OTHER WORLDS : ออเทอร์เวิร์ลส

ตอนที่ 23 : บทที่ 21 : กุญแจที่สาบสูญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 172
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    30 มิ.ย. 57

บทที่ 21 กุญแจที่สาบสูญ

 

เสียงระฆังโบสถ์น้อยใหญ่ดังเหง่งหง่าง อีธานเหลือบมองนาฬิกาของนักล่าที่เดินสวนกัน เวลาผ่านไปอีกชั่วโมงแล้ว บรรยากาศในวาติกันตึงเครียด บรรดาสื่อมวลชนถูกกันออกไปนอกพื้นที่ มีนักล่าสังกัดวาติกันคอยนำส่งประชาชนจากที่พักอาศัยในจุดเสี่ยงต่างๆ ไปยังที่ลี้ภัยชั่วคราว ทวารบาลหนุ่มหยุดยืนอยู่ที่หน้าพระราชวังของพระสันตะปาปา มองเศษซากความเสียหายของสิ่งปลูกสร้างที่เคยงดงามบัดนี้กลับเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของเลือดและความตาย เขานึกอยากให้แมทอยู่ด้วย แมทฉลาดและมักคิดอะไรดีๆ ออกเสมอ เพราะตอนนี้เขาสงสัยเหลือเกินว่าทำไมมิติดัดแปลงชนิดคุ้มกันที่ครอบทับวังแห่งนี้ไว้ถึงพังลงอย่างง่ายดาย

“เอธ!” เสียงเรียกดังขึ้นจากด้านหลัง ชายหนุ่มหันไปดู เขาเห็นไบรอันเดินผ่านทวารบาลจากเขตวาติกาโนของสภาทั้งสี่นายตรงมาหา "เผลอแป๊บเดียวนายมีทวารบาลของเมืองหลวงเป็นพวกแล้วหรือ" ไบรอันพยักพเยิดไปที่ทวารบาลทั้งสี่นายนั้น เอธส่ายหน้า

“พวกเขามาจากสภา มาช่วยหาเบาะแส ฉันนึกว่านายกลับเขตบริเตนไปแล้ว" เอธว่า เขามองไบรอันตั้งแต่หัวจรดเท้า เขายังสวมชุดทะมัดทแมงและติดอาวุธเรียบร้อย

“ว่าจะกลับแต่ได้ยินว่าที่นี่มีเรื่องเลยลองมาดู แลดูหนักเอาการนี่" ไบรอันมองสภาพของวังพระสันตะปาปาที่พังยับ

“คืนนี้พวกปีศาจจะมากันอีก ฉันกำลังหาเบาะแสว่าอะไรเพิ่มพลังให้กริมม์สามารถทำลายมิติดัดแปลงได้ในเวลาไม่นาน" เอธว่า ไบรอันส่ายหน้า "ปกติกริมม์ทำอะไรแบบนั้นไม่ได้หรอก มิติดัดแปลงที่นี่เป็นพลังของโลกเบื้องบน ต้องใช้ลูกผสมแองเจิลหลายสิบ เพื่อจะสร้างขึ้นมาได้ ขนาดปีศาจชั้นสูงยังลำบากเลย" เขาเกาคาง มองไปรอบๆ "การโจมตีครั้งนี้เกี่ยวข้องกับแมรี่อีกรึเปล่า"

“ฉันไม่รู้" เอธเอ่ยเรียบๆ "สภาสรุปว่าการโจมตีรถไฟของไทซัสคืนนั้นเป็นการขู่ไม่ให้สภายุ่งกับมาริน่า แต่หากทั้งหมดนี่ทำเพื่อแค่ขู่ศาสนจักรฉันว่ามันออกจะมากไป ฉันแปลกใจว่าทำไมถึงส่งกริมม์มาทำลายกำแพงมิตินี่ ในเมื่อพวกนั้นจะส่งปีศาจที่แข็งแกร่งมาแทนก็ได้ กริมม์ไม่ใช่ปีศาจที่จะทำลายมิติดัดแปลงได้เลย ต้องมีบางอย่างที่เพิ่มพลังให้กริมม์"

“เราต้องหาคนที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อคืน เข้าไปข้างในเถอะ อาจมีนักล่าหรือเจ้าหน้าที่ที่อยู่ที่นี่ตอนเกิดเหตุอยู่"

ทั้งคู่เดินผ่านกลุ่มนักล่าเข้ามาในวัง ทวารบาลจากสภาสี่นายตามมาอย่างเงียบๆ เอธรู้สึกดีใจที่เจอไบรอัน เขาไม่คุ้นกับทวารบาลต่างเขต ไบรอันเป็นทวารบาลเขตบริเตนเหมือนกัน ถึงเขาจะอายุมากกว่าเอธไม่กี่ปีแต่ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าทีมและมีทวารบาลในกองอยู่จำนวนหนึ่ง เขาถูกเรียกมาวาติกาโนเพราะสภาต้องการข้อมูลจากปากผู้มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรถไฟขบวนนั้น เมื่อผ่านนักล่ากลุ่มหนึ่ง ทั้งคู่ได้สอบถามจนเจอคนที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อคืน

“กริมม์ตัวนั้นใหญ่มาก กระแทกมิติดัดแปลงไม่กี่ครั้งก็พัง" นักล่าคนหนึ่งว่า

“มันดูมีอะไรผิดปกติไหม แบบว่าสีตา หรือมีเครื่องหมายอะไรแปลกๆ ไหม" เอธลองยกตัวอย่าง หนึ่งในนั้นพยักหน้า

“ที่ลำตัวมันมีสัญลักษณ์แปลกๆ ลายคล้ายๆ ที่มีอยู่ที่ข้อมือของพวกนาย" เขาว่า เอธกับไบรอันก้มลงมองข้อมือขวาของตัวเอง

“กลีฟ?” ทั้งคู่โพล่งออกมาพร้อมกัน

“มีกลีฟอยู่บนตัวกริมม์หรือ" ไบรอันเลิกคิ้ว เขาหันไปถามนักล่าคนนั้น

“ใช่ มันไม่ได้แข็งแกร่งนักหลังจากพังกำแพง พวกเราล้มมันได้ตอนที่มันบุกเข้าไปในอาคาร"

“พอจะจำได้ไหมว่ากลีฟที่ตัวมันเป็นรูปอะไร" เอธหรี่ตาถาม

“บอกไม่ได้ เราไม่รู้ภาษาของคนจากออเทอร์เวิร์ลส นายต้องไปดูที่ศพ ไม่สิ ที่กองเถ้า" เขาตอบ

“มันอยู่ไหน" เอธรีบถาม

“อยู่ข้างใน แต่เราห้ามคนนอกเข้า นายต้องมีตราของนักล่าชั้นสูง" นักล่าคนนั้นเอ่ยเสียงเรียบ เอธล้วงบางอย่างจากกระเป๋ากางเกง ชูให้นักล่าคนนั้นดูก่อนจะยิ้ม มันคือเหรียญตราที่บิลลี่ให้เขาไว้ "สัญลักษณ์พระสันตะปาปา หวังว่าคงใช้ได้"

“หวังว่านายจะเจอสิ่งที่ต้องการ" นักล่าคนนั้นเอ่ยก่อนจะขอตัวไปปฏิบัติหน้าที่

ตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ในวาติกันยิ่งตึงเครียด เหล่านักล่าถูกเกณฑ์ไปอารักขาพระสันตะปาปาและคณะสงฆ์ ที่พระราชวังมีเพียงองครักษ์สวิสไม่กี่นายประจำการอยู่ตรงทางเข้า เอธแสดงตรานักล่าระดับสูงและเข้าไปในตัวอาคารใหญ่โตพร้อมกับไบรอันและทวารบาลอีกสี่นาย ภายในวังร้างผู้คน ที่นี่เสียหายหนักจนไม่มีความจำเป็นต้องให้การคุ้มกันใดๆ อีก เอธให้ทวารบาลทั้งสี่นายแยกย้ายกันหาเบาะแส ส่วนเขากับไบรอันไล่พิจารณากองเถ้าถ่านปีศาจตามพื้นอย่างตั้งใจ

“เถ้าพวกนี้ปนกันมั่วไปหมด จะรู้ได้ไงว่ากริมม์นั่นคือกองไหน" ไบรอันถามขึ้น

“ฉันก็ไม่มีไอเดียเหมือนกัน" เอธพึมพำขณะเดินสำรวจไปรอบๆ เขาสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างในกองเถ้ากองหนึ่งซึ่งยังมีควันจางๆ ลอยขึ้นมา จึงตรงรี่เข้าไปดูใกล้ๆ "ฉันว่าฉันเจอแล้ว กริมม์ตายตรงนี้" เอธพูดขณะใช้มือกวาดเศษเถ้าถ่านเผยให้เห็นรอยไหม้ที่ฝังลงไปในพื้นหินอ่อน เป็นสัญลักษณ์ที่ชายหนุ่มมั่นใจว่ารู้จักดี "กลีฟ...” เอธเงียบไป เขานึกแปลกใจที่ไม่ยักได้ยินเสียงตอบจากไบรอันจึงหันหลังกลับมามอง ทันใดนั้นเองเขารู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างกระแทกเข้าที่หน้าอย่างแรงจนหน้าหันแล้วก็ถูกกระแทกอีกครั้งที่ท้ายทอย ร่างของเขาล้มตึง ไม่รับรู้สิ่งใดอีก

 

***

 

“ทำไมโลกเบื้องล่างถึงอยากได้กุญแจนั่น" ลูชิโอหรี่ตามถามวิลที่เอียงคอเลิกคิ้วตอบกลับมา "เผอิญฉันไม่ได้อยู่ฝ่ายนั้นซะด้วยก็เลยไม่รู้" เขาตอบ

“แล้วตกลงกุญแจที่ว่านี่คืออะไรกันแน่" ไทเลอร์แทรกขึ้น "ให้ตายเถอะ เราไม่มีเวลาแล้ว"

“ทำอย่างกับนายรู้แล้วจะช่วยอะไรได้" วิลสวนกลับ

“กุญแจนั่นมีอยู่จริง แต่มีน้อยคนมากที่รับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน ปกติเป็นหน้าที่ของพระสันตะปาปาและคาเมอร์เลโญที่จะรักษาข้อมูลเหล่านี้ แต่การผลัดเปลี่ยนประมุขของศาสนจักรที่กะทันหันหลายต่อหลายครั้งทำให้ผู้รักษาข้อมูลขาดช่วง ไม่มีคนรับรู้ถึงกุญแจนั่นมานานมากแล้ว"

“งั้นแมทก็สันนิษฐานถูก" ไทเลอร์ว่า "คุณรู้ใช่ไหมว่าตอนนี้กุญแจนั่นถูกเก็บไว้ไหน เขาบอกว่าคุณอายุตั้งหลายร้อยปี เคยเป็นคนวงในด้วย" นักล่าหนุ่มจี้ถามแต่ลูชิโอทำเพียงส่ายหน้า

“ในพระคัมภีร์กล่าวว่ากุญแจนั่นพระคริสต์มอบให้ซิโมนเพื่อทำหน้าที่ผู้นำคริสตศาสนิกชนต่อจากพระองค์ เหล่าผู้คนจากออเทอร์เวิร์ลสรู้จักมันในนามกุญแจแห่งเคบริท เทวดาเคบริทสร้างมันขึ้นเพื่อใช้เป็นใบเบิกทางสู่โลกเบื้องบน ให้มนุษย์ได้ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น แต่ความจริงมันคือกุญแจที่สามารถเปิดทางเข้าได้ทุกภพ และอาจทำลายสมดุลของออเทอร์เวิร์ลสได้เนื่องจากมันสามารถนำพาวิญญาณต่างสีเข้าไปสู่ภพใดก็ได้"

“หมายความว่าไง...” ไทเลอร์เลิกคิ้ว

“หมายความว่าไม่ว่าจะเป็นวิญญาณสีอะไรก็สามารถผ่านเข้าไปอยู่ในโลกเบื้องบนได้โดยไม่ต้องย้อมเป็นสีขาวและมีเทวทูตนำทาง นั่นหมายถึงสมดุลย์ของออเทอร์เวิร์ลสทั้งสามจะถูกทำลาย" วิลตอบเสียงเรียบ เขามองลูชิโอไม่วางตา "นายไม่รู้จริงๆ หรือว่ากุญแจนั่นอยู่ที่ไหน"

“ก็เพราะผู้สืบอำนาจต่อจากซิโมนเล็งเห็นผลที่จะตามมาของกุญแจแห่งสวรรค์จึงตัดสินใจซ่อนมันไว้แล้วทำเพียงส่งต่อความลับเรื่องที่ซ่อนของกุญแจนั่นเฉพาะในตำแหน่งพระสันตะปาปาเท่านั้น คนที่รู้มีแค่โป๊ป และถ้าโป๊ปไม่รู้ ความลับนั่นก็สาบสูญ"

“พระเจ้า แล้วเราจะหามันเจอได้ยังไง แล้วพวกปีศาจจะทำอะไรกับมันเมื่อได้ไป" ไทเลอร์โวยวาย

“นักล่างี่เง่า นี่มันเป็นสงคราม โลกเบื้องล่างต้องการทำสงครามกับโลกเบื้องบนยังไงล่ะ!” วิลถลึงตาใส่

“แต่มันก็ไม่เกี่ยวกับโลกมนุษย์ไม่ใช่เหรอ งั้นเราคงไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ใช่ไหม"

ลูชิโอส่ายหน้า เขาเดินไปที่ชั้นหนังสือ ไล่นิ้วไปตามสันหนังสือหนาบางเล่มแล้วเล่มเล่าจนหยุดอยู่ที่เล่มหนึ่ง เป็นหนังสือปกหนังสีน้ำเงินเข้ม แวมไพร์หนุ่มหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมาแล้วพลิกเปิดหน้าที่ต้องการ

“ก่อนจะมีโลกเบื้องหลังของพวกสีเทา เมื่อก่อนโลกหน้ามีเพียงสองแห่งคือโลกเบื้องบนและและโลกเบื้องล่าง เคยมีสงครามระหว่างสองภพนี้มาช้านานแล้ว และเมื่อเกิดขึ้นเหล่าทวยเทพและปีศาจจะสู้รบกัน ทั้งกลางวันกลางคืน วิญญาณบริสุทธิ์ของมนุษย์ที่ตายลงจะไม่มีทูตจากโลกไหนมารับ ไม่ถูกย้อม ไม่ได้ไปยังโลกหน้า จนกลายเป็นวิญญาณตกค้าง โลกเบื้องหน้านี่จะเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว สิ่งปลูกสร้างผุพัง เกิดโรคระบาด สงครามพิภพจะทำให้เกิดภัยพิบัติ มนุษย์จะโดนลูกหลงไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้" เขากางหนังสือหน้าที่มีเพียงรูปภาพลายเส้นเต็มทั้งสองหน้า เป็นรูปของภัยธรรมชาติรุนแรง คลื่นสูง ท้องฟ้าคะนอง เมืองของมนุษย์จมอยู่ใต้น้ำ

“ทุกวันนี้สิ่งที่ปกป้องโลกมนุษย์และออเทอร์เวิร์ลสทั้งสามคือผนึกสัญญายุติสงครามของพิภพทั้งสี่ ผนึกนั่นจะทำลายเสาพิภพของโลกใดก็ตามที่เปิดสงคราม และโลกนั้นก็จะพินาศ"

“งั้นก็แปลว่าพวกนั้นก็เปิดสงครามไม่ได้ใช่ไหม" ไทเลอร์ถาม

“ไม่มีใครมั่นใจในเรื่องนั้น" วิลว่า "นายเองก็รู้สึกได้ถึงท่าทีแข็งข้อของพวกปีศาจ พวกนั้นขึ้นมาเพ่นพ่านบนโลกมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ"

“ผนึกทั้งสี่อยู่ที่โลกเบื้องหลัง ถ้าพวกปีศาจอยากเปิดสงครามแปลว่าพวกนั้นมีแผนที่จะทำอะไรซักอย่างกับผนึกเหล่านั้นไว้แล้ว แทนที่จะมาตามหากุญแจที่สาบสูญของซิโมน ทำไมพวกนายไม่ไปเตือนสภาสูงของพวกวิญญาณสีเทาให้ระวังเรื่องนี้" ลูชิโอสรุป ไทเลอร์เบิกตากว้าง

“ไปหาพวกแมรี่" วิลหันมาสั่งไทเลอร์ ทั้งคู่ลุกพรวด ทำท่าจะออกจากห้องของลูชิโอ

“วิล!” เขาเรียกแวมไพร์ตาสีฟ้าเอาไว้ เจ้าของชื่อหันมามองด้วยสีหน้าตั้งคำถาม

“ถึงยังไงก็อย่าให้ปีศาจได้กุญแจนั่นไป ถ้าสงครามลามไปถึงโลกเบื้องหลัง ออเทอร์เวิร์ลสล่มสลายแน่ๆ" เขาว่า วิลพยักหน้า "ขอบใจนายมาก" ลูชิโอยิ้ม "ฉันยังไม่หายโกรธนายหรอกนะอย่าเข้าใจผิด แล้วอีกอย่าง นายควรเลิกคบกับเด็กวัยรุ่นได้แล้ว นายควรจะรู้จักโตเสียบ้างวิล"

“ให้ตายสิลุช ฉันไม่ได้คบกับหมอนี่!” วิลชี้ไปที่ไทเลอร์

“ผมเป็นคาทอลิก และผมก็ไม่มีรสนิยมแบบเขาด้วย" เจ้าตัวพูดบ้าง

“งั้นก็ขอให้โชคดีแล้วกัน" ลูชิโอชี้ไปที่ประตู วิลขมวดคิ้วเดินนำไทเลอร์ออกมาจากห้องของแวมไพร์หนุ่มอายุหลายร้อยปีที่มีนิสัยเข้าใจยากคนนี้

เวลาไม่คอยท่า ดวงตะวันคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตกเป็นสัญญานว่าเวลาใกล้จะหมด วิลให้ไทเลอร์ตรงไปบอกเรื่องนี้กับพวกของแมรี่ในขณะที่ตัวเองแวะที่วังพระสันตะปาปาเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม

 

***

 

“พระเจ้าอภัยเราด้วย แมรี่ ฉันว่านี่ไม่ใช่ความคิดที่ดี" บิลลี่เอ่ยขึ้นขณะที่หญิงสาวทำท่าจะผลักรูปปั้นหินอ่อนตรงหน้าให้ล้ม

“อีกไม่นานพระอาทิตย์จะตกดินแล้ว ยังไงเราก็ต้องหากุญแจนั่นให้เจอก่อนพวกปีศาจ" แมรี่ว่าขณะออกแรงดันรูปปั้นนักบุญสักองค์ที่เธอไม่รู้จักด้วยซ้ำแต่ไม่เป็นผล "นี่ไม่มีใครคิดจะช่วยฉันหรือ" เธอเลิกคิ้วถาม ขณะเดียวกันก็เกิดแสงสว่างวาบจากคอของหญิงสาว

“แมรี่ สร้อยของเธอ...” แมทชี้ไปที่จี้ห้อยคอทองเหลืองที่บัดนี้ส่องสว่างปรากฏเป็นกลีฟของซาเธลิสชัดเจน แมรี่ก้มลงมอง เธอส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “มันเริ่มขึ้นแล้ว" เธอพูดขณะมองแสงอาทิตย์ที่อ่อนลงเรื่อยๆ

“ฉันต้องไปที่ศูนย์พยาบาล รักษานักล่าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แซมเธออยู่นี่ช่วยแมรี่หากุญแจนั่น" แมทเอ่ยขึ้น แซมพยักหน้า เขาทำท่าจะออกวิ่งแต่แมรี่รั้งไว้ "เดี๋ยวแมท!” ชายหนุ่มหันกลับมามองอย่างตั้งคำถาม "อะไรหรือ"

“ถ้าฉันทำไม่ได้ล่ะ ถ้าฉันหามันไม่เจอ ถ้าพวกปีศาจได้มันไป" แมรี่เสียงสั่น แมทสาวเท้าเข้ามาหา ดึงแมรี่เข้าไปกอดแน่นๆ เป็นครั้งแรกที่แซมเห็นแมทถึงเนื้อถึงตัวกับผู้หญิงคนอื่นนอกเหนือจากเพื่อนสนิทอย่างเธอ เพราะปกติแมทรักษาระยะห่างและเข้าหาคนยากมาก

“เธอต้องทำได้แมรี่ แต่อย่าฝืน ทันทีที่วิหารนี้ถูกโจมตี สัญญาสิว่าเธอจะรีบกลับไปที่โลกเบื้องหลัง" เขาพูดขณะคลายอ้อมกอด แมรี่มองแมทด้วยแววตาสีฟ้าสด วูบไหวเหมือนผิวน้ำ “ฉันสัญญา" เธอยิ้มเจื่อนๆ

“แซม เธอก็ด้วย เธอต้องผ่านประตูกลับไปทันทีที่ปีศาจพังมิติดัดแปลงได้ ไม่ว่าฉันหรือเอธจะกลับมารึยัง เข้าใจไหม"

“แต่ฉันไม่ชอบให้พวกนายอยู่ที่นี่โดยไม่มีฉัน" แซมเถียง "เราอยู่ด้วยกันตลอด"

“แซม ชีวิตของเธอสำคัญกว่าใครทั้งหมดในกลุ่ม พ่อแม่เธอเลือกฉันกับเอธให้เป็นเพื่อนเธอเพราะต้องการให้เราปกป้องเธอ เธอกับแมรี่ต้องกลับไปทันทีที่วิหารถูกโจมตี รับปากสิ"

“แต่แมท...” แซมทำท่าจะเถียง

“เขาพูดถูก!” เสียงๆ หนึ่งดังมาจากทางเข้า เป็นไทเลอร์ที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาข้างใน เนื้อตัวยังมอมแมมด้วยชุดเมื่อคืน "เธอต้องกลับไป ไปเตือนสภา กุญแจนั่น... มันเป็นสงครามจริงๆ พวกปีศาจต้องใช้มันบุกสวรรค์" เขาย่อตัวลงนั่ง ดูท่าจะเหนื่อยเอาการ แมรี่ไม่รู้ว่าต้องวิ่งเร็วมากแค่ไหนถึงทำให้นักล่าวัยหนุ่มแน่นที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีดูหมดเรี่ยวแรงขนาดนี้

“สภาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้" แซมถาม

“พวกปีศาจจะเปิดสงครามไม่ได้ตราบใดที่ผนึกพันธสัญญายังมีผล เป้าหมายต่อไปอาจเป็นที่ๆ โลกเบื้องหลังเก็บรักษาผนึกทั้งสี่"

“ปีศาจไปโลกเบื้องหลังไม่ได้ง่ายๆ ถึงไปได้ก็คงไปได้คราวละไม่มาก อีกอย่างหอผู้พิทักษ์อยู่ใจกลางเขตวาติกาโน่ เต็มไปด้วยทวารบาลฝีมือดีมากมาย พวกนั้นป้องกันได้อยู่แล้ว" แมทชี้แจง

“ถึงยังไงเราก็ควรไปเตือน" แมรี่โพล่งขึ้นมา "อีกอย่างพ่อของเธอกับแคสเตอร์บอกว่าจะส่งกองกำลังทวารบาลมาที่นี่ จนป่านนี้ยังไม่มีวี่แวว อย่างน้อยเราควรไปขอความช่วยเหลืออีกหน" เธอว่า

“งั้นฉันไปเอง แต่เอธอยู่ไหน เราต้องใช้เขาเปิดประตูพิภพ" แซมโพล่งขึ้น

“ถ้าใช้ประตูในวิหารนี่ไม่ต้องใช้ทวารบาล นักล่าเปิดมันได้เลย" ไทเลอร์ว่า แซมพยักหน้า "ชนกำปั้นกันหน่อย ถึงไม่มีเอธก็เหอะ" สาวผมบลอนด์ยื่นกำปั้นมาข้างหน้า แมรี่ยื่นกำปั้นไปชนโดยอัตโนมัติ เธอชอบวิธีปลุกใจระหว่างเอธ แซม และก็แมท

“ฉันอยากให้เขาอยู่ด้วยกัน ถ้าเจอตัวฉันจะอัดเขา" แมทว่าก่อนจะชนกำปั้นกับสองสาว ไทเลอร์ ทอดด์ และบิลลี่มองทั้งสามคนอย่างเก้ๆ กังๆ

“เราไม่ถือถ้าจะมีกำปั้นของนักล่าเพิ่มอีกสามนะหนุ่มๆ" แซมยิ้ม นักล่าวงดาแรนซ์ทั้งสามต่างยื่นกำปั้นมาร่วมด้วย "เราต้องผ่านคืนนี้ไปได้ ฉันสัญญากับตัวเองว่าต้องให้แฟนๆ ฟังเพลงที่ฉันเพิ่งแต่งเสร็จให้ได้" ไทเลอร์พึมพำ

“ฉันจะซื้ออัลบั้มใหม่ของพวกนาย สาบานได้เลย!” แมรี่พูดพลางยิ้ม ทั้งหกคนต่างยิ้มให้กัน

“ไปได้แล้วแซม เราไม่มีเวลาแล้ว" แมทเตือนขณะลดกำปั้นลง แซมพยักหน้ารับ

“ฝากทางนี้ด้วยแมรี่" แซมว่าก่อนจะคว้าแขนไทเลอร์วิ่งตรงไปยังห้องที่มีประตูพิภพ หญิงสาวหันกลับมามองแมท เขาเม้มปากเป็นเส้นตรง ยักไหล่ให้ "ฝากทางนี้ด้วยแมรี่" เขาพูดย้ำประโยคของแซมก่อนจะหันหลังทำท่าจะเดินออกไปแต่ก็หันกลับมา "ฉันคิดว่าควรจะบอกเธอ มันเป็นสิ่งที่ฉันไม่ได้บอกเธอตั้งแต่เจอกันครั้งแรก ฉันรู้ว่าฉันทำตัวแย่กับเธอไปหน่อย แต่ฉันชอบสีตาของเธอจริงๆ แมรี่" แมทยิ้มให้ ชายหนุ่มผิวซีดมีสีแดงเรื่อที่แก้ม เขาดูหล่อน่ารักเวลายิ้ม ดูดีกว่าตอนทำหน้าบูดบึ้งไม่พอใจโลกเป็นไหนๆ ในความคิดของหญิงสาว "ตาสีเทาเหมาะกับนายอยู่แล้วแมท" เธอว่าพลางยิ้มตอบ เขาหัวเราะในลำคอก่อนจะหันหลังเดินจากไป แมรี่หันมามองบิลลี่กับทอดด์ สองหนุ่มจากวงร็อกที่เธอคลั่งไคล้มาหลายปี บัดนี้พวกเขาอยู่ตรงหน้าเธอ ในฐานะของนักล่าเขตลอนดอน สังกัดวาติกัน

“เราจะไล่พังรูปปั้นทีละรูปจริงๆ หรือ" บิลลี่เป็นคนทำลายความเงียบ

“ไม่มีเวลาแล้ว เราต้องทำอะไรซักอย่าง" แมรี่พูดขณะที่แสงที่สร้อยคอของเธอส่องสว่างอีกครั้ง

 

ในขณะเดียวกันแซมกับไทเลอร์มาถึงห้องที่ประตูพิภพบานใหญ่ติดตั้งอยู่ ตรงหน้าคือกระจกกรอบทองสูงจรดเพดาน มันเป็นประตูที่คนจากสองภพใช้ติดต่อและส่งสาส์นกัน ซึ่งเป็นธุระของสภาที่โลกเบื้องหลังและศาสนจักรที่โลกเบื้องหน้านี้

“ไงต่อ" แซมหันมาถามไทเลอร์ เขายิ้มยักคิ้วอย่างอวดเก่งก่อนจะก้าวมายืนข้างหน้ากระจกบานใหญ่ ทาบฝ่ามือกับผิวกระจก เกิดแสงสีขาวจ้าสว่างวาบจนแซมต้องยกมือขึ้นป้องตา เพียงแวบเดียวแสงนั้นก็หายไป ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ หญิงสาวเดินมายืนข้างๆ นักล่าหนุ่ม และกอดอก "ไม่เห็นจะมีอะไรเลย" เธอว่า ไทเลอร์ลองทาบมือลงบนบานกระจกอีกครั้งแต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "เป็นไปไม่ได้ ทุกทีไม่เป็นแบบนี้" เขาบ่น

“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่" แซมถาม ไทเลอร์ส่ายหน้า

“ฉันไม่รู้ เหมือนประตูถูกปิดกั้นจากอีกฝั่ง มันเปิดไม่ได้"

“บ้าไปแล้ว วาติกันกำลังจะถูกปีศาจโจมตี สภาไม่มีทางปิดประตูพิภพบานนี้หรอกนะ"

“เธอก็เห็น เราข้ามไปไม่ได้ มีคนปิดมัน!” ไทเลอร์เอานิ้วจิ้มที่ผิวกระจก

“แล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้ คราวนี้ฉันก็ติดแหง็กอยู่นี่" แซมกัดริมฝีปาก

“ต้องพึ่งเอธ เราต้องตามหาเขา" ไทเลอร์ว่า พระอาทิตย์คล้อยต่ำเต็มทีจนลำแสงที่ส่องผ่านช่องลมเข้ามาเป็นสีส้มของท้องฟ้ายามเย็น

ตูม! เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นจนตัววิหารคลอนอย่างน่าตกใจ แซมกับไทเลอร์มองหน้ากัน ทั้งคู่รับรู้ว่ามันสายไปเสียแล้ว ไทเลอร์รีบวิ่งกลับออกมาที่โถงด้านนอก ตะวันยังไม่ทันลับขอบฟ้าแต่กลับปรากฏร่างดำทะมึนสูงใหญ่ยืนค้ำวิหาร เงาของมันทาบทับจตุรัสเซนต์ปีเตอร์จนมืดไปหมด แมรี่หรี่ตามอง เธอออกวิ่งไปด้านหน้าวิหารทันที หญิงสาวยืนจ้องร่างของกริมม์ตัวใหญ่ มีสีแดงประกายจากไฟที่ลุกไหม้ใต้ผิวหนัง เธอมองเห็นกำแพงโปร่งแสงบางๆ ที่คั่นกลางระหว่างเธอกับสัตว์ร้าย นัยน์ตาสีแดงจ้องมองเธออย่างโกรธเกรี้ยว

“แมรี่ กลับเข้ามาให้วิหาร!” ทอดด์ตะโกนเรียก แต่หญิงสาวยังคงยืนนิ่งอึ้งกับภาพตรงหน้าจนแซมกับไทเลอร์ต้องรีบวิ่งมาลากเธอให้เข้าไปด้านในแล้วปิดประตูวิหารเสีย เกิดเสียงเอะอะโวยวายของผู้คนด้านนอก มีแต่พวกนักล่าเท่านั้นที่มองเห็นกริมม์ แมรี่ภาวนาว่าจะไม่มีคนบริสุทธิ์อยู่ข้างนอกนั่น เธอหลับตาลง สูดอากาศเข้าปอด

“มันจะพังมิติดัดแปลงได้ในไม่ช้า ทันทีที่กำแพงที่ป้องกันวิหารนี่พัง ปีศาจจะกรูกันเข้ามา" บิลลี่ว่า "มันส่งกริมม์มาทำลายกำแพง เมื่อแสงอาทิตย์หมดปีศาจจะโจมตีที่นี่

“ทำไมกริมม์ตัวนั้นถึงอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ได้" แมรี่ถามแซม เจ้าตัวส่ายหน้า "กริมม์ไม่มีพลังจะทำลายมิติดัดแปลงด้วยซ้ำแมรี่ นั่นมันตัวบ้าอะไรก็ไม่รู้ มันต้องได้พลังจากอย่างอื่น พลังของกริมม์ทำอะไรแบบนี้ไม่ได้"

“ข้างนอกนั่นมีนักล่าจำนวนหนึ่ง พวกเขาคงกำลังหาทางโจมตีกริมม์นั่นอยู่ อาจพอถ่วงเวลาให้ได้ เราต้องไปหากุญแจ" บิลลี่ว่า

"เพื่อนของวิลบอกว่าศาสนจักรซ่อนมันไว้ ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ไหน มันสาบสูญ" ไทเลอร์พูดอย่างสิ้นหวัง

ตูม! เสียงบางอย่างกระแทกมิติดัดแปลงอย่างแรงย้ำเตือนว่าพวกเขาไม่เหลือเวลาแล้ว แมรี่เหลียวซ้ายแลขวา พยายามคิดอะไรซักอย่าง "เราต้องตามคนมาช่วย สภาบอกจะส่งทวารบาลมานี่" เธอพูดขึ้น แซมหน้าเจื่อนทันที  “ประตูพิภพถูกปิด เราผ่านไปไม่ได้ แล้วไม่รู้ด้วยว่าฝั่งนั้นจะผ่านมาได้ไหม" เธอสารภาพ

ตูม! คราวนี้แมรี่รู้สึกว่าทั้งวิหารสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหว แมรี่กำมือแน่น เธอไม่มีเวลาพังรูปปั้นทุกชิ้นเพื่อตามหากุญแจแห่งเคบริท "เราจะหาอาวุธอย่างพวกนายได้ที่ไหน" เธอหันไปถามไทเลอร์ เจ้าตัวเลิกคิ้วสูง "เธอว่าอะไรนะ"

“ฉันถามว่าฉันจะหาอาวุธแบบที่พวกนายมีอยู่ได้ที่ไหน ถ้าเราหากุญแจไม่เจอ เราก็ต้องต้านพวกนั้นไม่ให้เอาอะไรจากที่นี่ไป"

“ไม่ๆ เธอกับแซมต้องกลับโลกเบื้องหลัง เธออยู่สู้ไม่ได้เด็ดขาด นั่นหน้าที่เรา!” บิลลี่ว่า

“กลับได้ที่ไหน ประตูพิภพถูกปิด" แซมแย้ง "ถูกของแมรี่ เราสู้ได้ พวกนายต้องหาอาวุธให้เรา"

“แต่พวกเธอใช้ไม่เป็นด้วยซ้ำ" ไทเลอร์แย้งบ้าง

“ก็หาอะไรที่เรียนรู้วิธีใช้ได้ง่ายๆ สิยะ!” แซมว่า

“ของแบบนั้นมันไม่มีหรอก!” ไทเลอร์เถียงกลับ

“ฉันเห็นด้วยว่าพวกเธอควรมีอาวุธป้องกันตัว" ทอดด์โพล่งขึ้นมา ไทเลอร์ถลึงตามองเพื่อนนักล่าอย่างไม่เชื่อหู "นี่นายเสียสติรึไง อาวุธของนักล่ามันอันตรายมากนะ พวกเธอไม่รู้วิธีใช้ด้วยซ้ำ"

“ก็ดีกว่าเราไม่มีอะไรเลย ในเมื่อตอนนี้เรากลับโลกเบื้องหลังไม่ได้เราก็ต้องเผชิญหน้ากับปีศาจที่นี่อยู่ดี" แซมให้เหตุผล ไทเลอร์พ่นลมพรืด "ก็ได้!” เขาพูดเสียงดัง "ตามฉันมา" สิ้นประโยคนักล่าหนุ่มก็วิ่งนำสองสาวลึกเข้าไปในตัววิหาร

โปรดติดตามตอนต่อไป
----------------------------------------
TALK WITH DAREN L. 
มาคุยกันหน่อยเนอะ ห่างหายไปนานเลยกว่าจะเอาบทที่ 21 มาลง คิดถึงกันไหมนี่ >_< 
คิดถึงผู้อ่านทุกคนน๊า แต่ด้วยภาระหน้าที่ ทำให้เวลาในการอัพนิยายน้อยลงค่ะ (แก้ตัวไปงั้นแหละ) 
ตอนจบก็ใกล้เข้ามาเต็มที เรามาลุ้นกันเถอะ ใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะตาย ใครจะรอดเนอะ 
ตอนนี้ทำให้เราได้รับรู้ความรู้สึกของแมทต่อแมรี่มากขึ้น และฉากหน้าคงจะได้บู๊สะบั้นหั่นแหลกกันแล้ว(ล่ะมั้ง) ยังไงก็ติดตามกันต่อ อย่าเพิ่งทิ้งกันไปไหนนะคะ อย่าลืม เม้นต์ให้กำลังใจ กดโหวต กดแชร์ หรือแอดเฟบตามแต่จะสะดวก เพื่อเป็นแรงผลักดันเล็กๆน้อยๆให้นักเขียนตาดำๆ 

ปล. เกิดอะไรขึ้นกับเอธ ยังมีคนห่วงหนุ่มหล่อคนนี้อยู่ไม๊เนี่ย อิอิ 
ขอบคุณที่ติดตามกันมาจนถึงตอนนี้ค่ะ >3< 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

229 ความคิดเห็น

  1. #200 мe.ρlaиg (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2557 / 09:14
    ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ อัพบ่อยๆนะคะ <3
    #200
    0
  2. #182 porry (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2557 / 08:11
    มาต่อไวๆน้า ลุ้นมาก ค้างๆๆๆ
    #182
    0
  3. #175 wondermomo (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2557 / 08:18
    ตอนนี้ตื่นเต้นดี เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็ว ๆ จนแอบลุ้นว่าจะเป็นยังไงต่อไป

    แต่ก็ยังไม่ปรากฎตัวมาสักทีนะผู้ร้ายอ่ะ คือเดาไม่ออกว่ามันจะเป็นใครกัน

    ชอบฉากกอดของแมทกับแมรี่ แลผูกพันกันดี ได้ๆ กันไป ไม่ดีกว่าเรอะ อินกว่าเอธเยอะ ฮ่าๆ

    ตอนแรกคิดว่าไทเลอร์กับแซมจะมีฉากมุ้งมิ้งอีกสักรอบ แต่ปรากฎไม่มีไร แอบตั้งความหวัง อิอิ



    มีคำผิดนิดหน่อย

    ทำเพื่อนแค่ - ทำเพื่อแค่

    กระทันหัน - กะทันหัน

    สมดุลย์ - สมดุล (อันนี้ลองเปิดในราชบัณฑิตดูอ่ะ แต่ไม่รู้ว่าฉบับล่าสุดเปลี่ยนไหม แต่ไม่น่าจะเปลี่ยน)

    ทมึน - ทะมึน ร่างดำใหญ่ใช่ป่ะ อันนี้ก็ชอบเขียนผิดเหมือนกัน แต่ดูพจนานุกรมมันบอกว่า ทะมึน หรือ ทะมื่น



    อ่านต่อ ช้าแต่อ่านนะ อย่าน้อยใจ ^^

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 มิถุนายน 2557 / 08:19
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 30 มิถุนายน 2557 / 08:19
    #175
    0
  4. #171 fa-iboat (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2557 / 23:52
    ฟินกับฉากแมทกอดแมรี่มากอ่ะ



    ถึงรุ้ว่าจะไม่ได้คุ่กัน   แต่เราก้ยังฟินอ่ะ 55555 
    #171
    0
  5. #170 bepimry (I'm directioner) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2557 / 23:37
    พระเจ้าาาาา! นี่มันเป็นฉากที่ Awesome มากมายยย มันสนุกมากกก ตื่นเต้น ลุ้นระทึก เหมือนกำลังอยู่ในสถานการณ์นั้นเลยอ่ะ อันที่จริงคิดมาแต่แรกล่ะว่าโลกเบื้องล่างอยากทำสงคราม แต่ดูเหมือนโลกเบื้องหลังส่วนใหญ่จะไม่ค่อยสนใจในข้อสันนิษฐานเหล่านี้ พวกนางดูวางใจกับเสาพิภพของนางมากกก ถามว่าเป็นห่วงเอธไหม? ไม่555 บ้าแล้วววว เอธคือพระเอกนะโห้ยยย อารมณ์เหมือนดารารองเด่นแทนดารานำไรงี้ ทุกคนแลดูสนใจตัวละครรองเรื่องนี้มาก55 ตัดฉับแบบค้างงง อยากอ่านแล้ว ชอบฉากบู๊ ><
    #170
    0
  6. #169 Esperanza (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2557 / 18:46
    ไม่ห่วงเอธแล้วจะให้ห่วงแมวที่ไหนล่ะคะ ^^
    เกิดอะไรขึ้นกับเอธ กริมม์มีกลีฟได้ยังไง ทำไมมันมึนๆ งงๆ ดีแท้
    ค้างมากจากตอนนี้ค่ะ
    #169
    0