ม่านม่านชิงหลัว

ตอนที่ 5 : บทที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,083
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 48 ครั้ง
    13 ก.ค. 53

.

 

คำผิดทุกคำที่ปรากฏในเนื้อหา เป็นคำผิดที่ผู้แปลเจตนาทิ้งเอาไว้เพื่อป้องกันการ copy ทั้งสิ้นค่ะ

 

http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=543762&chapter=12

 

บทที่ 4

 

 

อาหลัวเห็นแต่ไกลว่าคนทั้งสองสนทนากันอย่างถูกคอที่ใต้ต้นท้อ และได้ยินเสียงหัวเราะสดใสของชิงเฟยดังมาเป็นระยะๆ  จึงคิดในใจว่า ถ้าอยู่ในยุคปัจจุบันละก็ ได้เห็นคู่ดูตัวที่ดีเลิศขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะมีสาวๆ เยอะแยะขนาดไหนแห่กันโถมเข้าใส่ คนที่เป็นฝ่ายหน้าแดงน่ะคือหนุ่มหล่อเสียละมาก! แล้วคิดต่อว่าห้าคุณชายแห่งเมืองเฟิงได้เห็นไปแล้วสองคน ไม่รู้ว่าอีกสามคนหน้าตาอย่างไรกันบ้าง

คิดไปคิดมาจึงเดินไปหาที่เงียบๆ ไม่มีคนเสียเลย

มาที่นี่หกปีกว่าเข้าไปแล้ว เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติ ทั้งยังเป็นสถานที่งดงามถึงเพียงนี้ หากฟ้ามืดลงกว่านี้ก็จะมองไม่เห็นแล้ว

เสียงคนที่ดังมากระทบโสตค่อยๆ จางหายไป อาหลัวจำทิศทางตอนขามา ครั้นเห็นกิ่งท้อ 2-3 กิ่งยื่นออกมาจากด้านหลังศิลาใหญ่ตรงหน้า ก็อ้อมไปดูที่ด้านหลังศิลา ก่อนจะย้อนมาดูด้านหน้าอีกครั้ง ฉากบังตาธรรมชาติ...

เด็กสาวนอนลงที่ใต้ต้นท้อ ห่างจากตัวออกไปไม่ไกลนักมีลำธารไหลผ่าน ผืนดินใต้ร่างมีหญ้าขึ้นหนานุ่ม มองจากพื้นดินขึ้นไป สีชมพูของดอกท้อกับท้อฟ้าสีครามถักประสานเข้าหากัน อาหลัวถอนหายใจ

สวยมากจริงๆ!”

ใช่ สวยมาก!” เสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามา

อาหลัวใจหายวาบ แต่กลับไม่ได้ขยับ หลับตาลงพูดว่า

ถ้าไม่ใช่เพราะแมลงสาบที่ซี้ซั้วสอดคำเมื่อกี้ทำลายบรรยากาศ จะสวยยิ่งกว่านี้!”

เสียงนั้นพูดกลั้วหัวเราะว่า

ถ้ามีคนกลายเป็นลูกหมาตกน้ำ จะไม่แค่ทำลายบรรยากาศเท่านั้น แต่จะกลายเป็นภาพที่ทำให้คนตกใจแทบตายด้วย!”

อาหลัวรู้ดีว่าจอมยุทธ์คนนั้นมาแล้ว และนางสู้เขาไม่ได้แน่ๆ  ที่นี่เป็นเรือนพักตากอากาศขององค์หญิงพิทักษ์แผ่นดิน คิดว่าอีกฝ่ายคงจะเป็นชายหนุ่มเปี่ยมความสามารถคนใดคนหนึ่งที่มาร่วมในงานนั่นแหละ ตัวนางเอกนั้นจะดีจะชั่วก็ยังเป็นถึงคุณหนูของบ้านอัครเสนาบดี เขาน่าจะไม่มีทางเล่นงานอะไรนางหรอก คิดแล้วก็ใจกล้าขึ้น หลับตาลงไม่สนใจอีกฝ่าย

จอมยุทธ์เห็นนางไม่เอ่ยตอบก็พูดว่า

จะโยนเจ้าลงไปในน้ำจริงๆ นะ ไม่กลัวรึ?

อาหลัวสอดสองมือหนุนใต้ศีรษะ ขาข้างหนึ่งยกขึ้นพาดไขว่ห้าง หลับตาลงพูดเรียบเรื่อยว่า

มิใช่มารยาทมิพึงดู เห็นกูเหนี่ยงคนหนึ่งกำลังนอนพักผ่อนอยู่ที่นี่ ผู้ที่รู้มารยาทควรจะกล่าวขออภัย หน้าแดงก่ำหันหลังกลับแล้วจากไปสิถึงจะถูกต้อง!”

จอมยุทธ์แค่นเสียงเฮอะ

ดูกิริยาท่าทางนั่นของเจ้า เจ้าเองก็ไม่ใช่กุลสตรีตระกูลสูงเหมือนกันนั่นแหละ! ไม่รู้ว่าเป็นสาวใช้ของบ้านไหน ถ้ามาอยู่ที่บ้านข้าละก็ มีหวังได้ถูกลงไม้จนสงบเสงี่ยมเรียบร้อยไปนานแล้ว

อาหลัวคิดในใจว่า ตั้งหกปีกว่าข้าจะได้ออกมาจากคฤหาสน์สักหน กระทั่งอยากจะชมดอกไม้ชมทิวทัศน์ให้เต็มที่ก็ยังจะถูกขัดจังหวะเสียอีก โชคร้ายเป็นบ้า! ฟังจากคำพูดของจอมยุทธ์นั่น ดูเหมือนเจ้าตัวจะเป็นคนในตระกูลใหญ่มีอิทธิพลเหมือนกัน ในเมื่อหาเรื่องไม่ได้ ก็หลบเสียสิ

เด็กสาวกระโดดผลุงลุกขึ้น ปัดดินบนตัวออก ดูตัวเองขึ้นๆ ลงๆ  ไม่มีหญ้าติดมา ก็หันหลังให้ทิศที่เสียงของจอมยุทธ์ดังมาเดินตรงไปข้างหน้า เดินไปพลางก็พูดไปพลางว่า

ยกที่ให้ท่านแล้ว ใจแคบ!”

แต่แล้วภาพตรงหน้ากลับพร่ามัวไปชั่ววูบ ชายหนุ่มคนนั้นได้มายืนอยู่ตรงหน้านาง อาหลัวถอยหลังไปหนึ่งก้าว คิดในใจว่า เป็นวิชาตัวเบาหน่อยก็กระโดดออกมาแกล้งให้คนตกใจเล่นเรอะ แล้วหรี่ตาพิจารณาอีกฝ่ายขึ้นๆ ลงๆ

รูปร่างไม่เลว สูงพอๆ กับไท่จื่อ หน้าตาก็ไม่เลว คมสันเด่นชัด ระหว่างคิ้วแววองอาจปรากฏสิ้น วันนี้ทั้งวันนางสังเกตดูผู้ชายอย่างละเอียดแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ไหงทุกคนที่สังเกตดูถึงเป็นสินค้าชั้นเลิศกันหมดล่ะนี่?

ชายหนุ่มเอามือกอดอก

พูดมา เป็นสาวใช้ของบ้านไหน?

อาหลัวเห็นอีกฝ่ายอายุก็แค่ 18-19 ปีเท่านั้น จึงคิดในใจว่า เห็นข้าเป็นเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมจริงๆ รึไง? คิดแล้วก็เอามือเท้าสะเอวเอียงคอถามกลับไปบ้างว่า

พูดมา เป็นไอ้เด็กบ้าของบ้านไหน!”

ชายหนุ่มถลึงตา มุมปากผุดรอยยิ้มเย็นชาขึ้นบางๆ

คนที่มาร่วมงานเลี้ยงดอกท้อในวันนี้ก็มีกันอยู่แค่ไม่กี่บ้านนี้เท่านั้น เจ้าบอกออกมาเองยังพอว่า หากข้าตรวจสอบเจอ ไปขอเจ้ามาไว้ที่บ้านข้าละก็ ดูกันทีรึว่าข้าจะสั่งสอนเจ้ายังไง! ยายเด็กไร้การอบรม! รู้คุณแล้วไม่แทนคุณยังพอทำเนา นี่ยังกล้าเล่นสกปรกลอบทำร้ายเสี่ยวเหยียของเจ้า ข้าน่ะเกลียดคนที่ลอบทำร้ายข้างหลังที่สุด!”

อาหลัวเองก็ยิ้มเย็นชาเลียนแบบอีกฝ่ายเช่นกัน

ใครใช้ให้ตาของเจ้าดันมองซอกแซกไม่เข้าเรื่องเล่า ดูเหมือนในกฎหมายของแคว้นหนิงจะมีอยู่ข้อหนึ่งระบุไว้ว่า การจ้องดูสตรีดีงามโดยไร้มารยาทจะถูกลงโทษควักลูกตา ที่ข้าไม่สามารถไปฟ้องร้องได้น่ะถือว่าเจ้าโชคดีแล้ว ในสถานที่สวยงามออกแบบนี้ ข้าน่ะไม่อยากจะเห็นเรื่องโหดเหี้ยมแบบนั้นเกิดขึ้นหรอกนะ โจรลามก!”

คนผู้นั้นได้ฟังหน้าพลันเปลี่ยนสีทันที

บัดซบสิ้นดี!” แล้วยื่นมือออกมาหมายจะจับตัวอาหลัว

อาหลัวขยับตัวหลบวูบ ปลายเท้าซ้ายเตะขวับออกไปทันควัน

ชายหนุ่มเอียงศีรษะหลบได้ เลิกคิ้วขึ้น

เป็นลูกแมวป่าที่มีเขี้ยวเล็บคมกริบเสียด้วย เข้ามาอีก!” หมัดเงื้อขึ้นนำพาสายลมแรงพุ่งตรงเข้าใส่หน้าผากของเด็กสาว

อาหลัวลอบคร่ำครวญในใจ เขาเป็นวิชาตัวเบาในตำนานเชียวนะ ไม่ใช่ตาลุงในตลาดที่ไม่เป็นศิลปะป้องกันตัวสักหน่อย แล้วจะไปสู้ชนะได้ยังไง? คิดแล้วก็ร้องโวยวายออกไปว่า

ลูกผู้ชายที่ดีไม่วิวาทกับสตรี ท่านรังแกเด็กถือเป็นลูกผู้ชายแบบไหนกัน!” ปากพูดไปพลางอาศัยการที่ฝึกวิชาคาราเต้มาหลายปีดีดักจนมีปฏิกิริยาว่องไวไหวตัวหลบอย่างรวดเร็วไปหลายกระบวนท่า

ชายหนุ่มไม่ได้ใช้พลังภายในมาแต่แรกอยู่แล้ว เมื่อได้ยินเด็กสาวพูดแบบนี้ก็หยุดมือ

ก็ได้ อายุยังน้อยแค่นี้ยังจะรอดเงื้อมมือข้าได้สักกี่กระบวนท่ากัน บอกมาซะ อยูบ้านไหน? บอกมาแล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป

อาหลัวก้มศีรษะลงร้องในใจว่าโชคร้ายสิ้นดี หกปีมานี้เด็กสาวอยู่แต่ในคฤหาสน์อัครเสนาบดีโดยไม่ได้ย่างเท้าออกนอกคฤหาสน์เลย ทำให้แทบจะตัดขาดจากโลกภายนอกอยู่รอมร่อ เนื่องจากนิสัยที่ติดตัวมาจากยุคปัจจุบันยังไม่ได้เลือนหายไป ทำให้เด็กสาวไม่นึกระแวงภัยสักนิดว่าตัวเองกำลังก่อเรื่องกับคนอื่นอยู่ จึงกลอกตาเล็กน้อยแล้วพูดอะไรบางอย่างออกมาเบาๆ

ชายหนุ่มฟังไม่ถนัด จึงเดินเข้าไปใกล้สองก้าว อาหลัวเงยหน้าขึ้นกะทันหัน มองตรงไปข้างหน้าร้องเสียงดังว่า

อ๊ะ! ฟูเหริน!”

ชายหนุ่มตกตะลึง อาหลัวกระแทกหัวเข่าเข้าใส่สุดแรง ถูกจุดตายเข้าให้อย่างจัง สองมืออาหลัวสับลงด้านล่าง ชายหนุ่มถูกเล่นงานทีเผลอล้มตึงลงกับพื้น แต่กลับยังไม่สลบ ปากเค้นเสียงออกมาว่า

เจ้า...เจ้า!”

อาหลัวกระโดดขึ้นใช้ฝ่ามือดาบฟันลงไปอีกหนึ่งที ส่งผลให้ชายหนุ่มสลบเหมือดไปโดยสิ้นเชิง เด็กสาวจึงค่อยตบมือพูดยิ้มๆ อย่างย่ามใจ

ซือฝุข้าบอกว่าผู้ชายปกติทั่วไปถูกฝ่ามือดาบของข้าเข้าไปทีเดียวก็สมองเลอะเลือนได้แล้ว สงสัยเพราะตอนนี้ยังเด็กเกินไป แรงเลยไม่พอ! โจรลามก ใครใช้ให้เจ้ามาก่อกวนอารมณ์สุนทรีย์ของข้าเล่า?

เด็กสาวมองดูสีฟ้า เห็นว่าไม่เช้าแล้ว อีกประเดี๋ยวก็ต้องกลับไปยังท้องฟ้าสี่เหลี่ยมในคฤหาสน์อัครเสนาบดีตามเดิม ทิวทัศน์งดงามแบบนี้ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไรถึงจะมีโอกาสได้เห็นอีกครั้ง คิดแล้วโทสะในใจก็ลุกฮือโหมขึ้นอีกหลายส่วน ถอดเสื้อตัวยาวนอกของชายหนุ่มตรงหน้าออกฉีกเป็นเส้น จับตัวเขามัดไว้กับต้นท้อ เสร็จแล้วถลึงตามองสารรูปทุกลักทุเลของชายหนุ่ม ค่อยรู้สึกหายโกรธลงทีละน้อย

กระเป๋าเงินใบหนึ่งร่วงตกลงมาจากเสื้อตัวนอกของชายหนุ่ม ฝีมือทำประณีตมาก อาหลัวเปิดออกดูตั๋วแลกเงินใบใหญ่ 2-3 ใบ เศษเงินเล็กน้อย เม็ดถั่วทอง 2-3 เม็ด แล้วยังมีป้ายหยกสี่เหลี่ยมหนึ่งชิ้น

เด็กสาวหัวเราะฮี่ฮี่ออกมาทันที

...ไอ้หนูเอ๋ย ถือเสียว่านี่คือการปล้นคนรวยช่วยคนจนก็แล้วกันนะ จงเป็นถังทองคำใบแรกของข้าเสียเถอะ ใครใช้ให้เจ้าทำลายอารมณ์เบิกบานในการได้ออกจากคฤหาสน์เป็นครั้งแรกของข้ากันเล่า!...

อาหลัวยิ้มตาหยีพลางซุกตั๋วแลกเงินไว้ในอกเสื้อ แล้วค่อยพินิจดูตัวอักษร วังอานชิงหวางบนป้ายหยกอย่างละเอียด ตามด้วยตกตะลึงพรึงเพริดตัวแข็งค้างไปในบัดดล

...คนคนนี้คือหลิวเจว๋? โอรสของอานชิงหวาง หลานลุงแท้ๆ ของหนิงหวาง? มิน่าเล่าถึงได้ทั้งโอหังทั้งเจ้าคิดเจ้าแค้นขนาดนี้! สวรรค์ช่วย ทำไมข้าถึงดันไปมีเรื่องกับเขาได้?...

อาหลัวมองป้ายหยก แล้วหันไปมองหลิวเจว๋ที่ถูกมัดอยู่กับต้นท้อ นึกด่าตัวเองในใจที่ดันก่อเรื่องพร้อมกับช่วยแก้มัดให้ชายหนุ่มมือเป็นระวิง

เพิ่งจะแก้มัดไปได้แค่ครึ่งเดียว หลิวเจว๋ก็แค่นเสียงอู้อี้ออกมา เด็กสาวตกใจจนมืออ่อนยวบ

...สมกับที่เป็นจอมยุทธ์จริงๆ  ฟื้นเร็วขนาดนี้เชียว?...

แต่เด็กสาวก็ไม่กล้าเล่นงานเขาซ้ำอีก ทว่าหากหลิวเจว๋ฟื้น นางกลับไม่มีปัญญาจะควบคุมตัวเขาไว้อีกหนเสียแล้ว อาหลัวตัดสินใจเด็ดขาด ถึงยังไงก็แก้เชือกเกือบจะเสร็จแล้วล่ะนะ คิดแล้วก็รีบยัดป้ายหยกใส่เข้าไปในอกเสื้อหลิวเจว๋ ตามด้วยชักเท้าเผ่นหนีทันที

เด็กสาวยังไม่ทันได้วิ่งหนีพ้นไปจากรัศมีสายตาของหลิวเจว๋ หลิวเจว๋ก็ฟื้นคืนสติ มองเห็นเงาหลังสีเขียวอ่อนไกลออกไปนั้นอยู่ไหวๆ  ก่อนจะหันมามองดูตัวเอง ดิ้นทีเดียวแถบผ้าที่มัดตัวอยู่ก็ขาดออก ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ลูบหลังคอเบาๆ

ยายเด็กบ้า! อายุยังน้อยก็ลงมือได้หมดจดขนาดนี้ ใช้วิชายุทธ์ใดกัน? หลิวอิง!”

ชายหนุ่มสวมชุดรัดกุมขยับวูบออกมาจากด้านหลังต้นท้อซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักกล่าวตอบอย่างนอบน้อมว่า

ดูเหมือนจะเป็นเพลงหมัดชุ่นของเส้าหลินขอรับ แต่ก็ไม่เหมือนเสียทั้งหมด

หลิวเจว๋คลำด้านในอกเสื้อ เหลือแต่ป้ายหยกของวัง ดูท่าทางยายหนูนั่นจะรู้ฐานะของเขาแล้ว

เจ้ามาถึงตั้งแต่เมื่อไร?

หลิวอิงชะงัก แล้วกล่าวตอบอย่างนอบน้อมเช่นเดิมว่า

ตอนที่เด็กหญิงคนนั้นแก้มัดให้จู่ซ่างขอรับ

หลิวเจว๋แค่นยิ้มเย็นชา ตอนแก้มัดให้ข้า นางใช้เพลงหมัดชุ่นของเส้าหลินด้วยรึ?

หลิวอิงคุกเข่าลงดัง ตึง ทันที จูซ่างโปรดลงทัณฑ์

หลิวเจว๋หัวเราะก้อง ได้เห็นเสี่ยวหวางเยี่ยของเจ้าถูกเด็กผู้หญิงเล่นงานสลบ จึงไม่อยากจะเชื่อ และนึกว่าข้ามีเจตนาแอบแฝงอื่น ทำให้ไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ แต่ก็กังวลอีกว่าข้าจะตำหนิลงโทษที่เจ้าไม่ยื่นมือเข้าช่วย ถูกหรือไม่?

หลิวอิงหน้าแดงวูบ จู่ซ่างปราดเปรื่อง

หลิวเจว๋หน้าเคร่ง จงไปตรวจสอบให้กระจ่างว่านางคือสาวใช้ของบ้านใด แล้วพาตัวเข้าไปในวังให้ข้า! เหยียจะค่อยๆ จัดการสั่งสอนนาง!”

หลิวอิงเก็บเสื้อนอกที่ขาดเป็นแถบยาวไปอย่างรวดเร็ว เพียงครู่เดียวก็ส่งเสื้อนอกอีกตัวมาให้ผู้เป็นนายคลุม

หลิวเจว๋เดินทอดน่องตรงไปทางงานเลี้ยง ...ยายเด็กบ้า กล้ามาอัดเขาสลบได้!... แล้วพลันนึกถึงตอนที่ช่วยพาตัวอาหลัวขึ้นมาจากลำธาร ลมได้พัดผมม้าของนางเปิดออกเผยให้เห็นดวงตาใสกระจ่างเป็นประกายอยู่ชั่วพริบตา รอยยิ้มก็ได้ผุดขึ้นบนมุมปากโดยไม่รู้ตัว ...น่าสนุก!...

 

อาหลัวรู้ดีว่าตัวเองไปก่อเรื่องเข้าให้แล้ว หากถูกหลิวเจว๋จับตัวได้ละก็ เขาไม่ล้างแค้นเอาสิแปลก เมื่อกลับไปถึงในงานเลี้ยงเด็กสาวจึงร้องโอดครวญว่าปวดหัว ฟูเหรินใหญ่กับชิงเหล่ยชิงเฟยกำลังรื่นเริงกับงานเลี้ยงอย่างเต็มที่ ครั้นเห็นชิงหลัวมาทำลายบรรยากาศ ฟูเหรินใหญ่ก็หน้าบึ้ง

เมื่อกี้ก็ยังดีๆ อยู่แท้ๆ  ทำไมถึงเกิดปวดหัวขึ้นมาเล่า?

อาหลัวบีบเสียงแผ่วเบาเหมือนคนไม่มีแรงว่า

สงสัยว่าไปเพราะตากลมในป่ามาน่ะเจ้าค่ะ ต้าเหนียง พวกเราจะกลับกันเมื่อไรหรือ?

ฟูเหรินใหญ่ขึงตาใส่นางอย่างแค้นเหล็กไม่เป็นเหล็กกล้า

ตอนนี้งานเลี้ยงช่วงค่ำยังไม่เริ่มเลยด้วยซ้ำ องค์หญิงยังไม่ได้ตรัสอะไร องค์ไท่จื่อกำลังต้องใจพี่สาวใหญ่ของเจ้า เจ้ามาทำแบบนี้นี่ตั้งใจจะทำลายเรื่องดีๆ ของพวกพี่สาวเจ้าใช่ไหม?

อาหลัวลอบถอนใจ ตอนที่ข้าช่วยพวกนาง ทำไมท่านถึงไม่พูดบ้าง? รู้แบบนี้ของไม่ลงมือช่วยเสียยังจะดีกว่า ปล่อยให้ชิงเหล่ยแสดงความทุเรศ ให้บ้านอัครเสนาบดีหลี่ต้องขายหน้าไปซะ! เป็นลูกเมียน้อยเหมือนกันหมดแท้ๆ  ทำไมถึงต่างกันมากขนาดนี้? สำนักโคมเขียวแล้วไงเล่า เหนียงคนสวยของข้าเข้ามาในบ้านสกุลหลี่ตอนอายุสิบหกอย่างสะอาดบริสุทธิ์ เพียงเพราะมีพร้อมทั้งหน้าตาและความสามารถ เคยเลื่องชื่อสะท้านเมืองเฟิงมาก่อน พวกเจ้าก็กลัวกันลานขนาดนี้? ข้าดูว่าพวกท่านแต่ละคนเองต่างก็งามกันไปคนละแบบ ก็ไม่ได้ด้อยสักหน่อยนี่ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ  ใจคิดดังนี้ แต่ปากกลับแค่นเสียงครวญครางเสียดังอย่างแสดงให้เห็นว่าทรมานมาก

ชิงเหล่ยกัดริมฝีปากกระซิบที่ริมหูฟูเหรินใหญ่ ฟูเหรินใหญ่คิดอยู่ชั่วแล่นก็พูดกับชิงหลัวว่า

ตอนนี้ยังห่างจากงานเลี้ยงช่วงค่ำอีกสองชั่วยาม ให้รถม้าพาเจ้ากลับไปส่งก่อนแล้วค่อยมารับพวกข้าก็แล้วกัน

อาหลัวมองชิงเหล่ยอย่างงุนงง ชิงเหล่ยขยิบตาให้นาง อาหลัวคิดในใจ หรือเป็นเพราะช่วยดีดพิณคลายสถานการณ์คับขันให้นาง พี่สาวใหญ่คนนี้ถึงได้ยอมดีกับข้านิดหน่อยจนได้ในที่สุด?

ชิงเฟยไม่ได้พูดอะไรเลย ชิงหลัวมองไป เห็นอีกฝ่ายมีท่าทางของหญิงสาวที่กำลังตกอยู่ในห้วงรักเต็มที่ อาหลัวเห็นว่าควรต้องออกไปจากงานเลี้ยงเพื่อหลีกเลี่ยงหลิวเจว๋ตัวยุ่งยาก จึงปล่อยให้เจวียนเอ๋อร์ประคองออกไปข้างนอก

เดินไปได้สองก้าว อาหลัวก็หันหน้ากลับมาพูดขึ้นแทบจะพร้อมๆ กับฟูเหรินใหญ่ว่า

เรื่องที่มางานเลี้ยงดอกท้อนี้กลับไปแล้วก็อย่าเอ่ยถึงอีกละ

อาหลัวกำลังดีใจที่ฟูเหรินใหญ่เองก็คิดแบบนี้เหมือนกัน จึงพูดเสริมอีกประโยคว่า

หากองค์หญิงทรงทราบว่าคุณหนูสามของบ้านสกุลหลี่มาในงานด้วยแต่กลับไม่ได้ไปน้อมพบถวายบังคม อย่างไรก็ถือว่าเป็นการเสียมารยาท แล้วตอนนี้อาหลัวยังมาไม่สบาย ต้องออกจากงานเลี้ยงกลางคันอีก ยิ่งเป็นการไม่เคารพเข้าไปใหญ่

ฟูเหรินใหญ่พยักหน้าอย่างชื่นชม

อาหลัวเดินสังเกตไปตลอดทาง ไม่เห็นว่ามีใครจับตามองนาง จึงค่อยขึ้นรถม้าอย่างวางใจ

กลับไปถึงคฤหาสน์ อาหลัวเห็นฟูเหรินเจ็ดเฝ้าชะเง้อมองออกมาข้างนอกอยู่แต่ไกล ในใจให้อุ่นวาบทันที ยิ้มร่าร้องพลางเรียกว่า

ข้ากลับมาแล้ว เหนียง!”

ในดวงตาฟูเหรินเจ็ดทอประกายอบอุ่นแผ่ซ่าน  นางยืนพิงประตูเฝ้ารออยู่ตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่ชิงหลัวออกห่างไปจากข้างกายนาง เพิ่งจะแค่วันเดียวนางก็คิดถึงเสียแล้ว หลังจากดูเวลา ฟูเหรินเจ็ดก็ขมวดคิ้ว

ลูกสาม ทำไมเจ้าถึงกลับมาโดยไม่รอร่วมงานเลี้ยงช่วงค่ำเล่า? กลับมาคนเดียวหรือ?

อาหลัวร้องเสียงดัง กินไปพลางเล่าไปพลางได้ไหม? ข้าหิวจะแย่แล้ว

ฟูเหรินเจ็ดส่ายหน้ายิ้มๆ  แล้วสั่งให้จางมานำอาหารขึ้นโต๊ะ ก่อนจะพูดกับอาหลัวว่า

ข้ารู้อยู่แล้วว่าออกไปข้างนอกน่ะกินไม่อิ่มหรอก มาเถอะ มากินด้วยกันกับเหนียง

อาหลัวเหนื่อยมาทั้งวัน จึงหิวแล้วจริงๆ  และรู้สึกว่าข้าวต้มกับกับข้าวที่บ้านสิถึงจะอร่อย

ในงานเลี้ยงขององค์หญิงตอนเที่ยงมีแต่พวกขนมให้กินเท่านั้น แถมข้ายังไม่กล้ากินมากเกินไป เพราะฟูเหรินใหญ่จะเอ็ดเอาว่าไม่สุภาพพอ ต้องระวังภาพลักษณ์ให้ดีๆ  งานเลี้ยงช่วงค่ำอาหารเต็มโต๊ะ แต่กลับกินไม่ได้เสียแล้ว

ฟูเหรินเจ็ดถามว่า ทำไมถึงกินไม่ได้เล่า?

อาหลัวกลัวว่านางจะกังวล จึงไม่กล้าเล่าให้นางฟังว่าไปมีเรื่องกับเสี่ยวหวางเยี่ยของวังอานชิงหวางมา หลังจากนิ่งคิดอยู่พักใหญ่จึงค่อยเล่าเรื่องที่ดีดพิณแทนชิงเหล่ยออกมา ปรากฏว่าฟูเหรินเจ็ดหน้าถอดสี จึงพูดปลอบใจนางว่า

ในกระโจมมีพวกเราแค่ห้าคนเท่านั้น พวกเราไม่พูด คนอื่นย่อมไม่มีทางรู้อยู่แล้ว

ฟูเหรินเจ็ดน้ำตาร่วง ลูกสาม เจ้าก่อเรื่องใหญ่เข้าให้แล้ว! ยาโถวเจวียนเอ๋อร์นั่นเกรงว่าคงไม่อาจเอ่ยปากได้อีกแล้ว

อาหลัวใจหายวาบ พวกเราไม่พูดแล้วจะกลายเป็นก่อเรื่องได้อย่างไร? ฟูเหรินใหญ่คงไม่ใจคอโหดเหี้ยมปานนั้นกระมัง? เจวียนเอ๋อร์รับปากแล้วนี่ว่าจะไม่พูดออกไปแม้แต่คำเดียวอย่างเด็ดขาด

ฟูเหรินเจ็ดถอนหายใจ คนเขาพูดกันว่าฟ้ารู้ดินรู้เจ้ารู้ข้ารู้ มาบัดนี้ฟูเหรินใหญ่รู้ คุณหนูใหญ่คุณหนูรองรู้ เจวียนเอ๋อร์รู้ เจ้ารู้ข้ารู้ รอจนพวกนางกลับมาเมื่อไร มีหรือเหล่าเหยียจะไม่รู้? ฟูเหรินสามฟูเหรินสี่จะไม่รู้? ชิงเหล่ยกับแม่ของนางไม่กล้าพูด เหล่าเหยียกับฟูเหรินใหญ่ไม่มีทางแพร่งพรายออกไปอย่างเด็ดขาด แต่ชิงเฟยกับแม่ของนางเล่า? นางขัดตาที่ฟูเหรินสามถือดีที่บุตรสาวเป็นที่โปรดปรานของเหล่าเหยียมานานแล้ว หากนางเล่าออกไปละก็ ผลลัพธ์นั้น...จะทำอย่างไรกันดี?

อาหลัวตะลึงงัน เหนียง ตอนนั้นข้าเห็นว่าชิงเหล่ยน่าสงสารหรอก ถึงจะไม่ได้คบค้าสมาคมกันสักเท่าไร แต่ก็ไม่ได้มีความแค้นต่อกัน แล้วนางก็เพิ่งจะอายุแค่สิบหกปีเท่านั้น

ฟูเหรินเจ็ดนิ่งคิดแล้วพูดว่า

เรื่องดำเนินมาถึงป่านนี้แล้ว ได้แต่รอดูเจตนาของเหล่าเหยียเท่านั้น

อาหลัวคิดในใจ ตอนนั้นใครจะไปนึกเล่าว่าจะทำให้เกิดผลลัพธ์แบบนี้? ดูท่าทางคงประสบการณ์ไม่มากพอจึงคิดอ่านไม่รอบคอบนั่นแหละ ไม่ได้ออกจากประตูคฤหาสน์มาหกปี จึงดูถูกความคิดจิตใจของคนโบราณเกินไปเสียแล้ว ลำพังช่วยดีดพิณแทนชิงเหล่ยนั้นยังพอทำเนา แต่เสียงพิณนี้ดันได้รับความสนใจจากไท่จื่อนี่สิ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงกลายเป็นว่าโกหกหลอกลวงเบื้องสูง ดีไม่ดีจะต้องอาญาถูกตัดหัวเอาก็เป็นได้

ในใจเด็กสาวเริ่มจะหวาดกลัว ระบอบสังคมนิยมที่ปกครองกันด้วยกฎหมายสิดีกว่า! ทุจริตในการสอบเข้าม.ปลายอย่างมากก็โดนแค่หมดสิทธิ์สอบเท่านั้น ที่นี่ทุจริตในการสอบต้องชดใช้ชีวิต ตัวนางไม่เคยคิดถึงขั้นนี้อย่างละเอียดมาก่อนจริงๆ

เวลาหกปีที่ถูกเลี้ยงกักขังอยู่ในท้องฟ้าสี่เหลี่ยมแห่งนี้โดยไม่ได้ติดต่อกับสังคมภายนอก ทำให้เป็นเหมือนกบน้อยก้นบ่อนั่งมองฟ้าอยู่ในบ่อ กฎหมายลงโทษของยุคปัจุบันไม่เหมือนกับในยุคนี้ ชนชั้นอภิสิทธิ์เองก็ไม่เหมือนกับในยุคนี้ ศิลปินช่างฝีมือชั้นเลิศของที่นี่เผลอแค่ก้าวเดียวก็ถึงตายได้ อาหลัวแทนจะหมดความมั่นใจในการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่อไปโดยสิ้นเชิง ความรู้สึกที่ต้องปล่อยให้คนอื่นมาแล่เนื้อเถือหนังโดยสิ้นไร้กำลังจะต่อต้านได้แผ่ซ่านขึ้นในใจ

ฟูเหรินเจ็ดเห็นสีหน้าอาหลัวท้อแท้สิ้นหวัง ก็รีบกล่าวปลอบว่า

จะดีจะชั่วเตียของเจ้าก็เป็นถึงอัครเสนาบดีฝ่ายขวา หากเรื่องแพร่งพรายออกไปก็พอจะบอกได้ว่าพี่ใหญ่ของเจ้าเกิดป่วยกะทันหัน เจ้าเองยังเล็กอยู่ จึงนึกฮึดดีดพิณไปหนึ่งเพลงเพราะรักสงสารพี่สาว อีกประการคือกลัวว่าบ้านอัครเสนาบดีฝ่ายขวาจะต้องขายหน้าด้วย

อาหลัวมองฟูเหรินเจ็ดแน่วนิ่ง

ถ้าอย่างนั้นแล้วเจวียนเอ๋อร์เล่า? นางจะไม่เป็นอะไรหรือไม่?

ฟูเหรินเจ็ดกลัวว่าอาหลัวจะเกิดปมขึ้นในใจ จึงตอบว่า

เหนียงเพียงแต่เคยชินกับการคิดในทางร้ายที่สุดไว้ก่อนไปเสียทุกเรื่องเท่านั้น ไม่แน่ว่าอาจจะไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นเลยก็เป็นได้

อาหลัวพูดเบาๆ ต่อว่า

ข้าไม่เคยรู้มาโดยตลอดว่าชนชั้นสูงในเมืองเฟิงมีอิทธิพลมากแค่ไหน หากพวกเขาต้องการสาวใช้สักคน แล้วคนอื่นเขาไม่ให้ พวกเขาจะแย่งชิงเอาหรือไม่? หากเห็นใครขัดตาก็ไปฆ่าเขาได้หรือเปล่า? เด็กสาวนึกถึงคำพูดของหลิวเจว๋ที่ว่าจะหาตัวนางให้พบแล้วเอาตัวนางไปไว้ที่วังเขา จัดการเล่นงานเสียให้หนำใจขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

ฟูเหรินเจ็ดตบไหล่ชิงหลัวเบาๆ พลางถอนหายใจ

ไม่แย่งชิงอย่างเปิดเผย แย่งชิงอย่างลับๆ ใครเล่าจะไปบอกได้? เมื่อก่อนเหนียง...

อาหลัวมองฟูเหรินเจ็ดอย่างประหลาดใจ

เมื่อก่อนท่านทำไมหรือ?

ฟูเหรินเจ็ดมองดอกห่ายถังในเทียนจิ่ง แสงจันทร์ได้พาเงาของห่ายถังทอทาบลงบนพื้น เงาเป็นแต้มลายนั้นขยับไหวเบาๆ  ภาพทิวทัศน์เช่นนี้ช่างดูอ้างว้างเหมือนจิตใจของนางไม่มีผิด

เมื่อก่อน เหนียงคือกูเหนี่ยงซึ่งเป็นดาวเด่นของเรือนชำระบุปผาแห่งเมืองเฟิง เหนียงได้พบกับลูกค้าผู้หนึ่ง ต่างฝ่ายต่างใจตรงกัน ได้นัดหมายกันว่าตอนเปิดบริสุทธิ์เขาจะพยายามเก็บเงินให้ครบเพื่อซื้อตัวข้าพาจากไป สองคนร่วมเรียงเคียงคู่กัน...ผลคือเขาได้มาซื้อตัวข้าไป แล้วเสียชีวิตอย่างกะทันหันในคืนนั้น เมื่อข้าตื่นมาก็ได้กลายเป็นฟูเหรินเจ็ดของคฤหาสน์อัครเสนาบดีเสียแล้ว...จนบัดนี้ข้าก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ฆ่าเขาคือใคร เตียของเจ้าอยู่กับข้าอยู่พักหนึ่ง เห็นข้าเย็นชานักจึงหมดอารมณ์ไป...ที่นี่...ข้าอยู่ที่เรือนสี่เหลี่ยมแห่งนี้มาสิบสี่ปีแล้ว น้ำเสียงของฟูเหรินเจ็ดราบเรียบไร้ระลอกอารมณ์ แต่ความคับแค้นใจที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจจะกลบเกลื่อนปิดบังได้

อาหลัวฟังแล้วรู้สึกแย่อย่างมาก แล้วจึงนึกถึงเงินที่เอามาจากตัวของหลิวเจว๋ขึ้นมาได้ จึงรีบล้วงออกมามอบให้ฟูเหรินเจ็ด

พวกเราไปจากที่นี่กันได้หรือเปล่า? เงินพวกนี้คงจะพอให้พวกเราใช้ชีวิตอยู่ได้แล้วกระมัง?

ฟูเหรินเจ็ดมองตั๋วแลกเงินอย่างอัศจรรย์ใจ

ลูกสาม ไปเอามาจากไหนน่ะ? ทำไมถึงมีเงินมากขนาดนี้ได้?

อาหลัวจึงได้แต่เล่าว่าไปมีเรื่องกับหลิวเจว๋ได้ยังไงตั้งแต่ต้นจนจบออกมาให้ฟังอีกเรื่อง ฟูเหรินเจ็ดยิ่งฟังหน้าก็ยิ่งซีด ครั้นฟังถึงอาหลัวถอดเสื้อนอกของหลิวเจว๋จับเขามัดกับต้นท้อ เอาเงินของเขามา ก็ตาเหลือกเป็นลมล้มพับไป ทำเอาอาหลัวตกใจทั้งตบหน้าทั้งกดชีพจรเหรินจงเป็นพัลวัน ขณะที่ในใจนึกเสียใจแทบดิ้นตาย

นี่ถ้าวันนี้ไม่ออกจากบ้าน ก็ไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นทั้งนั้นไปแล้ว ถ้าไม่เพราะเห็นท่าทางแสนจะน่าสงสารของชิงเหล่ย ไม่ดีดก็ไม่ดีดไปสิ บ้านอัครเสนาบดีต้องขายหน้า หลี่ชิงเหล่ยต้องขายหน้าก็ไม่เกี่ยวกับนางสักหน่อย ถ้าหาก...ไม่ไปมีเรื่องกับตาหลิวเจว๋นั่นก็ดีสิ

แต่ว่า...เรื่องทั้งหมดนี้มันย้อนกลับไปได้หรือ?

ครู่ใหญ่ให้หลังฟูเหรินเจ็ดจึงค่อยๆ ฟื้นคืนสติมา ครั้นเห็นอาหลัวมองนางอย่างร้อนใจ ก็เอื้อมมือไปดึงตัวอาหลัวมากอดพลางร้องไห้โฮ

ลูกสาม แล้วนี่จะทำยังไงกันดี?

อาหลัวสงบเยือกเย็นลงอย่างรวดเร็วและวิเคราะห์ให้ฟูเหรินเจ็ดฟังว่า

เหนียง เสี่ยวหวางเยี่ยของวังอานชิงหวางไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร ในงานเลี้ยงวันนี้เองก็ไม่มีทางที่ใครจะรู้ว่าคุณหนูสามของบ้านอัครเสนาบดีหลี่ก็ไปร่วมงานด้วย ข้าได้แสดงตัวว่าเป็นสาวใช้ของที่บ้านตลอด ข้าคิดว่าหลังจากที่เตียรู้ถึงข้อดีข้อเสียแล้ว ท่านต้องไม่มีทางยอมให้ข้าทำลายแผนการใหญ่ยกชิงเหล่ยให้แต่งงานกับไท่จื่อของท่านอย่างเด็ดขาด ท่านจะต้องพยายามคิดหาทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางไม่ให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป วันนี้ชิงเฟยสนทนากับเฉิงซือเยว่ หนึ่งในห้าคุณชายอย่างถูกคอยิ่ง หากบ้านสกุลหลี่เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น จอหงวนที่อนาคตสดใสยาวไกลจะถอยกรูดหรือไม่ก็ไม่แน่อยู่เหมือนกัน ดังนั้นนางกับฟูเหรินสี่เองก็ไม่มีทางพูดออกไปเช่นกัน ส่วนข้านั้น ยังคงเป็นลูกสาวของท่านอยู่แหละนะ แต่เกรงว่าเจวียนเอ๋อร์นั้นคงจะช่วยไว้ไม่ได้เสียแล้ว วันนี้ข้าควรจะไปเตือนนางไว้ถึงจะถูกว่าทางที่ดีให้หนีไปเสีย

ฟูเหรินเจ็ดดึงมืออาหลัวมาพลางพูดว่า

ลูกสาม เจวียนเอ๋อร์นั้นหนีไม่ได้แล้ว บ่าวทาสที่หลบหนีหากถูกจับตัวได้ผลลัพธ์จะยิ่งอนาถ ปกติล้วนแต่ถูกตีจนตายไปให้สิ้นเรื่องทั้งนั้น

ถูกตีจนตาย? อาหลัวตกตะลึง นึกเจ็บใจอย่างที่สุด เพียงเพราะความวู่วามและไม่รอบคอบเพียงชั่ววูบของนางกลับทำร้ายเจวียนเอ๋อร์เข้าให้ แล้วอีกฝ่ายยังอาจจะถึงขั้นตกตายอีกด้วย ส่วนตัวนางเองก็ดันไร้กำลังจะหยุดมันได้

เด็กสาวลอบตัดสินใจว่าต่อไปเวลาจะทำอะไรต้องห้ามอวดดีและห้ามวู่วามเป็นอันขาด ห้ามเอาความคิดของคนยุคปัจจุบันมาใช้กับที่นี่ง่ายๆ อย่างเด็ดขาด จะทำอะไรก็ต้องระมัดระวังรอบคอบให้มากยิ่งกว่านี้

จังหวะนี้เสี่ยวอวี้ได้เข้ามารายงานว่าฟูเหรินใหญ่พาชิงเหล่ยกับชิงเฟยกลับมาแล้ว และเหล่าเหยียเชิญฟูเหรินเจ็ดกับคุณหนูสามไปพบ

อาหลัวมองฟูเหรินเจ็ดพลางพูดว่า

เหนียง ให้ทำเป็นว่าท่านไม่รู้เรื่องนะ มีคนรู้เพิ่มอีกคนก็ไม่ดีทั้งนั้น

ฟูเหรินเจ็ดน้ำตาร่วงอีกครั้ง

ลูกสาม เจ้าเพิ่งจะสิบสองปีเท่านั้น เรื่องพวกนี้จะให้เจ้าไปเผชิญหน้าคนเดียวได้อย่างไร?

อาหลัวเช็ดน้ำตาให้นาง

ข้าสามารถแกล้งซื่อแกล้งโง่ได้ เพราะข้ายังเล็กไง พวกเขาไม่ป้องกันข้ามากมายอะไรนักหรอก แต่ถ้าท่านรู้เรื่องด้วย ท่านก็ต้องเพิ่มการป้องกันตัวและมีอันตรายเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน ท่านก็บอกไปว่า ข้ากลับมาถึงก็ร้องโวยวายว่าปวดหัวแล้วเข้านอน ท่านเพิ่งจะปลุกข้าตื่นขึ้นมาก็แล้วกัน

 

ครั้นเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ มีเพียงอัครเสนาบดีหลี่กับฟูเหรินใหญ่อยู่กันสองคนเท่านั้น ฟูเหรินเจ็ดนำชิงหลัวน้อมคารวะ อัครเสนาบดีหลี่ถอนหายใจพูดว่า

อวี้ถาง เจ้าปิดบังเสียข้าย่ำแย่นัก! ข้าก็นึกประหลาดใจอยู่เทียวว่า เมื่อก่อนเจ้าเลื่องชื่อว่าทั้งหน้าตาและความสามารถเลิศล้ำเป็นเอกในเมืองเฟิง เหตุใดจึงปั้นสอนลูกสาวไม่ได้หนอ?

อาหลัวกำลังคิดจะเอ่ยปาก ฟูเหรินเจ็ดได้ชิงกล่าวตอบเสียก่อนว่า

เหล่าเหยีย ข้าเป็นคนสั่งห้ามไม่ให้อาหลัวเปิดเผยฝีมือออกไปเอง เพราะคิดจะเก็บปิดบังเอาไว้เพื่อที่สักวันจะได้สร้างความตื่นตะลึงในคราเดียว

ฟูเหรินใหญ่ก้าวพรวดเข้ามาเงื้อมือตบลงใส่หน้าฟูเหรินเจ็ด

นังสารเลว! สร้างความตื่นตะลึงในคราเดียวอันยอดเยี่ยม วันนี้อาหลัวสร้างความตื่นตะลึงไปถึงเบื้องบนแล้วด้วยซ้ำ!”

ฟูเหรินเจ็ดเอามือกุมแก้มหัวเราะลั่น

อนุญาตให้แต่ลูกสาวของพวกนางหาที่พึ่งพิงดีๆ ได้ เหตุใดลูกสาวของข้าถึงไม่ได้!”

ฟูเหรินเจ็ดหัวเราะพลางหันกายมาส่งสายตาให้ชิงหลัวที่กำลังโกรธสุดขีด ไม่อนุญาตให้เด็กสาวทำอะไรโดยวู่วาม

อาหลัวขาอ่อนยวบทรุดลงคุกเข่า

ข้าผิดเอง วันนี้ไม่ควรจะช่วยพี่ใหญ่ดีดพิณเลย!”

ได้แต่แสดงความอ่อนแอเท่านั้น ทั้งที่ในใจของเด็กสาวนึกอยากจะกระโดดขึ้นมาตบฟูเหรินใหญ่กับอัครเสนาบดีหลี่มันหลายๆ ฉาดจนลงไปหมอบราบกับพื้นจับใจ

อัครเสนาบดีหลี่ที่มองดูอย่างเฉยเมยอยู่ด้านข้างหัวเราะก้องพลางพูดว่า

ใครบอกว่าเจ้าทำผิดกัน? หากเจ้าไม่ดีดเพลงนั้น ไท่จื่อมีหรือจะต้องตาชิงเหล่ย อาหลัว เจ้ามีความชอบอย่างไม่อาจลบล้างเชียวนะ!” แล้วยื่นมือมาประคองชิงหลัวขึ้น รั้งเข้ามาโอบไว้แนบอก ลูบศีรษะของเด็กสาวเบาๆ พลางพูดต่อว่า เตียก็แค่โกรธที่แม่ของเจ้าปิดบังเตียเท่านั้น เตียน่ะยังนึกดีใจอยู่เทียวละว่า ที่แท้อาหลัวของเตียก็เป็นยอดพธูที่เป็นเลิศทั้งหน้าตาและฝีมือ!”

ขนอ่อนแต่ละเส้นบนแผ่นหลังของอาหลัวต่างลุกเกรียวเป็นตุ่มๆ ไปทั้งหลัง ความรู้สึกสมเพชตัวเองได้ผุดขึ้นในใจ

นี่มันต่างอะไรกับพ่อค้ามนุษย์ที่ยิ้มร่าอย่างยินดีเมื่อพบว่าสินค้าในมือสามารถขายได้ราคาสูงกว่าที่คิดอย่างผิดคาดอย่างนั้นหรือ? นางไม่มีทางยอมเป็นแต้มต่อรองในการขายลูกสาวแลกลาภยศของอัครเสนาบดีหลี่เด็ดขาด!

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ก็บีบน้ำตาออกมา เงยหน้าขึ้นมองอัครเสนาบดีหลี่แล้วพูดว่า

เหนียงก็แค่ทำเพื่ออาหลัวเท่านั้น เตียอย่าได้ตำหนิเหนียงอีกเลย อย่าว่าแต่อาหลัวก็แค่ดีดพิณได้เท่านั้น วิชาอื่นอย่างอักษรภาพวาดโคลงฉันท์กาพย์กลอนยังเรียนไม่ได้แม้แต่หนึ่งส่วนของเหนียงเสียด้วยซ้ำ หากเตียพอใจ อาหลัวจะเรียนกับเหนียงไปทีละอย่างๆ ก็แล้วกันเจ้าค่ะ น้ำเสียงของอาหลัวออดอ้อนถึงที่สุด

อัครเสนาบดีหลี่จ้องดวงตาที่รื้นน้ำตาของนางเขม็ง หัวเราะหึหึพูดว่า

นี่สิถึงจะเป็นลูกสาวที่น่ารักของเตีย ต่อไปห้ามมีอะไรปิดบังเตียอีกนะ ประเสริฐมาก!”

ฟูเหรินใหญ่ฉวยโอกาสพูดว่า

ข้าน่ะกลัวว่าองค์หญิงกับไท่จื่อรู้เรื่องนี้เข้าแล้วจะตำหนิโทษลงมานี่สิเจ้าคะ น้องเจ็ด อาหลัวทำลงไปเพื่อไม่ให้บ้านอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายต้องขายหน้ากลางงานเลี้ยง ตอนนั้นอาเหล่ยก็ดันใจเสาะ ดีน่ะดีอยู่หรอก จะกลัวก็แต่ขืนแพร่งพรายออกไปแล้วจะทำอย่างไรกันดีนี่สิ

อาหลัวจะไม่ดีดพิณอีกไปชั่วชีวิต ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครอื่นรู้ว่านางดีดพิณเป็นอยู่แล้ว สุ่มเลือกวิชาอื่นมาเรียนสัก 2-3 อย่างเชื่อว่าคงจะไม่เลวเช่นกันเจ้าค่ะ ฟูเหรินเจ็ดเอ่ยขึ้นทันควัน

อัครเสนาบดีหลี่พยักหน้า

เอาเถอะ มีชิงเหล่ยที่ดีดพิณได้คนเดียวก็พอแล้ว ชิงเฟยถนัดเขียนอักษร อาหลัว เจ้าจงตั้งใจเรียนร่ายกลอนกับแม่ของเจ้าไปก็แล้วกัน

อาหลัวเห็นสายตาของอัครเสนาบดีหลี่เอาแต่วนเวียนไปมืออยู่ที่มือของนาง ก็นึกหวาดกลัวสุดขีดอยู่ในใจ ร้องโพล่งออกมาว่า

อาหลัวเป่าตี๋ได้ด้วย! เหนียงบอกว่าข้ามีพรสวรรค์ด้านดนตรี กำลังว่าจะสอนให้ข้าอยู่เทียวเจ้าค่ะ

สายตาของอัครเสนาบดีหลี่ค่อยเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนในที่สุด

ประเสริฐ ร่ายกลอนเป็น เป่าตี๋เป็น ก็ดีเหมือนกัน

สุดท้ายอาหลัวก็ประคองฟูเหรินเจ็ดเดินออกจากห้องโถง ได้ยินอัครเสนาบดีหลี่พูดอย่างเย็นชามาอีกว่า

อวี้ถาง เจ้าจงสอนอาหลัวให้ดีๆ  นางอายุยังน้อย มีหลายเรื่องที่ยังไม่รู้ความ แต่เจ้ารู้ดี

ฟูเหรินเจ็ดกล่าวรับคำเบาๆ

 

กลับถึงสวนห่ายถัง น้ำตาอาหลัวก็ไหลออกมา ไม่ว่าจะเป็นยุคปัจจุบันหรือยุคโบราณ นางก็ไม่เคยรู้สึกถึงความกลัวที่หนักอึ้งขนาดนี้มาก่อน ต่อให้เป็นเมื่อตอนที่ข้ามมายังโลกต่างมิติแห่งนี้และกลายเป็นคนอีกคน ก็ยังไม่รู้สึกถึงความหวาดกลัวของการมีเหตุผลยากจะเอ่ยอย่างถนัดชัดเจนแบบนี้ หากไม่บอกว่าเป่าตี๋เป็น มือคู่นี้จะถูกอัครเสนาบดีหลี่ทำให้พิการไปเลยหรือไม่? เด็กสาวย่อมจะรู้สึกกลัวเป็นธรรมดา

อาหลัวบอกตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่าต้องใช้สมองคิดหาทางเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เป็นฝ่ายถูกกระทำแบบนี้

 

ใจกลางป่า ณ มุมตะวันออกเฉียงเหนือของวังอานชิงหวาง ภายในเรือนสามชั้นหลังเล็กหลังหนึ่งจุดตะเกียงสว่างไสว รอบบริเวณเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง

ฟังว่าเคยมีสาวใช้ที่อยากรู้อยากเห็นในวังนางหนึ่งเดินผ่านในป่ารอบเรือนสนวาตะแล้วเห็นว่ามีกระต่ายตัวหนึ่ง จึงไล่ตามเข้าไป และไม่ได้ออกมาอีกเลย ทุกคนในวังจึงต่างเลือกใช้ทางอ้อมและมองว่าที่นี่คือเขตหวงห้าม

เสี่ยวหวางเยี่ยเคยเรียกตัวหงอวี้กูเหนี่ยงซึ่งเป็นดาวเด่นของเรือนชำระบุปผาแห่งเมืองเฟิงเข้ามาขับร้องในเรือนสนวาตะ หงอวี้กูเหนี่ยงกลับไปแล้วได้เล่าว่า ที่พำนักของเสี่ยวหวางเยี่ยเงียบสงบสูงรสนิยม ปฏิบัติต่อแขกอย่างสุภาพเปี่ยมมารยาท ด้วยเหตุนี้เรือนสนวาตะจึงถูกวาดภาพว่าเป็นแหล่งพักพิงในใจของบรรดาสาวน้อยทั้งหลาย โดยหวังว่าจะสามารถอยู่ที่นี่กับเสี่ยวหวางเยี่ยอย่างหวานชื่นไปจนชั่วชีวิต

เวลานี้หลิวเจว๋กำลังเขียนภาพอยู่ สาวใช้ซือฮั่วฝนหมึกอย่างระมัดระวัง สายตาจับจ้องแต่เพียงแท่งหมึกในมือกับจานฝนหมึก ออกแรงอย่างสม่ำเสมอ ไม่เร็วไม่ช้า ระมัดระวังไม่ให้น้ำหมึกกระเซ็นออกมา และไม่ให้มีเสียงเสียดสี

หลิวเจว๋ค่อยๆ ขยับพู่กันวาดเป็นภาพสาวน้อยนางหนึ่งอย่างละเอียดประณีต กระโปรงยาวถูกกระหวัดพลิ้วขึ้นมา แล้วถูกหยกประดับบนปลายเชือกแพรถักที่ห้อยอยู่ข้างเอวกดเอาไว้ เรือนร่างนางอรชรอ้อนแอ้น ไหล่บอบบางลำคอระหง เรือนผมดำขลับเกล้าเป็นมวยสูงดูประดุจม่านหมอก ปักปิ่นหยกลายกล้วยไม้อยู่เฉียงๆ  บุคลิกงามสง่าโดดเด่น ก็คือภาพเหมือนของกู้เทียนหลิน บุตรสาวของอัครเสนาบดีกู้นั่นเอง

หลิวเจว๋มองภาพอย่างพอใจ แล้วยกพู่กันรวบรวมสมาธิ เพื่อจะแต้มวาดดวงตาบนใบหน้าของสาวงาม

ผู้คนกล่าวกันว่าวาดมังกรเติมตา พู่กันนี้ของหลิวเจว๋แต้มลงไป กู้เทียนหลินย่อมจะเดินออกมาจากในรูปทันที

ไม่ทราบเพราะเหตุใดในสมองของชายหนุ่มจึงผุดภาพดวงตาใสกระจ่างเป็นประกายคู่หนึ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หลับตาลงนึกถึงแววตาของกู้เทียนหลินอีกครั้ง แล้วลืมตาขึ้นแต้มพู่กันลงไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งวาดเสร็จสิ้น

หันมาพินิจโดยละเอียดอีกครั้ง ก็ต้องถือพู่กันตะลึงลาน ทำไมถึงได้วาดดวงตาของยายเด็กบ้านั่นได้เล่า?

ซือฮั่วแอบเหลือบดู คิดในใจว่าเป็นหญิงสาวที่สวยจริงๆ  เพียงแต่ดวงตาคู่นั้นทำไมถึงได้แฝงแววพยศ มีชีวิตชีวาเหมือนพูดได้อย่างนั้น ดูยังไงก็ไม่เหมือนดวงตาที่อยู่บนใบหน้าของคุณหนูผู้สำรวมเป็นกุลสตรีแบบนี้เลย

หางตาหลิวเจว๋กวาดมาเห็นสีหน้าของซือฮั่ว ชายหนุ่มมองภาพวาดดีๆ ที่ดันมาถูกดวงตาคู่นี้ทำเสียไปแล้ว ก็ยื่นมือออกไปหมายจะขยำภาพ ครั้นสายตาสบกับดวงตาในภาพ ก็หยุดชะงักลง ดูอยู่ครู่หนึ่งจึงสั่งซือฮั่วว่า

เอาไปใส่กรอบให้ดีๆ ซะ

ซือฮั่วก้มหน้ากล่าวรับคำเบาๆ

นิ้วของหลิวเจว๋เคาะโต๊ะเขียนภาพเบาๆ อยู่เนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยปากว่า

บ้านที่ไปร่วมในงานเลี้ยงดอกท้อมีกี่บ้านที่พาสาวใช้ไปด้วย? หือ?

หลิวอิงได้คุกเข่าอยู่ที่ห้องด้านนอกมาหนึ่งชั่วยามเต็มๆ แล้ว มายามนี้เมื่อได้ยินเสี่ยวหวางเยี่ยเอ่ยปากถาม ก็กล่าวตอบเสียงเบาว่า

องค์หญิงได้เชิญราชินีกุลมาเจ็ดครอบครัว บุตรภรรยาของขุนนางใหญ่ในราชสำนักสิบสี่ครอบครัว สาวใช้ที่ครอบครัวเหล่านี้พาไปด้วยมีจำนวนทั้งสิ้นห้าสิบเจ็ดนาง ได้เชิญคุณชายในเมืองเฟิงมาต่างหากอีกยี่สิบสามคน ต่างไม่ได้พาสาวใช้มาด้วยทั้งสิ้น ในสาวใช้ทั้งห้าสิบเจ็ดนางสู่เซี่ยได้ตรวจเทียบดูแล้ว หามีเด็กหญิงคนนั้นไม่ องค์หญิงพาสาวใช้ไปด้วยแปดนาง ในเคหาสน์มีสาวใช้หนึ่งร้อยสี่สิบหกนาง ก็ไม่มีเช่นกัน

หลิวเจว๋ยิ่งฟังหน้าก็ยิ่งปั้นยาก เมื่อนึกถึงว่าเด็กหญิงคนนั้นทำให้เขาหลงกลสำเร็จถึงสองครั้งในหนึ่งวัน แล้วกลับหาตัวนางไม่พบนี่น่ะนะ? เสี่ยวหวางเยี่ยแห่งวังอานชิงหวางคนนี้กลับมาถูกนางเล่นงานสลบจับมัดกับต้นไม้แล้วยังปล้นเงินไปอีกต่างหาก ขืนเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เขาขอกระโดดแม่น้ำตูหนิงฆ่าตัวตายไปให้รู้แล้วรู้รอดเสียยังจะดีกว่า

หลิวอิงเห็นเส้นเลือดบนหลังมือของเสี่ยวหวางเยี่ยผุดนูนขึ้นมา ในใจทราบดีว่านี่เป็นความอัปยศอย่างมหันต์สำหรับท่าน แต่ตัวเขาดันยืนลังเลอยู่ใกล้ๆ เพราะนึกว่าจู่ซ่างมีเจตนาอื่นแอบแฝงเสียนี่ แต่เรื่องนี้จะโทษเขาได้หรือ? ด้วยระดับวิทยายุทธ์ของจู่ซ่างทำไมถึงมาถูกเด็กผู้หญิงคนหนึ่งใช้มือฟันสลบเหมือดได้กันเล่า? แล้วยังดันหาตัวเด็กคนนั้นไม่พบเสียด้วย

หลิวอิงลังเลเล็กน้อย แล้วปลุกใจให้กล้าพูดขึ้นว่า

จู่ซ่าง จะเป็นลูกสาวของพรานล่าสัตว์ในหมู่บ้านละแวกนั้นได้หรือไม่ขอรับ?

หลิวเจว๋ถลึงตา ตรวจสอบ!”

หลิวอิงน้อมคำนับ แล้วรีบร้อนจากไป

 

 

 

 

<>::<>::<>::<>::<>::<>

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 48 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,352 ความคิดเห็น

  1. #2311 yaos (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 กันยายน 2555 / 04:51
    สนุกอ่ะ ติดลมเลยเรา
    #2,311
    0
  2. #2143 mymymy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 / 08:21
     เมื่อก่อนก็ไม่ชอบหน้าหลิวเจว๋เพราะเอาเเต่แกล้งอาหลัวว

    เเต่พอมาอ่านอีกที  น่าเสียดายที่อาหลัวน่าจะแกล้งให้มันเเรงๆไปซะเลย  ฮิๆๆๆๆ
    #2,143
    0
  3. #582 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2553 / 17:47
    อาหลัวเอ่ย อย่างนี้เขาเรียกว่า ชักดาบผิดเวลา เกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้วไหมล่ะ ส่วนเจ้าหลิวเจ๋ว ระวังเส้นเลือดในสมองแตกนะเฮีย
    #582
    0
  4. #580 hane (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2553 / 16:42
    บอกหลิวเจว๋ว่าไม่ต้องตามหาหรอก เดี๋ยวก็เจอ อิอิ ท่าทางจะแค้นมากแต่เข้าใจผิดว่าเป็นสาวใช้แล้วจะเจอไหมนี่
    #580
    0
  5. #579 kasia satannia (@kasia) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2553 / 15:54
    โชคดีนะเนี่ย ที่อาหลัวบอกว่าเป่าตี๋เป็นไม่อย่างนั้นล่ะก็...ไม่อยากไปคิดเล้ย

    ว่าแต่...หลิวเจว๋นี่ยังไง ดูท่าจะแค้นฝังหุ่นมากๆเลยนะเนี่ย-0-
    #579
    0
  6. #573 GaKaMaLe (@inmy) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2553 / 01:33

    ฮ่าๆๆ ชอบพระเอกอย่างมากหงะๆๆๆ วาดผู้หญิงอีกคนแต่กลับเติมตานางเอกลงไป พอจะเอาไปทำลาย พอเห็นตานางเอกยังบอกให้เอาไปใส่กรอบ ฮ่าๆๆๆ

    #573
    0
  7. #572 love (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2553 / 00:44
    ชอบหลิวเจว๋ >
    #572
    0
  8. #570 ~HermaphroditE~ (@zedyx101) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2553 / 23:30
     ไ่ม่ชอบพ่ออาหลัวเลยจริงๆ - -*
    #570
    0
  9. #569 kataiyai (@kataiyai) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2553 / 23:10

    ดุกันจังเลย

    แต่เข้าใจพ่อนางเอกนะ

    ความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูงน่ะ

    มีสิทธิ์ถูกประหารทั้งตระกูลเลย 

    เพราะถือเป็นการลบหลู่ 

    แถมเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู จะได้ไม่มีใครกล้า

    #569
    0
  10. #567 ~aIrI~ (@sassygirlygirl) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2553 / 21:43

    เฮ้ออ  กดดันกดดัน  อ่านแล้วรู้สึกเหมือนโดนทับ โลกนี้ช่างโหดร้าย

    โชคดีหน่อยที่ได้หลิวเจว๋มาทำฮากู้เสียงหัวเราะ  555+

    #567
    0
  11. #565 Fround (@Fround) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2553 / 20:16

    สี่ยังรู้พลาด สี่ปราชญ์ยังรู้พลั้ง

    รับรู้ถึงคำนี้ได้ทันที ต่อให้มีสติปัญญาดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่รอบคอบก็ฉลาดจนตรอกอยู่ดี

    แต่ทำไปแล้ว ก็ต้องลุยรอผลต่อไป

    #565
    0
  12. #564 hane (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2553 / 17:31
    นางเอกนี่เก่งใช้ได้นะ คุณพระเอกสลบเลย โฮะๆๆๆ แต่ท่าทางหลิวเจว๋จะแค้นฝังหุ่น



    #564
    0
  13. #560 kikunae.sara (@kikunaesara) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2553 / 11:31
    ฮา หลิวเจว๋เสียทีเด็ก อยากอ่านการพบหน้าครั้งต่อไปแล้ว ว่าจะเป็นคู่กัดกันขนาดไหน
    #560
    0
  14. #557 kasia satannia (@kasia) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2553 / 22:07
    ฮาตรง หลิวอิงที่ไม่คิดว่าหลิวเจว๋จะสลบจริงนี่ล่ะค่ะ555

    น่าสงสารๆ ว่าแต่อาหลัวก่อเรื่องเข้าแล้วสิ งานเข้าซะแล้วๆ

    คิดถึงพระรองใจจะขาดแล้วค่า
    #557
    0
  15. #555 K66z (@wanmunkem) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2553 / 20:35
    หลิวเจว๋กับอาหลัวสองคนนี้หยอก(?)กันน่ารักดีนะค่ะ
    #555
    0
  16. #552 •ami• (@keylynn) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2553 / 19:21
    อ่านเรื่องเล่าแบบย่อๆกับอ่านแบบเต็มๆ นี่มันคนละฟิวจริงๆ

    พอถึงตรงนี้ก็ตัดสินใจได้แล้วล่ะค่ะว่าคงต้องเสียตังซะแล้วสิเรา
    #552
    0
  17. #551 ^o^ ตังกี๋ ^o^ (@kidoodi003) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2553 / 18:39
    อย่างอาหลัวก็ต้องเหมาะกับหลิวเจว๋อยู่แล้ว

    ร้ายพอกัน 55+

    เหมือนว่าจะยังไม่เห็นกู้เทียนเสียงนี่นะ

    ในเรื่องย่อตอนโน้นก็เหมือนว่าพี่แกจะยังไม่มีบทเหมือนกัน
    #551
    0
  18. #550 ~aIrI~ (@sassygirlygirl) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2553 / 18:04
    อ๊ายยย คิดถุงงงงง

    เพิ่งสอบแกะแพะรอบสองเสร็จ เลยได้ฤกษ์มาอ่านแล้วค่า

    หลิวเจว๋มาแล้ว ทะเลาะกับเด็ก 555+ แต่อ่านไปหัวเราะไม่ค่อยจะออก แอบจำได้ว่าตอนอ่านเรื่องย่อมีเรื่องหนึ่งที่ติดใจมากและคอยกวนใจตลอดคือเรื่องความเป็นอยู่ของนิ้วนางเอก T_T

    บ้านนี้เหมือนสนามรบจริงๆ น่ากลั๊วน่ากลัว ผู้ใหญ่บ้าน เอ้ย ท่านเจ้าพ่อแกเข้มอ่ะ ต้าฟูเหรินก็ระเบียบจัด อะไรก็ดูไม่ปลอดภัย ยังกะว่าก้าวพลาดซักก้าวจะเหยียบลูกระเบิดตาย

    อาเหนียงนี่ล่ะ ปกติที่สุดแล้ววว แอ้วว แอ้ววว

    ข้างล่างคะ อย่าเพิ่งดราม่ากันเอง ดูสงครามเย็นในคฤหาสน์ตระกูลหลี่ ไม่ต้องอินขนาดน้านนน

    ตามไปดูหนุ่มหล่อยุคโบราณที่พี่หลีทิ้งลิ้งค์เอาไว้ให้ดีกว่าค่ะ http://www.tangqigongzi.com/viewthread.php?tid=821&extra=page%3D1 จะได้ใจร่มๆ แอร๊ยยย หรือไม่ก็เลือดสูบฉีดยิ่งกว่าเดิม 5555+
    เยอะจริงๆอะพี่หลี ตั้งหลายรูปที่ยังไม่มี เซฟหนุ่มหล่อยุคโบราณให้คอมระเบิดไปเลย(ล้อเล่นนะลูก อย่าเพิ่งระเบิด! เดี๋ยวไม่มีอะไรดูเป็นแรงใจ 555+) ลิ้งค์นี้แอบเก็บไว้ก่อนดีกว่า หาเวลาว่างๆค่อยมาเซฟ ท่าทางจะกินเวลามิใช่น้อย

    มาอ่านงานแปลพี่หลีแล้วเหมือนฟื้นคืนชีพจริงๆนะคะเนี่ยย หนูพร้อมไปลุยการบ้านต่อแล้ว

    หาความสุขมาก่อนการบ้านน่ะค่ะ 555+ จะได้มีสมาธิดีๆ ทฤษฏีนี้คิดเอาเอง แบบเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง -..-

    สู้ๆนะค้าพี่หลี จุ๊บๆ


    edit :  จัดบรรทัด

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 11 กรกฎาคม 2553 / 18:09
    #550
    0
  19. #549 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2553 / 17:59
    เห้อ พรหมลิขิตเสียล่ะมั้ง ว่าแต่ยิ่งทำแบบนี้หลิวเจ๋วยิ่งโกรธน่ะสิ  แหม เฮียแกโดนซะหน้าเขียวหน้าเหลืองแบบนี้ ดูท่าจะไม่จบง่ายๆ
    #549
    0
  20. #547 ~HermaphroditE~ (@zedyx101) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2553 / 16:01
    ฮาเล็กๆ... หลิวเจว๋ทะเลาะกับเด็กผู้หญิง
    #547
    0
  21. #544 นันท์ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2553 / 13:00


    อยากอ่านฉากระหว่างพระเอกกับนางเอกเยอะๆ จังเลย



    ยังไงตอนเย็นไรเตอร์มาอัพต่ออีกนิดเถอะนะ ดึกๆ ก็ได้ อยากอ่านมากเลย
    #544
    0
  22. #543 love (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2553 / 12:22
    อาหลัวร้ายมากกก 555
    #543
    0
  23. #542 GaKaMaLe (@inmy) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2553 / 11:19

    ฮ่าๆๆๆ อยากอ่านตอนที่นางเอกกับพระเอกมาเจอกันเยอะๆๆ

    #542
    0
  24. #541 ravi279 (@ravi279) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2553 / 10:40
    อย่างฮาเลยค่ะ ตอนแรกกะว่าจะอ่านตอนเป็นเล่มเลย
    แต่..อดใจไม่ไหว
    รักษาสุขภาพนะคะ
    #541
    0
  25. #540 romancer (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2553 / 10:35
    อ่านฉากหลิวเจ๋วพบนางเอกแล้ว ฮามาก รังแกเด็กชัดๆ

    จะติดใจอะไรนักหนากับเด็กสาวแก่นเซียวคนหนึ่งว้าเนี่ย - -"

    สุดท้ายโดนนางเอกซัดไปที คงเป็นบทเรียนได้ดีทีเดียว
    #540
    0