ม่านม่านชิงหลัว

ตอนที่ 6 : บทที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,573
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    15 ธ.ค. 55

.

คำผิดทุกคำที่ปรากฏในเนื้อหา เป็นคำผิดที่ผู้แปลเจตนาทิ้งเอาไว้เพื่อป้องกันการ copy ทั้งสิ้นค่ะ

 

http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=543762&chapter=12

 

 

บทที่ 5

 

 

เงินเดือนในแต่ละเดือนของฟูเหรินเจ็ดกับชิงหลัวรวมกันก็แค่สิบตำลึงเท่านั้น เพียงพอสำหรับจ่ายค่าใช้จ่ายของสวนห่ายถังได้อย่างถูไถ นับตั้งแต่อัครเสนาบดีหลี่ได้ทราบว่าชิงหลัวไม่ได้ไม่มีความถนัดใดเลยสักอย่าง เงินเดือนก็เพิ่มพรวดขึ้นเป็นยี่สิบตำลึงทันที

ตั๋วแลกเงินที่เอามาจากหลิวเจว๋ หลังจากที่ฟูเหรินเจ็ดตรวจดูอย่างละเอียดแล้วว่าไม่ได้มีตราสัญลักษณ์พิเศษอะไร ก็มอบให้จางมาแอบไปวานให้คนอื่นนำไปแลกให้ที่ร้านเงิน มีจำนวนถึงสี่ร้อยกว่าตำลึง

คนเทียบคน คนเจ็บใจ หลิวเจว๋แค่ยัดเงินใส่กระเป๋าส่งๆ ก็ยังมากถึงหลายร้อยตำลึง มากพอให้คนในสวนห่ายถังทั้งสี่กินไปได้ตั้งหลายปี อาหลัวเชื่ออย่างปักใจว่ามีเงินสิถึงจะมีเหตุผล ไม่ว่าไปถึงที่ไหนพี่รูเหลี่ยมล้วนแต่เป็นทูตที่ดีที่สุดทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้เด็กสาวจึงตัดสินใจว่าจะออกจากคฤหาสน์ไปหาโอกาสหาเงิน

ฟูเหรินเจ็ดมองอาหลัวอย่างกลุ้มใจ

เดือนหน้าเจ้าเพิ่งจะอายุครบสิบสามปีเท่านั้น ปกติไม่เคยย่างเท้าออกจากบ้าน เหนียงจะวางใจได้อย่างไร?

อาหลัวพูดว่า ปกติข้าก็เคยได้ยินได้ฟังธรรมเนียมต่างๆ และเรื่องราวของผู้คนในเมืองเฟิงมามากมาย ทั้งยังแอบหาหนังสือมาอ่านอีกหลายต่อหลายเล่ม จึงไม่ถึงกับไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับแคว้นหนิงเลย อีกอย่าง ระดับสติปัญญาของอาหลัวเหมือนเด็กอายุสิบสามปีจริงๆ หรือ?

ฟูเหรินเจ็ดยังคงไม่วางใจอยู่ดี อาหลัวจนปัญญาจะพูดเกลี้ยกล่อม จึงลากฟูเหรินเจ็ดไปที่ป่าไผ่ ใช้ฝ่ามือดาบฟันลำไผ่อวบใหญ่ลำหนึ่งปริแตกต่อหน้านาง ทั้งยังแสดงพลังหมัดพลังเตะไปอีกรอบ ที่ที่หมัดเท้าไปถึง ใบไผ่ต่างปลิวว่อน พอจะมีอานุภาพน่าเกรงขามอยู่หลายส่วน

ฟูเหรินเจ็ดตกตะลึงตาค้างในบัดดล อาหลัวหัวเราะพลางดึงมือนาง

ตอนยังเด็กมีอยู่วันหนึ่งข้านอนไม่หลับ จึงวิ่งออกมาเล่นในสวน แล้วได้พบกับลุงที่กำลังใช้หมัดเท้าคนหนึ่ง เขาเป็นคนสอนข้าเอง หลังจากสอนวิธีฝึกฝนให้เสร็จท่านก็จากไป ท่านกำชับข้าว่าห้ามบอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด เหนียง ในคฤหาสน์หลังนี้ก็มีแต่ท่านเท่านั้นที่ทราบ ครั้งก่อนเสี่ยวหวางเยี่ยของวังอานชิงหวางก็ถูกหนึ่งฝ่ามือของข้านี่แหละฟันสลบ

ฟูเหรินเจ็ดเอามือปิดปากเด็กสาวทันควัน มองท่าทางภูมิอกภูมิใจของอาหลัวแล้ว ก็ทั้งฉิวทั้งขันทั้งตื่นเต้นยินดี

อาหลัว คราวนี้ก็ได้การละ หากจนหนทางเข้าจริงๆ  ต่อให้เจ้าไปจากคฤหาสน์อัครเสนาบดี ก็คิดว่าน่าจะสามารถหนีไปตามลำพังได้แน่ๆ

อาหลัวกอดนางไว้

จะไปก็ต้องไปด้วยกัน ข้าไม่มีทางยอมทิ้งท่านไว้ที่นี่คนเดียวหรอก

ในโลกต่างมิติแห่งนี้ ฟูเหรินเจ็ดคือความทรงทำที่อบอุ่นมากที่สุดของนาง คนไม่ใช่ท่อนไม้ เจ็ดปีที่อยู่ด้วยกัน อาหลัวได้ถือฟูเหรินเจ็ด เสี่ยวอวี้ และจางมาเป็นญาติสนิทไปแล้ว

เสี่ยวอวี้อายุสิบหกปีแล้ว ฟูเหรินเจ็ดนำเงินออกมาหนึ่งร้อยตำลึงจะให้นางออกจากคฤหาสน์ไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจากนั้นก็หาคนแต่งงานด้วยสักคน เสี่ยวอวี้ไม่ยอม ร้องไห้พลางพูดว่า

เสี่ยวอวี้ไม่มีญาติเหลืออยู่ในโลกนี้แล้ว ตอนนั้นก็อาศัยว่าฟูเหรินมอบเงินให้เสี่ยวอวี้นำไปฝังแม่ทั้งสิ้น มาตอนนี้จะให้เสี่ยวอวี้ไปที่ไหนกันเล่า?

ฟูเหรินเจ็ดพูดว่า ขืนรั้งอยู่ที่คฤหาสน์อัครเสนาบดีสุดท้ายเจ้าจะไม่ได้แต่งงานออกเรือนเอานะ

เสี่ยวอวี้เอาแต่ส่ายหน้า ฟูเหรินกับเสี่ยวเจี่ยดีต่อเสี่ยวอวี้เหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ให้เสี่ยวอยู่เถอะเจ้าค่ะ คุณหนูยังเล็กนัก

อาหลัวประคองเสี่ยวอวี้ขึ้นมา พูดว่า

ต่อไปเจ้าก็คือพี่สาวของข้าล่ะนะ เราจะเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไม่มีทางทิ้งเจ้าเด็ดขาด

จากวันนั้นเป็นต้นมา ฟูเหรินเจ็ดก็สอนให้เสี่ยวอวี้เป่าขลุ่ยตี๋ด้วย เพื่อป้องกันวันไหนอาหลัวออกจากคฤหาสน์ไปไม่อยู่ เสี่ยวอวี้จะได้เข้าไปเป่าตี๋ในป่าไผ่เป็นตัวแทนได้

นับตั้งแต่รับปากอัครเสนาบดีหลี่ว่าจะตั้งใจฝึกเป่าตี๋ ในยามเช้าตรู่อาหลัวมักจะเดินเข้าไปในป่าไผ่หลังเรือนเพื่อฝึกเป่าเพลงตี๋

ป่าไผ่ในยามเช้าตรู่อากาศสดชื่น มีเสียงนกร้องจิ๊บจิ๊บ ไม่มีใครรบกวน เด็กสาวเป่าไปได้ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงเป่าเพลงเซียวดังมาจากด้านนอกกำแพงคฤหาสน์ ร่วมประสานเข้ากับเสียงเป่าตี๋พอดี อาหลัวเริ่มจะคึกคักขึ้นมา คนที่เป่าเซียวนั่นมาอีกแล้ว

เด็กสาวค่อยๆ เป่าจนจบหนึ่งเพลง แล้วลดตี๋ลง เสียงเซียวที่ด้านนอกเองก็ค่อยๆ ครวญแผ่วลงจนจางหายไป

เสียงเป่าเซียวนี้เริ่มปรากฏหลังจากที่อาหลัวเข้ามาเป่าตี๋ในป่าไผ่ได้ประมาณหนึ่งเดือน หลังจากนั้นทุกครั้งที่ถึงยามเช้าตรู่ เมื่อนางมาเป่าตี๋ที่นี่ เสียงเซียวก็จะดังขึ้นร่วมประสาน ช่วงแรกๆ ฝีมือของอาหลัวยังไม่ชำนาญดีนัก จากนั้นเมื่อค่อยๆ เป่าตามเสียงเซียว ฝีมือกลับเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ  ฟูเหรินเจ็ดพูดอย่างปลาบปลื้มว่า

ลูกสาม พิณเซียวตี๋ล้วนแต่เป็นครอบครัวเดียวกัน เจ้าดีดพิณได้เหนือล้ำกว่าเหนียงในกาลก่อนอยู่แล้ว ตี๋เองก็เรียนรู้ได้เร็วมาก มากพอที่จะรายงานผลต่อพ่อของเจ้าได้แล้ว

นับจากนั้นมาอาหลัวก็ไม่ได้มุ่งมั่นตั้งใจกับการฝึกเป่าตี๋อีก เอาแค่พอรายงานผลได้ก็พอแล้ว เด็กสาวคิดว่ายังไงก็ต้องออกไปนอกคฤหาสน์ดูถึงจะดี รีบทำความคุ้นเคยกับเมืองเฟิงให้เร็วที่สุด แล้วหาทางให้ได้สักทาง

 

กำแพงล้อมคฤหาสน์อัครเสนาบดีสูงแปดฉื่อ ก่อจากอิฐเขียวปิดล้อมสนิททุกด้าน ไม่มีรอยร่องแม้แต่น้อย

เสี่ยวอวี้เฝ้าอยู่ที่นอกป่าไผ่ สองคนปรึกษากันเป็นที่เรียบร้อยว่าหากเกิดเรื่องใดขึ้นให้ใช้เสียงตี๋เป็นสัญญาณ

อาหลัวเดินเข้าไปหาตามกำแพงล้อมริมป่าไผ่ เด็กสาวค่อยๆ เดินเลียบไปตามกำแพงช้าๆ หนึ่งรอบพร้อมกับพินิจดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็ไม่พบว่ามีรูโหว่ที่ตรงไหนสักแห่ง จึงนึกด่าในใจว่าทำไมทีเวลาแบบนี้ล่ะไม่ยักมีการก่อสร้างแบบแอบลักไก่บ้างเลยนะ!

ขณะที่กำลังผิดหวังนั่นเอง ก็พลันมองเห็นหินหลิงหลงขนาดใหญ่หลายก้อนกองสุมอยู่ตรงริมกำแพง คาดว่าคงจะเหลือจากตอนที่สร้างสวน เนื่องจากวางทิ้งไว้มานาน บนหินจึงมีตะไคร่และหญ้าวัชพืชขึ้นคลุม

เด็กสาวรวบแขนเสื้อขึ้นลองไปย้ายหิน ถึงแม้หินหลิงหลงจะเบา แต่ก่อนที่ใหญ่ก็หนักกว่าร้อยกิโลกรัม อาหลัวสูดหายใจแล้วออกแรงยก หินหลิงหลงขยับเล็กน้อย เด็กสาวดีใจอย่างมาก มองดูตำแหน่ง แล้วเดินออกไปจากป่าไผ่ ยิ้มหวานให้เสี่ยวอวี้

วันรุ่งขึ้น ฟูเหรินเจ็ดเฝ้าอยู่ที่นอกป่าไผ่ด้วยตัวเอง อาหลัวกับเสี่ยวอวี้ถือไม้พลองอวบใหญ่สองเล่มมายังตำแหน่งเมื่อวานนี้

เสี่ยวอวี้มองดูหินหลิงหลงอย่างทำอะไรไม่ถูก

คุณหนู นี่น่ะปกติต้องให้ผู้ชายหลายคนช่วยกันยกถึงจะขยับนะเจ้าคะ เราสองคนจะไหวหรือ?

อาหลัวพูดยิ้มๆ พวกเราน่ะใช้หลักคานงัดนะ ไม่ต้องใช้แรงมากมายนักก็ได้ อาร์คีมีดีสพูดว่า ขอจุดยืนที่มั่นคงให้ข้าสักจุด แล้วข้าจะขยับโลกให้ดู[1]หินไม่กี่ก้อนแค่นี้นับเป็นอย่างไรได้

เสี่ยวอวี้ฟังไม่รู้เรื่องสักนิด

มีดีอะไรจุดหมุนอะไรกันเจ้าคะ คุณหนูพูดอะไรกันน่ะ?

อาหลัวหัวเราะหึหึไม่ต้องเข้าใจหรอก เจ้าแค่ทำตามข้าก็พอ

ว่าแล้วก็สอนให้เสี่ยวอวี้สอดไม้พลองเข้าไปในร่องใต้หินหลิงหลง ตามด้วยหาก้อนหินที่แข็งแรงพอมาเป็นจุดหมุนหนึ่งก้อน จากนั้นอาหลัวออกแรงกดปลายไม้พลองลง งัดหินหลิงหลงเผยอขึ้นสูง เสี่ยวอวี้เข้าไปผลักหินหลิงหลง หินหลิงหลงก็ค่อยๆ กลิ้งไปยังตำแหน่งริมกำแพงที่เล็งไว้ทีละนิดๆ

เสี่ยวอวี้ตบมืออย่างดีใจ อาหลัวพ่นลมออกมาดัง ฮู่ แล้วทั้งสองก็ช่วยกันงัดหินก้อนที่เล็กกว่าหน่อยและเริ่มจัดเรียงตำแหน่ง

ไม่กี่วันให้หลัง เมื่อฟูเหรินเจ็ดมาถึงริมกำแพง ก็เห็นเพียงกอไผ่ 2-3 กอกับกอเถาวัลย์ 2-3 กอโดยไม่เห็นทางสำหรับออกไปนอกคฤหาสน์ ขณะที่กำลังนึกสงสัย อาหลัวก็ดึงตัวนางให้อ้อมไปที่ด้านหลัง

หินหลิงหลงกองหนึ่งจัดวางได้อย่างสูงต่ำลดหลั่นกัน เดินขึ้นไปตามกองหินแล้วสามารถขึ้นไปบนสันกำแพงได้อย่างง่ายดาย

ฟูเหรินเจ็ดกับอาหลัวแอบโผล่ศีรษะออกไปดู ข้างนอกกลับเป็นถนนขนาดเล็กเส้นหนึ่ง ผ่านไปอีกมีแม่น้ำเล็กๆ อยู่สายหนึ่ง รอบด้านไร้ผู้คน ทั้งสองต่างลอบยิ้มพลางลงมาจากบนกำแพง อ้อมมายังด้านหน้า

ฟูเหรินเจ็ดกล่าวชมว่า ดูจากด้านหน้าแล้ว มองไม่เห็นร่องรอยอะไรเลยสักนิด

อาหลัวพูดยิ้มๆ อย่างได้ใจข้ากับเสี่ยวอวี้เสียเวลาไปตั้งแยะเชียวนะกว่าจะขนเถาวัลย์มาบังเอาไว้ได้

กลับไปถึงในเรือน ฟูเหรินเจ็ดย้อนนึกทบทวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้ววาดภาพตำแหน่งของคฤหาสน์อัครเสนาบดีออกมา คาดเดาว่าแม่น้ำที่นอกกำแพงสายนั้นไหลออกมาจากในวังหลวงตรงเขาอวี้เซี่ยง แม่น้ำสายเล็กไหลออกประตูตะวันออกไปก็จะไปรวมตัวลงสู่แม่น้ำตูหนิง พร้อมกันนี้ก็ได้วาดภาพแผนผังเมืองเฟิงคร่าวๆ จากความทรงจำอีกด้วย

อาหลัวรวมรายละเอียดที่บันทึกอยู่ในหนังสือเข้ากับภาพที่ฟูเหรินเจ็ดวาดขึ้น จึงค่อยได้รู้จักภาพรวมของเมืองเฟิง

นอกกำแพงเมืองทิศใต้ของเมืองเฟิงคือแม่แม่น้ำตูหนิง ด้านตะวันตกคือทุ่งหญ้า มุ่งหน้าตรงไปทางตะวันตกเรื่อยๆ  ผ่านเมืองเปียนไปก็จะเดินทางไปถึงแคว้นฉี่

ด้านตะวันออกคือเขาอวี้ชุ่ย เคหาสน์เก็บมรกตขององค์หญิงพิทักษ์แผ่นดินสร้างอยู่ตรงเชิงเขาลูกนี้เอง สวนล่าสัตว์ของราชวงศ์ก็อยู่ที่นี่เช่นกัน ข้ามผ่านเขาอวี้ชุ่ยไปคือป่าดงดิบดึกดำบรรพ์กว้างไพศาลไร้ขอบเขตแห่งเขาเฮยซาน ข้ามไปอีกคือทุ่งหญ้าหม่างตู้ ซึ่งเป็นพรมแดนของแคว้นหนิงกับแคว้นอานด้วยเช่นกัน ข้ามต่อไปทางตะวันออกอีกคือทะเลเยว่หลีห่ายที่ไร้ขอบเขต

ด้านเหนือของเมืองเฟิงคือเขาอวี้เซี่ยง วังหลวงถูกสร้างอิงภูเขา ยอดของเขาอวี้เซี่ยงแทงทะลุเข้าไปในชั้นเมฆ มีหิมะสะสมตลอดทั้งปี น้ำพุซุ่ยอวี้ซึ่งเกิดจากหิมะน้ำแข็งละลายได้ไหลออกมาจากวังหลวงโดยสี่ฤดูไม่มีแห้งเหือด แล้วค่อยแยกย้ายกระจายไปเป็นแหล่งน้ำยังฟื้นที่ต่างๆ ภายในเมือง ด้านหลังของเขาอวี้เซี่ยงก็เป็นป่าดงดิบเขาเฮยซานเช่นกัน ข้ามไปอีกก็จะเชื่อมต่อกับพรมแดนแคว้นอาน

ด้านทิศใต้ผ่านแม่น้ำตูหนิงไปแล้ว หลังจากผ่านเมืองไปอีกสามสิบเมืองบรรลุถึงแม่น้ำฮั่นสุ่ย ข้ามแม่น้ำไปก็จะเป็นแคว้นเฉิน ส่วนทิศตะวันตกเฉียงใต้คั่นด้วยแม่น้ำฮั่นสุ่ยคือแคว้นเซี่ย

เมืองเฟิงมีกำแพงเมืองเพียงสามแห่ง อิงภูเขาติดแม่น้ำแข็งแกร่งมั่นคงดุจกำแพงเหล็กคูน้ำเดือด มีป่าดงดิบผืนใหญ่ขวางกั้นจากแคว้นอานจึงไม่ต้องกังวลภัยจากด้านหลัง ถือเป็นปราการป้องกันด่านสุกท้ายของแคว้นหนิง

แคว้นหนิงรุ่งเรืองสงบสุข ไม่มีสงครามมาหลายสิบปี

ตำแหน่งที่วังหลวงตั้งอยู่ได้สร้างถนนขนาดใหญ่มุ่งเป็นเส้นตรงสู่ประตูเมืองทิศใต้ และได้ตัดกับถนนใหญ่เชื่อมประตูเมืองทิศตะวันออกกับตะวันตกที่กลางเมืองเป็นรูปกากบาท ภายในเมืองจึงถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วนโดยปริยาย

ส่วนตะวันตกเฉียงเหนือคือที่ตั้งของสถานที่ราชการ เป็นเขตที่ทำการ

ส่วนตะวันออกเฉียงเหนือคือเขตที่อยู่อาศัยของราชนิกุล ขุนนางใหญ่ เรือนพักหลวงของราชทูตทุกคน เป็นย่านคนรวย

ส่วนตะวันตกเฉียงใต้เป็นย่านคนจน ย่านที่อยู่อาศัยของชาวบ้านทั่วไป

ส่วนตะวันออกเฉียงใต้เป็นย่านการค้า

ภายในแต่ละส่วนต่างมีร้านน้ำชาร้านสุราร้านอาหารตั้งอยู่มากมายแน่นหนา ส่วนภายในย่านการค้าจะมีตรอกหอนางโลม ร้านค้าของพ่อค้าจากต่างถิ่น เหลาและโรงเตี้ยมระดับสูงสุด สำนักโคมเขียวระดับสูงสุด ร้านค้าจากต่างแคว้นระดับสูงสุด ออกจากประตูทิศใต้ไป บนแม่น้ำตูหนิงยังมีเรือสำราญนับจำนวนไม่ถ้วน

สรุปคือ ที่นี่ก็คือเมืองใหญ่ระดับสากลที่แบ่งเขตการใช้งานอย่างกระจ่างชัดเจนและคึกคักรุ่งเรือง

ที่ซึ่งอาหลัวจะไปเดินดูเป็นแห่งแรกหลังออกไปจากคฤหาสน์ก็คือย่านร้านค้า เด็กสาวต้องการหาเงิน ต้องการข่าวสาร และต้องการทำความเข้าใจพื้นที่แปลกหน้าแห่งนี้ สถานที่ซึ่งยังไม่ได้บุกเบิกมักจะมีแดนถิ่นดอกท้อนอกโลกีย์ซ่อนเร้นอยู่ อาหลัวเชื่ออย่างปักใจว่านางจะต้องสามารถหามันพบได้ ตัวนางในเวลานี้ไม่มุ่งหวังที่จะยิ่งใหญ่ระบือลือลั่นอยู่ในยุคโบราณ จะมุ่งหวังก็แค่เพียงสามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขปลอดภัย มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องทุกเรื่องของตัวเองเป็นพอ

 

วันนี้ชิงหลัวตื่นแต่เช้าตรู่ ชั้นในสุดสวมเสื้อจงอีกระชับตัว ชั้นนอกคลุมเสื้อนอกตัวยาวสีเงินไว้หลวมๆ  มัดผมเรียบร้อย คาดสายรัดเอวหยกเรียบร้อย ลองส่องกระจกดู บนกระจกได้ปรากฏภาพหนุ่มน้อยมีสง่าราศีรูปงามประดุจหยกคนหนึ่ง

ฟูเหรินเจ็ดช่วยทาผิวของเด็กสาวที่โผล่ออกมานอกร่มผ้าให้เป็นสีน้ำตาล และเสริมคิ้วให้ดูดกหนาขึ้น อาหลัวเอ่ยปากพูดโดยดัดเสียงให้ทุ้มลง นึกถึงวิธีการเดินแบบก้าวยาวๆ ที่เคยเป็นเมื่อก่อน ท่วงทีกิริยามองไม่เห็นวี่แววขวยอายของหญิงสาวแม้แต่น้อย

อาหลัวพอใจมาก ฟูเหรินเจ็ดวางใจมาก พูดยิ้มๆ ว่า

หากไม่ใช่คนคุ้นเคยจะต้องไม่รู้เป็นแน่ว่าเจ้าเป็นผู้หญิง

ออกเคลื่อนไหวครั้งแรกให้ความรู้สึกประหม่าตื่นเต้นและลุ้นระทึก อาหลัวข้ามผ่านสันกำแพงไปอย่างสบายๆ  แล้วหยิบบันไดถักจากเชือกป่านเส้นหยาบใหญ่ออกมาโรยลงไป คิดในใจว่า แบบนี้ง่ายกว่าปีนหน้าผามือเปล่าตั้งเยอะ นี่ถ้าเป็นวิชาตัวเบาก็ดีสิ บินไปก็บินมาอิสระออกจะตาย นึกถึงวิชาตัวเบาของหลิวเจว๋แล้วชักจะอิจฉา ถ้าไม่ได้ผูกความแค้นกันละก็ ไปขอให้เขาเป็นอาจารย์ละเยี่ยมไปเลย

หลังจากลงถึงพื้นโดยสวัสดิภาพ อาหลัวก็แยกแยะทิศทาง แล้วยกเท้าทำท่าจะเดินไปยังย่านร้านค้า ครั้นมองไปยังแม่น้ำสายเล็กที่อยู่ห่างออกไปไม่มากนัก ก็กลับเปลี่ยนใจ เด็กสาวเดินไปจนถึงตำแหน่งเปลี่ยวลับตาอีกแห่งหนึ่งของกำแพง คลำหยิบขลุ่ยตี๋ออกมาเป่าเป็นเพลงที่ปกติมักจะเป่าประสานกับคนเป่าเซียวอยู่บ่อยๆ

ทันทีที่เสียงขลุ่ยตี๋ดังขึ้น อาหลัวก็สังเกตดูไปรอบๆ

เพียงครู่เดียว เสียงขลุ่ยเซียวก็ดังมาถึง อาหลัวฟังดู เสียงดังมาจากริมแม่น้ำนั่นเอง จึงเก็บขลุ่ยตี๋เดินมุ่งหน้าไปทางทิศนั้น

เมื่อเสียงขลุ่ยตี๋หยุดลง เสียงขลุ่ยเซียวก็ชะงัก เหมือนจะนึกแปลกใจว่าทำไมวันนี้เสียงขลุ่ยตี๋ถึงได้กระชั้นสั้นนัก จากนั้นเสียงขลุ่ยเซียวจึงดังขึ้นอีกครั้ง

อาหลัวเข้าไปใกล้แม่น้ำแล้ว จึงค่อยผ่อนฝีเท้าลง ทำเป็นว่ากำลังเดินเล่นชมทิวทัศน์ เดินไปได้ไม่นานก็เห็นว่าที่ใต้ต้นหลิวริมน้ำมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ สวมชุดยาวสีม่วง มือถือเซียวหยกเลาหนึ่ง ที่แท้คนเป่าเซียวก็คือเขานี่เอง ทำไมถึงมานั่งเป่าเซียวที่นี่ทุกวันเล่า? เพียงเพื่อจะประสานกับเสียงตี๋ที่นางเป่าเท่านั้นหรือ?

ครั้นรู้สึกว่าข้างหลังมีคน ชายหนุ่มก็หันศีรษะไปดู และพบกับคุณชายน้อยรูปงามผู้หนึ่งกำลังจ้องมองขลุ่ยเซียวในมือเขาเขม็ง จึงยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้

เสี่ยวซยงตี้ เจ้าเองก็ชอบเซียวเหมือนกันหรือ?

อาหลัวเห็นว่าคนตรงหน้าคือคุณชายหนุ่มวัยประมาณยี่สิบปี คิ้วกระบี่ชี้เฉียงเข้าจอนผม แววตาดูลึกล้ำ มุมปากประดับรอยยิ้มบางเบาคล้ายมีคล้ายไม่มี...สินค้าชั้นเลิศอีกคนแล้ว!

ดูจากโหงวเฮ้ง เขาไม่ใช่คนช่างคิดเล็กคิดน้อย บวกกับเป่าเซียวเป็นเพื่อนนางมาตั้งนานป่านนี้ ทำให้อาหลัวรู้สึกเป็นมิตรด้วย และเอ่ยตอบไปว่า

ข้ากำลังชมทิวทัศน์ริมแม่น้ำ ได้ยินเสียงเซียวทอดระเรื่อย จึงเสาะหาตามเสียงจนมาถึงที่นี่ รบกวนคุณชายแล้ว

ชายหนุ่มเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ

ไม่รบกวนๆ  วันนี้...ก็แค่ชั่วครู่เดียวนี้เท่านั้นล่ะนะ

อาหลัวฟังออกว่าชายหนุ่มออกจะหดหู่ผิดหวัง ก็ทราบดีว่าเป็นเพราะไม่มีเสียงเป่าตี๋ดังเป็นเพื่อน จึงพูดยิ้มๆ ว่า

ข้าชอบเป่าตี๋ ขอร่วมเป่ากับคุณชายหนึ่งเพลงได้หรือไม่?

ดวงตาของคุณชายวาบประกายยินดี

เสี่ยวซยงตี้เป่าตี๋ได้หรือ? ประเสริฐ!”

ครั้นแล้วทั้งสองก็หยิบตี๋กับเซียวออกมาเป่าบรรเลงร่วมกัน เป่าจบไปหนึ่งเพลง ทั้งสองก็ยิ่งใกล้ชิดสนิทสนมกันกว่าเดิม คุณชายมองอาหลัวพลางพูดว่า

ได้พบผู้รู้ใจให้เบิกบานนัก เห็นเสี่ยวซยงตี้แล้วรู้สึกสนิทชิดเชื้อยิ่ง จะขอเชิญเสี่ยวซยงตี้ไปร่วมสังสรรค์ที่เหลาเชียนเฟิงได้หรือไม่?

อาหลัวคิดในใจว่า เหลาเชียนเฟิงนี่คงจะเป็นสถานที่จำพวกภัตตาคารหรือโรงน้ำชาละมัง กำลังคิดจะไปอยู่พอดี มีคนไปเป็นเพื่อนก็ดีเหมือนกัน จึงพูดยิ้มๆ ว่า

ข้าชื่อหลัวซาน แซ่สูงส่งของต้าเกอ?อาหลัวดึงความสัมพันธ์เข้ามาใกล้ชิดอีกหนึ่งขั้นอย่างแนบเนียน

คุณชายพูดยิ้มๆ ว่า ประเสริฐ วันนี้ไม่เพียงได้ผู้รู้ใจมาหนึ่งคนเท่านั้น ยิ่งได้รู้จักพี่น้องอีกหนึ่งคนด้วย ข้าแซ่เฉิน เรียกข้าว่า จื่อหลีก็ได้ หรือจะเรียก ต้าเกอ ก็ได้

อาหลัวเรียกอีกฝ่ายว่าต้าเกออย่างสนิทชิดเชื้อ แล้วสองคนจึงเดินไปพลางสนทนากันไปพลาง อาหลัวค้นพบอย่างยินดีว่าต้าเกอคนใหม่รู้เรื่องเมืองเฟิงดีมาก ไปกับเขาแล้วเหมือนพามัคคุเทศก์มาด้วยหรือมีแผนที่เดินได้ดีๆ นี่เอง จึงแอบนึกดีใจว่าในที่สุดโชคดีก็มาเยือน

ควรทราบว่าในสถานที่แปลกถิ่นไม่คุ้นเคยแบบนี้ การมีเพื่อนเป็นเรื่องล้ำค่ามากแค่ไหน แถมเพื่อนคนนี้ดูแล้วยังเป็นหนุ่มหล่อผู้ทรงคุณธรรมอย่างยิ่งเสียด้วย อาหลัวแอบเอามือปิดปากหัวเราะร่า

คนทั้งสองเดินเลียบริมแม่น้ำไปทางตะวันออก เมื่อขึ้นไปบนเขื่อน ก็มีเพิงขายน้ำชาปรากฏให้เห็น อาหลัวเพิ่งจะเคยมาเดินบนถนนของเมืองเฟิงเป็นครั้งแรก เห็นอะไรก็รู้สึกแปลกใหม่ มองอะไรก็น่าตื่นตาตื่นใจไปหมด ศีรษะหันไปทางซ้ายทีทางขวาที รู้สึกละลานตาจนดูไม่ทันเอาเลย ครั้นหันกลับไปมอง ก็พบว่าได้ออกห่างจากเขตคฤหาสน์อย่างหรูมาไกลโข

ทันใดนั้นได้ยินจื่อหลีเรียกนางว่า

ซานตี้ เดินกันแบบนี้ เกรงว่าเดินจนถึงตะวันตกดินก็ไปไม่ถึงเหลาเชียนเฟิงกันหรอก

อาหลัวหน้าแดง เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย

ต้าเกอ เหลาเชียนเฟิงยังอยู่อีกไกลแค่ไหน?

จื่อหลีตอบว่า ขี่ม้าไม่ถึงสองเค่อ แต่เดินเท้าต้องเดินกันหนึ่งชั่วยาม

อาหลัวคิดในใจ เดินสองชั่วโมงรึ? เมืองเฟิงนี่ใหญ่จริงๆ  ดูท่าทางมีม้าจะดีที่สุด

พูดถึงม้า ม้าก็มา เสียงม้าร้องดังขึ้น อาหลัวมองไป หัวม้าใหญ่มหึมาหัวหนึ่งได้ยื่นมาถึงตรงหน้า

จื่อหลีพูดว่า ข้าให้ผู้รับใช้จูงม้ามารออยู่ตรงนี้ ซานตี้ เจ้าขี่ม้าเป็นไหม?

ขี่ม้าแล้วให้คนจูงพาเดินนี่ถือว่าขี่เป็นไหม?

จื่อหลีเห็นดวงตาใสกระจ่างของอาหลัวมองเขาตาไม่กะพริบ ก็นึกทอดถอนชมเชยอยู่ในใจ ...ดวงตาอันประเสริฐ... ก่อนจะพลิกตัวขึ้นขี่ม้าอย่างหมดจดงดงาม แล้วยืนมือข้างหนึ่งมาให้อาหลัว

มาเถอะ ขี่ด้วยกันกับต้าเกอ

อาหลัวกุมมือของอีกฝ่ายอย่างไม่มีการลังเล และรู้สึกว่าพลังมหาศาลขุมหนึ่งจู่โจมเข้าใส่ ร่างกายได้เบาวูบ ถูกหิ้วขึ้นไปบนม้าเป็นที่เรียบร้อย

เขาก็เป็นวิทยายุทธ์ด้วย? อาหลัวเลิกคิ้วอย่างลืมตัว ยุคนี้นี่มีชาวยุทธจักรเยอะเสียจริง!

จื่อหลีพูดกลั้วหัวเราะ

นั่งดีแล้วนะ!” แล้วส่งเสียงตวาดเบาๆ  เท้าทั้งสี่ข้างของม้าก็เงื้อตะกุยพุ่งลิ่วออกไป

อาหลัวหุบปากสนิทแน่นไม่ให้เสียงหวีดร้องโพล่งหลุดออกมา มือจับสายห่วงเหล็กขวางปากม้าแน่น ตัวหงายไปด้านหลังซุกเข้าสู่อ้อมแขนของจื่อหลีทั้งตัว ได้ยินเสียงลมหายใจอุ่นจัดของจื่อหลีอยู่ที่เหนือศีรษะนี่เอง จื่อหลีพูดเสียงสงบทุ้มลึกว่า

ไม่ต้องกลัว มีต้าเกออยู่ ไม่ตกลงไปหรอก

อาหลัวไม่ทราบจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เจ้าบอกว่าไม่ต้องกลัวก็ไม่กลัวได้รึไง? แล้วยังคงเกร็งตัวแข็งทื่อต่อไป เหงื่อเย็นเยียบซึมออกมาจนชุ่ม ทุกครั้งที่ม้าสะเทือน เด็กสาวเป็นต้องอกสั่นขวัญบิน มองดูวัตถุสิ่งของรอบด้านถอยหลังไปอย่างรวดเร็วปานเหินบิน ในที่สุดก็ตะโกนออกมาจนได้ว่า

ต้าเกอ ช่วยช้าลงหน่อยได้ไหม!”

จื่อหลีได้ยินเสียงนางติดจะสั่น ก็คิดในใจว่าหลัวซานต้องเป็นคุณชายน้อยที่ถูกเลี้ยงมาแบบทะนุถนอมตามใจของตระกูลใหญ่ไหนสักตระกูลเป็นแน่ ถึงได้ใจเสาะไม่เคยขี่ม้ามาก่อน ชายหนุ่มเห็นว่าได้เข้าสู่ประตูตะวันออกแล้ว จึงชะลอความเร็วลง

ซานตี้ ตอนนี้ไม่เป็นไรละ ให้ม้าเดินได้แล้ว เจ้านั่งชมเมืองจากบนหลังม้าได้นะ

อาหลัวจึงค่อยยืดตัวนั่งหลังตรง เห็นถนนใหญ่ตะวันออกตรงหน้ากว้างถึง 20-30 เมตร มีรถม้าและเกี้ยวสวนไปมาอยู่ตลอดเวลาโดยไม่ต้องหลีกทางให้แก่กัน หินเขียวก้อนใหญ่ที่ใต้เท้าถูกฝนจนเรียบสนิทเท่ากันหมดทุกเหลี่ยมมุมทุกก้อน ปูแล้วเรียบสนิทเป็นระเบียบไร้รอยร่อง จากการนี้สามารถคาดคะเนได้ถึงความยิ่งใหญ่ของเมืองเฟิง

สองฟากฝั่งถนนคึกคักอย่างมาก ทั้งขายของกินเล่น ของเล่นสิ่งละอันพันละน้อย แสดงปาหี่ ดูดวง เสียงร้องตะโกนดังไม่ขาดหู บ้านเรือนล้วนแต่เป็นหอสูง 2-3 ชั้นทั้งสิ้น สร้างเรียงกันเป็นตับเลียบไปตามถนนใหญ่ ชั้นล่างของหอเป็นร้านค้า ชั้นบนดูเหมือนจะเป็นเหลากับโรงน้ำชา บนถนนชายหญิงแต่งตัวสีฉูดฉาดจับกลุ่มกัน 2-3 คนเดินไปมาพลุกพล่าน

จื่อหลีสั่งม้าบ่ายหน้าไปทางใต้เดินเข้าไปในถนนสายหนึ่งซึ่งที่เล็กกว่าถนนใหญ่ตะวันออกเล็กน้อย

ที่นี่มีแต่เรือนแยกเฉพาะทั้งหมด ต้นไม้เขียวชอุ่มร่มรื่นเรียงเป็นสี่เหลี่ยมล้อมรอบหอน้อยที่ตั้งตระหง่านเพียงลำพังหอแล้วหอเล่า

ม้าเดินไปถึงเบื้องหน้าหอหลังหนึ่ง อาหลัวเงยหน้าขึ้นเห็นตัวอักษรขนาดใหญ่ลื่นไหลปราดเปรียวสามตัว เหลาเชียนเฟิง ก็ทราบว่ามาถึงแล้ว

จื่อหลีกระโดดลงจากม้า แล้วรับอาหลัวลงมา อาหลัวเดินไปได้สองก้าวก็รู้สึกว่าระบมก้น จึงยื่นมือไปลูบป้อยๆ อย่างอดไม่ได้ เห็นจื่อหลีมองนางเขม็งเหมือนจะยิ้ม ก็ประท้วงอย่างงอนนิดๆ ว่า

ต้าเกอขี่ม้าเร็วเกินไปหน่อยแล้ว

จื่อหลีกลั้นหัวเราะ ต้าเกอผิดเอง ต้องขอโทษเจ้าด้วย

อาหลัวพูดอย่างใจกว้างว่า

ยกโทษให้ท่านแล้ว ใครใช้ให้ข้าขี่ม้าไม่เป็นเล่า

เมื่อก่อนนางเคยแค่ขี่ม้าที่มีคนจูงพาเดินให้ตามสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น ย่อมจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการห้อม้าควบตะบึงได้อยู่แล้ว เมื่อนึกถึงว่าไม่แน่ว่าต่อไปอาจมีเวลาที่ต้องขี่ม้าอีกมากก็ได้ เด็กสาวก็ยิ้มพลางพูดว่า

เอาไว้วันหน้าต้าเกอช่วยสอนเสี่ยวตี้ขี่ม้าได้หรือไม่?

จื่อหลีพยักหน้ารับปากพลางคิดในใจ ซานตี้คนนี้นี่เป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมาดีแท้ จึงรู้สึกเป็นมิตรเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

ทั้งสองเดินเข้าไปในเหลาเชียนเฟิง เสี่ยวเอ้อร์รู้สึกเหมือนภาพตรงหน้าสว่างวูบทันที เขาต้อนรับแขกไปๆ มาๆ อยู่ทุกวัน ย่อมจะมีฝีมือในการสังเกตแยกแยะคนอยู่พอตัวเป็นธรรมดา แขกของเหลาเชียนเฟิงส่วนใหญ่ต่างก็มีฐานะมีที่มากันทั้งนั้น ในคนทั้งสองนี้คนตัวสูงยามยกมือย่างเท้าราศีความสูงศักดิ์ได้เผยออกมา คนตัวเตี้ยนั้นเกรงว่าก็เป็นคุณชายน้อยของเศรษฐีมีทรัพย์รายไหนสักรายเช่นกัน จึงรีบสาวเท้าสองก้าวเข้าไปหาอย่างกระตือรือร้นพลางกล่าวทักทายว่า

คุณชายทั้งสองท่านเชิญที่ชั้นบนขอรับ

อาหลัวเห็นว่าในห้องโถงใหญ่ชั้นล่างของเหลาไม่มีโต๊ะอาหารวางอยู่สักตัว จะมีวางอยู่ก็แค่โต๊ะน้ำชาไม้มะเกลือหนึ่งตัว บนผนังแขวนภาพทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำและภาพอักษรอยู่หลายภาพ กลิ่นอายความมีวัฒนธรรมเข้มข้นเต็มพิกัด ก็คิดในใจว่าเถ้าแก่ของเหลาแห่งนี้ยอมสิ้นเปลืองชั้นล่าง อาหารของชั้นบนย่อมต้องแพงแน่นอน

ขึ้นไปชั้นบน ฉากบังตาลายฉลุกั้นแยกที่นั่งเป็นสัดส่วน และมีห้องพิเศษเดี่ยวๆ ด้วยเช่นกัน จื่อหลี่ขอห้องพิเศษหนึ่งห้อง รอจนอาหลัวนั่งลงแล้วจึงพูดว่า

นั่งคุยกับซานตี้ในนี้ค่อยเงียบสงบหน่อย

อาหลัวพยักหน้า นั่งลงริมหน้าต่างมองออกไปยังทิวทัศน์ข้างนอก ได้ยินจื่อหลีพูดกับเสี่ยวเอ้อร์ว่า

ได้ยินมานานว่าเหลาเชียนเฟิงมีสามสุดยอดอาหาร สามสุดยอดสุรา วันนี้เพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก หวังว่าจะไม่ทำให้ข้าต้องผิดหวัง

เสี่ยวเอ้อร์หัวเราะร่าพลางพยักหน้า

คุณชายเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรกหรือขอรับ? ถ้าอย่างนั้นต้องลองชิมฝีมือของต้าซือฝุของพวกเราละขอรับ

ครู่หนึ่งต่อมา อาหารก็ถูกนำมาวาง อาหลัวกวาดตาดู เต้าหู้เปล่า ผักเขียวล้วน มะเขือม่วงเปล่า ค่อยมองหน้าจื่อหลี จื่อหลียิ้มพลางส่ายหน้าเป็นความหมายว่าเขาเองก็ไม่เคยกินมาก่อน

อาหลัวรู้ดีว่ายิ่งเป็นอาหารพื้นๆ ยิ่งทำได้ไม่ง่าย จึงยื่นตะเกียบออกไปคีบเต้าหู้มาชิมชิ้นหนึ่ง ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร ก็ได้ยินจื่อหลี่ที่คีบไปลองชิมดูแล้วกล่าวชมว่า

เยี่ยม เต้าหู้ลื่นอ่อนนุ่ม ไม่เสียรสดั้งเดิม ทั้งกลืนลงไปแล้วยังมีกลิ่นหอมสดชื่น

อาหลัวรีบชิมผักเขียวล้วนกับมะเขือม่วงเปล่าต่อไป ได้ยินจื่อหลีถอนใจกล่าวชมไม่ขาดปากว่าชุ่มปากเลิศรสอะไรเทือกนี้ ก็ถามชายหนุ่มอย่างอดไม่ได้ว่า

ต้าเกอ อาหารพวกนี้อร่อยถึงขนาดนั้นจริงๆ หรือ? นางกินแล้วก็แค่รสชาติธรรมดาเท่านั้น

จื่อหลีพูดว่า อย่าบอกนะว่าความรู้สึกด้านรสชาติของซานตี้แตกต่างจากคนอื่นทั่วไป? ปกติเต้าหู้ที่บ้านเหมือนเต้าหู้เสียที่ไหน กินแล้วไม่รู้รสของเต้าหู้เลยด้วยซ้ำ มินาเล่าเสี่ยวหวางเยี่ยของวังอานชิงหวางถึงได้แนะนำว่าถ้าจะกินรสชาติของเต้าหู้ มีแต่ต้องมาที่เหลาเชียนเฟิง

อาหลัวได้ยินคำว่า เสี่ยวหวางเยี่ย ก็ถึงกับสำลักกระอักกระไอ หลังจากดื่มน้ำชาลงไปปรับลมหายใจแล้วจึงค่อยถามว่า

ต้าเกอสนิทกับหลิวเจว๋หรือ? ขณะที่นึกเสียววาบอย่างประหลาดอยู่ในใจ ด้วยกลัวว่าต้าเกอที่เพิ่งได้รู้จักคนนี้จะเป็นเพื่อนสนิทกับหลิวเจว๋ และตัวนางก็ดันพาตัวเองมาประเคนให้ถึงที่

ดวงตาของจื่อหลีทอประกายสงสัย น้ำเสียงสงบราบเรียบ

ไม่ค่อยสนิทนัก แค่เคยเจอกันไม่กี่ครั้งเท่านั้น ซานตี้รู้จักเขาหรือ?

อาหลัวตอบว่า เคยพบกันที่งานเลี้ยงดอกท้อแล้วดูสามสุดยอดของเหลาเชียนเฟิงตรงหน้าพลางรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ข้าคิดว่าสงสัยว่าเหลาเชียนเฟิงจะจงใจเล็งเฉพาะคนมีเงินที่ได้กินปลากินเนื้อจนเคยชิน ถึงได้ทำอาหารจำพวกลวกน้ำเปล่านิดๆ หน่อยๆ แบบนี้มาให้พวกท่านได้ชิมของแปลกใหม่กันเสียมากกว่า รสชาติของอาหารนี้น่ะ ไม่ได้วิเศษวิโสเลยสักนิด

ริมฝีปากจื่อหลีผุดรอยยิ้มขึ้นอีกครั้ง นิ่งฟังอาหลัววิจารณ์ เห็นนางส่ายศีรษะไปมาพลางทำปากเบ้ ดวงตาสุกสกาวทอประกายอยู่วูบวาบดึงดูดใจยิ่งนัก หากเขานิยมบุรุษละก็ ต้องพานางกลับไปด้วยอย่างแน่นอน

จื่อหลีนึกถึงเสียงขลุ่ยตี๋ที่เป่าเพียงชั่วครู่สั้นๆ เมื่อเช้าตรู่วันนี้ขึ้นได้ หลังจากที่เขามาได้ยินเข้าโดยบังเอิญที่ริมแม่น้ำ ก็เป่าประสานกับอีกฝ่าย เสียงขลุ่ยตี๋ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นใสเสนาะทอดกังวานทีละน้อย ฝีมือเป่าก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมาก ถึงตอนท้ายกลับแฝงอารมณ์ความคิดไว้นับไม่ถ้วน

หลายครั้งคราที่เขาคิดจะกระโดดข้ามกำแพงเข้าไปดูว่าคนเป่าคือผู้ใดในคฤหาสน์อัครเสนาบดีฝ่ายขวา และชอบที่จะใช้เสียงเซียวติดต่อสื่อสารกับอีกฝ่าย ใช้เสียงเซียวไปสัมผัสรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของคนเป่าตี๋ ด้วยเหตุนี้เขาจึงมาเฝ้ารอที่ริมแม่น้ำในยามเช้าของทุกวัน

นึกไม่ถึงว่าวันนี้กำลังนึกหดหู่ท้อใจอยู่เทียวว่าเสียงตี๋ขาดหายเร็วเกินไป ก็กลับมีเสี่ยวซยงตี้ที่เฉลียวฉลาดรูปงามคนนี้โผล่มา ทั้งเมื่อเป่าตี๋ เสียงตี๋ยังคล้ายกับเสียงตี๋ของคนที่ด้านหลังกำแพงอย่างมากอีกด้วย ในใจของชายหนุ่มจึงอยากจะเข้าใกล้ชิดอีกฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง

ขณะที่คิดเพลินๆ  จื่อหลีได้ดื่มสุราสามสุดยอดลงไปหลายจอกโดยไม่รู้ตัว ยามนี้เมื่อมองดูหลัวซานอีกครั้ง ชายหนุ่มก็พลันนึกถึงเสือดาวที่เคยไปล่า ดวงตาของมันก็ใสกระจ่างปานนี้เช่นกัน เขาคิดในใจว่า หากสีผิวขาวผ่องละก็ เกรงว่าแม้แต่ผู้หญิงก็งดงามสู้อีกฝ่ายไม่ได้ด้วยซ้ำ

อาหลัวสาธยายความรู้สึกหลังจากที่ได้ลิ้มรสอาหารไปเสียกระบุงใหญ่ เห็นจื่อหลีเหม่อลอยจมอยู่ในภวังค์ ก็พูดว่า

ต้าเกอ ถ้าหากมีโอกาส เสี่ยวตี้จะเข้าครัวทำกับข้าวสัก 2-3 อย่างให้ท่านกิน รับรองว่าเลิศรสจนท่านเผลอกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วยแน่นอน!”

จื่อหลีตื่นจากภวังค์ยิ้มละไมเอ่ยตอบว่า

ดูแคลนสามสุดยอดอาหารของเหลาเชียนเฟิงแบบนี้ เจ้าถือเป็นคนแรกในเมืองเฟิงเลยเทียว

อาหลัวตกใจ เป็นไปไม่ได้กระมัง? ข้าดูว่าเมืองเฟิงออกจะคึกคักรุ่งเรือง อย่าบอกนะว่าอาหารการกินย่ำแย่ถึงขนาดนี้?

จื่อหลีถามอย่างประหลาดใจ เจ้าไม่ใช่ชาวเมืองเฟิงหรอกหรือ?

นี่เป็นครั้งที่สองที่ข้าออกมาจากบ้าน เป็นครั้งแรกที่มากินข้าวในเหลา ปกติอาหารที่ได้กินอยู่ทุกวัน ข้ากินแล้วก็ถูกปากดีอยู่อาหลัวตอบ

ปกติอาหลัวจะกินข้าวที่สวนห่ายถัง ไม่จางมาเป็นคนทำกับข้าว ก็เป็นฟูเหรินเจ็ดเข้าครัวเอง จะได้นั่งกินข้าวพร้อมหน้ากับครอบครัวของอัครเสนาบดีหลี่ทั้งหมดเดือนละหนึ่งมื้อ ซึ่งก็ล้วนแต่ระวังตัวลีบจนค่อยไม่กล้ายื่นตะเกียบออกไปคีบอาหารเท่าไรนัก เด็กสาวรู้สึกว่ารสชาติอาหารที่ครัวใหญ่ทำรสชาติอร่อยเทียบที่กินอยู่ในสวนห่ายถังไม่ได้เลย ก็เข้าใจไปเองว่าอัครเสนาบดีหลี่เย็นชาหมางเมินต่อสวนห่ายถัง พวกนางจึงได้กินอย่างไม่ค่อยดีนักนั่นแหละ

นึกไม่ถึงว่าวันนี้ได้มาเหลาเชียนเฟิง ได้กินสามสุดยอดอาหารอะไรนี่แล้ว ที่แท้มันก็คือรสชาติวัตถุดิบดั้งเดิมแบบนี้เอง!

เมื่อได้ฟังที่อาหลัวพูด จื่อหลีจึงบอกนางว่า

เหลาเชียนเฟิงเน้นอาหารประเภทผักเป็นหลัก ในเมืองเฟิงนี่นับว่าเป็นเหลาชื่อดังติดอันดับซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทีเดียว คาดว่าฝีมือคนครัวที่บ้านของซานตี้คงต้องเลิศล้ำเกินไปเป็นแน่

อาหลัวคิดแล้วพูดว่า ต้าเกอ ครั้งหน้าช่วยพาเสี่ยวตี้ไปลองกินอาหารที่เหลาชื่อดังเหลาอื่นๆ ได้หรือไม่? การชิมอาหารเลิศรสเป็นความชอบอย่างยิ่งประการหนึ่งของเสี่ยวตี้เชียวละ

จื่อหลีเห็นนางมองเขาอย่างอ้อนวอนด้วยดวงตาสุกสกาวดั่งน้ำค้าง ก็เอ่ยรับปากทันทีโดยไม่ต้องคิด

ซานตี้ เจ้ารู้ไหมว่าเวลาเจ้ามองคนด้วยสีหน้าแววตาแบบนี้ ยังไงคนเขาก็แข็งใจปฏิเสธเจ้าไม่ได้หรอก

อาหลัวหน้าแดง ก้มหน้าหลุบตาลง

จื่อหลียิ้มพลางพูดว่า หากข้ามีน้องชายแบบนี้ อยากจะได้อะไรข้าจะยกให้ทั้งหมด ซานตี้ ข้าชอบที่เจ้าเรียกข้าว่าต้าเกอยิ่งนัก

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วและคิดเงิน เสี่ยวเอ้อร์พูดยิ้มๆ ว่า

สิบสามตำลึงเงินขอรับ

อาหลัวสะดุ้งโหยง พูดติดอ่างโดยไม่รู้ตัว

ผ...ผักเปล่าสามจานนี้ราคาแพงขนาดนี้เชียว?

จื่อหลีมองนางอย่างขบขัน

ไม่ถือว่าแพงหรอกนะ ซานตี้ กล่าวพลางล้วงตำลึงเงินออกมาให้เสี่ยวเอ้อร์

อาหลัวเดินออกจากเหลาเชียนเฟิงแล้วหันหน้ากลับไปมองอีกครั้ง ในที่สุดก็รู้แล้วว่าเหตุใดห้องโถงใหญ่ของชั้นหนึ่งไม่จัดโต๊ะนั่ง ชั้นสองคนไม่มากก็ไม่เป็นไร อาหารมื้อเดียวก็กินค่าใช้จ่ายของคนสี่คนที่สวนห่ายถังไปตั้งหนึ่งเดือน ยังไม่นับว่าแพงอีก? เด็กสาวยากยิ่งจะเข้าใจได้ และคิดถึงว่านี่ถ้าเปิดเหลาเหมือนอย่างนี้สักแห่งบ้าง ไม่กำไรเป็นบ้าเป็นหลังไปเลยหรอกหรือ?

ออกจากเหลาเชียนเฟิง จื่อหลียืนคิดอยู่ชั่วแล่น ก็ยิ้มบางๆ พูดว่า

ฤทธิ์ของสามสุดยอดสุราซึมนาน ผู้พี่ดื่มมากไปสองจอก ออกจะมึนหัวอยู่บ้าง เดินเล่นให้สร่างเมากันหน่อยเป็นอย่างไร?

อาหลัวพยักหน้า จื่อหลีจึงจูงม้า สองคนเดินทอดน่องเลียบเหลาเชียนเฟิงไปทางทิศใต้ เพิ่งจะเลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กแห่งหนึ่ง คนปิดหน้าถือดาบหลายคนก็พลันกระโดดออกมา ฟันดาบเข้าใส่คนทั้งสองทันทีโดยไม่พูดไม่จา

จื่อหลีดึงตัวอาหลัวไปหลบข้างหลังตน มือขวาไม่ทราบหยิบกระบี่มาจากที่ใด ลงมือต่อสู้กับกลุ่มคนปิดหน้าเป็นพัลวัน อาหลัวดูจนตาลายไปหมด นางฝึกคาราเต้มาก็หลายปีดีดัก เห็นภาพเงาดาบประกายกระบี่ปลิวว่อนตรงหน้าก็ยังคงปรับตัวไม่ค่อยได้อยู่นั่นเอง

อาหลัวรู้สึกเพียงว่ามือถูกจื่อหลีกุมเอาไว้แน่น ชายหนุ่มคอยคุ้มครองนางอยู่ตลอดเวลา เด็กสาวหลบซ้ายหลบขวาตามจื่อหลี แล้วค่อยๆ ดูทิศทางที่ดาบฟันเข้าใส่ออกทีละน้อย จึงกุมมือของจื่อหลียืมแรง สองเท้าลอยหวือเตะเปรี้ยงใส่คนปิดหน้าที่ควงดาบฟันลงหาคนหนึ่งผงะหงายไป

จื่อหลีหันมามองนาง แววตาทอประกายตกตะลึง แล้วฉวยโอกาสตวัดกระบี่ 2-3 ครั้งบีบให้คนปิดหน้าถอยออกไป ก่อนจะกระชากตัวอาหลัวตวาดเบาๆ

ขึ้นม้า!”

ชายหนุ่มกระโดดตัวลอยขึ้นหลังม้าแล้วใช้กระบี่ตีบั้นท้ายม้าให้ออกวิ่งทันที ทันใดนั้นพลันรู้สึกว่าบั้นท้ายเจ็บแปลบแล้วชาวูบ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะร่วงตกจากหลังม้าไป

ม้าชูขาหน้าขึ้น ส่งเสียงร้องก้อง อาหลัวเองก็พลอยตกจากหลังม้าไปด้วย เด็กสาววิ่งเข้าไปหาจื่อหลีโดยไม่มีแก่ใจจะสนใจก้นที่ตกกระแทกพื้นจนเจ็บ

ต้าเกอ เป็นอะไรไป?

จื่อหลีพลันยิ้มออกมา เจ้าน้องโง่ ทำไมถึงไม่ขี่ม้าหนีไปเล่า? แล้วหอบหายใจ บนใบหน้าได้ปรากฏสีเขียวเคลือบอยู่จางๆ บนอานม้าปักเข็มพิษไว้

ยามนี้คนปิดหน้ากำลังก้าวเนิบๆ เข้ามาใกล้ คนหนึ่งหัวเราะหึหึพูดว่า

ไม่ใช้แผนนี้ อาศัยพวกเราไม่กี่คนมีหรือจะสกัดขวางตัวท่านเอาไว้ได้

อาหลัวนึกหวาดกลัวอยู่ในใจ แต่กลับก้าวไปขวางอยู่ข้างหน้าจื่อหลีอย่างไม่คำนึงถึงสิ่งใดทั้งสิ้น ตวาดอย่างโกรธเกรี้ยว

ต่ำช้าปานนี้ยังจะมีหน้ามายิ้มอีกรึ? ส่งยาแก้พิษมา!”

แม้จะโกรธเกรี้ยว ในใจกลับคร่ำครวญอยู่โหยหวนว่า อย่าฆ่าข้าเชียวนะ!

คนปิดหน้าเหล่านั้นเห็นคุณชายน้อยชุดแพรคนนี้โมโหก็พากันหัวเราะล้อเลียน

คุณชายน้อยที่สวยอะไรอย่างนี้ งานหนนี้นี่ได้กำไรไม่เลวเลยจริงๆ  เจ้าหลีกไปเถอะ เลือดกระเซ็นออกมาแล้วเจ้าจะได้ไม่ต้องตกใจจนขวัญฝ่อ!”

อาหลัวหันกลับไปดูจื่อหลี บนใบหน้าของชายหนุ่มกลับยังคงประดับรอยยิ้มอยู่ จึงพูดว่า

ต้าเกอ แข็งใจไว้นะ!” พูดจบก็จูงม้าเข้ามาใกล้ ออกแรงพยุงจื่อหลีขึ้น ต้าเกอ ข้าช่วยพยุงให้ ท่านพยายามออกแรงขึ้นม้าไปสิ!”

คนปิดหน้าเหล่านั้นยิ่งหัวเราะงอหายหนักกว่าเดิม

คุณชายน้อย พยุงไหวไหม? ต้องให้ต้าเกอช่วยหรือเปล่า?

อาหลัวถลึงตาใส่กลุ่มคนปิดหน้า แล้วหันมาดูจื่อหลี ใบหน้าของชายหนุ่มมีสีเขียวเคลือบอยู่แต่กลับยังคงทำหน้าเหมือนจะยิ้มอยู่ดังเดิม ขณะที่ตัวอ่อนปวกเปียก อาหลัวรู้ดีว่าชายหนุ่มขึ้นขี่ม้าไม่ไหว จึงทิ้งบังเหียนตบบั้นท้ายม้าปล่อยให้มันวิ่งจากไป โดยหวังว่ามันจะสามารถเป็นม้าแก่เจนทางอะไรเทือกนั้นและชักนำกองหนุนมาช่วยได้ เด็กสาวพยุงจื่อหลีไปจนถึงโคนกำแพงแล้วให้นั่งลง ตอนนี้คนปิดหน้าคนหนึ่งพูดกลั้วหัวเราะว่า

ตรอกนี้ไม่มีทางที่ใครจะเดินเข้ามาใกล้อีกเด็ดขาด ข้าขอบอกพวกเจ้าตามตรงว่า วันนี้ต่อให้พวกเจ้าติดปีกก็ยากจะบินหนีได้

อาหลัวหลับตา กระโดดอุ่นเครื่อง คนปิดหน้าชะงัก ไม่รู้ว่านางคิดจะทำอะไร อาหลัวเคลื่อนไหวอุ่นเครื่องไม่กี่ครั้งก็หยุดลง ถอดเสื้อยาวตัวนอกออก มองคนปิดหน้าอย่างเย็นชา

ไม่ได้ทะเลาะวิวาทมาตั้งหลายปี พวกเจ้าจะสู้ตัวต่อตัวหรือหมาหมู่? เด็กสาวไม่มั่นใจว่าจะชนะ แต่ก็ไม่อาจเบิ่งตาดูตัวเองถูกเขาฆ่าเฉยๆ เช่นกัน จึงตัดสินใจว่าจะลองสู้ดูสักตั้ง

เสียงหัวเราะครืนสนั่นดังมา มีคนปิดหน้าคนหนึ่งโยนดาบทิ้งพูดกลั้วหัวเราะว่า

นึกไม่ถึงว่าข้าจะโชคดีที่สุด มามะ ต้าเกอขอกอดก่อนล่ะนะ

ไม่รอให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ ฝ่าเท้าอาหลัวก็ถีบเปรี้ยงโดนศีรษะอีกฝ่ายอย่างจัง สืบก้าวคันศรออกไปหนึ่งก้าว แขนขวาโจมตีใส่แผ่นหลังของชายปิดหน้า ได้ยินเสียงดัง กร็อก จากกระดูก ชายปิดหน้าก็ตัวอ่อนระทวยล้มลงไปนอน

อาหลัวพุ่งปราดเข้าไปโดยไม่รอให้ทุกคนทันได้ไหวตัว หมัดต่อยเท้าเตะอยู่พักหนึ่ง การฝึกซ้อมในโรงยิมเมื่อหลายปีก่อนได้ผุดขึ้นในหัวทั้งหมด คนปิดหน้าถูกเล่นงานจนมือไม้ปั่นป่วนตั้งตัวไม่ทัน หลังจากล้มหมอบไปสองคนแล้วจึงค่อยได้สติควงดาบฟันใส่อาหลัว

เวลานี้อาหลัวเริ่มจะหอบแล้ว ดาบของคนพวกนี้โหดเหี้ยมอำมหิตทุกดาบ อาหลัวพยายามขวางอยู่ข้างหน้าจื่อหลีอย่างสุดความสามารถ วงต่อสู้เริ่มหดแคบเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ  นางต้านไม่ไหวแล้ว จึงคิดในใจว่า หรือจะต้องมาตายแบบนี้เสียแล้ว?

เด็กสาวพยายามรักษาความคล่องตัวของร่างกาย หลบซ้ายหลบขวา เดี๋ยวก็ปล่อยหมัดปล่อยฝ่ามือออกไป แต่ตัวเองยังรู้สึกเลยว่ามือไม่มีแรง

จังหวะนี้นางพลันได้ยินเสียงจื่อหลีถอนหายใจ ลุกขึ้นยืน แล้วลากตัวนางไปข้างหลัง

ลูกธนูพุ่งฟุ่บๆ มาจากที่ไหนไม่ทราบ คนปิดหน้าต่างแผดร้องลั่นล้มลง

ถัดจากนั้นบนกำแพงได้มีคนหลายคนกระโดดลงมา คุกเข่าข้างหนึ่งให้จื่อหลีพลางพูดว่า

สู่เซี่ยมาสาย จู่กงโปรดลงทัณฑ์!”

จื่อหลีมองแล้วพูดว่า ลุกขึ้นเถอะ

ผู้มาใหม่หลายคนนี้ลุกขึ้นยืนแล้วจัดแจงย้ายซากศพออกไปอย่างคล่องแคล่วว่องไว ตามด้วยกำจัดรอยเลือดในที่เกิดเหตุจนหมดจดเกลี้ยงเกลา ทั้งหมดถูกดำเนินไปอย่างมีระเบียบเป็นขั้นตอนไม่สับสน เพียงครู่เดียว ภายในตรอกก็เหมือนไม่เคยเกิดเรื่องใดมาก่อนอย่างไรอย่างนั้น ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง มีผู้รับใช้จูงม้าเดินเข้ามาหา แล้วยืนรออย่างสงบอยู่ด้านข้าง

อาหลัวมองตาค้างแลบลิ้นอย่างตะหนกอยู่ในใจ ลมหายใจยังคงหอบ มือยังคงสั่น สวรรค์! นี่มันเรื่องอะไรกัน? เด็กสาวหันกลับไปเห็นว่าจื่อหลียังคงยิ้มละไมอยู่เหมือนเดิมก็ถามว่า

ท่านไม่ได้ถูกพิษ?

ดวงตาจื่อหลีทอประกายหัวเราะ

พิษเล็กน้อยแค่นี้แค่ครู่เดียวก็ไม่เป็นไรแล้ว อีกอย่าง ฝ่ายที่ติดปีกก็ยากจะบินหนีได้น่ะคือพวกเขา!”

อาหลัวพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมจื่อหลีถึงไม่มีทีท่าอนาทรร้อนใจสักนิด และให้นึกเสียใจว่าตัวนางก็ยังมองคนของที่นี่ตื้นเกินไปอยู่นั่นเอง

เด็กสาวหดหู่ผิดหวังอยู่ในใจ จ้องจื่อหลีเขม็งแล้วพูดอย่างโมโห

ถ้าอย่างนั้นท่านยังจะดูข้าโดนดาบฟันใส่หน้าตาเฉยอยู่อีกรึ? ไร้คุณธรรมนัก! ไม่ถือท่านเป็นต้าเกอแล้ว! ต่อไปอย่ามาพูดนะว่าเรารู้จักกัน ถือเสียว่าข้ามันปัญญาอ่อนไปเอง!” พูดจบก็หยิบเสื้อนอกขึ้นเดินจากไป

ได้ยินจื่อหลีพูดมาจากด้านหลังว่า เมื่อกี้ทำไมเจ้าถึงไม่ขี่ม้าหนีไปเล่า?

อาหลัวหันกลับไปถลึงตาใส่ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากขี่ม้าหนีไป ข้าน่ะถูกมันสลัดตกลงมา!”

จื่อหลียิ้มละไมพลางพูดว่า เจ้าก็หนีไปได้นี่นา พวกเขาไม่ได้คิดจะเอาชีวิตเจ้าสักหน่อย!”

อาหลัวยิ่งโมโหหนักเข้าไปใหญ่

ไม่ได้ยินพวกเขาพูดว่าข้าเป็นคุณชายน้อยหน้าสวยหรือไง? ถึงข้าคิดจะหนีก็ไม่มีโอกาส! ขอลาตรงนี้ ไม่ต้องพบกันอีก!”

เดินไปได้ไม่กี่ก้าว จื่อหลีก็ตามมา

อยากจะหัดขี่ม้าไหม?

อาหลัวไม่สนใจเขา จื่อหลีพูดอีกว่า

อยากจะกินอาหารเลิศรสหมดทั้งเมืองเฟิงไหม?

อาหลัวยังคงไม่สนใจเขา จื่อหลีถอนหายใจ

ข้าก็แค่อยากจะดูวิทยายุทธ์ของเจ้าเท่านั้น ท่าเท้ากระโดดเตะนั่นของเจ้าหมดจดงดงามมาก จึงรู้ว่าเจ้าเคยฝึกวิทยายุทธ์มาก่อน หากเจ้าทำท่าจะเสียท่าขึ้นมาจริงๆ  ข้าย่อมจะยื่นมือเข้าช่วยอยู่แล้ว ถึงข้าไม่ยื่นมือเข้าช่วย องครักษ์ของข้าก็จะยื่นมือเข้าช่วย เอาอย่างนี้ เจ้าพูดมาเถอะ ขอเพียงข้าทำได้ ข้าจะตามใจเจ้าทั้งหมด

อาหลัวหยุดเดิน จื่อหลีดูเผินๆ ว่ามาเพียงลำพัง แต่กลับมีองค์รักษ์ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนจำนวนมากขนาดนี้ลอบให้ความคุ้มครองอยู่อย่างลับๆ  ที่มาจะต้องไม่กระจอกอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นห้ามมีความเกี่ยวข้องใดกับเขาอย่างเด็ดขาด

จริงหรือ?

จริงสิ จื่อหลียิ้มน้อยๆ

อาหลัวถามต่อ ท่านมีเงินเยอะมากหรือเปล่า?

จื่อหลีขมวดคิ้ว ถือว่าพอจะมีก็แล้วกัน!”

อาหลัวพูดยิ้มๆ มีเงินก็ใช้ได้แล้ว ขอถามสักหน่อยได้หรือไม่ว่า ต้องใช้เงินมากแค่ไหนถึงจะซื้อเหลาเชียนเฟิงได้?

จื่อหลีหัวเราะ เจ้าอยากได้เหลาเชียนเฟิง?

อาหลัวส่ายหน้า จื่อหลีนิ่งคิดแล้วตอบว่า

หนึ่งหมื่นตำลึงเงิน

อาหลัวถามว่า อย่างนั้นหากจะซื้อเรือนพักสักหลังภายในเมืองเฟิง กับจะใช้จ่ายกินอยู่ไปจนชั่วชีวิต ต้องมีเงินมากเท่าไรถึงจะพอ?

จื่อหลีพูดยิ้มๆ เงินไม่กี่ร้อยตำลึงสามารถซื้อเรือนพักชั้นกลางไปจนถึงชั้นดีหนึ่งหลังได้ คนปกติทั่วไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายที่สุด  50-100 ตำลึงเงินก็สามารถอยู่ได้ไปหนึ่งปีแล้ว

ถ้าอย่างนั้นเมื่อกี้กับข้าวแค่ไม่กี่อย่างก็กินค่าใช้จ่ายของคนทั่วไปตั้งหนึ่งเดือนเชียวนะ!” อาหลัวเห็นว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนของที่นี่มันช่างใหญ่เหลือเกิน

จื่อหลียังคงยิ้มน้อยๆ เช่นเดิมซื้อสาวใช้คนหนึ่งแค่ยี่สิบตำลึงก็พอแล้วด้วยซ้ำ

อาหลัวพูดว่า ข้าต้องการเงินหนึ่งพันตำลึง ท่านให้ข้าได้หรือไม่?

จื่อหลีถามนางอย่างประหลาดใจ เจ้าต้องการเงินหนึ่งพันตำลึงไปทำอะไร?

อาหลัวพูดว่า เป็นค่าตอบแทนให้ข้าไงเล่า! ช่วยชีวิตท่านหนหนึ่ง ทำเอาเหนื่อยแทบตาย! ชีวิตของท่านต้องมีค่าถึงหนึ่งพันตำลึงอยู่แล้วใช่ไหมละ!”

ผู้ติดตามตวาดอย่างโกรธจัดมาจากด้านข้าง

เจ้ากล้าดูหมิ่นเจ้านายข้าเรอะ!”

จื่อหลีปรายตามองผู้ติดตาม ผู้ติดตามก้มหน้าลงโดยไม่พูดอะไรอีก สีหน้าเป็นฟืนเป็นไฟอย่างมาก

อาหลัวพูดอย่างแปลกใจ ไม่พอใจที่ข้าขายเจ้านายของเจ้าราคาต่ำเกินไปหรือ? งั้นเอาเป็นสองพันตำลึงก็แล้วกัน

ผู้ติดตามไม่กล้าพูดอะไรอีก เลือดขึ้นหน้าจนแดงก่ำไปหมด จื่อหลีพูดกลั้วหัวเราะว่า

ถึงจ้าอยากจะได้เหลาเชียนเฟิงก็ได้นะ

อาหลัวยิ้ม ข้าไม่โลภมาก สองพันตำลึง พวกเราจ่ายเงินมอบของต่างฝ่ายต่างจบ ต่อไปต่างก็ไม่ติดค้างกันแล้ว

จื่อหลีมองนางอย่างลึกล้ำ

ยังคงโกรธที่ข้ามีการเตรียมตัวอยู่แต่แรกแต่กลับไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วย?

อาหลัวพูดยิ้มๆ

ข้าเป็นวิทยายุทธ์ ทั้งเพิ่งจะรู้จักกัน การที่ท่านระแวงถือเป็นเรื่องปกติมาก เพียงแต่...ข้ากลับไม่ชอบ

จื่อหลียื่นมือออก ผู้ติดตามล้วงหยิบตั๋วแลกเงินออกมาปึกหนึ่ง ชายหนุ่มยื่นส่งให้อาหลัวโดยไม่แม้แต่จะดู

อาหลัวรับมา หยิบไปสองพันตำลึง แล้วคืนที่เหลือให้เขา หันกายเดินจากไป

ขณะจะเดินออกพ้นตรอก ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้น มือข้างหนึ่งรวบเอวพาตัวนางขึ้นไปบนหลังม้า จื่อหลีพูดเสียงเรียบว่า

ข้าจะส่งเจ้ากลับไป บ้านเจ้าอยู่ที่ไหน?

อาหลัวกำลังอ่อนล้าหมดแรงอยู่พอดี ในเมื่อมีแท็กซี่บริการฟรีจึงไม่คิดจะปฏิเสธ และบอกไปว่า

ไปส่งข้าตรงที่พบกับท่านก็พอ

จื่อหลีไม่พูดอะไรอีก ขี่ม้าห้อตะบึงย้อนไปตามเส้นทางเดิมออกจากประตูตะวันออก วกอ้อมไปจนถึงริมแม่น้ำ

อาหลัวลงจากม้าแล้วเดินจากไปทันที จื่อหลีดึงนางไว้ ปลดหยกประดับออกจากเชือกแพรถักที่ข้างเอวมอบให้นาง

ต่อไปมีเรื่องอะไร ให้ไปที่ร้านจำนำซิ่งหยวนในเมืองขอพบเถ้าแก่ร้าน บอกไปว่าคุณชายจื่อหลีให้เจ้ามา

อาหลัวนิ่งคิดนิดหนึ่งแล้วรับไว้

จื่อหลีขึ้นม้าไปอย่างเงียบงัน แล้วเฆี่ยนม้าห้อตะบึงจากไป

อาหลัวเดินไปถึงริมกำแพงล้อมคฤหาสน์อัครเสนาบดี มองดูรอบด้านว่าไม่มีคน ก็หยิบขลุ่ยตี๋ออกมาเป่าเป็นสัญญาณลับ

ครึ่งเค่อให้หลัง เสี่ยวอวี้ก็โผล่ขึ้นบนสันกำแพง

 

กลับมาถึงบ้าน อาหลัวก็หมดเรี่ยวแรงไปทั้งตัว อยากแต่จะแช่น้ำอุ่นอย่างเดียว ฟูเหรินเจ็ดเห็นนางอ่อนเพลียขนาดนี้ก็ไม่ได้ถามอะไรมาก

อาหลัวแช่อยู่ในน้ำอุ่นแล้วแสนจะสบาย สมองจึงเริ่มแล่น

คุณชายจื่อหลีผู้ซึ่งหน้าตาไม่ธรรมดาฝีมือก็ไม่ธรรมดาคนนี้คือใครกันแน่? ดูจากการปกครองลูกน้องของเขาแล้วพอจะมีพรสวรรค์ด้านการบริหารอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว คิดๆ ดูแล้วก็อดโมโหไม่ได้ นางแล่นไปสู้กับชาวบ้านให้เปลืองแรงเปล่า ถูกคนเขาปั่นหัวเล่นเป็นละครลิงแท้ๆ  นี่ถ้านางไม่เป็นคาราเต้ จื่อหลีก็ไม่มีทางนั่งงอมือรอความตายอยู่ดี คนของที่นี่นี่ทำไมถึงได้เจ้าเล่ห์เป็นปิศาจลิงกันไปหมดทุกคนเลยนะ ไม่มีใครกระจอกเลยสักคน

ที่น่าดีใจคือได้เงินมาอีกสองพันตำลึงแล้ว แถมยังได้หยกประดับที่อธิษฐานแล้วสมปรารถนามาอีกชิ้นหนึ่งด้วย นี่น่ะเป็นของล้ำค่าเลยเชียวละ เพราะไม่แน่ว่าวันไหนสักวันนางอาจจะมีเรื่องต้องขอร้องจื่อหลีก็เป็นได้ เขาจะช่วยนางแน่นอน ไม่ทราบเพราะเหตุใดนางจึงเชื่อถือคำพูดที่จื่อหลีพูดมาอย่างมาก

อาบน้ำเสร็จแล้ว อาหลัวก็มอบตั๋วแลกเงินให้ฟูเหรินเจ็ดนำไปเก็บไว้ ฟูเหรินเจ็ดถามอย่างตกตะลึงว่า

ทำไมออกไปแค่วันเดียวก็นำเงินกลับมาตั้งมากขนาดนี้ได้? ลูกสาม เจ้าคงไม่ได้ทุบตีใครสลบแล้วปล้นเขามาอีกหรอกนะ?

อาหลัวยิ้มแป้นหน้าบาน

วันนี้ข้าทุบตีคนสลบไปหลายคนเลยละ ข้าช่วยชีวิตคนผู้หนึ่ง เขาจึงมอบเงินนี้ให้เป็นการขอบคุณข้า ที่มาของเงินขาวสะอาดอย่างแน่นอน เหนียง พวกเราซื้อเรือนพักที่ข้างนอกกันได้ไหม? ข้าคิดว่าเงินพอแล้วล่ะเด็กสาวไตร่ตรองดูแล้วว่าหากจะไปจากคฤหาสน์อัครเสนาบดี ก็จำเป็นต้องมีที่พักสำหรับซ่อนตัวเป็นการชั่วคราวเอาไว้

ฟูเหรินเจ็ดกล่าวอย่างเห็นด้วยว่า

ความคิดนี้ไม่เลวเลย หากวันไหนพวกเราไปจากคฤหาสน์หลังนี้ก็จะได้มีที่ให้พักอยู่ได้ จริงสิ ฟังว่าหวางโฮ่วทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้เหล่าฟูเหรินและคุณหนูไปร่วมชมจันทร์ในวันสิบห้าค่ำ คาดว่าคงคิดจะดูตัวชิงเหล่ยและกำหนดตัวผู้ที่จะเป็นไท่จื่อเฟยนั่นแหละ

 

 

 

 

<>::<>::<>::<>::<>::<>

 



 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,352 ความคิดเห็น

  1. #2144 mymymy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2554 / 00:40
    ว่าเเล้วว่าคุ้นก็คุ้นนะ  เเต่ที่เคยอ่านไม่ใช่เเบบนี้ัเพราะไปอ่านมาจากพันทิบ

    ฮ่าๆๆๆ   เที่ยวนี้เลยมาอ่านที่นี่เเทน

    อาหลัวนี่เฮงเรื่องเงินเรื่องทองรึเปล่านะ  ออกจากบ้านทีไรได้เงินก้อนใหญ่ตลอด
    #2,144
    0
  2. #662 hane (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2553 / 15:57
    ออกจากบ้านสองครั้งก็ได้เงินกลับมาทั้งสองครั้ง แม้วิธีจะสุดบรรยายก็ตาม

    น้องหนูออกมาเปิดหูเปิดตา เปิดกระเป๋ารับทรัพย์ซะด้วย
    #662
    0
  3. #632 Charia (@sarama) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2553 / 22:43
    มีแต่หนุ่มหล่อ พี่จื้อหลี่ก็ยังดูดี แถมวันเดียวยังหาเงินได้ตั้งเยอะ ได้กินของแพงอีกด้วย เปิดหูเปิดตาเนอะ!
    #632
    0
  4. #630 ~aIrI~ (@sassygirlygirl) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2553 / 17:04
    หาเงินเก่งจริงอิหนูเอ้ย = ="
    #630
    0
  5. #628 Fround (@Fround) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2553 / 12:26

    มารอลุ้นว่าใครเป็นพระเอก

    อยากจะเดา ก็เดายากจริงๆ

    #628
    0
  6. #626 klao_1990 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2553 / 23:51
    ชอบคำว่า"สินค้าชั้นเลิศ"อะ



    จื่อหลี โผล่แล้ว ดูเป็นพี่ชายแสนดีอบอุ่นจริงๆอะแหละ แต่ก็ยังชอบหลิวเจว๋มากกว่า เหตุผลก็เหมือนความเห็น 617 เด๊ะเลย เพราะ ท่าจะมันส์จริงๆ



    คุณหลิน สู้ๆนะคะ ^^
    #626
    0
  7. #625 ^o^ ตังกี๋ ^o^ (@kidoodi003) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2553 / 23:39
    ขำเหนียงชินคนสวย

    ลูกสาวนี่ออกจากบ้านเมื่อไหร่เป็นต้องได้ทุบหัวคนสลบทุกที 555+

    จื่อหลีออกแนวเหมาะจะเป็นพี่ชายที่แสนดีมากกว่า

    จะเหมาะกับอาหลัวมันต้องถึงแนวหลิวเจว๋ หุหุ
    #625
    0
  8. #624 joom139 (@joom139) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2553 / 22:02
    อุ้ยๆ!!!! เห็นด้วยกับความคิดที่ 617 เลยอ่ะ
    #624
    0
  9. #621 ~HermaphroditE~ (@zedyx101) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2553 / 14:57
     ว๊ายๆๆ คิดในมุมนางเอกแล้วมีความสุุขจริงแฮะ

    หนุ่มหล่อๆเอ๊าะๆ ทั้งนั้น >..< 
    #621
    0
  10. #620 nutty (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2553 / 14:30
    คิดเหมือนความเห็นที่ 617 หนุ่มทั้งหลายโลลิทั้งน้าน หารู้ไหมว่าเสร็จเจ๊ ฮุ ฮุ



    แต่อีกไม่กี่ปี คนมีคนเข้าตานางเอกบ้าง ไม่ได้มองว่าเด็กอย่างเดียวหรอก หลิวเจ๋วสู้ สู้
    #620
    0
  11. #617 Zozo - Lazy - FoX (@zozo-lazy-fox) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2553 / 12:59
    เวอร์ชั่นนี้...ก็ยังเชียร์หลิวเจว๋อยู่นะ ^^ ไม่ใช่ว่าจื่อหลีไม่ดี แต่ดูแล้วคู่กับหลิวเจว๋ท่าทางจะมันส์กว่า อิ้อิ้

    ปล.แอบคิดมาตั้งนานละ หนุ่มๆ เรื่องนี้ยังวัยเอ๊าะๆ แต่นางเอกของเราเนี่ยตอนข้ามภพมาก็อายุ 20 ต้นๆ แล้ว + อยู่ต่อมากอีก 5-6 ปี เอิ่ม....อายุจริงของอาหลัวก็แก่กว่าหนุ่มๆ ชั้นเลิศในเรื่องนี้สิเนี่ย ^^" 

    มองมุมนางเอก >>> สาวอายุมากกว่า VS หนุ่มเอ๊าะขบเผาะ
    มองมุมหนุ่มๆ มาที่อาหลัว >>>> เลี้ยงต้อย + โลลิ ชัดๆ !! XD 
    #617
    0
  12. #616 คนอ่าน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2553 / 12:48


    น่าจะมีคนมาสอนวรยุทธนางเอกบ้างนะเนี่ย จะได้ซัดคนร้ายให้หมอบไปเลย



    ว่าแต่ วันนี้ม่านม่าน ติดอันดับ1 แล้วล่ะ ยินดีกับไรเตอร์ด้วยนะ
    #616
    0
  13. #614 GaKaMaLe (@inmy) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2553 / 11:36

    ถึงแสนดีแต่ตอนหลังก็เกือบทำร้ายนางเอกนะถ้าพระเอกเราไม่ยื่นมือเข้าช่วย รอๆๆๆว่าหลิวเจว่จะออกมาอีกเมื่อไหร่ ชอบหลิวเจว่ที่สุดอะ เราก็ต้องเชียร์พระเอกอยู่แล้ว

    ฮ่าขำที่นางเอกดันเปรียบม้าเป็นแท็กซี่นะ

    #614
    0
  14. #611 kasia satannia (@kasia) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2553 / 09:02
    อ่า...จื่อหลีออกมาแล้ว พี่ชายที่แสนดี>.<

    ขอบคุณอาร์คีดีมิสที่ทำให้อาหลัวได้ออกไปสู่โลกภายนอกค่ะ555
    #611
    0
  15. วันที่ 16 กรกฎาคม 2553 / 11:33
    อ๊ากกกกกซ์

    โผล่มาอีกหนึ่งแล้ว ลุ้นมากมาย อ่านเพลินจริงๆ
    #607
    0
  16. #605 ne-run-cha-ra (@ordin) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2553 / 01:33

    หลิ่วเจ่ เนี่ยให้อารมณ์ เหมือนเด็กชายแกล้งเด็กสาวที่ชอบยังไงไม่รู้
    แต่เรื่องนี่รู้สึก แอบเชียร์ แบดบอยอยู่นะ

    #605
    0
  17. #604 K66z (@wanmunkem) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 / 22:51
    ท่านว่าที่พระเอกปรากฎกาย....(ปัญหาคือไม่ได้เป็นนี่ล่ะ T^T)
    #604
    0
  18. #602 ~aIrI~ (@sassygirlygirl) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 / 22:20

    จื่อหลีน่ารักเจรงๆ    ออกจะเป็นพี่ชายที่อบอุ่น   ตรงข้ามกับหลิวเจว์เลยนะ  555+

    #602
    0
  19. #600 ~HermaphroditE~ (@zedyx101) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 / 22:02
     ชอบจื่อหลีมากกว่าหลิวเจว๋อ่ะ T^T
    #600
    0
  20. #599 ^o^ ตังกี๋ ^o^ (@kidoodi003) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 / 21:41
    มาแล้วอีกหนึ่งหนุ่มหล่อ รวมเป็นสี่

    จะอดใจรอไม่ไหว อยากอ่านเป็นเล่ม อยากเห็นภาพห้าหนุ่มด้วย

    โดยเฉพาะสองหนุ่มเฮียหลิวเจว๋กะจื่อหลี
    #599
    0
  21. #598 lanla (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 / 21:02
    กด Like ให้กับอาร์คีมีดิสก่อน ที่ช่วยให้อาหลัวหาทางออกไปยังโลกภายนอกได้ (อิอิ)
    #598
    0
  22. #590 คนอ่าน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 / 13:02
    ว้าว!ม่านม่านย้ายหมวดแล้ว

    ดีเหมือนกันนะเนี่ย หาง่ายขึ้นเยอะเลย (ปกติจะไม่ค่อยได้อ่านแนว ซึ้งกินใจ น่ะ) เลยใช้วิธี Search จากชื่อผู้แต่ง



    อือม์ แต่พอย้ายแล้ว เรื่องติดอันดับ 2 เลยนะเนี่ย ดีใจด้วยคับ



    #590
    0
  23. #586 romancer (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 / 09:54
    กรี๊ด อัพก่อนเวลา

    กรี๊ด โผล่อีกหนึ่งหนุ่ม

    #586
    0
  24. #476 คนอ่าน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2553 / 11:09


    อาหลัวอยู่มาสามเดือนก็เล่นพิณเก่งกว่าอาเหล่ยแล้ว

    อย่างนี้อีกสามเดือนจะสามารถพัฒนาลายมือให้สวยกว่าอาเฟยได้ไหมนะ



    อยากรู้ด้วยว่าปกติ ที่บ้านของอาหลัวอาหารกินพวกอะไรกันบ้าง สมัยโบราณกับข้าวเป็นยังไงนะ
    #476
    0
  25. #475 nutty (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2553 / 01:28
    อ่านเรื่องเต็มได้รสชาติกว่าเยอะ ความผูกพันความรักของเหนียงทำให้เชียร์นางเอกให้พาหนีออกจากที่นี่ คับที่อยู่ได้แต่คับใจอยู่ยาก
    #475
    0