาคือการประลองหอกที่จะให้ทั้งสองฝ่ายอยู่บนท่อนไม้ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตกลงจากท่อนไม้ก่อนถือว่าแพ้ นอกจากความสามารถในการใช้หอกแล้วยังเน้นทักษะด้านการทรงตัวเป็นหลักเพราะท่อนไม้จะกลิ้งไปมาได้ ส่วนการประลองดาบ ผู้เข้าประลองจะต้องฝ่ากลุ่มทหารกว่าร้อยนาย เพื่อเข้าไปชิงป้ายหยกสำหรับผ่านเข้าไปในการประลองตัวต่อตัวรอบสุดท้าย เจ้าเองน่าจะรู้รายละเอียดจากประกาศอยู่แล้วใช่หรือไม่”

คำถามปิดท้ายนั้นทำเอาจื่อเจินหน้าเหรอหรา เพราะเขาไม่เคยได้รับประกาศอะไรเลยเกี่ยวกับการแข่งขัน ทำให้ต้องเลือกฝึกแบบสุ่มตามใจตนเอง ซึ่งท่าทีที่ปรากฎแก่สายตาของอู๋ซวงก็ทำให้พอจะทราบทันที

หากนับวันนี้ไปด้วยก็จะเหลือเวลาซ้อมอีกเพียงสองวันเท่านั้นทำให้อู๋ซวงจำเป็นต้องฝึกเข้มเป็นพิเศษ เจินก็ตั้งใจซ้อมไม่ปริปากบ่นหรือแสดงท่าทีเหนื่อยหอบให้เห็นเลย กลับกันฝีมือของว่าที่หมอหลวงคนนี้กลับพัฒนาอย่างรวดเร็วจากการฝึกซ้อมเพียงไม่กี่ครั้ง จนกระทั่งคืนก่อนวันประลองจริงจะมาถึง แม่ทัพอู๋ซวงได้มาพบกับคนๆ หนึ่งในส่วนของวังปีกซ้ายก่อนจะไปเป็นคู่ซ้อมให้กับมู่หรงจื่อเจินอย่างเคย

“เรียบร้อยดีหรือไม่”

“อืม ความสามารถของคุณชายมู่หรงพัฒนาได้เร็วกว่าที่ข้าคิดไว้นัก”

“ถ้าเช่นนั้นก็ดี ย้ำกับจื่อเจิน หากต้องสู้ เป็นไปได้ให้พยายามป้องกันตัวเองให้ดีที่สุด หากมีโอกาสค่อยจู่โจม”

“ข้าได้บอกไปแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวล”

หวังเจิ้นฮว๋าพยักหน้าให้กับสหายเล็กน้อยก่อนที่ทั้งสองจะแยกไปทำหน้าที่ในส่วนของตน แม่ทัพอู๋ซวงรู้สึกประหลาดใจในคราแรกที่อีกฝ่ายมาขอร้องให้ไปช่วยเป็นคู่ซ้อมให้กับมู่หรงจื่อเจิน แทนที่หวังเจิ้นฮว๋าจะไปเอง แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่าสถานะของทั้งสองคนในตอนนี้ไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อครั้งที่ยังออกรอนแรมอยู่นอกแคว้น การที่หวังเจิ้นฮว๋าจะไปช่วยมู่หรงจื่อเจินซึ่งเป็นผู้แข่งขันดูอย่างไรก็เป็นการใช้เส้นชัดๆ เพราะในรอบสุดท้ายคนที่จะต้องประมือด้วยก็คือแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าหรือว่าที่จักรพรรดิคนนี้

แต่ถ้าหากเป็นแม่ทัพอู๋ซวงเล่า แบบนี้ก็คงจะไม่ถือว่าเป็นการใช้เส้นสายกระมัง เพราะอย่างไรเสียคนของแต่ละแคว้นก็คงมีผู้ฝึกประจำกายของตนเอง มู่หรงจื่อเจินจะมีบ้างก็ไม่แปลกตรงไหน จริงๆ ไม่ควรจะมีการประลองนี้ด้วยซ้ำ เพราะหวังเจิ้นฮว๋าเองก็เป็นคนเลือกแล้วว่าคนที่จะเคียงคู่เขาคือมู่หรงจื่อเจิน

แต่หากคนอื่นชนะเล่า...

 

 

 

“ท่านพี่ ข้าทำซุปไก่มาให้” หวังอี้จวินประคองถาดซุปเข้ามาให้ในห้องของว่าที่จักรพรรดิด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างเคย เจ้าของสรรพนามเงยหน้ามองเพียงครู่ก่อนจะก้มลงจดจ้องตำราหนังสือดังเดิม

“ขอบใจ วางไว้บนโต๊ะ แล้วเจ้าจะไปทำอะไรก็ไปทำเสีย” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบแต่คำที่ใช้เป็นการไล่กลายๆ หวังอี้จวินรู้ดีว่าท่านพี่ของเขาอาจจะรู้สึกว่าเขาจุ้นจ้านวุ่นวาย แต่เขาก็ทำด้วยความเต็มใจ มือเรียวบรรจงวางถาดลงบนโต๊ะเตี้ยมุมหนึ่งของห้องก่อนจะเปิดหม้อซุปออกเพื่อตักแบ่งใส่ถ้วยเล็กๆ แล้วประคองเข้าไปหาหวังเจิ้นฮว๋าด้วยท่าทีสำรวม

ถึงแม้ปากจะบอกไปว่าทำมาให้ แต่ความเป็นจริงเขาไปสั่งให้สำนักหมอหลวงทำ และคนทำก็หาใช่ใครที่ไหน แต่เป็นมู่หรงจื่อเจิน

“ดื่มสักหน่อยเถิดท่านพี่” เจ้าของห้องละสายตาจากหนังสือในมือเพื่อมองอีกฝ่าย แต่เพิ่งจะเห็นว่าบัดนี้ตรงหน้าเขามีช้อนกระเบื้องเล็กๆ จ่ออยู่ชิด

“ถ้าจัดการเอง เจ้าออกไปเสีย”

“หากท่านพี่ไม่ดื่ม ข้าไม่ออก”

หวังเจิ้นฮว๋าตวัดตามองอีกคนด้วยความไม่พอใจชัด แต่ก็ดูเหมือนว่าหวังอี้จวินจะไม่สะทกสะท้าน กลับยังคงเผยรอยยิ้มราวกับเป็นการยั่วยุคนตรงหน้า ช้อนในมือขยับเข้าแตะริมฝีปากเรียวจนหวังเจิ้นฮว๋าจำใจต้องเผยอปากอ้าออกเพื่อรับน้ำซุปรสเข้มแล้วกลืนลงไปแต่โดยดี รสชาติของยาสมุนไพรและน้ำมันจากไก่ผสมกันจนกลายเป็นรสขมปร่าแต่ชุ่มคอ

ด้วยความไม่ชินที่จะต้องให้ใครมาป้อนทำให้ร่างสูงรู้สึกอึดอัด จึงเลือกที่จะเอื้อมมือไปคว้าถ้วยซุปแต่อีกคนกลับเบี่ยงออก

“ข้ากินเอง”

“ข้าจะป้อนจนกว่าจะหมด”

“หวังอี้จวิน!” หวังเจิ้นฮว๋ากระแทกเสียงต่ำอย่างหงุดหงิด แต่ดูเหมือนว่าผลลัพธ์จะกลายเป็นตรงกันข้ามเมื่อเจ้าของชื่อยังคงยกยิ้ม

“ในที่สุดก็เรียกชื่อข้าเสียที”

“ออกไป”

ช่วงหลายวันมานี้ อนุชาของเขามักจะเข้าๆ ออกๆ ห้องของเขาเป็นประจำ ส่วนมากจะเป็นการนำขนมและของบำรุงต่างๆ เข้ามาให้ แต่สุดท้ายก็จะถูกไล่ออกไปทุกครั้ง หวังอี้จวินคือโอรสพระองค์หนึ่งของจักรพรรดิ ซึ่งถือว่าเป็นน้องชายของเขา ทว่าในสายตาของหวังเจิ้นฮว๋า แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยนับคนๆ นี้เป็นน้องเลย เนื่องจากความหลังฝังใจตั้งแต่เยาว์ที่ตัวเขาถูกส่งไปอยู่ที่อื่น แล้วยกยอเชิดชูคนๆ นี้ขึ้นเป็นโอรสอย่างถูกต้องเนื่องจากมารดาได้กลายมาเป็นจักรพรรดินีเคียงคู่พ่อของเขาแทนที่ท่านแม่ แล้วจะให้เขาไปญาติดีหรือมีความรู้สึกสนิทสนมได้ลงคอได้อย่างไร

ถึงแม้ว่าหวังอี้จวินจะพยายามเข้าหา พูดคุย หรือทำดีกับเขาสารพัด แต่ก็ไม่อาจลบล้างความหลังของหวังเจิ้นฮว๋าไปได้ จะว่าอคติชิงชังเขาก็คงต้องยอมรับว่าใช่

“ท่านพี่จะพูดดีๆ กับข้าบ้างไม่ได้เลยหรือ” มือขาววางถ้วยลงแล้วทรุดตัวคุกเข่ากับพื้น จนหวังเจิ้นฮว๋าจำต้องดึงกายอีกคนขึ้นยืน ก่อนจะผละไปยังเตียงนอนหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่อีกด้าน

“ข้าจะพักผ่อน เจ้าออกไปเสีย”

“ท่านพี่”  รอยยิ้มที่เคยแต่งแต้มบนใบหน้ารูปงามบัดนี้สลายหายไปเหลือแต่เพียงความเสียใจที่เผยชัด หวังอี้จวินไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดพี่ชายของเขาจึงมักจะแสดงท่าทีรังเกียจเขาขนาดนี้ ทั้งที่เขาชื่นชมและยกย่องผู้เป็นพี่มาโดยตลอด  อยากจะสานสัมพันธ์ เป็นพี่น้องหรือแม้แต่มิตรที่ดี แม้พี่ชายมักจะตั้งแง่กับเขาเสมอยามที่เข้าใกล้ แต่เขาก็ไม่เคยละความพยายาม

จากความยกย่องในความสามารถ ชื่นชมในรูปลักษณ์สง่างามค่อยๆ แปรเปลี่ยนกลายมาเป็นความรู้สึกที่มากกว่านั้น จนอยากที่จะเอาชนะใจของคนเป็นพี่ให้ได้สักวัน

ไวเท่าความคิด หวังอี้จวินถลาเข้าไปสวมกอดแผ่นหลังกว้างทันที หวังเจิ้นฮว๋าชะงักเท้าแล้วสะบัดกายเต็มแรง พละกำลังของผู้เป็นแม่ทัพทำเอาอีกคนล้มลงไปกองกับพื้น เมื่อเตรียมตัวจะต่อว่าอีกยกกลับพบว่าคนที่อยู่บนพื้นสลบไปเสียแล้ว

หวังเจิ้นฮว๋าตรงเข้าไปเขย่าตัวเบาๆ พร้อมเอ่ยเรียกอยู่สองสามครั้ง แต่ดูเหมือนว่ากำลังที่เขาใช้คงจะแรงเกินไป อาจทำให้หัวฟาดพื้นจนหมดสติก็เป็นได้ ร่างสูงไม่รอช้าช้อนกายอีกคนขึ้นแล้ววางลงบนเตียงเสร็จก็ออกไปสั่งให้ทหารข้างหน้าไปตามหมอมาดูอาการ ในใจลึกๆ ก็หวังให้หมอที่ถูกเรียกตัวมาเป็นมู่หรงจื่อเจิน แต่ก็ต้องผิดหวังเนื่องจากเวรคืนนี้เป็นหมอคนอื่น

อาการของหวังอี้จวินไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพียงแค่พักสักครู่ก็จะฟื้นขึ้นมาเอง เจ้าของห้องที่ได้ฟังคำจากผู้เป็นหมอแล้วก็รู้สึกเบาใจลง ก่อนหมอจะขอตัวกลับยังได้ให้ยาสำหรับสูดดมกระปุกหนึ่ง โดยอธิบายว่าจะช่วยให้รู้สึกตัวเร็วขึ้น

หวังเจิ้นฮว๋าเปิดกระปุกออก ด้านในเป็นสมุนไพรแห้งหลายชนิดผสมกลืนเป็นกลิ่นหอมสดชื่น เขายื่นมันเข้าใกล้จมูกรั้นของคนไม่ได้สติอยู่ครู่ แล้วก็ดูเหมือนว่าจะได้ผลเมื่อเปลือกตาที่ปิดอยู่ค่อยๆ ขยับเบาๆ ก่อนจะเปิดขึ้น

“ท่านพี่...”

“เป็นอย่างไรบ้าง” ถึงเขาจะใจร้ายกับคนตรงหน้ามากไปหน่อย แต่ในเมื่อทำให้ได้รับบาดเจ็บก็ต้องแสดงความเป็นห่วงเพื่อเป็นการรับผิดชอบ

“ข้า...” เอ่ยเท่านั้นก็ยกมือขึ้นกุมหัวด้วยสีหน้าเหยเกด้วยอาการปวดที่แล่นจี๊ด หวังเจิ้นฮว๋าเห็นท่าทางนั้นก็รู้ได้ทันทีจึงเอ่ยปราม

“ไม่ต้องเอ่ยคำใดแล้ว คืนนี้พักผ่อนเสียที่นี่” ว่าจบก็ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมกายให้อย่างแผ่วเบา มือหนาสะบัดให้เกิดลมวูบหนึ่งเพื่อดับไฟตะเกียงข้างหัวเตียงแล้วขยับกายเอนลงนอนข้างๆ พลันบนใบหน้าหวังอี้จวินก็ปรากฎยิ้มกว้างในความืด

 

 

 --------------

ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ

ไคลแม็กซ์ของพาร์ทสองกำลังจะเริ่มแล้ว

ขอชี้แจงนิดหนึ่งว่า เมืองเป่ยหยางเป็นเมืองแห่งความรุ่งเรืองนะคะ ดังนั้นการจัดงานประลองต่างๆ ถือเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นบ่อยเพราะเมืองไม่ได้มีความเดือดร้อนอะไร ทำให้เจ้าขุนมูลนายทั้งหลายจะมีเวลาว่างในการจัดกิจกรรมเพื่อความบรรเทิงต่างๆ 


ปล. ถึงจะไม่ได้อัพตอนใหม่แต่ก็ยังมีคนเข้ามากดให้กำลังใจเรื่อยๆ เลย ขอบคุณมากนะคะ เลิ้บบบ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #33 Faye V. Charlotte (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 07:58
    แคว้นเน่านี่ไม่อยากให้สองคนนี้มาอยู่เลย
    #33
    1
    • #33-1 lollistar(จากตอนที่ 15)
      30 ตุลาคม 2563 / 20:25
      ถึงแคว้นจะไม่ค่อยดีเท่าที่ควรจะเป็น แต่จะเป็นจุดที่ทำให้เรื่องหลักดำเนินต่อไปนะคะ ฮึบๆ
      #33-1
  2. #29 05112521 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 10:56
    สนุกๆ..มาต่อเร็วๆนะ...
    #29
    1
    • #29-1 lollistar(จากตอนที่ 15)
      30 ตุลาคม 2563 / 20:22
      มาต่อแล้วนะค้า ไม่ปล่อยให้รอนานจ้า
      #29-1
  3. #28 floer53643ra (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 23:30

    รออยู่
    #28
    1
    • #28-1 lollistar(จากตอนที่ 15)
      30 ตุลาคม 2563 / 20:22
      มาต่อแล้วนะค้า เย้ๆ
      #28-1