source head กว่าจะเป็นเฮดว้าก (end)

ตอนที่ 36 : chance

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,913
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    29 พ.ค. 59

35

ผมกับพี่ติณห์ไปที่งานทันทีหลังจากพีทโทรมาบอกแบบนั้น จากงานที่มีผู้คนเดินไปมาเพียงประปรายก็คลาคล่ำไปด้วยเหล่าบัณฑิตในชุดครุย รวมถึงผู้คนที่มาแสดงความยินดีก็เยอะไปหมด โชคดีที่เรามีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนคือใต้ตึกสถาปัตย์จึงแทรกผ่านผู้คนไปมาจนมาหยุดที่นัดหมายจนได้

ไหนจารย์ต้นอ่ะผมแยกกับพี่ติณห์และตรงไปหาไอ้พีทก่อน

อ้าว เขาไปไหนแล้ววะ เมื่อกี้เขามาถามหามึงจริงๆนะไอ้พีทพูดจบก็กวาดสายตาหา

เดี๋ยวก็คงมามั้งผมตอบพีทกลับไป เพราะผมเองก็มองหาเขามาสักพักก็ยังหาไม่เจอเลยครับ

วา!!! ถ่ายรูปผมยกมือทำท่าโอเคส่งให้พี่เกลและเดินเข้าไปหาเขาแต่โดยดี

อาจารย์ต้นหายไปไหนไม่รู้ล่ะ ผมขอถ่ายรูปก่อน

ผมโครตชอบงานรับปริญญาเลยนะเอาจริง ทุกคนเฮฮา หยอกล้อกันโดยไม่มีใครโกรธกันทั้งนั้น ผมแน่ใจมากว่าไอ้แจนกวนตีนพี่เกลไปหลายรอบ แต่พี่เกลเพียงแค่ขำเท่านั้น ถ้าเป็นปกติไอ้แจนโดนตบหัวแยกไปล่ะครับ

“1!! 2!!” ไม้กลายเป็นตากล้องให้พี่ทุกคนไปแล้ว

ผมให้เราแอคท่ากันอีก2-3รูป ผมถึงได้ยื่นช่อเฟอเรโร่ช่อใหญ่ให้พี่เกล

ขอบใจนะมึงงงพี่เกลตอบ ไอ้เฟอเรโร่นี้ผมฝากพี่ติณห์ซื้อมาครับ เพราะพี่ติณห์ต้องซื้อให้พี่ดินกับพี่เป้ออยู่แล้ว ยิ่งพี่ดินนี้พี่ติณห์สั่งทำรูปใส่กรอบให้อย่างใหญ่เลย เห็นพี่ติณห์บอกว่าพี่ดินบอกให้ทำเป็นจิ๊กซอว์และต่อเองด้วยซ้ำ

แต่พี่ติณห์มีภูมิคุ้มกันแล้วว่าอะไรควรฟัง อะไรควรทำเป็นไม่ได้ยิน

นึกมาถึงตรงนี้ผมก็หันไปมองพี่ติณห์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล กำลังแชะภาพกับสายรหัส0002อยู่พอดีเลย

รวมสาย2กับ22หน่อยป่ะพี่เป้อพูดขึ้นมา บวกกับควักมือเรียกพี่เกลเพื่อนสนิทเจ้าของหมายเลข0022ประจำปี96ให้ขยับเข้ามาใกล้ด้วย

เจ้าของงานเขาว่ามางั้นพวกผมจะทำอะไรได้ล่ะครับนอกจากขยับมาใกล้กันตามคำสั่ง

เจอจารย์ต้นยังผมที่ขยับหามุมยืนโดนพี่ติณห์คว้าไหล่ไว้ก่อน

ยังเลย อยู่ไหนไม่รู้อ่ะ ถ่ายรูปก่อนล่ะกันพยายามหาแล้วนะแต่หาไม่เจอจริงๆ คนก็อย่างเยอะเลยครับ

เฮ้ย!ไอ้วา มายืนฝั่งนี้ดิว่ะ ตัวติดกับไอ้ติณห์ตลอดเลยนะมึง!พี่เกลตะโกนออกมา ค่อนข้างจะดังเกินไปด้วยซ้ำ แต่ก็เรียกเสียงฮิ้ววววจากผู้คนรอบข้างได้อย่างดี ผมมองทุกคนที่พร้อมใจกันฮิ้วรับคำพี่เกลและอดที่จะระเบิดเสียงขำออกมาไม่ได้

ช่วยไม่ได้นะพี่ ร่างกายมันก็ต้องอยู่ใกล้กับหัวใจป่ะไหนๆเขาก็ส่งมาล่ะขอตอบกลับหน่อยล่ะกัน พอผมตอบกลับแบบนั้นจากเสียงฮิ้วก็กลายเป็นเสียงโห่ทันที โครตไม่ยุติธรรมอ่ะ!

หลังจากหยอกล้อกันพอประมาณ 0002กับ0022ก็ได้ถ่ายรูปรวมกันสักที แม้ผมจะโดนผลักไปยืนอีกฝั่งและโดนตบหัวไปสองสามทีก็ตาม

ตอนนี้พวกเรายืนออถ่ายรูปกันอยู่ใต้ตึกสถาปัตย์ ที่ถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่ถ่ายรูปไปแล้ว ไม่ว่าจะดอกไม้ที่ถูกนำมาจัด กรอบต่างๆที่เอามาตกแต่งให้มีมุมถ่ายรูปมากขึ้น หรือแม้แต่Congrats Projectก็ถูกนำมาวางให้ทุกคนได้ถ่ายรูปกัน

พูดถึงCongrats Projectหน่อยล่ะกัน

งานชิ้นแรกที่วางเด่นเป็นสง่า คืองานของพี่ครีม เจ้าตัวเคยบอกผมว่าเก่งเรื่องการทำโมเดลที่สุด เจ้าตัวจึงหยิบความสามารถในส่วนนี้มาสร้างสรรค์งานชิ้นนี้ งานของพี่ครีมจึงออกมาเป็นโมเดลขนาดใหญ่ของบ้านชั้นเดียว ถ้าผมเดาไม่ผิด นี้คงเป็นโจทย์แรกของปี96ตอนปี1แน่ๆ เหมือนพี่ครีมย้อนระลึกกลับไปให้ว่าพวกเราต่างเริ่มมาจากจุดนี้ เด็กสถาปัตย์ทุกคนแน่นอนว่าโจทย์แรกต้องเป็นบ้านอยู่แล้ว

มันเหมือนเป็นซิกเนเจอร์ว่าเราได้ก้าวมาเป็นเด็กสถาปัตย์แล้วก็ตอนที่ทำบ้านนี้แหละ

งานชิ้นที่สองที่วางอยู่ข้างๆพี่ครีม เป็นของไอ้ปิก ปิกทำงานออกมาในรูปแบบของงานปั้น ปั้นเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่ง ยืนจับมืออยู่ข้างๆกัน แต่ไม่มีใบหน้าของทั้งสองคนนั้น เพราะไอ้ปิกบอกว่าถ้าอยากให้เป็นใครก็ให้คิดกันเอาเองครับ

เป็นการเปิดเผยความสามารถด้านศิลปกรรมครั้งแรกของปิก

งานชิ้นต่อไปคืองานของวิด จริงๆแล้วผมไม่เคยเห็นงานของวิดเลยนะ แค่ช่วยมันบ้างนิดหน่อย แต่ไม่รู้ว่ามันจะออกมาในรูปแบบไหน ตอนเห็นผมก็ชะงักไปนิดหน่อยเลย เป็นงานที่ทำด้วยไม้ทั้งหมด ทั้งชิ้นใหญ่และชิ้นเล็กต่อยอดกันไปมาจนเกิดเป็นงานชิ้นนี้ขึ้นมา มันดูเข้าใจยากนะแต่ก็ดูสวยอย่างน่าประหลาด และไม่ว่าใครคงต้องเสียเวลายืนมองสักพักหนึ่งเลยล่ะ

เห็นไม้ๆแบบนี้ผมก็นึกถึงนิ้วพี่ติณห์ขึ้นมาเลย

อัพเดตอาการนิ้วโป้งพี่ติณห์ ตอนนี้เล็บดำไปเรียบร้อยล่ะครับ อาจจะต้องดึงเล็บออกหรือเจาะเลือดออกอย่างที่ผมบอกจริงๆ แต่ช่วงนี้พี่ติณห์ยังไม่ว่างไปหาหมอเลยครับ จึงปล่อยมันไว้อย่างนั้นก่อน

มาถึงงานชิ้นสุดท้ายที่ทุกคนรอคอย

รึเปล่า

เพราะมันคืองานของผมเองงง

งานของผมเป็นบอร์ดขนาดใหญ่อย่างที่รู้กัน และผมแบ่งมันออกเป็น40ส่วนเท่าๆกัน และแต่ล่ะส่วนถูกวาดรูปเหมือนๆกัน คือรูปดวงตา

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ดวงตาของแต่ล่ะคนจะมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างกัน เพียงแค่มองตาก็สื่อสารความในใจ ล่วงรู้ความคิดของฝ่ายนั้น หรือเข้าใจคนๆนั้น

มันเป็นเรื่องที่เราต่างรู้กันดี และผมได้หยิบเอาความรู้พื้นฐานเหล่านี้มาสร้างสรรค์ผลงานนี้

ผมวาดดวงตาของปี96ทั้ง40คน ยากสุดในงานชิ้นนี้คงเป็นการหาแบบและรูปที่เห็นดวงตาชัดที่สุดของพวกพี่ๆนั้นแหละ ไม่อย่างนั้นผมคงไม่มีแบบวาดแน่ๆ

จริงๆแล้วผมชอบวาดรูปมาก ไม่ว่าจะภาพเสมือน ภาพการ์ตูน ภาพวิว ตึก อาคาร หรือทิวทัศน์อะไรก็ตาม ผมก็ชอบวาดเก็บไว้ แต่ปัญหาคือมันต้องมีเวลาและฟีลลิ่งประมาณหนึ่งเลยครับ อาจจะเพราะมันเป็นอีกด้านหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครรู้เกี่ยวกับผมด้วย ผมเลยตั้งใจใช้ทักษะในการวาดรูปซะส่วนใหญ่ และลงสีให้ภาพดูเสมือนจริงมากขึ้น สีก็เลือกใช้โทนร้อน เพื่อแสดงถึงความมุมานะและความตั้งใจของพี่ทุกคน

แต่ไม่รู้ว่าทุกคนสัมผัสได้รึเปล่า

อย่างสุดท้ายที่ผมทำคือการทำดวงตาให้pop up โดยใช้เทคนิคเดียวกับการทำโมเดล เรื่องของเรื่องคือผมกลัวว่าคนที่เห็นเขาจะไม่เก็ตว่านี้มันเด็กสถาปัตย์ตรงไหนนะครับจึงบวกเพิ่มไป

สุดท้ายก็ออกมาเป็นดวงตาที่ร้อนแรงทั้ง40คู่ แค่เจ้าของดวงตานั้นเห็นแล้วรู้ว่าเป็นเขา ผมก็ปลื้มมากแล้วครับ และยิ่งตอนพวกพี่แฮปปี้กับการได้เห็นตาตัวเองอยู่บนบอร์ดใหญ่ๆ ผมก็ไม่เสียใจเลยที่อดหลับอดนอนมาตั้งหลายคืน ใช้พลังงานไปจนหมดแม็ก หรือเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด

แลกกับรอยยิ้มที่มีความสุขจากใจจริงในวันนี้

ผมว่าโครตคุ้ม

วรมินทร์! หาตั้งนานผมหันกลับไปตามเสียงเรียกทันที

ผมก็หาอาจารย์อยู่ครับอยู่ๆก็เจออาจารย์ต้นเฉยเลยแหะ อาจารย์ลากผมออกมาจากฝูงชนนิดหน่อย ตอนนี้เองที่ผมพึ่งสังเกตเห็นคนๆหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังอาจารย์ต้น

ชาวต่างชาติที่ผมเห็นเมื่อเช้า

วานี้คุณAndrew Blue Jones” อาจารย์ต้นไขข้อข้องใจของผมโดยการแนะนำชาวต่างชาติคนนั้นก่อน

สวัสดีครับผมก็ยิ้มรับและยกมือไหว้แบบวัฒนธรรมไทยสุดๆ แต่เขาจะฟังออกป่ะวะ...

สวัสดีคุณวรมินทร์ ผมพูดภาษาไทยได้ครับ ไม่ต้องเกร็งหรอกนี้ก็อ่านใจผมได้อีกคนแล้ว! ผมโล่งอกขึ้นมาเลยก่อนที่จะเริ่มชวนเขาคุยตามประสา

อ้อ โอเคครับ พูดชัดจังเลยนะครับชัดแจ๋วเลยแหละ

ผมอยู่Thailandมา15ปีล่ะนะก็ว่าทำไมพูดชัดขนาดนี้

วรมินทร์ชื่อเล่นอะไรเหรอคุณแอนดริวถามต่อออกมา

วาครับ

งั้นผมเรียกว่าวานะผมพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม

ตามสบายเลยครับ

ผมขอแนะนำตัวแบบfull optionก่อนนะคุณแอนดริวพูดจบ บรรยากาศโดยรอบก็เหมือนโรยตัวด้วยความจริงจังขึ้นมาซะเฉยๆ สัญชาตญาณในร่างผมเริ่มทำหน้าที่ขึ้นมาก็ตอนนี้

ผมเห็นคุณแอนดริวยืนดูงานของผมอยู่

อาจารย์ต้นถามหาผม

พอเจอก็ลากมาคุยกับคุณแอนดริว

อย่าบอกนะว่า...

ผมเป็นอาจารย์ที่อังกฤษ แต่ที่ผมมาอยู่ไทยเพราะหน้าที่ของผมคือคัดเลือกเด็กที่จะได้รับทุน

“...วา คุณไปอังกฤษกับผมนะผมเหวอไปเลย ถึงแม้ลึกๆจะมีบางส่วนที่คิดว่าอาจจะเป็นเรื่องทุนเรียนต่อที่มหาลัยได้ทุกปีทีล่ะหลายๆทุนอยู่แล้ว แต่มันก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆในความคิด และคำว่าอังกฤษก็ดังก้องอยู่ในหัวผม

คุณแอนดริวจะเป็นชาวอเมริกา ฝรั่งเศส สวิตเซอแลนด์ ออสเตรเลีย หรือแคนาดาอะไรก็ได้

ทำไมต้องเป็นอังกฤษ

ประเทศที่ผมอยากไปเรียนต่อที่สุดในชีวิต

คือคุณแอนดริวเขาอยากให้เธอรับทุนและไปเรียนที่อังกฤษนะ ทุนนี้100%เลยนะ และมหาลัยที่เธอจะไปเรียนก็คือAFU” อาจจะเพราะผมเงียบไปอาจารย์ต้นถึงได้เข้ามาอธิบายเพิ่ม

AFUเป็นมหาลัยที่ขึ้นชื่อด้านคณะสถาปัตยกรรมมาก เป็นที่รู้กันว่าถ้าจะไปเรียนต่อทางด้านนี้ที่ต่างประเทศ มหาลัยที่มีชื่อเสียงและควรลองเสี่ยงดูสักครั้งก็คือAFU แถมที่นี้ยังได้รับขนานนามอีกด้วยว่าบุคลากรที่จบไป จะได้ทำงานในตำแหน่งสถาปนิกที่ทรงคุณค่าทุกคน และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครแย้งข้อครหานั้นได้เลย

เรียกได้ว่าถ้าเรียนที่AFU ประสบความสำเร็จในชีวิตแน่

เหตุผลที่ผมอยากไปเรียนที่อังกฤษ ก็เพราะAFUนี้แหละ

แต่AFUสอนปริญญาโทกับเอกไม่ใช่เหรอครับผมถามต่อ มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนมาสอดส่องนิสิตในวันรับปริญญา แต่นิสิตที่ควรได้รับเลือกควรเป็นนิสิตที่จบแล้วรึเปล่า ทำไมเขาถึงได้มาพูดเรื่องนี้กับผมล่ะ

ผมที่พึ่งอยู่ปี3เอง

วา คุณมีความสามารถนะ คุณสามารถเรียนปริญญาโทได้เลยด้วยซ้ำผมขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจคำพูดของคุณแอนดริวเข้าไปอีก

ถ้าคุณตกลงไป เราสามารถสอนคุณให้เรียนชั้นปริญญาโทได้เลยผมเข้าใจในตอนนี้ว่าเขาตั้งใจให้ผมเรียนข้ามชั้นหรือไม่ก็ลองให้ผมสอบเทียบดู มันเกิดขึ้นได้ และไม่ได้พิเศษอะไรด้วยซ้ำในสังคมสมัยนี้ ใครที่เก่งจริงๆก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเรียนจนครบที่เวลากำหนด เอาเวลาไปก้าวขั้นต่อไปเลยดีกว่า

แต่คนๆนั้นมันใช่ผมเหรอวะ

ใช้เวลานานเท่าไหร่เหรอครับผมถามต่อไป

“2ปีจบปริญญาโทครับคุณแอนดริวตอบ ปกติสถาปัตย์เรียน5ปี กว่าจะจบปริญญาโทก็ต้องเรียนตั้ง7ปี...

หมายความว่า เธอจะเป็นเด็กที่เรียนสถาปัตย์5ปีแต่ได้วุฒิปริญญาโทนะอาจารย์ต้นสรุปความคิดในหัวผมออกมาเป็นคำพูด

เดี๋ยวนะครับ ผมต้องไปเมื่อไหร่ผมยังคงถามข้อมูลต่อไป

ให้ตายเหอะแต่ผมโครตอยากไปเลย เชื่อไหมว่าผมสามารถพร้อมที่จะไปได้เลยถ้ามีโอกาส และผมก็ตกลงกับตัวเองมาทั้งชีวิตว่าผมจะไม่มีทางทิ้งโอกาสนั้นไปถ้ามันมาถึง ผมต้องคว้ามันไว้ และจะรักษามันอย่างดี

แต่ผมเปลี่ยนไปแล้ว

ผมยังจำได้ดีว่าผมเคยให้สัญญากับพี่ติณห์ไว้ว่าอีก3ปีต่อจากนี้เราจะไปเรียนที่อังกฤษด้วยกัน สัญญาที่ไม่ได้ถูกพูดถึงอีก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่ติณห์จำได้รึเปล่า แต่ผมวาดความฝันแบบใหม่ไปแล้ว

ความฝันที่ผมกับพี่ติณห์จะได้ไปด้วยกัน

ถ้าคุณพร้อมเราก็จะไปทันที

ทันทีนี้ทันทีขนาดไหนครับ

ถ้าคุณตกลงวันนี้ อาทิตย์หน้าคุณบินไปอังกฤษได้เลยผมเบิกตากว้างทันที นั้นมันเร็วไปไหมวะ มันหมายถึงว่าผมต้องทิ้งทุกอย่างและก้าวเดินไปในเส้นทางใหม่ภายในอาทิตย์หน้าเนี่ยนะ

ภาพในหัวผมชัดเจนขึ้นมาทันที

ผมทิ้งชีวิตนิสิตปี3ที่นี้ไปไม่ได้

ทิ้งเพื่อน

ทิ้งครอบครัว

ทิ้งเรื่องราวต่างๆที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้

ทิ้ง...พี่ติณห์

ผมทำไม่ได้

ขอโทษนะครับ ผมคงไม่รับทุนนี้ในที่สุดผมก็กลั้นใจพูดออกไปและหันหลังเดินออกมาทันที

อีก3ปีต่อจากนี้ผมจะไปพร้อมกับพี่ติณห์

ผมเพียงแค่ต้องรออีกสักหน่อย

 

วันนี้ยังไม่กลับบ้านเหรอครับผมทักออกไปเพราะหลังจากแยกกับทุกคนแล้วพี่ติณห์ก็ยังไม่ขยับไปไหน

อืม เดี๋ยวกลับพรุ่งนี้พี่ติณห์ตอบกลับแค่นั้น

ตอนนี้เวลา4โมงล่ะครับ เรียกได้ว่าทุกคนใช้พลังกันจนหมดจริงๆ พี่บัณฑิตที่คึกคักๆตอนแรกหลังจากออกมาจากหอประชุมก็แทบจะล้มพับกันเลย แต่ก็ยังเหลือแรงเฮือกสุดท้ายไว้ถ่ายรูปกับคนที่พึ่งมาถึง ล่วงเลยไปจนหมดพลังก็แยกย้ายกันกลับ โดยไม่ลืมส่งท้ายว่าปาร์ตี้จะcoming soonแน่ ให้เตรียมพุงไว้ ตอนนี้ขอกลับไปชาร์ตพลังก่อน

วา!! เจอกันเว้ยมึง!ผมหันกลับไปยังเสียงเรียก

เจอกันมึง!!ผมโบกมือและตะโกนตอบมันกลับไป

ปิดเทอมแล้วสินะ

เป็นที่รู้ๆกันว่าปิดเทอมผมจะกลับบ้านและขาดการติดต่อกับสังคมโดยสมบูรณ์ ทุกปิดเทอมไอ้พีทจึงต้องตะโกนบอกผมแบบนี้ทุกที เหมือนเป็นเสียงยืนยันว่า นี้แหละปิดเทอมแล้วของจริง

พีทโบกมือรัวๆให้ผมอีกสักพักก่อนที่จะเดินไปขึ้นรถ

ปีนี้ต่างจากเดิม

ปกติจะเป็นไอ้พีทที่บอกลาผมและโบกมือรัวๆก่อนที่จะตามมาด้วยน้องชายฝาแฝดของมัน แต่ปีนี้พาร์ทไม่ได้แม้แต่จะหันมามองผมด้วยซ้ำ มันแค่ยืนพิงรถเล่นโทรศัพท์และรอไอ้พีทขึ้นรถ

ผมรู้ดีว่าพาร์ทอ่อนโซเชียลจะตาย คงเพียงแค่สไลด์หน้าจอเปลี่ยนหน้าไปมามากกว่า

พาร์ท!! เจอกันนะ!พาร์ทชะงักไปเลยเมื่อผมตะโกนบอกมันแบบนั้น มันนิ่งไปสักพักก่อนที่จะก้าวขึ้นรถไป ไอ้พีทจึงต้องรีบสาวเท้าให้ถึงรถ ก่อนที่จะขึ้นก็ไม่วายหันมายกนิ้วโป้งให้ผมอีกที

พาร์ทอาจจะไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากคุยกับผมแล้ว

แต่ผมไม่ใช่นี้ว้า

เราก็กลับกันเถอะครับผมยืนมองจนรถของพาร์ทและพีทลับสายตาไปถึงได้หันกลับมาหาพี่ติณห์ที่ยืนรออยู่

กินอะไรดีเราพี่ติณห์คว้าคอผมไปกอดและออกเดิน

ร้านค้าเขาคงปิดกันหมดแล้วแหละครับจากที่ทำงานที่มหาลัยมาผมรู้ดีเลยล่ะ

นั้นดิ งั้นเรากิน...

มาม่า!ผมพูดแทรกออกไปและเป็นจังหวะเดี๋ยวกับพี่ติณห์กำลังพูดพอดี เราจึงพูดพร้อมกันพอดีเลย

คงงั้นพี่ติณห์ยืนยันก่อนที่จะขำออกมา

มาม่าฝีมือพี่ติณห์

คิดถึงเหมือนกันนะ

 

ผมยืนจ้องขวดน้ำหวานสีแดงสดที่ซื้อมาสักพักแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสกินสักที เรื่องของเรื่องคือตอนไปช็อปปิ้งครั้งนู้นพี่ติณห์หยิบใส่มานะครับ บอกว่าผมซื้อน้ำแดงกินตลอดก็เปลืองตังแย่ ซื้อขวดไปชงเองง่ายกว่า ผมก็คิดแบบนั้นนะ แต่ผมไม่เคยชงเองเลยอ่ะ ปกติแม่จะเป็นคนชงซะมากกว่า เพราะแบบนั้นผมเลยไม่รู้ว่ามันต้องใส่มากใส่น้อยขนาดไหน ครั้นจะให้พี่ติณห์ทำให้ เจ้าตัวก็มุ่งมั่นกับการต้มมาม่าอยู่

แค่ผสมน้ำแดงทำไม่ได้ก็อดตายไป

ฮึดขึ้นมาเลยเว้ย!

มันจืดไปนะผมว่าต้องใส่อีก

ผมเทน้ำแดงข้นลงไปอีก

เดี๋ยว... ปกติผมเป็นคนกินหวานนะ หรือจริงๆมันหวานอยู่แล้ววะ แต่ลิ้นผมตายด้านไปแล้ว

ผมว่าชงกินเองบางทีอาจจะเสี่ยงเบาหวานมากกว่าซื้อเอานะ

พี่ติณห์ชิมหน่อยดิเพื่อแก้ปัญหาว่ามันหวานไปรึเปล่า ผมจึงเดินเข้าไปให้พี่ติณห์ที่อยู่ในครัวชิม พี่ติณห์ละสายตาจากการหั่นปูอัดและหันมาสนใจน้ำแดงในมือผมแทน

โหยวา หวานนั้นไงผมว่าแล้วมันต้องหวาน

หวานเหรอพี่ติณห์พยักหน้ารัวๆทันที

โครตหวานเขายืนยัน ผมถึงได้หันไปหยิบน้ำมาเติม

ชิมใหม่ครั้งนี้พี่ติณห์ไม่ได้หันมาหาผมแต่แค่อ้าปากให้ผมป้อนเท่านั้น

โอเคล่ะพี่ติณห์พูดแบบนั้นผมถึงได้ลองกินบ้าง

ไม่จืดไปเหรอวะ

แต่พี่ติณห์บอกว่าโอเคก็โอเคแหละ

แล้วนี้คุณเจออาจารย์ต้นไหมพี่ติณห์ต้มน้ำไปด้วยและคุยกับผมไปด้วย

เจอครับ

อาจารย์เขาว่าไงบ้าง

ก็ไม่ได้ว่าไงนะครับผมยืนมองพี่ติณห์ต้มมาม่าโดยไม่ได้คิดจะเข้าไปช่วยอะไร อย่างที่บอกว่าพี่ติณห์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการต้มมาม่าอยู่ล่ะครับ ถ้าผมเข้าไปคงจะเป็นภาระซะมากกว่า

แล้วเขาถามหาคุณทำไมอ่ะ

เขาก็แค่แนะนำคนให้รู้จักนะครับ ชื่อคุณแอนดริวเป็นคนอังกฤษ แล้วคุณแอนดริวก็บอกว่าจะให้ทุนผมไปอังกฤษ แค่นี้เองพี่ติณห์ชะงักมือที่กำลังจะหยิบเส้นมาม่าใส่หม้อและหันมามองผมแทน

น้ำมันเดือดแล้วนะครับเพราะพี่ติณห์ไม่พูดอะไรออกมาสักทีผมเลยเป็นฝ่ายพูดออกไป

คุณตอบไปว่ายังไงพี่ติณห์หันไปปิดแก๊สและหันมาคุยกับผมแบบจริงจัง

จริงจังเกินไปด้วย

ผมปฏิเสธไปครับพี่ติณห์ขมวดคิ้วทันที

ปฏิเสธทำไมอ่ะ ไม่ดีเหรอผมส่ายหัว

ไม่นะครับ ทุน100%ด้วย

อ้าว แล้วทำไมไม่เอาตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนยืนคุยกับแม่เลยอ่ะ

จะเอาได้ไงอ่ะ ผมบอกกับพี่ไว้ล่ะนะว่าอีก3ปีเราจะไปด้วยกันพี่ติณห์เงียบไป เขามองหน้าผมนิ่งๆอีกสักพัก วางช้อนในมือลงและเอื้อมมือมายึดไหล่ผมไว้ให้หันไปมองเขา

คุณปฏิเสธทุนเพราะสัญญากับผมไว้ว่าจะไปด้วยกันใช่ไหมผมพยักหน้า

คุณบ้าไปแล้วเหรอวา มันไม่มีอะไรยืนยันเลยนะว่าอีก3ปีคุณจะได้ทุนนี้อีกครั้ง ใช่ บางทีคุณอาจจะได้ก็ได้ แต่ผมจะได้เหรอ มันแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่เราจะได้ทุนทั้งคู่ และได้พร้อมกัน คุณเข้าใจที่ผมพูดไหมผมเอื้อมมือไปจับหน้าพี่ติณห์ไว้

ผมรู้ครับ ว่ามันแทบจะไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว แต่ถึงมันไม่ย้อนกลับมา ผมก็จะปล่อยมันไปอยู่ดีพี่ติณห์ขมวดคิ้วหนักเข้าไปใหญ่

เพราะผมยังไม่พร้อมที่จะทิ้งทุกอย่างไปพี่ติณห์เปลี่ยนจากจับไหล่ผมมาจับหน้าผมบ้าง

ผมขอเหตุผล3ข้อ

“1.ผมยังอยากเรียนที่นี้อยู่ 2.ผมยังไม่อยากไปหาเพื่อนใหม่และเริ่มใหม่ตอนนี้ มันเร็วไปสำหรับผม และ3. ถ้าผมรออีกหน่อย ผมจะได้ไปกับพี่ แค่ผมต้องรออีกสักหน่อยพี่ติณห์จ้องตาผมนิ่งๆ ผมเองก็ไม่ได้หลบสายตาเหมือนกัน

ผมเป็นคนเด็ดขาดมากพอ ถ้าผมคิดที่จะทำอะไรหรือตัดสินใจจะทำอะไรแล้ว มันแทบจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลง และตอนนี้ผมตัดสินใจแล้วว่าผมจะปล่อยโอกาสนี้ไป เพราะมันยังไม่ใช่เวลาที่ใช่สำหรับผม

เวลาของผมมันยังมาไม่ถึง

คุณรู้ไหมว่าผมคิดอะไรอยู่คราวนี้เป็นผมที่ขมวดคิ้ว มันแย่จริงๆนะที่ผมไม่สามารถอ่านใจพี่ติณห์ได้เลย

ไม่ครับ

ผมอยากให้คุณไปผมไม่ได้ปล่อยให้พี่ติณห์พูดต่อ เพราะผมดึงเขามากอดไว้ ผมไม่อยากฟัง ไม่อยากให้เขาพูดออกมา ไม่อยากให้เขาผลักไสผม

ผมตัดสินใจแล้วครับ และผมจะไม่เปลี่ยนใจพี่ติณห์ไม่ได้ตอบอะไร เขาปล่อยให้ผมกอดเขาแบบนั้นสักพักก่อนที่เขาจะกอดตอบผมกลับมา

มันเป็นการตัดสินใจของคุณ แต่ผมอยากให้คุณคิดดีๆนะวา นี้มันเป็นโอกาสของคุณเลยนะ มันเป็นความฝันของคุณผมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น

ความฝันของผมมันเปลี่ยนไปแล้วครับเรากอดกันอยู่แบบนั้นก่อนที่พี่ติณห์จะผละออก เขายิ้มบางๆให้ผม ลูบหัวผมเบาๆและหันไปสนใจมาม่าตรงหน้าอีกครั้ง

บางทีผมก็อยากอ่านใจพี่ได้ท่าทางนิ่งๆแบบนั้นมันคืออะไรวะ พี่ติณห์ไหวไหล่ก่อนที่เขาจะหันมามองหน้าผมอีกครั้ง

บางทีผมก็ไม่ได้คิดอะไรเลย อย่างตอนนี้... โครตblank”

พี่ไม่ต้องคิดอะไรเลย มันจบไปแล้ว ผมตอบเขาไปแล้วอยู่ๆพี่ติณห์ก็เลื่อนมือมาดีดเหม่งผม โชคดีที่ไม่ได้แรงมาก ผมไม่ได้ตั้งตัวเลยเมื่อกี้

อนาคตคุณ คุณดันใช้เวลาตัดสินใจไม่ถึงนาที เด็กบ้าอ๊าวววววว

ก็ผมตัดสินใจแล้ว ผมไม่มาเสียใจทีหลังหรอกนา

คุณแทบจะไม่ได้กลั่นกรองให้ดีด้วยซ้ำ และผมก็ต้องมาเคารพต่อการตัดสินใจของคุณ การตัดสินใจที่ใช้เวลาไม่ถึงนาทีเนี่ยนะผมขำ ตอนนี้พี่ติณห์ดูพร้อมหั่นผมและโยนใส่หม้อแล้วครับ

หยุดขำนะวา! ผมจริงจังนะผมเลื่อนมือมาปิดปากตัวเองไว้แม้จะยังหยุดขำไม่ได้ก็เถอะ

ขอบคุณที่เคารพการตัดสินใจของผมนะครับผมสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อหยุดขำและพูดออกไป เมื่อผมพูดแบบนั้นพี่ติณห์ที่ทำหน้าบึ้งใส่ผมก็ถอนหายใจหน่ายๆใส่ผมก่อนที่จะพยักหน้า

เออ ไม่ฟังคุณจะไปฟังใครวะ

ผมยิ่งแน่ใจขึ้นไปอีกว่าผมตัดสินใจถูกแล้ว

 

ผมลืมตาตื่นในเช้าวันใหม่เพราะท้องกำลังประทวงอย่างหนัก จนต้องปลุกร่างขึ้นมาหาอะไรใส่กระเพาะสักที แต่เมื่อสายตาเริ่มปรับโฟกัสและรับรู้ภาพได้ผมก็ต้องชะงัก

เพราะใครสักคนที่ควรนอนอยู่ข้างๆผมไม่ได้อยู่ตรงนั้น

เมื่อคืนพี่ติณห์นอนที่ห้องผม แค่นอนและกอดกันเฉยๆ โครตเป็นโมเม้นต์ที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็เกิดขึ้นแล้วครับ

บางทีเซ็กส์มันก็ไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิตนะ

แต่ที่แปลกคือคนที่ผมมั่นใจว่ากอดไว้แนบอกไม่ได้นอนอยู่ตรงนี้กับผมด้วยต่างหาก

ผมผุดลุกขึ้นนั่ง ขยี้ตาไล่ความง่วงและเอื้อมมือไปกดเปิดโทรศัพท์

ถ้ามีธุระด่วนก็น่าจะโน้ตอะไรบอกไว้หน่อยดิ

ผมกดโทรออก เสียงสัญญาณดังอยู่สักพักก่อนที่จะถูกตัดไป

ตัดสายผมทำไมเนี่ยยยยย

คำตอบของคำถามผมปรากฏขึ้นต่อจากนั้นไม่นาน เมื่อพี่ติณห์เปิดประตูเข้ามาในห้องพร้อมถุงใส่ของอะไรสักอย่าง

ผมซื้อข้าวมาล่ะนะพี่ติณห์ยื่นข้าวกล่องให้ผม

จะออกไปซื้อของ ทำไมไม่ปลุกผมไปด้วย

ใครบอกว่าผมไม่ปลุก แต่คุณหลับเป็นตายเลยอ่ะ ผมเลยต้องไปซื้อคนเดียวอย่างนี้นี่เอง

คราวหลังพี่เอาน้ำสาดเลยก็ได้นะครับผมพูดติดตลกและเปิดข้าวกล่องดูว่ามีอะไรกินบ้าง

วาพี่ติณห์ทิ้งตัวลงนั่งตรงหน้าผมและพูดขึ้น

ครับผมเงยหน้าไปหา พี่ติณห์คาบช้อนพลาสติกไว้ในปาก ตามองตรงมาที่กล่องข้าว ก่อนที่จะเลื่อนมามองหน้าผม

ทริปขึ้นเขาที่คุณเคยพูดอ่ะ

“... เราไปกันเลยเถอะ







---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
มาเร็วกว่าวันนึงเนอะ ตอนต่อไปเราจะได้พบกับทริปขึ้นเขาของวาแล้ว ตอนนี้ตอนแรกจะให้พี่ติณห์พากษ์แต่แต่งไปได้สัก10หน้าก็เปลี่ยนใจ เปลี่ยนใจช้ามาก มันมาเหนื่อยตอนแปลงกลับเป็นวาอีกรอบ 555 แต่ก็ถือว่าผ่านมาได้ด้วยดี พึ่งเห็นว่ามีคนเขียนรีวิวนิยายให้ด้วย ไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ก็ขอบคุณที่ชอบนะคะ รวมถึงทุกคนที่ติดตามด้วยนาาา เสริมนิดนึงว่าAFUไม่มีจริงนะคะ เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเท่านั้น
เรื่องสุดท้ายที่เราจะย้ำกันต่อไปเรื่อยๆจนกว่ายอดจะถึง 555 คือเรื่องเช็คยอดนะคะ ถ้าใครสนใจให้รวมเล่ม ส่งอีเมลล์ไปที่ nnmfnns@gmail.com นะคะ ไรท์ไม่กัดนะ!
เจอกันครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

669 ความคิดเห็น

  1. #300 DeltaD (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 22:18
    อ๊ายยยยย ฟินเฟอร์ ผู้ชายแบบนี้ ขุดเจอที่ไหนค่ะ 
    #300
    0
  2. #299 subtle'z (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 21:52
    จะไปเที่ยวด้วยกันแล้วนะ ><
    #299
    0
  3. #298 mangpor43 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 09:07
    คือดีอ่ะ แต่เสียดายทุน
    พี่ติณณ์แอบไปทำอะไรรึเปล่า
    น่าสงสัยนะ...
    #298
    0
  4. #297 1 0 1 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2559 / 21:28
    วาน่ารักจริงๆ ทุกการกระทำเหมือนแสดงออกถึงนิสัยของวาตลอด พร้อมชนทุกเป้าหมาย....
    หวังว่าพี่ติณณ์จะไม่แอบทำอะไรนะ
    แต่ว่าเป็นการตัดสินใจที่เป็นวามากจริงๆ55555 ถ้าเป็นพี่ติณณ์ก็คงนั่งคิดทบทวนไปเรื่อยๆ พ่อคุณนี่ไม่เล๊ยย
    ปุ๊บปั๊บ จบจ้า
    #297
    0
  5. #296 สีน้ำ (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2559 / 21:19
    โอ้ยยยวา คือดีอ่ะ
    #296
    0