(จบ)ปรมาจารย์ศาสตร์กามหาใช่เป็นกันได้ง่ายเลยจริงๆ (สนพ.เฮอร์มิท)

ตอนที่ 4 : บทที่ 2 เติมน้ำมันต้องใช้เบนซิน แต่ใกล้ชิดเธอให้ชินต้องใช้อะไร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,267
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,502 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่ 2 เติมน้ำมันต้องใช้เบนซิน แต่ใกล้ชิดเธอให้ชินต้องใช้อะไร

ชาติชายในชื่อซวี่เซิงได้แต่นั่งทำสมาธิอยู่ในห้องเงียบๆ ปิดตัวปิดตาย ขอเรียบเรียงความคิดและสติใหม่สักเล็กน้อย
จูหงเฟยคือปรมาจารย์ผู้สืบทอดศาสตร์กามคนก่อน พอโยนตำแหน่งให้เขาเหมือนเทน้ำลงท่อเสร็จแล้วก็ชิ่งหนีหายโดยอ้างว่าจะไปจัดการส่วนที่อยู่บนสวรรค์ เช่นนั้นซวี่เซิงก็ต้องจัดการในส่วนบนโลกมนุษย์นี่อย่างนั้นหรือ?
พอกลั่นกรองทุกอย่างด้วยสติเต็มร้อยอีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองไม่มีทางเลือกใดเลยนอกจากเป็นไปตามน้ำ
ตัวเขาในชาติก่อนตายแล้ว สาเหตุการตายก็น่าอายจนไม่อยากจะยอมรับ หมองูตายเพราะงูโดยแท้ ต่อให้มีวิธีกลับไปโลกเก่าได้ซวี่เซิงก็ไม่กลับไปหรอก อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว ดันไปหัวใจวายตายอยู่ในที่แบบนั้น อุตส่าห์ชื่อชาติชายทั้งที ทำไมจุดจบถึงได้น่าอนาถขนาดนี้กันนะ
ซวี่เซิงตามจริงอยากจะละทางโลก ไม่อยากยุ่งเกี่ยวอะไรกับเรื่องใต้สะดืออีกต่อไปแล้ว ทว่าสุดท้ายโชคชะตาของเขาก็เหมือนผูกติดกับเรื่องพวกนี้ หนีไปตายก็หนีไม่รอด เช่นนั้นเขาก็จะขอทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผล ยอมเดินสายหื่นอีกสักทีก็แล้วกัน
ซวี่เซิงลืมตาขึ้น เริ่มต้นสำรวจบ้านหลังใหม่หรือก็คือตำหนักของปรมาจารย์ศาสตร์กาม ซึ่งในตอนนี้มีเขาอยู่อาศัยเพียงแค่คนเดียว คล้ายว่าที่กว้างขวางแห่งนี้จะเคยเป็นสำนักเร้นลับมาก่อน คาดว่าในอดีตกาลน่าจะมีลูกศิษย์พอสมควร ทว่าพอคนเริ่มบำเพ็ญเซียนและละซึ่งกิเลสตัณหา เรื่องใต้สะดือที่ดูน่าอายและไม่จำเป็นจึงค่อยๆ จืดจางหายไป
ซวี่เซิงมุ่งหน้าตรงไปยังห้องแต่งตัว เริ่มต้นอาบน้ำชำระล้างร่างกาย แล้วสำรวจร่างใหม่ของตนให้ถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง
“ซวี่เซิงนี่หน้าโขกเราตอนหนุ่มมาเต็มๆ เลยจริงๆ...”
ชาติชายวัยละอ่อนก็หน้าแบบนี้ ใครต่อใครก็ว่าเขาหน้าตาดูเป็นคนซื่อๆ ดูไร้เดียงสาไม่มีพิษมีภัยเลยถูกหน้าตาไร้พิษสงหลอกลวงเป็นแถบๆ
ผิวของซวี่เซิงขาวซีดไร้เลือด ตาข้างซ้ายเป็นสีแดงเหมือนกับตาของซอมบี้ ในขณะที่ตาข้างขวาเป็นสีดำปกติ หางตาเขาตกเล็กน้อย และขนตาล่างค่อนข้างยาวจึงทำให้เป็นคนหนุ่มที่หน้าไม่ดุเลยแม้แต่นิด โครงหน้าได้รูปรับกับจมูกโด่ง ส่วนรูปร่างเขาก็ไม่ได้ผอมบาง เป็นหุ่นสมส่วนของเด็กหนุ่มปกติ ส่วนสูงเองก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน อย่างที่จูหงเฟยว่า เทียบร่างเขากับซอมบี้ตัวอื่นนับว่ารูปงามดูดีกว่าจริงๆ นั่นแหละ
ซวี่เซิงเปลื้องผ้ายืนโป๊อล่างฉ่างอยู่หน้ากระจกทองเหลือง ก่อนจะสางเส้นผมดำยาวถึงใต้อกที่พันกันเป็นปมออก จึงค่อยมองเห็นว่ากะโหลกศีรษะตัวเอง...เปิดอยู่
เชี่ย! สมองจะไหลออกมาแล้ว
เขารีบเดินวนหาผ้าพันแผลกับเข็มในตำหนักเพื่อมาเย็บหน้าผากตัวเอง ในตอนที่ลงเข็มไปที่ผิวหนังซีด ซวี่เซิงพลันพบว่าประสาทสัมผัสรับรู้ของตนมีแบบผิวเผินเท่านั้น
เขาไม่เจ็บเลยสักนิดในตอนที่เข็มจิ้มลงไปในผิวเนื้อ คือมันก็เจ็บอยู่บ้าง แต่ก็เพียงนิดเดียวเท่านั้น เหมือนกับถูกมดกัด เขาไม่เจ็บปวดประสาทส่วนหนึ่งตายไปแล้วใช่ไหมเนี่ย แบบนี้ต่อให้ถูกซอมบี้กัดก็คงไม่ต่างจากโดนหมาฟัดสินะ
และเพราะเขาเป็นครึ่งซอมบี้ ทำให้ต่อให้โดนกัดไปก็ไม่กลายพันธุ์ จะเรียกว่าโชคดีในโชคร้ายได้ไหมหนอ...
ซวี่เซิงนั่งเปลือยกายลงเข็มเย็บหน้าผากตัวเองที่เปิดอ้าออกจนเห็นสมอง ก่อนจะเริ่มสำรวจร่างว่ามีตรงไหนอีกบ้างที่เนื้อแหวกออกจากกัน จากนั้นจึงค่อยๆ เย็บซ่อมแซมร่างกาย
“เกิดใหม่มันก็ดีอยู่หรอก แต่เกิดในร่างศพนี่ก็นะ...”
ซวี่เซิงถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะทำใจไปอาบน้ำล้างคราบเลือดและคราบสกปรกที่ติดตัวออก

ปรมาจารย์ศาสตร์กามคนก่อนไม่ได้บอกอะไรมากมาย เช่นนั้นจึงเป็นเขาเองที่ต้องคลำหาทาง
ซวี่เซิงอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อจนสะอาดเอี่ยม เขาสวมเสื้อคอตั้งสีขาวแขนกุดที่มีลวดลายสีแดงอยู่ตรงคอเสื้อ ก่อนสวมกางเกงขายาวเข้าชุดแล้วคลุมทับด้วยชุดสีขาวและสีแดงอีกอย่างละตัว บนหน้าผากมีผ้า สีขาวปิดปากแผลไม่ให้สมองไหล และจัดการรวบผมที่ยาวเลยอกด้วยการถักเป็นเปียหลวมๆ
เขาขลุกตัวอยู่ในห้องหนังสือ อ่านบันทึกของปรมาจารย์ศาสตร์กามคนก่อนๆ และดูประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้
อย่างแรกที่ซวี่เซิงค้นพบก็คือสำนักศาสตร์กามคือสำนักเร้นลับที่ปลีกวิเวกจากผู้คน
เท้าความเดิมว่าในโลกนี้เรื่องโจ๊ะๆ คือเรื่องต้องห้าม ฉะนั้นผู้ที่ศึกษาศาสตร์แห่งกามก็มีความผิดพอๆ กับผู้ที่ผันตัวเข้าวิถีมารเลยทีเดียว ในรุ่นของจูหงเฟย ศิษย์ทั้งหมดในสำนักก็ถูกพวกอธรรมไล่ล่าฆ่าฟันจนตายเดี้ยงไปหมดแล้ว
อย่างที่สองคือประวัติศาสตร์ราคะในโลกนี้ไม่แตกต่างจากที่เขารู้มาเท่าไหร่ เรียกได้ว่ามีจุดร่วมที่เหมือนกันอยู่หลายอย่าง
อาทิ อย่างการที่มนุษย์บรรพกาลเรียกจุ๊ดจู๋ว่า ‘เกิน’ ซึ่งแปลว่าราก ในจุดนี้คงหมายถึงการหยั่งรากลึกในการสืบพันธุ์
ตำราศาสตร์แห่งกามนั้นบูชาการร่วมรักว่าเป็น ‘ศิลปะชั้นสูง’ ด้วยแนวคิดที่ว่าด้วยการ ‘บูชาการเกิด’ นั่นเอง ศาสตร์แห่งกามนี้มีคำสอนหลักใหญ่ๆ ที่เขียนแปะป๊าบอยู่หน้าสำนักได้เลยว่าหากมนุษย์ชาติไม่สืบพันธุ์ โลกก็จะล่มสลาย
แล้วมันก็ถูกต้องเสียด้วย ตอนนี้มนุษย์ทุกคนหยุดทำเรื่องอย่างว่าและคิดว่าเรื่องอย่างนี้กลายเป็นเรื่องน่าอายกันไปหมดแล้ว ตอนนี้เป็นไง พอคนไม่เกิด ตายไปก็กลายเป็นซอมบี้ พับผ่าสิ!
ซวี่เซิงถอนหายใจยาวเหยียดก่อนบ่น “ไอ้คนหนุ่มในโลกนี้มันรู้หรือเปล่าเนี่ยว่าเจี๊ยวตัวเองมีไว้ทำอะไร?”
ไม่ใช่แค่ชายหนุ่มเท่านั้น แต่ซวี่เซิงก็อยากจะถามสาวน้อยด้วย แต่เกรงว่าจะละลาบละล้วงกุลสตรีเกินไปจึงหยุดคิด เพราะเรื่องที่ใช้ข้างล่างตัดสินมันต้องยกให้ผู้ชาย!
ซวี่เซิงกางม้วนตำรา ยกพู่กันชุ่มหมึกที่เหมือนลงอักขระอาคมให้พร้อมเขียนอยู่ตลอดเวลาขึ้นมา เริ่มต้นคัดลอกศาสตร์วิชาในตำราที่มีอยู่ทั้งหมดด้วยความใจเย็น
...
ซวี่เซิงหมกตัวอยู่ในห้องหนังสือศึกษาตำราจนทะลุปรุโปร่ง เพราะเป็นครึ่งซอมบี้ ต่อให้ไม่นอนก็ไม่รู้สึกเหนื่อยล้า ซวี่เซิงไม่แน่ใจว่าตัวเองนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่ในห้องนี้ไปกี่วันกี่คืน เพราะในตอนที่เงยหน้าขึ้นมาก็พบว่ามันเป็นตอนเช้าแล้ว
ซวี่เซิงเดินไปที่บานหน้าต่าง มองวิวทิวทัศน์ที่ค่อนข้างอึกครึมด้วยความรู้สึกไม่ปลอดโปร่งเท่าใดนัก...
“ถึงเวลาทดลองวิชาแล้ว” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหมุนร่างไปเตรียมเก็บของใช้ที่จำเป็น
อีกหนึ่งศาสตร์ที่ซวี่เซิงตั้งใจร่ำเรียนเป็นอย่างมากนั่นก็คือศาสตร์คืนชีวิต!
จูหงเฟยสามารถปลุกซวี่เซิงที่เป็นซอมบี้ผีดิบให้กลับมามีชีวิตได้ก็เท่ากับว่าเขาเองก็ต้องทำให้ได้เช่นกัน แต่ในเรื่องนี้ซวี่เซิงไม่แน่ใจเล็กน้อง แอบหวั่นอยู่ลึกๆ ว่าอาจจะเป็นการดูดวิญญาณจากที่อื่นมาเข้าร่างศพดังเช่นเขาเป็นต้น แต่ถึงอย่างไรก็ต้องลอง! ซวี่เซิงสะบัดเสื้อคลุมสีแดงมาสวม ก่อนจะแบกม้วนคัมภีร์กับพู่กันออกจากสำนักศาสตร์กาม
การเรียนรู้ที่ดีคือการทดลอง ซวี่เซิงเริ่มท่องอาคมและกลไกเปิดผนึกทางเข้าหน้าสำนักตามที่จูหงเฟยเขียนบอกไว้ในบันทึก เมื่อตรวจสอบอย่างเรียบร้อยแล้วก็ค่อยๆ ก้าวออกมายังภายนอก
“บรรยากาศไม่ดีเลยนะ” ซวี่เซิงบ่นเล็กน้อย เขาโผล่มาในจุดที่เหมือนจะเป็นป่าโปร่ง อย่างแรกที่ซวี่เซิงต้องทำก็คือจับซอมบี้ที่มีลักษณะดีมาสักตัวเพื่อทดลองเหมือนจูหงเฟย
จูหงเฟยบอกว่าขโมยเขามาจากปราสาทในสำนักของฝ่ายอธรรม เหมือนว่าฝ่ายอธรรมเองก็มีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับผีดิบเช่นกัน แต่คิดว่าคงไม่ได้หาศึกษาเรื่องเดียวกันกับปรมาจารย์ศาสตร์กามเป็นแน่ เช่นนั้นถ้าหากอยากได้ซอมบี้ลักษณะดีก็ต้องไปที่สำนักของฝ่ายอธรรมงั้นหรือ
เอาล่ะ ปัญหาต่อมาคือฝ่ายอธรรมอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ เช่นนั้นตัด!
“เอาจากแถวๆ นี้นั่นแหละ ไม่ต้องไปไกลนักหรอก”
อย่างไรก็ตัวทดลองศึกษา หาจับเอาแถวนี้นั่นแหละ ซวี่เซิงคิดสรุป ก่อนจะเริ่มย่องไปตามทางลงหุบเขา
ใต้ตีนเขามีหมู่บ้านเป็นชุมชนเล็กๆ อยู่ไม่ไกล ซอมบี้เองก็มีอยู่ทุกที่ เดินไปไหนก็เจอ เหมือนกับว่าคนธรรมดาๆ ที่ไม่มีวรยุทธ์จะหายไปจากโลกนี้กันหมดอย่างแท้จริง ที่เหลืออยู่ก็มีแต่พวกเซียนที่ไปสวรรค์ไม่ได้เพราะถูกแบน ซวี่เซิงเอากิ่งไม้มาเสียบหัว เดินๆ ย่องๆ ผลุบนู่นโผล่นี้ ใช้นัยน์ตาคละสีกวาดมองพวกซอมบี้ที่เดินเอียงเอนกันเบื้องหน้า
‘...มีแต่พวกไม่สมประกอบจริงๆ ซะด้วย จะใช้การได้ไหมล่ะเนี่ย’
อย่างน้อยซวี่เซิงก็อยากได้ที่แขนขาครบหรือหัวไม่แบะเหมือนเขาสักหน่อย ในขณะที่กวาดตามองไปรอบๆ ตอนนั้นเอง ในจุดไกลลิบๆ ซวี่เซิงพลันเห็นเหมือนเงาบางอย่าง ‘หืม...?’
เงานั่นขยับรวดเร็วว่องไว ไม่น่าใช่พวกซอมบี้ ซ้ำยังไม่ได้มีเงาเดียวเสียด้วย มองไปมองมาก็เหมือนกองกำลังขนาดย่อม ซวี่เซิงสะดุดตาเป็นอย่างมาก เขาจึงค่อยๆ หลบซ่อนตัวแล้วย่องเบาไปยังจุดนั้น
ซอมบี้พวกนี้เหมือนจะอาศัยเสียงเป็นตัวชักนำ บางตัวหากมีตาแต่ถ้าหลบเลี่ยงให้ดีก็จะผ่านมาได้ หากไม่ส่งเสียงเรียกร้องความสนใจจากมันก็จะปลอดภัย ไม่รู้ว่าเพราะเขาเป็นครึ่งซอมบี้ด้วยหรือเปล่า หากไม่ทำตัวโหวกเหวกกระโตกกระตากมากไปก็ไม่เป็นที่สังเกตเห็น ซวี่เซิงหลบไปตามมุมอย่างใจเย็น เมื่อใกล้ขยับเข้าไปมากขึ้น ซวี่เซิงก็ต้องแปลกใจเมื่อพบเห็นกองกำลังขนาดย่อมที่สวมชุดเกราะเหล็กกำลังฟาดฟันไล่ฆ่าพวกซอมบี้อยู่ ซวี่เซิงรีบหลบเข้าไปอยู่ในถังไม้ เปิดฝาแล้วสอดส่องสายตาแอบดู
ซอมบี้ผีดิบชาวบ้านพวกนั้นเหมือนจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขาด้วยซ้ำ คนพวกนั้นตวัดอาวุธทีหนึ่งซอมบี้คลั่งที่กำลังจะตะกายเล็บเข้าโจมตีก็ล้มฮวบเป็นซากเรียบร้อย
ทว่าเสียงการต่อสู้ที่ดังจนเกินไปนั้นทำให้ซอมบี้ที่อยู่รอบๆ พุ่งตรงเข้ามาหามีจำนวนเยอะขึ้นเรื่อยๆ เป็นดงใหญ่
“ที่นี่จำนวนเยอะกว่าที่คิดอีกนะ ท่านจิว”
“เช่นนั้นก็รีบจัดการเข้าเถอะ จะได้กลับไปนอนพักกันเสียที ท่านหรง”
เหมือนกับว่าชายหนุ่มชุดเกราะเหล่านี้จะเป็นหน่วยกำจัดผีดิบงั้นหรือ? ซวี่เซิงนับจำนวนดูคร่าวๆ พวกเขามากันแค่สิบกว่าคนแต่กลับสังหารซอมบี้ได้ตายเป็นร้อยตัวภายในเวลาอันรวดเร็ว พวกจอมยุทธ์ในโลกจีนโบราณมหัศจรรย์กันเหลือเกิน
ซวี่เซิงลอบมองอย่างใคร่รู้ นักรบทั้งหลายก็เริ่มต้นกระบวนท่าที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ คนที่ถูกเรียกว่าท่านหรงเป็นชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาที่ดูใจร้อน เขาชี้ทวนวงเดือนของตนไปยังด้านหน้า ทวนวงเดือนที่แยกหัวทวนเป็นสองวงราวกับจันทร์ครึ่งเสี้ยวเปล่งลำแสงสีแดงเข้ม สะบัดเพียงทีเดียวก็เหมือนจะเห็นเส้นลำแสงพาดผ่าน ฝ่าฟันเข้าที่กลางลำตัวของเหล่าผีดิบที่อยู่ในรัศมี 1 ลี้ ในอีกด้านหนึ่ง บุรุษที่ถูกเรียกว่าท่านจิวเองก็มีกระบวนท่าแบบเดียวกัน อาวุธของเขาคือไม้พลองที่เปล่งลำแสงเป็นสีเหลืองอ่อน ลักษณะของท่านจิวผู้นี้เหมือนพระในวัดเส้าหลิน กระทั่งวิทยายุทธ์เองก็โฉบเฉี่ยวเด็ดขาด เรียกได้ว่าพลิ้วไหวดุจสายน้ำเลยทีเดียว สองคนนี้เหมือนจะเป็นหัวหน้า แต่นักรบคนอื่นก็ต่อสู้เก่งไม่แพ้กัน
ซวี่เซิงมองด้วยสองตากว้าง ชื่นชอบท่วงท่าต่อสู้อันงดงามของพวกเขายิ่งนัก แต่เหนืออื่นใดสายตาเจ้ากรรมกลับเอาแต่มองสะโพกของหนุ่มๆ...
โอ้วว้าว แน่นปึ๋งปั๋งท่าทางจะแข็งแรงมิใช่น้อยเลยนะเนี่ย วู้ว
ซวี่เซิงน้ำลายสอเล็กน้อย อดคิดไม่ได้เลยว่าจอมยุทธ์นี่มันดีจริงๆ จอมยุทธ์ชายยังเด็ดขนาดนี้ จอมยุทธ์หญิงจะงานหยดขนาดไหน ซวี่เซิงจินตนาการเพ้ออย่างห้ามใจไม่อยู่ ทันใดนั้นเอง สายตาเหยี่ยวคมของเขาก็มองเห็นร่างซอมบี้ร่างหนึ่งที่กำลังบุกฝ่าเข้ามา
ซอมบี้ร่างนั้นเป็นเด็กผู้ชาย ดูแล้วอายุไม่น่าเกิน 13-14 ปี ส่วนใบหน้านั้นก็น่ารักอย่าบอกใคร ด้วยความสัตย์จริง วินาทีที่เห็นความคิดที่ถูกปลุกขึ้นมาในตัวของซวี่เซิงคือ ‘โชตะหนุ่มน้อยแสนน่ารัก!’ เป็นเด็กน้อยประเภทที่ว่าหากอยู่โลกเก่าแล้วตนเป็นชาติชายจะเอ็นดูเป็นลูกเป็นหลานและให้เงินไปซื้อขนม ส่วนถ้าเป็นทางกามก็คือเป็นหนุ่มน้อยน่ารักในโดจิน 18+ ที่โหลดมาอ่านเล่นฆ่าเวลาบ่อยๆ นั่นเอง
ซ้ำอีกฝ่ายยังเป็นซอมบี้สภาพดีเสียด้วย! ซวี่เซิงราวกับเจอสมบัติล้ำค่า เขาเผลอโน้มตัวโถมไปข้างหน้า ทันใดนั้นเองถังไม้ที่เขาใช้ซ่อนตัวอยู่ก็ปรากฏรอยปริร้าว แตกพลั๊วะ!
“อะไรน่ะ!” นักรบหนุ่มทั้งสองอุทานพร้อมกัน ส่วนซอมบี้ทั้งหลายเองก็เบนทิศมาทางเขากันหมด เพราะเสียงดังที่เกิดขึ้นนั่นเอง
ซวี่เซิงผวาเฮือก ทั้งซอมบี้คนเหล่านักรบจดจ้องเขาเป็นตาเดียว กระทั่งมีคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “นั่นผีดิบหรือมนุษย์!”
“อะ...” ซวี่เซิงตอบไม่ถูก จะบอกว่าครึ่งๆ ก็กระไรอยู่ ซอมบี้ตัวที่อยู่ละแวกเขาก็หมุนตัวอ้าปากที่มีน้ำลายยืดๆ เดินโงนเงนมาหาแล้ว
“ผีดิบโจมตีเจ้านั่นงั้นหรือ”
เหล่านักรบจอมยุทธ์มองผีดิบที่มีท่าทางแตกต่างจากคนอื่นอย่างใคร่สงสัย ทันใดนั้นผีดิบที่มีนัยน์ตาสีแดงเพียงข้างเดียวก็ผุดลุกขึ้น กางม้วนคัมภีร์แล้วสะบัดพู่กันในมือ
“เฮ้อ แย่จริง ไม่คิดเลยนะว่าจะต้องมาเปลืองหมึก...”
“!?”
ผีดิบตนนั้นรูปงามกว่าตนอื่นซ้ำยังพูดจาได้ราวกับมนุษย์ สิ้นคำจู่ๆ รอยน้ำหมึกสีดำลอยลิ่วออกมาจากม้วนคัมภีร์ ปรากฏเป็นชายหญิงหน้าตางดงามคู่หนึ่งที่สวมเสื้อผ้าหลุดลุ่ย
ซวี่เซิงสีหน้าเรียบนิ่ง ชี้พู่กันไปทีหนึ่ง หญิงชายคู่นั้นก็เริ่มโอบกอดลูบไล้กันต่อหน้าต่อตาเหล่านักรบจอมยุทธ์และฝูงผีดิบ!
“อะ...อะไรกัน!” คนที่ถูกเรียกว่าท่านหรงผงะถอย สองตาเบิกโพลง “วิชาลวงตาอันใดกัน!”
“ไม่เคยพบเคยเห็น!” คนที่ถูกเรียกว่าท่านจิวโพล่งตาม
“เจ้าเป็นใครกัน!” เหล่านักรบจอมยุทธ์ที่เหลือต่างตั้งอาวุธ
ซอมบี้ผีดิบทั้งหลายเองก็หยุดนิ่ง เอาแต่จ้องมองสองร่างนั้นที่กำลังฉุดทึ้งเสื้อผ้ากัน ทันใดนั้นเหล่าซอมบี้ทั้งหลายก็หันมาคว้ากันเอง เริ่มคลุ้มคลั่งไปตามๆ กัน แน่นอนว่าพวกมันไม่ได้จับคู่กันร่วมรัก แต่กำลังกัดกินซึ่งกันและกันจนเลือดสาดน้ำหนองกระจาย เหล่านักรบจอมยุทธ์ตะลึงอึ้ง ใบหน้าทุกคนแดงฉาน รู้สึกอับอายจนอยากควักลูกตา
พวกเขาหัวใจเต้นกระส่ำ ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น เพราะไม่เคยเห็นท่วงท่าใกล้ชิดของชายหญิงมาก่อน มันรู้สึกกระดากอายและทำให้ทำใจลืมตามองเต็มๆ ตาไม่ได้ เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ผีดิบตนนั้นก็กำลังวิ่งไปยังร่างของผีดิบเด็กชายผู้หนึ่ง
เหล่านักรบจอมยุทธ์ร่างกายร้อนผ่าวช่วงท้องน้อยร้อนวูบ ขยับตัวเชื่องช้ากว่าเดิมกว่า 10 ส่วน ทันใดนั้นเองก็มีใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นอย่างตกใจ “ทะ...ทุกคน! ข้าเดินไม่ได้”
“เกิดอะไรขึ้น!”
“กลางขาข้ามีเนื้องอกผุดขึ้นมา!”
“ว่าไงนะ ขะ...ข้าก็มี!”
“ข้าด้วย!”
“ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี!”
“เราต่อสู้ไม่ได้แล้ว!”
ทุกสายตาจ้องเป๋งไปยังผีดิบที่โพกผ้าสีขาวบนศีรษะตนนั้น “คำสาปงั้นหรือ!”
ซวี่เซิงเองก็หาได้สนใจไม่ ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการก็คือเจ้าซอมบี้โชตะคนนี้ เจ้าซอมบี้โชตะนี้แม้มีหน้าตาน่าเอ็นดูแต่ตากลับขวางยิ่งนัก ซวี่เซิงตั้งท่าต่อสู้ ก่อนสะบัดผ้าขาวในมือขึ้นมาเป็นเส้นตรง เตรียมมัดรวบตัวซอมบี้โชตะให้กลับไปด้วยกัน
ซอมบี้โชตะกัดฟันกรอด ซวี่เซิงก็ยกยิ้มที่มุมปาก
“เวลามีไม่มาก อยากกัดก็รีบเข้ามา เดี๋ยวจะพาไปเลี้ยงขนม”
ซอมบี้โชตะอ้าปากโชว์เขี้ยว พุ่งหลาวเข้ามาหวังกัดกระชากคอซวี่เซิง ซวี่เซิงรีบพลิกตัวหลบอย่างฉิวเฉียด แล้วใช้ผ้าขาวที่ถืออยู่มัดปากซอมบี้โชตะ ส่วนอีกมือก็กอดรวบตัวเอาไว้ ‘อุก...แรงเยอะกว่าที่เห็นนะเนี่ยเจ้าตัวเล็ก!’
จอมยุทธ์นักรบยืนตัวงอมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง ท่ามกลางดงผีดิบที่จู่ๆ ก็เลิกสนใจพวกเขาหันไปเขมือบกันเอง พวกเขาทุกคนต่างเห็นเหมือนกันหมดว่าผีดิบตนนั้นมาเพื่อจับผีดิบเด็กชายกลับไปโดยไม่ทำอันตรายอะไร
ซอมบี้โชตะดิ้นอย่างเกรี้ยวกราด ซวี่เซิงก็ต้องรีบฉวยโอกาสเหมาะๆ งัดพู่กันขึ้นมา แล้วก็ตวัดหมึกเขียนตัวอักษร且(เฉี่ย) ลงกลางหน้าผากของซอมบี้โชตะ
ซอมบี้โชตะชะงักกึกๆ แล้วก็คอพับแน่นิ่งไป ซวี่เซิงลอบยิ้ม ก้มตัวลงช้อนร่างซอมบี้โชตะเตรียมวิ่งกลับสำนัก
หากจะถามว่าตัวอักษร且 นี้คืออะไร ซวี่เซิงก็จะขออธิบายง่ายๆ เลยว่ามันคือกะเจี๊ยว...
มันคืออักษรโบราณจากกระดองเต่าซึ่งจารึกจากบรรพกาล โดยแต่เดิมอักษรจีนมาจากภาพ แล้วต้นแบบของอักษรนี้ก็คือไอ้นั่นนั่นเอง!!
แต่การเขียนกะเจี๊ยวใส่หน้าผากคนอื่นก็ไม่ดีเท่าไหร่เลย กระนั้นมันก็เป็นศาตร์ที่ช่วยสะกดซอมบี้ได้ชั่วครู่ ซวี่เซิงได้ร่างทดลองดีๆ มาแล้วก็รีบชิ่งทันที
“จะ...เจ้าคือใคร!” เสียงหนึ่งดังตะโกนไล่หลัง ซวี่เซิงหันไปเหลือบมองแวบหนึ่ง ซอมบี้ที่อยู่รอบๆ ตัวพวกเขาถูกกัดตายกันเองหมดแล้ว เหลือเพียงเหล่านักรบจอมยุทธ์ที่ยืดตัวตรงไม่ได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง “เจ้าคือใครกัน!”
ซวี่เซิงปรายตามองทีท่าเฉื่อยชา เขายกมุมปากยิ้ม ไม่เอ่ยตอบแต่หันหลังวิ่งหายลับไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว
ใช้เวลาประมาณครึ่งก้านธูปกว่าทุกอย่างจะสงบลง...
‘จิวเมี่ยว’ แม่ทัพฝ่ายซ้ายหันไปกล่าวกับ ‘หรงเซี่ย’ แม่ทัพฝ่ายขวา สีหน้าดำทะมึนไม่ต่างกัน
“ข้าว่านั่นต้องเป็นปรมาจารย์ศาสตร์กามอย่างแน่นอน”
หรงเซี่ยพยักหน้ารับ “เหล่าสำนักทั้งหลายต่างหมายหัวเขา ไม่คิดเลยว่าบังเอิญมาจัดการผีดิบในละแวกนี้จะได้พบกับคนที่ทั่วหล้าตามหา...ที่แท้ก็มาซ่อนตัวอยู่ในที่แห่งนี้เอง”
จิวเมี่ยกล่าว “ศาสตร์ของเขาน่าหวาดกลัวมาก....ท่านหรง เราควรบอกท่านแม่ทัพจ้าวยุทธ์ไหม”
หรงเซี่ยทำหน้าลำบากใจ...
“เกรงว่าท่านตงฉวนคงสังหารเขาก่อน”

ซวี่เซิงแบกซอมบี้โชตะกลับตำหนักเร้นลับ หลังจากฤทธิ์คาถากะเจี๊ยวหน้าผากคลาย ซอมบี้โชตะที่ถูกมัดเป็นขนมบ๊ะจ่างก็ดิ้นขลุกอาละวาดหนัก
“ใจเย็นก่อนน่าเจ้าหนู อย่ากัด...เหวอ!”
ซอมบี้โชตะกัดเข้าที่นิ้วซวี่เซิงจนหลุดต่องแต่ง ซวี่เซิงเกาหัวแกรกๆ ต้องมัดปากให้ใหม่ เขามองซอมบี้โชตะที่จับมาดิ้นแด่วๆ อยู่บนพื้นห้อง ค่อยกางตำราอ่านด้วยความกลัดกลุ้ม
“เอ...วิธีที่จะทำให้คืนเป็นครึ่งผีดิบ...ทะลวงจุดตัณหา...”
เชี่ย
เห็นคุกอยู่รำไรแล้ว
ซวี่เซิงหน้าจืดเจื่อน ถึงตัวเขาจะมีเซ็กซ์ครั้งแรกตอนอายุ 15 ก็เถอะ แต่ถ้าพูดถึงในแง่ศีลธรรมกับความจริงข้างในลึกๆ ว่าตัวเองอายุ 65 เข้าไปแล้วมันก็ยังไงๆ อยู่นา....
ซอมบี้โชตะตรงหน้ามองเขาตาเขียวปั๊ด ในปากคาดด้วยผ้าขาวจนน้ำลายเหนียวๆ ไหลย้อย ซวี่เซิงมองสบตากับเจ้าเด็กซอมบี้อยู่นานก่อนจะเอาหัวโหม่งเสา
ก่อนที่จะไปจับตัวซอมบี้มาเขาก็ว่าเขาอ่านมาดีแล้วนะว่าต้องทำอะไรบ้าง! จูหงเฟยเขียนเอาไว้ว่าต้องทะลวงจุดตัณหาก่อนค่อยทำยาผงเบญจศิลาก่อนต้มยาเซิ่นเซ่ว์เจียวหม้อหนึ่งแล้วเอาซอมบี้ไปแช่ แช่ดองไว้สามวันค่อยเอาไปหมักไว้ในถ้ำ (ถ้ำที่ซวี่เซิงตื่นขึ้นมาครั้งแรกนั่นเอง) สิบวัน หลังจากนั้นค่อยดูผลว่าร่างของซอมบี้ดูดซับยาได้มากน้อยแค่ไหน
แต่จะให้เขาทะลวงจุดตัณหาเด็กเหรอ หา!!
ไม่ ไม่มีทาง ซวี่เซิงไม่ได้เลวขนาดนั้น แต่จะให้ไปหาซอมบี้ตัวอื่นที่ร่างสมบูรณ์ครบมันก็ไม่มีแล้วนอกจากเจ้าเด็กโชตะนี่
เอาไงดีวะ เอาไงดี คิดสิคิด!
“...”
ซวี่เซิงถอนหายใจ ไหนๆ ก็จับมาได้แล้วหากไม่ทดลองอะไรเลยคงแย่ “ข้ามตรงทะลวงจุดไปเลยก็แล้วกัน...”
เจ้าซอมบี้โชตะกัดฟันกรอดๆ ดวงตากลมโตจ้องเป๋งไปยังแผ่นหลังเหนื่อยล้าของซวี่เซิงที่นั่งบดยาอย่างห่อเหี่ยวอยู่ไม่ไกล
...

ในขณะที่ซวี่เซิงกำลังศึกษาโลกใหม่และศาสตร์แห่งกามที่ผสานกับความรู้เก่า สำนักธรรมและอธรรมก็กำลังวุ่นวายถึงขีดสุด
“เราต้องรีบหาตัวปรมาจารย์ศาสตร์กามนั่นให้พบก่อนพวกสำนักเนตรเวหาแห่งฝ่ายธรรมให้ได้!” เด็กหนุ่มที่ปิดตาข้างหนึ่งกล่าวเสียงดังลั่น พลางสลับกับมองฟ้าและเข็มทิศอย่างร้อนรน “จะให้จ้าวฝูหมิงได้ตัวเขาก่อนไม่ได้เด็ดขาด”
“ท่านราชาโปรดใจเย็นก่อน” เหล่าศิษย์ในสำนักกาฬวาโยแห่งฝ่ายอธรรมโค้งศีรษะลงปรามท่านราชา
แต่ชงหยวนใจเย็นไม่ได้หรอก “เจ้าลูกสมุน เจ้าโง่! ไม่ใช่แค่เราหรอกนะที่ต้องการตัวเขา แต่หากเราช้าไปนิดเดียว ไม่ใช่แค่จ้าวฝูหมิง แต่เจ้าตงฉวนนั่นก็อาจจะมาคาบคอไปก่อนก็ได้...ตาข้างซ้ายของข้ามันสัมผัสได้ถึงพลังแอบแฝงเร้นลับที่ชั่วร้าย!”
“ตากุ้งยิงยังไม่หายรึขอรับ”
“ไม่ใช่ตากุ้งยิง!”
ชงหยวนโวยวาย “ต่อให้ปรมาจารย์นั่นไม่เต็มใจก็ต้องลักพาตัวมาแล้วบีบบังคับให้ได้ หากได้ตัวเขามาอยู่ฝ่ายเรา สำนักอธรรมของเราก็จะยิ่งใหญ่เกรียงไกร จะบุกทะลวงทำลายสวรรค์ก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว แล้วข้าก็จะเอาชนะจ้าวฝูหมิง ศัตรูเก่าก่อนตั้งแต่ชาติที่แล้ว ความแค้นจะต้องได้รับการชำระ ดั่งเสียงกรีดร้องเจ็บปวดของมวลมหาสมุทรลึกที่อยู่ใต้อนันตกาล...ฮ่าๆๆๆ!”
ชงหยวนหัวเราะด้วยเสียงอันดัง แต่เหตุใดต้องไปยืนหัวเราะคนเดียวอยู่ตรงบานหน้าต่างก็ไม่มีใครเข้าใจ เหล่าศิษย์ในสำนักได้แต่เหลือบตามองกัน ไม่รู้จะร่วมวงขำด้วยดีหรือไม่เพราะไม่เข้าใจว่ามีตรงไหนที่น่าขำ ว่าไปท่านราชาไปว่าคนอื่นว่ามีความแค้นตั้งแต่ชาติที่แล้วจะดีรึ
ชงหยวนกระแอมไอแก้เก้อเมื่อมีตนหัวเราะอยู่คนเดียว “แฮ่ม! เอาเป็นว่ารีบเร่งค้นหาสำนักที่ตั้งของปรมาจารย์ศาสตร์กามซะ! ร้อยวันพันปีในที่สุดเขาก็โผล่หัวออกมา โอกาสอันดีเช่นนี้ใช่จะมีง่ายๆ”
“รับทราบขอรับ” เหล่าศิษย์ในสำนักอธรรมทุกคนต้องน้อมรับคำสั่ง
ชงหยวนนั้นกลัวใครจะมาแย่งเหยื่อไป แม้จ้าวฝูหมิง ประมุขแห่งสำนักฝ่ายธรรมวันๆ จะเอาแต่หัวเราะพี้ไผ่ เขาก็ไม่ไว้ใจชายหนุ่มผู้นั้นเด็ดขาด!
สองสำนักธรรมและอธรรมต่อสู้เป็นอริกันมายาวนาน กระทั่งในวันสิ้นโลกเช่นนี้ก็ไม่อาจจับมือกันได้ มีเพียงปรมาจารย์ศาสตร์กามผู้นั้นที่จะตัดสินใจว่าใครจะอยู่ใครจะไป

การคาดเดาของชงหยวนไม่ผิดพลาดนัก จ้าวฝูหมิงแม้ยังดูมึนๆ ควันแต่สติรับรู้กลับแจ่มชัดยิ่งนัก
“อา...พวกเราเองก็ต้องตามหาปรมาจารย์ศาสตร์กามให้ได้ก่อนน้องหยวนสินะ ฮะๆๆๆ แย่จังเลย ต้องมาแข่งกันอีกแล้วหรือเนี่ย!”
เหล่าศิษย์ในสำนักธรรมต่างหัวเราะพร้อมเพรียง ทั้งสำนักมีแต่รอยยิ้มครื้นเครง ไม่มีใครรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจเลยแม้แต่น้อยที่อาจจะต้องต่อสู้กับชงหยวนเพื่อแย่งปรมาจารย์ศาสตร์กามมาอยู่ฝ่ายตน จ้าวฝูหมิงเริ่มสับไผ่ในขณะที่เอ่ยถามคนอื่นๆ “พวกเราน่ะเป็นมิตร หรือว่าเราจะชวนปรมาจารย์ศาสตร์กามมาลองไผ่กันดีเล่า”
ศิษย์คนหนึ่งเอ่ย “เช่นนั้นชวนราชาชงหยวนมาลองด้วยเลยขอรับ ฮ่าๆๆ”
“ช่าย...ถ้าทุกคนรู้จักไผ่ ก็จะมีความสุข ไม่ทะเลาะกันแล้วๆ...”
“น่าเสียดายที่ผีดิบหัวเราะเพราะไผ่ไม่ได้ เฮ้อ น่าเสียดายๆ”
“ใช่ ไผ่น่ะดีมาก...”
“ท่านจ้าว ข้าน้อยเพิ่งลองนำไผ่ไปบดใส่ขนมมาล่ะ”
จ้าวฝูหมิงตาโต “ว้าว ขนมอะไรหรือ!”
ทุกคนยิ้มแย้มสุขสันต์ เดินลอยๆ ไปหาศิษย์ผู้นั้นที่ปกติรับหน้าที่ในครัว
“ทาด้า! ขนมไป่ถางกาวววว”
“โอ้วววววว!!”
ขนมไป่ถางกาวนั้นคือขนมที่ทำจากแป้งข้าวจ้าวและน้ำตาลทรายขาว หวานหอมอร่อย หวานหอมอร่อยยย เหนียวๆ หนึบๆ เคี้ยวเพลินเคี้ยวนาน ยิ่งกินหลังยำไผ่มาจะอร่อยเด็ดดวงมาก ทุกคนเริ่มล้อมวงจัดงานเลี้ยงขนมน้ำชา ในขณะที่รอบๆ พรรคในรัศมี 80 ลี้มีผีดิบเดินโงนเงนกันเต็มไปหมด
จนกระทั่งมีคนหนึ่งถาม “เอ๊ะ...เมื่อครู่เราคุยเรื่องใดกันอยู่นะ”
“ใช่ๆ ปรมาจารย์ศาสตร์กามๆ”
“ฮะๆๆ ข้าลืมไปแล้วนะเนี่ย” จ้าวฝูหมิงเอ่ย
ทุกคนต่างหัวเราะ “ท่านจ้าวขี้ลืมจริงๆ ฮ่าๆๆๆ”
“แล้วเราจะไปหาปรมาจารย์ศาสตร์กามเมื่อไหร่กันดีเล่า” จ้าวฝูหมิงเอ่ยถามศิษย์ทั้งหลาย “ไปพร้อมกับน้องหยวนดีมั้ย”
“ดีขอรับ ให้ทุกคนไปพร้อมๆ กัน หัวเราะครื้นเครง ฮ่าๆๆๆ!”
เมาแล้ว






-----------
อรรถรสหลังอ่าน ʕ•ᴥ•ʔ
-ชาวจีนโบราณนับถืออวัยวะสืบพันธุ์กันมากฮะ โดยของผู้หญิงจะเรียกว่า "ยิน" ส่วนผู้ชายจะเรียกว่า "เกิน" ซึ่งแปลว่ารากนั่นเอง และพวกเขาก็บูชาการเกิดกันจริงๆ หากคิดภาพไม่ออกก็นั่นไง ต้องมีลูกเยอะๆ นั่นเอง เพราะการสืบสกุลก็ถือเป็นหน้าที่หนึ่งด้วย และความเชื่อนี้ก็ฝักรากสืบถอดมาถึงปัจจุบันกันเลยล่ะ!
-且 คืออักษรภาพโบราณที่สลักจารึกอยู่บนกระดองเต่าจ้า ต้นแบบของมันคือกุเจี๊ยวจริงๆ นะ หากคิดภาพไม่ออก ไรท์เอารูปมาให้ดูกันด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ 且
ไง เหมือนมั้ย55555555555

-ทะลวงจุดตัณหาเองก็มีจริงๆ เด้อ คนคิดชื่อ จางเต้าหลิง การทะลวงก็คือการ ตาต่อตา จมูกต่อจมูก ปากต่อปาก---เค ง่ายๆคือกาโจ๊ะๆกันนั่นแหละ55555555555 ตอนแรกพี่แกบอกรักษาชาวบ้าน แต่ไม่รู้รักษาอิท่าไหน สุดท้ายมีการเขียนหนังสือเรื่อง"หัวเราะเต๋า" เป็นหนังสือแฉแหลกเต๋าว่าทำอะไรไม่ดีไว้มั่ง และทะลวงจุดนี่ก็เป็นหนึ่งในเนื้อหาเช่นกัน

-กะเจี๊ยวเพี้ยนมาจากสำเนียงจีนแต้จิ๋ว แปลว่าอะไรคงรู้กันดีแหละเนอะ555
-ผงเบญจศิลา คือยาฮะ เป็นยากำหนัด
-ยาเซิ่นเซ่ว์เจียว อิยาพลังม้าตอนที่ 1 นั่นแหละ 55555
-ขนมไป่ถางกาวคือขนมปาท่องโก๋สำเนียงจีนกลาง แต่รู้สึกว่าจะไม่ใช่ขนมแป้งทอดเหมือนบ้านเรานะ เพราะมันจะหวานมากๆ
-คนเสพกัญชาจะคอแห้ง การกินของหวานๆ จะอร่อยและลอยมาก ตรงนี้ไม่ขอขยาย หากผู้ใดสงสัยลองหาข่าวหนูน้อยไปขายบราวนี่อยู่หน้าโรงกัญชาดูนะ5555555555555555555

ขอบคุณหนังสือความรู้เล่มเดียวอยู่หมัด ส่วนนี่เครดิตขนมฮะ https://my.dek-d.com/miko-tolu/writer/viewlongc.php?id=1546808&chapter=9
ตอนต่อไปอาจจะมาวันอาทิตย์หรือไม่ก็อาทิตย์หน้าไปเลย ยังไงก็ขอบคุณมากๆ ที่มาอ่านเรื่องนี้กันนะ! ไรท์จะพยายามต่อไปเด้ออออ
รักนักอ่านทุกคนมากๆเลยล่ะ <3

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.502K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,807 ความคิดเห็น

  1. #4770 Fukii03 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 มีนาคม 2564 / 10:02
    สำนักพี้กัญชา555555555555555
    #4,770
    0
  2. #4763 bambiim (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 / 14:04
    เนื้องอก555555555
    #4,763
    0
  3. #4741 Present (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 มกราคม 2564 / 04:36
    อ่านตอนนี้จบความรู้สึกเหมือนกลืนไผ่เข้าไปทั้งต้น
    #4,741
    0
  4. #4657 กระต่ายปากเเดง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2563 / 23:11
    ไผ่หรือกัญชาอารมณ์ดีเเท้555555
    #4,657
    0
  5. #4638 xiaolu007 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2563 / 12:49
    ปวดหัวตุบๆเรย
    #4,638
    0
  6. #4637 Nathann (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 09:57
    โหหหห 555555 พีคขึ้นทุกตอน
    #4,637
    0
  7. #4607 xrxrose (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 07:04
    อ่านละพี้ไผ่เลย555
    #4,607
    0
  8. #4605 Miw Chalinee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 14:37
    ลอยไม่ไหวแล้ว55555
    #4,605
    0
  9. #4519 yyyyobaby (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 18:15
    ฝ่ายธรรมคือ.....โอ้ยยยยยย
    #4,519
    0
  10. #4494 Winterrin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 03:03
    โอ๊ย รู้สึกเมาไผ่5555555
    #4,494
    0
  11. #4477 ไมยะ จัง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 23:53
    มีใครเต็มไหม
    #4,477
    0
  12. #4476 bwxtt (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 21:59
    อ่านเรื่องนี้แล้วเหมือนจะเมาใบไผ่ด้วยเลยฮือ555555555555555555555555
    #4,476
    0
  13. #4363 Takgy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มีนาคม 2563 / 16:12
    555555555 ข้ามช้อตไปไม่ได้น้าา เดะไม่ครบสูตร 55555
    #4,363
    0
  14. #4309 pcy921 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:36
    5555555555555555555555เรื่องนี้จะมีใครรอดคุกสักคนไหมคะ55555555555555
    #4,309
    0
  15. #4255 หมา'โก๊ะ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:52
    อมก การคืนชีพคือการโจ๊ะพรึ่มๆ เรอะ แล้วท่านอาจารย์5555555 เกียสความคิดว่ากระเจี๊ยวของตัวเองคือเนื้องอก ปรมาจารย์ต้องรีบทำงานแล้วว!!!
    #4,255
    0
  16. #4243 Blue magic (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มกราคม 2563 / 01:16

    เบรกแป๊บ... เดี๋ยวนะตัวเธอ ถ้านั่นเป็นวิธีการคืนชีพให้ซอมบี้ แปลว่าอาจารย์ที่หายขึ้นสวรรค์ไปแล้วนั่นทำแบบนั้นกับตัวเอกกับซอมบี้ทุกตนในถ้ำที่อยู่ด้วยกันตอนแรกไปแล้วเรอะ ขุ่นพระ!!! 0{}0!! แถมไม่น่าใช่ล็อตแรกที่ทำออกมาด้วย เพราะอาจารย์บอกว่าตัวเอกเนี่ยล่ะผลงานชิ้นสมบูรณ์สุด แปลว่าก่อนหน้านี้ต้อง... เอิ่ม... ไม่มั้ง! บางทีเราอาจคิดมาก ไม่แน่ว่าอาจมีวิธีคืนชีพวิธีอื่นที่ตัวเอกคาดไม่ถึงหรือยังอ่านไม่เจอก็เป็นไปได้ล่ะเนอะ เหอๆๆ...

    Ps. นั่นคือไผ่สายพันธุ์ใหม่ที่มีใบหลายแฉกสินะคะ 0_+!!

    #4,243
    0
  17. #3928 chalillxx_ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 23:42
    อุแงงงง้ บำ
    #3,928
    0
  18. #3913 beautdoi291 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 14:20
    หลังจากนี้จะมองตัวqieไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป5555
    #3,913
    0
  19. #3258 Krystal wing (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2562 / 17:19
    เธอคะ ภาษาจีนที่เรียนมา7ปีเปลี่ยนไปก็วันนี้
    #3,258
    0
  20. #3225 whipxcream (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 / 22:03
    เตงแล้วเราจะอ่านภาษาจีนแบบเดิมได้ยังไง5555555555555555555 แง เปิดโลกเกินไปแล้วนะตั้งแต่เที่ยวอะโกโกแล้ว55555555555
    #3,225
    0
  21. #2710 lills (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 10:28
    55555555555โอ้ย
    #2,710
    0
  22. #2416 กะเทย. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 16:35
    -บ้า มีเนื้องอกตรงหว่างขา555555555โทษนะ5555555
    #2,416
    0
  23. #2357 reluz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 00:28
    พี้ไผ่55555555
    #2,357
    0
  24. #1778 เฮกเซนเอง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 15:06
    ไผ่หรือกัญชา55555
    #1,778
    0
  25. #913 Nuisahnatasa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 02:40
    จะไหวไหมเนี่ยแต่ละคน
    #913
    0