ลำนำแม่ทัพแห่งเป่ยหยาง | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 13 : ลำนำบท 13 มู่หรงจื่อเจิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 161
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    27 ก.ย. 63



ลำนำบท 13 มู่หรงจื่อเจิน

Warning: NC 18+

 

หลังจากเอ่ยประโยคนั้นจบ องค์จักพรรดิก็หันหลังกลับทันทีเป็นสัญญาณบอกว่าคำที่กล่าวไปนั้นเป็นคำประกาศิตที่จำเป็นต้องทำตามเท่านั้น

หวังเจิ้นฮว๋ามิได้ตามไปกับขบวนทหารในทันที หากแต่หันมาเอ่ยกับจื่อเจิน

“ไปบ้านข้าเถิด” ว่าจบก็ก้าวขึ้นหลังม้าสีขาวสะอาดนั้นพร้อมกับตวัดกายอีกคนขึ้นมานั่งเคียงคู่ที่ด้านหน้า เสียงโลหะจากชุดเกราะกระทบกันในทุกครั้งที่ม้าศึกเหยาะย่างช้าๆ ช่วยทำลายความเงียบระหว่างคนทั้งสองได้ แต่ก็ยังไม่วายรู้สึกว่ามันเงียบเกินไป

จื่อเจินต้องการถามเหลือเกินว่าเหตุใดจึงไม่ทำตามคำสั่งขององค์จักรพรรดิ แต่กลับเลือกที่จะพาเขาไปที่ บ้าน แต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกไป เพราะคิดว่าหวังเจิ้นฮว๋าคงมีเหตุผล

เพียงไม่นานนักคนทั้งสองก็มาหยุดอยู่ที่ที่หวังเจิ้นฮว๋าเรียกว่า บ้านซึ่งอยู่ห่างออกมาจากสถานที่จัดการประลองยุทธ์ไม่ไกล ทั้งยังสามารถมองเห็นพระราชวังที่อยู่ห่างออกไปได้ชัดเจน ในสายตาของจื่อเจินแล้ว ที่นี่กว้างขวางและใหญ่กว่าโอสถสถานมู่หรงกว่าเท่าตัว อาจจะเรียกได้ว่าเป็นวังขนาดย่อม แต่รอบบริเวณกลับแทบไม่มีธรรมชาติใดๆ ให้ยล มีเพียงลานฝึกขนาดใหญ่ 2 ลาน ประดับมุขทั้งสี่ด้วยกลองขนาดใหญ่สองคนโอบ และรอบด้านก็มีศาสตราวุธพร้อมสรรพ ไม่ว่าจะเป็น ดาบ กระบี่ หอก ทวน ธนู

เมื่อคนที่อยู่ด้านในรับรู้ถึงการมาถึงของแขกทั้งสองจึงรีบวิ่งออกมาเพื่อต้อนรับ แต่กลับพบว่ามิใช่แขกที่ไหน เป็นองค์ชายของเธอนั่นเองที่กลับมาจากการศึกที่กินเวลายาวนานเกือบสองขวบปี

หญิงรับใช้ในวัยกลางคนเผยยิ้มยินดีอย่างปิดไม่มิด ค้อมตัวลงเป็นการทำความเคารพอย่างที่เคย หวังเจิ้นฮว๋าจึงลงจากหลังม้าแล้วรี่เข้าไปประคองให้หญิงรับใช้ลุกขึ้น ส่วนบ่าวรับใช้อื่นๆ อีกสี่ห้าคนที่ติดตามออกมาก็ยังคงค้อมตัวลงต่ำเช่นเดิมแต่กล่าวโดยพร้อมเพรียง

“ขอต้อนรับองค์ชายเสด็จกลับ” นั่นทำเอาหวังเจิ้นฮว๋ากระตุกคิ้วแล้วเอ่ยอย่างไม่พอใจนัก

“จักต้องให้ข้าบอกอีกกี่หนว่าอย่าเรียกข้าเช่นนั้น” เหล่าบ่าวรับใช้ต่างก้มหน้างุด เพราะตั้งแต่ไหนแต่ไรมาพวกเขาที่ทำหน้าที่รับใช้ที่แห่งนี้ และบุรุษนามหวังเจิ้นฮว๋า ซึ่งพวกเขาถือมาโดยตลอดว่าเป็นโอรสองค์โตของจักรพรรดิ จึงอดไม่ได้ที่จะยังคงเรียกสรรพนามเดิมเช่นนั้น

“ท่านแม่ทัพจะอยู่ที่นี่นานเท่าใดเพคะ” คำถามที่ถูกเอ่ยออกมาจากปากหญิงรับใช้ที่ดูสูงอายุที่สุดหมายถึงว่ากลับมาจากสงครามครานี้แล้วจะพักอยู่ที่เป่ยหยางนานเพียงใด ซึ่งเจิ้นฮว๋าก็รู้ความหมายนั้นจึงตอบออกไปตามตรง

“หนึ่งเดือน”

ก่อนจะเอ่ยต่อ “แม่นม ช่วยพาจื่อเจินเข้าไปที่ห้องรับรองได้หรือไม่”

เมื่อฟังจบ ทุกสายตาก็จับไปที่ร่างของชายอีกคนบนม้า ทำเอาจื่อเจินทำตัวไม่ถูก จึงรีบกระโดดลงมาทันทีก่อนจะค้มตัวโค้งให้กับเหล่าผู้รับใช้ตรงหน้า

แม่นมพยักหน้ารับอย่างเต็มใจ พร้อมส่งรอยยิ้มให้กับจื่อเจินด้วยความเอ็นดู เพราะนอกจากอู๋ซวง พระสหายขององค์ชายแล้ว องค์ชายก็ไม่เคยพาใครเข้ามาที่แห่งนี้เลยสักครั้ง ซึ่งถือว่านี่เป็นครั้งแรก ทำให้ทุกคนรู้สึกแปลกใจระคนยินดีอยู่ไม่น้อย เพราะจะได้มีงานมีการทำเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการต้อนรับแขกขององค์ชายหรือแม่ทัพ

“เชิญทางนี้เพคะ” แม่นมผายมือเป็นการบอกให้เดินตามเธอไป จื่อเจินมองหน้าเจิ้นฮว๋าก่อนจะได้รับการพยักหน้ากลับมาว่าไม่ต้องกังวล ร่างบางจึงเดินตามคนเป็นแม่นมไปอย่างว่าง่าย

ส่วนหวังเจิ้นฮว๋าเมื่อเห็นว่าจื่อเจินเดินหายไปเข้าด้านในแล้วก็ตวัดสายตาคมไปยังบ่าวรับใช้อื่นๆ ที่ยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น

“กลับไปทำงานของพวกเจ้า” สิ้นคำ เหล่าบ่าวรับใช้ก็รีบพากันสลายหายไปจากสายตาของเจิ้นฮว๋า ร่างสูงไม่รอช้าเดินตรงไปยังลานประลองแล้วหยิบคันธนูขนาดใหญ่ออกมาพร้อมกับดอกศร ก่อนจะตวัดวาดขึ้นสายเล็งออกไปยังเป้านิ่งด้านหน้า หัวคิ้วเข้มขมวดเป็นปมแน่นด้วยเพราะความโมโหที่ปะทุขึ้นในใจตั้งแต่ได้เห็นองค์จักรพรรดิที่แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเสด็จลงมาดูการประลองเลยสักครั้ง แต่ในวันนี้เห็นชัดแล้วว่ามาอย่างมีจุดประสงค์ และจุดประสงค์ก็คือต้องการให้เขาขึ้นครองบัลลังก์ที่เขาไม่เคยคิดต้องการสักนิดพร้อมทั้งประกาศให้ชาวบ้านรู้กันทั่วจนยากที่จะปฏิเสธ หวังเจิ้นฮว๋าเลือกที่จะพยายามสะกดทุกความรู้สึกโกรธานั้นจนกระทั่งบัดนี้ เพราะไม่อยากให้จื่อเจินเห็นว่าเขาหงุดหงิด

ศรดอกแล้วดอกเล่าลอยตัดผ่านอากาศไปยังเป้าอย่างแม่นยำจนหมดกระบอก ก่อนที่แม่ทัพจะโยนคันธนูทิ้ง แล้วหันกายคว้าดาบออกมาฟาดฟันหุ่นจำลองจนขาดวิ่น

จนเมื่อรู้สึกว่าอารมณ์ปะทุที่ถูกระบายออกไปค่อยๆ กลับมาสงบขึ้นก็ทิ้งดาบแล้วก้าวฉับๆ เข้าไปในตัวบ้าน

“ท่านคงเป็นคนสำคัญของแม่ทัพหวังใช่หรือไม่”

“เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น” จื่อเจินถามกลับ

“ข้าดูแลท่านแม่ทัพมาตั้งแต่ยังแบเบาะ ไม่เคยมีสักครั้งที่ท่านแม่ทัพจะพาใครเข้ามาที่นี่” ร่างบางที่ได้ฟังคำตอบก็รู้ความหมายโดยทันที จึงแอบอมยิ้มบางๆ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยตอบคำใดกับหญิงวัยกลางคนอีก

ระหว่างทางที่เดินผ่าน จื่อเจินพบว่าภายในไม่ได้มีการตกแต่งอะไรเป็นพิเศษ เน้นความสะดวกและการใช้งาน ของประดับตกแต่งก็น้อยชิ้น แตกต่างไปจากบ้านหรือที่พักของเชื้อพระวงศ์และขุนนางทั่วไป ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรืออย่างไร แต่จื่อเจินรู้สึกได้ว่าถึงแม้จะมีอาณาบริเวณกว้างขวาง แต่กลับเงียบเหงาและไม่มีความบันเทิงใดๆ บ้านหลังนี้ก็ไม่ต่างจากลานประลองแห่งหนึ่งเท่านั้น พลันก็หวนคิดไปถึงเรื่องราวที่ได้ยินจากปากของท่านแม่ทัพ

ความรู้สึกผิดเอ่อล้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอยามที่คิดว่าที่ผ่านมาตนช่างไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าแม่ทัพหวังผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง แต่แม่ทัพก็ยังคงพะเน้าพะนอเอาใจใส่เขาอยู่เสมอ

เพียงชั่วครู่ก็ถึงหน้าห้องรับรอง แม่นมให้จื่อเจินเดินเข้าไปพร้อมกับบอกอย่างใจดี “ขอให้ท่านพักผ่อนเสียก่อนเถิด” เพียงเท่านั้นก็เดินเลี่ยงออกมาอีกด้าน พอดีสวนเข้ากับแม่ทัพหวังที่ทั่วสรรพางค์กายชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ

“ให้คนตักน้ำเข้าไปในห้องรับรอง ข้าจะไปอาบน้ำที่นั่น” แม่นมพยักหน้ารับคำสั่งก่อนจะเดินแยกจากไป ส่วนหวังเจิ้นฮว๋าก็ตรงเข้าไปเปิดประตูห้องรับรองออก เผยให้เห็นคนที่มาถึงก่อนกำลังเดินดูข้าวของเครื่องใช้ที่ตั้งอยู่ภายใน

“เจอสมบัติอันใดหรือไม่” แม่ทัพหยอก เรียกให้จื่อเจินส่งค้อนขวับให้ทันที

“ไม่เจอ”

“ย่อมเป็นเช่นนั้น สมบัติไม่ได้อยู่ห้องนี้ แต่อยู่ที่ห้องพี่”

“แล้วเหตุใดเจ้าไม่กลับไปห้องของเจ้า”

“ที่นี่บ้านของพี่ พี่อยากมาหาเจ้าที่ห้องนี้ มิได้อย่างนั้นรึ” คิ้วเข้มนั้นเลิกขึ้นอย่างจงใจยั่วคนตรงหน้า และนั่นก็ทำเอาจื่อเจินอยากจะปรี่เข้าไปดีดคิ้วนั่นสักที แต่ก็ทำเพียงแค่คิด จึงเลือกที่จะเดินเข้าไปช่วยแม่ทัพถอดชุดเกราะออก หวังเจิ้นฮว๋ายืนนิ่งมองการกระทำของร่างบางด้วยหัวใจพองโต

ก่อนจะทันได้เอ่ยคำใดออกไป ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูพร้อมแจ้งว่าน้ำมาถึงแล้ว เพียงครู่เดียวน้ำทั้งหมดก็ถูกเทลงในถังอาบน้ำใบใหญ่ที่ถูกกั้นเป็นสัดส่วนเอาไว้ในห้องเดียวกันนั้น

และโดยที่ไม่ต้องมีการบอกกล่าวอันใดหวังเจิ้นฮว๋าก็จัดการปลดเปลื้องอาภรณ์ให้กับจื่อเจิน ชุดสีขาวและครีมบัดนี้ร่นลงมากองอยู่ที่ช่วงต้นแขน เผยให้เห็นแผ่นอกขาว มือหนากระตุกผ้าคาดเอวออกเพียงเบาๆ ชุดทั้งหมดก็ร่วงลงไปกองอยู่บนพื้นพร้อมๆ กับที่ดวงหน้าเรียวสวยขึ้นสี

หวังเจิ้นฮว๋าไม่รีรอช้อนกายบางนั้นลงไปในถังอาบน้ำ ก่อนจะจัดการกับชุดของตนแล้วก้าวตามลงไป อกแกร่งเสียดสีกับแผ่นหลังนวลเนียนเมื่อเส้นผมยาวสีดำขลับบวกกับชายพู่และผ้ารัดผมถูกปัดไปไว้ด้านหน้า มือแกร่งวักน้ำลูบไล้ตามต้นแขนและหัวไหล่ของคนที่นั่งซ้อนอยู่ ความเป็นชายที่ส่วนกลางลำตัวก็พลันตื่นขึ้นจนไปดุนดันกับสะโพกขาว

“หวังเจิ้นฮว๋า”

“หื้ม” อีกคนครางรับในลำคอ เปลือกตาปิดลงด้วยเพราะต้องการสะกดอารมณ์ใคร่นั้น

“ต้องการให้ข้าช่วยหรือไม่” สิ้นคำถามนั้นมือเรียวก็กอบกุมเข้ากับส่วนแข็งขืนนั้นของท่านแม่ทัพเสียแล้ว ทำเอาหวังเจิ้นฮว๋าต้องรีบปราม

“ไม่ จื่อเจิน เดี๋ยว” เสียงของหวังเจิ้นฮว๋าขาดช่วง เขาพยายามจะร้องห้ามเพราะหากปลดปล่อยออกมาในนี้ เท่ากับว่าต้องรอให้คนใช้ไปตักน้ำมาให้อาบใหม่

“หากเจ้าเกรงว่าน้ำของเจ้าจะปะปนกับน้ำในถังนี้ ก็ปล่อยมันเข้ามาในตัวข้า” เท่านั้นราวกับอารมณ์ที่ถูกกดกลั้นพังครืน หวังเจิ้นฮว๋าไม่รอช้าประคองยกสะโพกมนขึ้นแล้วจ่อแก่นกายแข็งขืนนั้นไปยังช่องทางสีสวยก่อนจะค่อยๆ กดเข้าไปพร้อมกับที่ดึงสะโพกสวยลง

ความฝืดเคืองเนื่องจากน้ำทำให้จื่อเจินหลุดเสียงครางออกมา เมื่อรู้สึกว่ากายของอีกคนกำลังแทรกเข้ามาด้านในปนไปกับอาการแสบแปลบ

“เจ็บหรือ” เสียงทุ้มอ่อนโยนถามเบาๆ ที่ข้างใบหู ก่อนจื่อเจินจะรู้สึกถึงความนุ่มหยุ่นที่โลมเลียอยู่ที่บริเวณต้นคอด้านหลัง ยิ่งทำให้เสียวกระสันจนสองมือเรียวต้องคว้าเกาะเข้ากับด้านข้างของถังน้ำแน่น ช่องทางสีชมพูขมิบตอดรัดให้กับสิ่งแปลกปลอมที่กำลังเลื่อนเข้ามาภายในจนหวังเจิ้นฮว๋าแทบจะทนไม่ไหวต้องกระทั้นกายเข้าไปทีเดียวจนสุด จื่อเจินหวีดร้องลั่นพลันยกมือปิดปาก

ความรู้สึกเจ็บแปลบนั้นเริ่มจางหายเหลือแต่เพียงความคับแน่นที่ช่วงล่าง แขนแกร่งโอบกอดรอบเอวบางเอาไว้อย่างนั้นพร้อมข่มตาเพื่อไม่ให้ตัวเองปลดปล่อยออกมาเสียก่อนเนื่องจากผนังอุ่นร้อนด้านในตอดรัดแน่นจนยากจะขยับ

“จื่อเจิน ผ่อนคลาย” เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า ไม่รู้ว่าหากไม่ได้เล้าโลมและใช้นิ้วเสียก่อน จะทรมานถึงเพียงนี้ แต่ใครสอนให้จื่อเจินพูดจาเช่นนั้นกับเขากันเล่า

มือหนาพยายามลูบไปตามต้นขาเรียวอย่างใจเย็น

“ให้พี่ขยับได้หรือไม่ พี่ทรมานเหลือเกิน”

ร่างบางหน้าร้อนเห่อ แต่ก็ยังไม่วายหันกลับไปทุบหมัดบนอกแกร่งดังปั้ก “รีบขยับเสียที” สิ้นคำสั่งจากเสียงหวานนั้นหวังเจิ้นฮว๋าก็ขยับกายเป็นจังหวะอย่างใจเย็น แต่ก็เย็นได้ไม่นานนัก จากจังหวะเนิบนาบกลายเป็นการกระแทกแรงจนจื่อเจินต้องหลุดเสียงออกมาอีกหน มือเรียวข้างหนึ่งก็พยายามปิดกลั้นเสียงนั้น แต่ก็ถูกมือของแม่ทัพรั้งเอาไว้

“ร้องออกมาเถิด พี่อยากฟังเสียงเจ้า” ยังไม่ทันเอ่ยจบหวังเจิ้นฮว๋าก็ได้ยินเสียงครางเครือออกมาจากคนด้านหน้า

“อ้ะ อ๊า”

น้ำในถังกระเพื่อมตามแรงขยับของคนทั้งสองจนกระฉอกออกมาด้านนอกเช่นเดียวกันกับความปรารถนาที่กำลังทะยานสูง

“จื่อเจินเรียกพี่ได้หรือไม่”

“อื้อ อ้ะ จะ เจิ้นฮว๋า”

“มิใช่”

จื่อเจินกัดริมฝีปากแน่นแต่ก็ยังไม่วายมีเสียงออกมา “อื้อ..”

ท่านแม่ทัพหวังที่เห็นเช่นนั้นจึงหยุดขยับกายแล้วเอ่ยชัดถ้อยชัดคำที่ข้างใบหูแดงนั้น “เรียกพี่ว่า...พี่”

หากแต่อีกคนก็ยังไม่ยอมปริปากพูด สะโพกกลมมนขยับบิดไปมาภายใต้น้ำใสด้วยเพราะรู้สึกไม่สบายตัวนักที่คนข้างล่างหยุดขยับเสียดื้อๆ จนหวังเจิ้นฮว๋าลอบยิ้ม แล้วจงใจใช้มือข้างหนึ่งกดสะโพกของจื่อเจินให้อยู่นิ่ง ส่วนอีกมือกอบกุมแก่นกลางของคนข้างบนเอาไว้ก่อนจะออกแรงบีบเบาๆ ที่ส่วนปลาย

“เรียกพี่ แล้วพี่จะขยับให้เจ้า ดีหรือไม่”

“อะ อื้อ พี่... อ่ะ เจิ้นฮว๋า ขยับให้ข้าแรงๆ ได้หรือไม่” เสียงหอบกระเส่าจากถ้อยคำเหล่านั้นของจื่อเจินกลายเป็นตัวกระตุ้นอย่างดี หวังเจิ้นฮว๋าไม่รีรออีกต่อไป เขารัวสะโพกกระทั้นเข้าไปยังช่องทางรักนั้นจนเสียงหวีดของจื่อเจินกังวานก้องไปทั่วห้องรับรอง และดูเหมือนว่าจะดังจนออกไปถึงด้านนอก เพราะจู่ๆ ก็มีเสียงคนเคาะประตูด้านหน้ารัวๆ

“คุณชายจื่อเจิน เกิดเหตุอันใด!?

“คุณชาย!

เสียงของคนกว่าหนึ่งที่ด้านนอกยิ่งทำเอาจื่อเจินใจเต้นระรัว ด้วยกลัวว่าจะถูกเห็นเข้าในสภาพเช่นนี้ แต่หวังเจิ้นฮว๋ายิ่งได้ใจ เขาตะโบมจูบไปบนแผ่นหลังเนียนกดกายเข้าใส่หนักๆ อีกสองสามครั้งจนร่างกระตุกเกร็ง น้ำจากความเป็นชายถูกฉีดเข้าไปภายในกายของจื่อเจินอย่างที่เจ้าตัวเอ่ยบอก

“อ้ะ เจิ้นฮว๋า ไม่”

 มือแกร่งยังคงรูดรั้งส่วนกลางกายของจื่อเจินจนเจ้าตัวหน้าเริดขึ้น เสียงครางกระเส่าดังราวกับกำลังหมดลมทำให้เจิ้นฮว๋ายิ่งเร่งความเร็วจนกระทั่งคนตัวบางกระตุกพลันน้ำสีขาวขุ่นก็ถูกปล่อยออกมาจนน้ำใสในถังบัดนี้มีคราบสีขาวปะปนประปราย

จื่อเจินเองก็ลืมคิดไปว่าหากเลือกที่จะมีสัมพันธ์ในนี้ อย่างไรเสีย พวกเขาก็ต้องอาบน้ำใหม่อีกครั้งอยู่ดี คิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกเขินอายกับความไม่รอบคอบและเสียรู้ของตัวเองนัก แต่นั่นก็ไม่อับอายเท่ากับที่บ่าวรับใช้สามถึงสี่คนที่เปิดประตูผลัวะ แล้วถลันเข้ามาภายในห้องด้วยความเป็นห่วง รวมไปถึงแม่นมด้วย

ภาพแผ่นหลังกว้างของแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าที่บดบังร่างของชายอีกคนในถังอาบน้ำปริแตกกับพื้นห้องที่เจิ่งนองด้วยน้ำ ทำเอาแม่นมถึงกับยกมือทาบอก เหล่าบ่าวรับใช้เบิกตาโต แต่ก็รีบก้มหน้างุดเมื่อได้ยินเสียงทุ้มของท่านแม่ทัพสั่ง

“ตักน้ำมาใหม่ แล้วเปลี่ยนถังให้ข้าด้วย”

เท่านั้น ก็ต่างกรูกันออกไปโดยทันที ส่วนหวังเจิ้นฮว๋าก็หลุดหัวเราะอย่างพอใจ

“เสียงดังขนาดนั้นเชียวรึ” เขาถามแม่นมที่เดินไปหยิบผ้าสองผืนออกมาจากในตู้เล็ก แล้วส่งให้กับองค์ชายของเธอ

“ดังไปถึงลานฝึกหน้าเพคะ” เธอตอบ และนั่นยิ่งทำให้จื่อเจินไม่กล้าเงยหน้ามองหญิงวัยกลางคน ผิดกับหวังเจิ้นฮว๋าที่ดวงตาเป็นประกายเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาถอนกายออกมาช้าๆ ทำเอาอีกคนต้องกัดริมฝีปากเพื่อไม่ให้หลุดส่งเสียงใดๆ อีก โดยเฉพาะเมื่อมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย

น้ำกามหนืดไหลตามท่อนเนื้อออกมาจนน้ำในถังที่เพลือเพียงครึ่งกลายเป็นสีขุ่น ร่างแกร่งลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะคลี่ผ้าออกมาพันรอบกาย แล้วกางผ้าอีกผืนเพื่อรอให้คนตัวบางลุกขึ้น

“แม่นม ออกไปก่อนได้หรือไม่ จื่อเจินของข้าเขินจนตัวแดงแล้ว”

“ท่านแม่ทัพเพคะ” เสียงของแม่นมเข้มขึ้น ซึ่งเจิ้นฮว๋ารู้ดีว่ากำลังจะถูกหญิงตรงหน้าตำหนิ เพราะนอกจากแม่นมก็ไม่มีใครกล้าติเตียนแม่ทัพหวังอย่างเขา จึงรีบตัดบท

“ข้าทราบแล้ว และจะไม่ทำอีก” แต่จะทำที่อื่นที่มิใช่ในถังอาบน้ำ หวังเจิ้นฮว๋าไม่ได้ตอบออกไปทั้งหมดที่คิด คนเป็นแม่นมมองหน้าแม่ทัพแล้วสลับไปมองจื่อเจินก่อนจะถอนหายใจอย่างระอา

“มีเกี้ยวมารอท่านแม่ทัพอยู่ที่หน้าลานเพคะ” ว่าจบแล้วก็ถอยกายออกไปและไม่ลืมที่จะปิดประตูให้

จื่อเจินตวัดค้อนให้กับหวังเจิ้นฮว๋าไปหนึ่งที แล้วยันกายลุกขึ้นรับผ้ามาพันกายตนเองบ้าง

“ครั้งหน้าพี่..”

“ไม่มีครั้งหน้า” เสียงหวานเอ่ยคำขาดโดยไม่รอให้อีกฝ่ายทันได้พูดจบ

 

 

หลังจากนั่งเกี้ยวออกมาจากบ้านของแม่ทัพเพียงครึ่งชั่วยามตัวเกี้ยวก็หยุดลง ภาพด้านหน้าที่ปรากฎแก่สายตาของจื่อเจินคือพระราชวังหลังคาเหลืองทองอร่ามตัดสลับกับตัวอาคารฉลุสีแดงและน้ำเงินอย่างกลมกลืน ความโอ่อ่าของบริเวณนั้นกว้างสุดลูกหูลูกตา คนหลายกลุ่มในชุดวิจิตรสีแตกต่างกันต่างเดินแถวขึ้นไปยังตัววังชั้นกลาง

หวังเจิ้นฮว๋าพยักหน้าให้กับคนข้างกายก่อนจะลงจากเกี้ยวพร้อมกัน

“ที่นี่เป็นที่ว่าราชการ ขุนนาง อำมาตย์ แม่ทัพ และข้าราชบริพารจะมารวมกันเพื่อหารือราชการบ้านเมือง” จื่อเจินพยักหน้าเบาๆ เมื่อได้รับฟังคำอธิบายนั้น

“ข้าต้องเข้าไปด้วยหรือ”

แม่ทัพพยักหน้าให้อีกครั้งแล้วเอ่ย “เข้าไปกับพี่”

หากแต่ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งอื่นเพราะหวังเจิ้นฮว๋าไม่ได้จูงมือถือแขนจื่อเจินอย่างที่เคยทำอยู่เป็นนิจ

 

“แม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าเข้าเฝ้า!!

ทหารหน้าประตูวังกลางตะเบ็งเสียงแจ้ง ก่อนจะปรากฎกายสูงโปร่งในชุดว่าราชการสีขาวไร้อาวุธใดๆ ติดกาย เคียงคู่มาด้วยบุรุษแปลกหน้าอีกหนึ่งในชุดสีขาวเช่นเดียวกัน หากแต่มิใช่ชุดดังเช่นข้าราชการอื่นๆ

หวังเจิ้นฮว๋าเดินผ่านเหล่าขุนนางและอำมาตย์ที่นั่งอยู่สองข้างระหว่างทางเดิน สีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกใดดังเช่นที่เคยเป็นมา

มู่หรงจื่อเจินเดินตาม แต่พยายามเว้นระยะห่างไม่ให้ใกล้กับคนร่างสูงเกินไปนัก ด้วยเพราะมีสายตาหลายคู่ที่กำลังจับจ้องด้วยความระคนสงสัยในฐานะและการปรากฎกายของคนแปลกหน้าอย่างเขา ดวงตากลมมองสำรวจภายในโถงว่าราชการอันหรูหราและมีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับแคว้นเป่ยหยาง จนกระทั่งท่านแม่ทัพเดินเข้าไปยังที่นั่งประจำตำแหน่งของตนอันเป็นจุดที่ใกล้กับบัลลังก์ที่สุด จื่อเจินชะงักอยู่ครู่ หวังเจิ้นฮว๋าจึงผายมือให้นั่งข้างกัน อีกคนก็ทำตามอย่างว่าง่าย

 

“องค์จักรพรรดิเสด็จ!”

สิ้นเสียงก็ปรากฎร่างของเจ้าแห่งแคว้นเป่ยหยางย่างออกมาจากประตูด้านข้าง ตามด้วยโอรสพระองค์หนึ่งที่จื่อเจินคุ้นหน้า เหล่าอำมาตย์ข้าราชการต่างก้มหัวพร้อมเอ่ยคำ

“ฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นๆ ปี” เพื่อเป็นการต้อนรับขึ้นสู่แท่นบัลลังก์ ความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากทั่วสรรพางค์กายขององค์จักรพรรดิทำให้จื่อเจินไม่กล้าแม้แต่จะลอบมอง ทำเพียงก้มหน้านิ่ง

แต่ดูเหมือนว่าท่าทางนั้นยิ่งทำให้เป็นที่จับตามองจากคนที่นั่งอยู่บนที่สูง องค์ชายที่นั่งถัดลงมาฝั่งด้านขวาก็มองไปยังร่างที่คุ้นตานั้น

“เหตุการณ์บ้านเมืองวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” สุรเสียงที่เอ่ยออกมาดังกังวานทุ้ม อำมาตย์หคนหนึ่งก็เริ่มรายงานสรุปสถานการณ์ให้ฟังอย่างคร่าวๆ องค์จักรพรรดิสดับฟังด้วยใบหน้านิ่ง

การรายงานและปรึกษาหารือดำเนินไปอย่างไม่เร่งร้อน เหล่าขุนนางต่างผลัดกันออกความคิดเห็น บ้างก็แย้งในความเห็นของอีกฝ่าย หรือหากรู้สึกว่ามีเรื่องใดที่อาจจะขัดผลประโยชน์ตนก็จะแย้งขึ้นมาอีก เป็นเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง

หวังเจิ้นฮว๋าไม่ได้สนใจมากนัก เขาหยิบกาน้ำชาแล้วเทน้ำสีอำพันใส่ถ้วยเล็กสองใบ หนึ่งใบเลื่อนไปให้กับจื่อเจิน ส่วนอีกใบยกขึ้นดื่มเอง

“นอกจากนี้กระหม่อมยังมีอีกหนึ่งเรื่องเกี่ยวกับการขึ้นครองราชบัลลังก์ขององค์รัชทายาท” หนึ่งในผู้เข้าร่วมว่าราชการยกหัวข้อที่หลายคนพยายามเลี่ยงไม่พูดถึง แต่ในท้ายที่สุดก็มีคนเอ่ยขึ้นจนได้

หวังเจิ้นฮว๋าวางถ้วยชาแล้วนิ่งฟัง

“อย่างที่ข้าไปประกาศไปแล้ว ไม่เปลี่ยนแปลง” ถ้อยประโยคของจักรพรรดิหวังเหว่ยหลงราวกับคำประกาศิตที่ทำให้ทั้งโถงว่าราชการตกอยู่ในความเงียบ

“หรือมีผู้ใดกล้าแย้งข้าอย่างนั้นหรือ”

“มิกล้าพะย่ะค่ะ” ราวกับทุกคนนัดหมายกันมาอย่างพร้อมเพรียง หากแต่เป็นหวังเจิ้นฮว๋าที่ส่งเสียงขึ้นบ้างหลังจากเงียบอยู่นาน

“ข้าเห็นว่ามิบังควร”

จักรพรรดิหันมองแม่ทัพหวังด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา

“มิควรเช่นไรท่านพี่” พระอนุชานาม หวังอี้จวินที่นั่งฝั่งตรงข้ามกล่าวถามอย่างสงสัย

“เหตุผลของข้ามีสามประการ” หวังเจิ้นฮว๋ายืดกายขึ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น

“หนึ่ง กระหม่อมเป็นเพียงแม่ทัพเฉกเช่นแม่ทัพผู้อื่น”

“สอง กระหม่อมยังมีกิจด้านการสงครามแลจำต้องออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่เหล่าทหารกล้า”

“และสาม...กระหม่อมมิมีสิทธิ์แลความชอบธรรมในการครองบัลลังก์แห่งเป่ยหยางด้วยฐานันดรที่มิเคยมีมาแต่กำเนิด แต่กระหม่อมเชื่อว่าจะมีผู้ที่คู่ควร..”

“แต่ท่านพี่จะเปรียบตนกับแม่ทัพผู้อื่นมิได้” หวังอี้จวินแย้งทันทีแม้ว่าผู้มีศักดิ์เป็นเชษฐายังกล่าวไม่จบ

“เหตุใดจะมิได้เล่า?” ร่างสูงย้อน คิ้วเข้มขมวดอย่างไม่พอใจนัก

“มิมีผู้ใดไม่รู้ว่าท่านพี่เป็นราชโอรสองค์โต หากแต่ด้วยตำแหน่งราชการทำให้ผู้ใดก็ต่างเรียกท่านว่าแม่ทัพ แต่ในความเป็นจริง”

“ความเป็นจริงคือข้าเป็นเพียงหวังเจิ้นฮว๋าเท่านั้น มิใช่องค์รัชทายาท แลข้าเองก็ไม่ต้องการ!

“บังอาจ!” องค์จักรพรรดิเปล่งเสียงกร้าว มือใหญ่ตบโต๊ะจนเกิดเสียงสนั่นท้องพระโรง ทำให้การโต้แย้งระหว่างเชษฐาและอนุชาหยุดลงเสียเดี๋ยวนั้น

“หวังเจิ้นฮว๋า...ในเมื่อเจ้ากล่าวว่าเจ้ามิได้มีฐานันดรมาแต่กำเนิด หากแต่ในกฎมณเฑียรบาลเองก็มิได้กำหนดเช่นกัน ว่าห้ามมิให้ผู้อื่นผู้ใดขึ้นครองบัลลังก์” เสียงซุบซิบจากเหล่าผู้เข้าร่วมว่าราชการเริ่มดังขึ้นด้วยต่างคนต่างความคิด เพราะถ้อยคำที่ฝ่าบาทเอื้อนเอ่ยดูเหมือนเป็นการชี้โพรงให้กระรอก แต่ขุนนางเล็กใหญ่ก็ต้องเงียบเสียงลงอีกเมื่อผู้อยู่เบื้องสูงกล่าวต่อ

“เจ้าเองเป็นผู้มีความสามารถเป็นที่เลื่องลือ ไม่ว่าจะเป็นศิลปวิทยาการ การศึกสงคราม การวางแผน แลความรู้ก็เทียบได้กับนักปราชญ์มีชื่อ อีกทั้งยังรู้เรื่องราวเหตุการณ์บ้านเมืองไม่เพียงแต่ในแคว้นเป่ยหยางเท่านั้น แต่รวมถึงในเขตแคว้นอื่นๆ ...เหตุผลเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่ข้าจะให้เจ้าขึ้นสืบต่อบัลลังก์อย่างนั้นหรือ”

แม่ทัพหวังที่ทนฟังจนจบยันกายลุกขึ้นทันที จื่อเจินที่นั่งเงียบเงยหน้ามองอย่างตกใจระคนไม่เข้าใจในการกระทำนั้นนัก

“ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมต้องขอประทานอภัยที่ไม่สามารถอยู่ ณ ที่แห่งนี้ต่อไปได้” เสียงทุ้มที่เปล่งออกมากังวานก้อง เจ้าของเสียงค้อมตัวลงทำความเคารพ และเมื่อยืดกายขึ้น ก็หันไปเอ่ยกับจื่อเจิน “กลับ”

ก่อนจะหันหลังเดินออกไปตามทางเดินส่วนกลางโถงกว้าง คนร่างบางก็รีบสาวเท้าตาม แต่แล้วเท้าทั้งสองคู่ก็ต้องชะงักหยุดเมื่อยินน้ำเสียงที่ไล่ตามหลังมาจากผู้เป็นจักรพรรดิ

“แลข้ายังได้เตรียมการเรื่องคู่ครองของเจ้าแล้ว ก่อนที่การขึ้นครองราชย์จะมาถึง” ใบหน้าคมหันขวับ พยายามสะกดให้ตัวเองใจเย็นที่สุด ผ่อนลมหายใจหนักแล้วเอ่ยตอบชัดถ้อยชัดคำ

“หากฝ่าบาทต้องการให้กระหม่อมขึ้นครองบัลลังก์ดังพระประสงค์แล้วไซร้...”

เขาเว้นช่วงครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงกายอีกคนมายืนใกล้ๆ

“ผู้ที่คู่ควรเคียงคู่บัลลังก์กระหม่อม จักต้องเป็นคนผู้นี้ผู้เดียวเท่านั้น”

สิ้นคำก็ปรากฎเสียงระเบ็งเซ็งแซ่อีกระลอก ขุนนางทุกคนต่างแสดงสีหน้าแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือความสงสัยใครรู้ว่าคนที่แม่ทัพหวังเอ่ยถึงเป็นผู้ใดมาจากไหน

“คนผู้นี้น่ะรึ” จักรพรรดิหวังเหว่ยหลงมองด้วยดวงตาแข็งกร้าว แต่กลับสรวลออกมาจนทั่วท้องพระโรงงุนงง

“...”

“เจ้ามีนามว่ากระไร” ครานี้ฝ่าบาทเลือกที่จะสื่อสารโดยตรงไปยังร่างบางที่ยืนตัวลีบเยื้องไปด้านหลังของแม่ทัพหวังเล็กน้อย

จื่อเจินลอบมองใบหน้าด้านข้างของหวังเจิ้นฮว๋าที่เดาความคิดไม่ถูก ก่อนสูดหายใจลึกแล้วก้าวออกมาด้านหน้าหนึ่งก้าว บรรจงค้อมตัวลงอย่างช้าๆ

“กราบบังคมทูลฝ่าบาท... กระหม่อมมีนามว่า มู่หรงจื่อเจิน พะยะค่ะ”

ทันทีที่ได้สดับฟังนามนั้น องค์จักรพรรดิถึงกับหยัดตัวลุกขึ้นจากแท่นประทับ คู่ดวงตาทรงอำนาจนั้นมองคนตรงหน้าไม่วางตา

“จากตระกูลแพทย์มู่หรงอย่างนั้นรึ”

“...พะยะค่ะ” จื่อเจินตอบรับ เรียกเสียงฮือฮาจากขุนนางทั้งหลายราวกับได้พบเจอกับเรื่องประหลาดที่ไม่คาดคิด ทำให้หวังเจิ้นฮว๋าเองก็รู้สึกแปลกใจกับปฏิกิริยาเหล่านั้น จักรพรรดิหวังเหว่ยหลงแค่นหัวเราะเย็น

“ดี! ถ้าเช่นนั้นก็ตามนี้” ว่าจบก็สะบัดชายแขนเสื้อของชุดหรูนั้นแล้วก้าวลงจากบัลลังก์ไปยังประตูที่เดินเข้ามา  ทิ้งให้เหล่าขุนนางอำมาตย์ที่เหลือ องค์ชายหวังอี้จวิน แม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋า รวมไปถึงมู่หรงจื่อเจินประหลาดใจกับท่าทีและถ้อยคำที่องค์จักรพรรดิทิ้งท้ายไว้

 



------------


อะไรยังไงงงงงงง ทำไมจู่ๆ จักรพรรดิก็ตอบตกลงง่ายๆ -..-

ตอนนี้เอื่อยๆ หน่อยนะคะ เพราะอยู่ดีๆ ก็อยากแต่งฉากอัศจรรย์ระหว่างแม่ทัพกับจื่อเจินขึ้นมา 55555555 ห่างหายจาก NC นานแบบนานมากๆ 

เนื้อเรื่องและคำพูดของตัวละครเราพยายามแต่งออกมาอย่างระมัดระวังที่สุด ทั้งความสัมพันธ์ของตัวละครที่จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้น แล้วก็การแสดงออกต่างๆ ที่ไม่อยากให้ก้าวกระโดดเกิน

บอกเลยว่าตอนนี้ใช้เวลาแต่งหนึ่งวันเต็ม คือพิมพ์ไปได้นิดหนึ่งก็หยุดนั่งพิจารณาอยู่นานแล้วลบแล้วพิมพ์ใหม่อยู่แบบนี้ แต่แทบหมดลมกับความคลั่งรักของท่านแม่ทัพ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #25 jitti_jitti7 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 กันยายน 2563 / 13:21
    ขอบคุณไรท์คร่า ❣️
    #25
    0