(จบ)ปรมาจารย์ศาสตร์กามหาใช่เป็นกันได้ง่ายเลยจริงๆ (สนพ.เฮอร์มิท)

ตอนที่ 5 : บทที่ 3 มีอะไรให้พูดตรงๆ ตรงไหนก็ปลงปล่อยตูไปเถอะ!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,591
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,523 ครั้ง
    2 ก.ย. 62


บทที่ 3 มีอะไรให้พูดตรงๆ ตรงไหนก็ปลงปล่อยตูไปเถอะ!

ซวี่เซิงเหนื่อยแทบลากเลือดกว่าจะจับซอมบี้โชตะตัวนั้นกรอกยาแล้วเอาไปหมักอยู่ในถ้ำได้สำเร็จ เขานอนคว่ำเป็นซากหมาตายอยู่กลางบ้าน โดนซอมบี้โชตะคลั่งกัดแขนหลุดต่องแต่งก็ไม่มีแรงจะเย็บกลับ
ไม่รู้วูบไปนานเท่าไหร่ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็มองเห็นจิ้งจกตัวหนึ่งอยู่ตรงหน้า
‘ไงซวี่เซิง ท่าทางการเป็นปรมาจารย์ศาสตร์กามของเจ้าจะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดสินะ’
“...”
นี่เขาต้องเหนื่อยหรือเพี้ยนแค่ไหนกันแน่เนี่ยถึงได้ยินเสียงเหมือนจิ้งจกพูดได้แบบนี้?
‘เจ้าพักฟื้นพอแล้ว แล้วข้าก็ไม่ใช่จิ้งจกด้วย มังกรต่างหาก’
“เหวอ!” ซวี่เซิงดีดร่างโหยง ก่อนที่จะใช้ความคิดประมวลผลอย่างใจเย็น “เสียงแบบนี้...หงเฟย?”
พริบตานั้นร่างจิ้งจก...เอ๊ย มังกรขนาดพกพาตัวเล็กน่ารักก็กลายสภาพเป็นชายหนุ่มหน้าตาจืดๆ ชืดๆ คนหนึ่ง จูหงเฟยยิ้มแย้มทักทายเขา ในขณะที่ซวี่เซิงอยากจะลุกขึ้นแล้วเตะฟาดคออีกฝ่ายด้วยความโมโห “โผล่หัวมาได้แล้วรึ!”
จูหงเฟยยิ้มแหะๆ “อะไรกัน อย่าโมโหเลยน่า ทางเจ้าเองก็ราบรื่นดีไม่ใช่หรือ ทั้งเรื่องศึกษาศาสตร์กามและจับผีดิบมาทดลอง”
ซวี่เซิงถอนหายใจเฮือก “ถ้าไม่ติดว่าไม่อยากตายอีกรอบข้าคงไม่มาทำอะไรแบบนี้แน่ๆ”
“ข้าก็ลงจากสวรรค์มาดูเจ้าแล้วนี่ไงเล่า” จูหงเฟยตบไหล่ซวี่เซิง “ความรู้ใหม่เลยนะ แม้ผีดิบไม่นอนแต่ก็ต้องมีช่วงเวลาวูบเพื่อพักฟื้นเหมือนกัน เจ้าวูบไปตั้งสิบกว่าวัน ป่านนี้ผีดิบหนุ่มน้อยที่เจ้าจับตัวมาได้น่าจะโดนหมักยาปลุกจนได้ที่แล้วล่ะ ไปดูกันเร็ว”
“อย่ามาทำไขสือไม่รู้เรื่องอะไรแบบนี้จะได้ไหม” ซวี่เซิงด่าไล่หลัง “วิธีที่เจ้าใช้ปลุกมันโคตรแย่เลย”
จูหงเฟยคลี่พัดออกมาหัวเราะปิดปาก ดวงตาที่เหมือนเส้นพู่กันตวัดขีดเดียวหยีโค้ง “อะไรกัน หรือเจ้าคิดมาก?”
ได้ยินเช่นนั้นซวี่เซิงก็คิ้วกระตุกด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง “ข้าไม่ได้ทะลวงจุดตัณหาในร่างของผีดิบหนุ่มน้อยตนนั้นหรอกนะ ถ้าพูดเรื่องศีลธรรมที่อย่างน้อยก็ยังมีบ้างของข้า มันทำใจไม่ลงจริงๆ”
“จริงๆ แล้วเจ้าใช้แท่งหยกที่เก็บไว้ในกล่องทะลวงแทนก็ได้นี่ เทน้ำมันกับชโลมขี้ผึ้งสักหน่อยก็ได้แล้ว ตอนเจ้ากับพวกผีดิบนั่นข้าก็ใช้วิธีนั้น”
ซวี่เซิงเหล่มองอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ ต่อให้จะเป็น sex toy จีนโบราณอย่างแท่งหยกลื่นคลายเหงาหรือแตงกวามหาเพลินเขาก็ไม่คิดจะใช้มันกับเด็กหรอกน่า
“แล้วเจ้าลงมาจากสวรรค์มีอะไรคืบหน้าแล้วหรือไง”
“มีเหมือนไม่มี มหาเทพยังปิดสวรรค์ไม่ให้ข้าเข้าไปอยู่ แต่พวกเทพบริวารดูจะหลงกลข้าบ้างแล้ว และตอนนี้ข้าเลยเปลี่ยนแผน ลงไปยังอเวจีไปคุยกับพวกมารแทน”
“จะใช้มารมาต่อสู้หรือ”
“ตอนแรกก็คิดว่าอย่างนั้น แต่พวกนั้นก็หน้าเลือด เรียกค่าตอบแทนสูงทีเดียว อย่างไรขอเวลาข้าคิดแผนอีกสักนิด ส่วนในวันนี้ข้าแวะมาดูเจ้ากับบอกข่าวดีกับข่าวร้าย อยากฟังอะไรก่อน”
“ข่าวร้ายมาก่อนเลย” ซวี่เซิงกัดฟันกรอด
“ข่าวร้าย พวกขุนพลสวรรค์คิดจะปล่อยผีดิบระดับใหม่ลงมายังพิภพ”
“หมายความว่าอย่างไรกัน...”
จูหงเฟยหน้าเครียดขรึม “ดูเหมือนว่าเรื่องที่ข้าหาวิธีปลุกผีดิบใส่วิญญาณจะแพร่งพรายขึ้นไปถึงสวรรค์แล้ว มหาเทพเลยหมายหัวเจ้าอยู่ พวกขุนพลสวรรค์เลยจะยกระดับผีดิบขึ้นไปอีกขั้น นั่นก็คือให้มันมีสัญชาตญาณดิบเบื้องต้นมากขึ้น...”
ซวี่เซิงยิ่งฟังยิ่งตาเบิกโพลง เดี๋ยวนะ....เดี๋ยวสิไอ้หนุ่ม ไอ้ข่าวร้ายระดับโลกาวินาศนี่มันคืออะไรกัน!!
“เจ้าจะบอกอะไรกันแน่เนี่ย!” ซวี่เซิงไม่อาจรักษาความสุขุมได้อีกต่อไปแล้ว “ข้าเพิ่งจะมาเรียนรู้วิชาศาสตร์ของเจ้าได้เดือนกว่าๆ แต่เจ้ากำลังจะบอกว่าในตอนนี้สวรรค์รู้ตัวแล้วและกำลังหมายหัวข้า ซ้ำยังเพิ่มเลเวลให้ซอมบี้ฉลาดขึ้นด้วยเนี่ยนะ!?”
จูหงเฟยมึนๆ งงๆ ว่าอะไรคือเลเวล แต่ก็พอเข้าใจว่ามันน่าจะหมายถึงขั้นกว่าของขั้นหนึ่งอีกทีจึงพยักหน้า พร้อมยิ้มกว้าง “ใจเย็นน่าซวี่เซิง ไม่มีอะไรแย่นักหรอก”
“ข้าเย็นมาพอแล้ว เย็นมาตลอด พยายามจะเข้าใจทุกอย่างอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ดูสิ่งที่เกิดขึ้นสิ! ข้าตายแล้วมาอยู่ในร่างครึ่งซอมบี้ ตอนนี้ยังต้องมาแบกโลกแล้วสู้กับอะไรก็ไม่รู้อีก...” ซวี่เซิงหมดแรงจะยืน เขานั่งคุกเข่ากุมศีรษะเหนื่อยล้า บ่นพึมพำ “อยากกลับบ้านชะมัด...”
“เป็นข้าผิดเองที่เรียกเจ้ามาที่นี่ แต่ขอร้องล่ะนะ ช่วยทีเถอะ” จูหงเฟยยกมือขึ้นมาพนมอยู่ข้างหน้าข้อร้อง “ข้าคนเดียวแยกร่างไม่ได้ จำเป็นต้องมีเจ้า!”
ซวี่เซิงเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง มองเจ้าหนุ่มหน้าจืดฝั่งตรงข้ามแล้วก็ได้แต่ปลงตก เวรกรรมแต่ชาติปางไหนกันหนอถึงต้องมาวุ่นวายกับเจ้าคนคนนี้ หรือว่าเป็นกรรมเก่าในตอนเป็นชาติชายที่ตัวเองทำคนอื่นเดือดร้อนไปทั่วเพราะความบ้ากามตัณหากลับกันแน่ (อย่าเช่นพราหมณ์ที่ต้องฟังเสียงอู้อ้าของเขาทุกคืนเป็นต้น) ยามนี้เป็นอย่างไร ต้องมาซวยเพราะความบ้ากามโดยแท้ เป็นการย้อนกลับมาอย่างเจ็บแสบนัก
“...ข้าจะเก็บเรื่องที่เจ้าเอาแท่งหยกมาทะลวงร่างนี้ไว้คิดบัญชีทีหลัง” ซวี่เซิงกัดฟันกล่าว
จูหงเฟยรีบยิ้ม “ได้ๆ ถือว่าข้าติดค้างเจ้าอีกเรื่องแล้ว”
พวกเขาหยุดถกเถียงกัน ซวี่เซิงใจเย็นลงแล้ว ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วก็ช่วยไม่ได้ มีแต่ต้องทำตอนนี้ให้ดีที่สุดเท่านั้น พวกเขาเดินไปที่ถ้ำเดิมถ้ำนั้นที่อยู่ในอาณาเขตของสำนักศาสตร์กาม บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร เพียงตื่นเต้นก็เท่านั้น
ซวี่เซิงกล่าว “หากไม่สำเร็จจะทำยังไงดีล่ะ เจ้าเองกว่าจะได้ข้ามาสักตัวก็ลองตั้งหลายครั้ง”
จูหงเฟยไม่คิดมาก “ไม่ได้ก็ไม่ได้ ไม่ได้ก็หาใหม่”
“หาใหม่งั้นเหรอ...คิดว่ามันหาได้ง่ายนักเรอะ ผีดิบที่สภาพร่างไม่แหว่งเนี่ย!”
“โถ่ ไม่เอาน่า ที่ปราสาทของสำนักอธรรมมีเก็บไว้เยอะ ไว้ตอนนั้นเจ้าไปเอาที่นั่นก็ได้...”
ระหว่างที่เดินหายเข้าไปในถ้ำ ซวี่เซิงก็นึกขึ้นมาได้ “ใช่ แล้วข่าวดีอีกเรื่องนั้นล่ะคืออะไร”
“อ๋อ...ก็เรื่อง...ระวัง!!”
ซวี่เซิงรีบชักตัวหลบอย่างฉิวเฉียด เห็นเพียงร่างอันว่องไวกับดวงตาสีแดงข้างหนึ่งในความมืดกำลังจ้องเป๋งมาทางเขา ดวงตาดุดันราวกับสัตว์ป่ายามราตรีที่ออกล่าเหยื่ออย่างหิวกระหาย และตั้งท่าพร้อมต่อสู้
“ซอมบี้โชตะ!” ซวี่เซิงโพล่งออกมาเสียงดังลั่น แต่ก็ไม่เท่าจูหงเฟยที่ตะโกนขึ้นมาอย่างตื่นเต้นยินดี
“สำเร็จงั้นหรือ!”
“หมายความว่าอย่างไรกัน” ซวี่เซิงถามอย่างตื่นตระหนก เตรียมมือจะวาดอะไรกามๆ ป้องกันตัว
“ดูตาเขาสิ” จูหงเฟยรีบชี้ “ข้างหนึ่งมันเป็นสีดำปกติเหมือนของเจ้า!”
ซวี่เซิงชะงัก เจ้าซอมบี้โชตะเองก็เหมือนจะชะงักไปด้วยเช่นกัน ผ่านไปครู่หนึ่งซวี่เซิงจึงเอ่ยมาสักประโยค “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็แปลว่าเจ้านี่ต้องฟังที่เราพูดรู้เรื่องสิ...”
“ย่อมต้องเป็นอย่างนั้น” จูหงเฟยว่า “ใช่ไหมเล่า หนุ่มน้อย เจ้าฟังที่พวกเราพูดรู้เรื่องใช่ไหม ถ้าฟังเข้าใจก็เดินมาตรงแสงส่องหน่อยสิ เราไม่ทำอันตรายอะไรเจ้าหรอกน่า”
เงียบไปหลายอึดใจ ร่างของเด็กหนุ่มซอมบี้ก็ค่อยๆ ก้าวเท้ามายังจุดที่แสงส่องถึง ซวี่เซิงทำตาโตมองครึ่งซอมบี้ตัวที่สองด้วยความตื้นตัน ตอนเห็นคราแรกก็คิดว่าน่ารักดีแล้ว ตอนนี้เห็นชัดๆ ในยามที่ไม่เป็นซอมบี้อาละวาดยิ่งน่ารักสุดๆ เจ้าเด็กนี่หน้าตาจิ้มลิ้มใช้ได้เลยทีเดียว เครื่องหน้าละมุนเข้าเค้า เสียแค่ตาขวาง แววตานักเลงยิ่งนัก และตาข้างขวาเป็นสีแดงเหมือนซวี่เซิงด้วย
“ชุดต่อสู้แบบนี้...เจ้าเป็นคนในสำนักไหน ธรรมหรืออธรรม”
“...” เจ้าซอมบี้โชตะไม่ตอบ แต่เพ่งสายตาใส่เหมือนกล่าวว่า ‘ไม่ต้องสอด’
“ท่าทางเราจะได้จอมยุทธ์น้อยมา” จูหงเฟยเอ่ยทำลายบรรยากาศถมึงทึง “ขอแนะนำตัว ข้านามว่าจูหงเฟย เป็นอดีตปรมาจารย์ศาสตร์กาม ส่วนด้านข้างนี่คือซวี่เซิง ปรมาจารย์ศาสตร์กามคนปัจจุบัน เป็นผู้ที่ปลุกเจ้าขึ้นมานั่นเอง”
เจ้าซอมบี้โชตะเหลือบมองซวี่เซิง ดวงตาเจือแววประหลาดใจ ซวี่เซิงเอ่ยถามคืน “แล้วเจ้าล่ะชื่ออะไร”
“…”
“อย่าหยิ่งนักเลยน่า บอกชื่อเจ้าให้ผู้มีพระคุณฟังหน่อย” ซวี่เซิงเย้า
แต่ทว่าเจ้าเด็กตาขวางกลับส่งสายตาใส่เขาเหมือนดูแคลน พลางยกนิ้วขึ้นตวัดเขียนกลางอากาศไปมา เป็นคำว่า ‘เหวินชู’
เห็นการกระทำเช่นนั้นทั้งซวี่เซิงและจูหงเฟยก็มองสบตากันทันควัน เป็นซวี่เซิงที่ถามต่อ “เจ้าพูดไม่ได้หรือ?”
เหวินชูเหมือนตอบมาผ่านสายตาว่า ‘เคยพูดได้ แต่ตอนนี้ไม่’
“อา....คงเป็นเพราะไม่ได้ทะลวงจุดนั่นแหละนะ ข้ามขั้นนั้นที่ต้องใช้เสียงครางไปเลยไม่มีเสียง” จูหงเฟยคาดเดา
ซวี่เซิงเหมือนฟ้าถล่ม สุดท้ายแล้วเขาก็ทำสำเร็จแต่ไม่สมบูรณ์งั้นหรือเนี่ย! “แล้วทำยังไงล่ะ มีวิธีแก้ไหม”
“ตอนนี้ไม่มีวิธีแก้หรอก แต่ในอนาคตไม่แน่ อย่างไรตอนนี้ก็พาเหวินชูออกไปก่อนเถอะ”
ซวี่เซิงและจูหงเฟยพาเหวินชูไปอาบน้ำชำระล้างคราบสกปรกทั้งหมดออก ก่อนจะหาเสื้อใหม่มาให้เปลี่ยน เหวินชูในสภาพไอน้ำลอยฟุ้งเต็มกายหลังจากอาบน้ำเสร็จนั่งทับส้นอยู่บนเบาะเงียบๆ กลางห้อง เพราะพูดไม่ได้ก็เลยไม่หือไม่อืออะไรสักอย่าง
จูหงเฟยกับซวี่เซิงเหลือบมองอยู่ไม่ไกล เหมือนกำลังปรึกษาเรื่องเหวินชูว่าจะเอาอย่างไรกับครึ่งผีดิบไม่สมบูรณ์ตนนี้ดี จูหงเฟยกล่าว “อย่างไรเขาก็เป็นครึ่งผีดิบที่ไม่สมบูรณ์ เจ้าก็เอายันต์กันภัยร้ายแปะไว้กลางหน้าผากเขาเถอะ”
ซวี่เซิงรับยันต์กันภัยร้ายสีเหลืองที่ลงอักขระอะไรก็ไม่รู้ยึกๆ ยือๆ มาไว้ในมือ “ข้าก็คงไม่ทิ้งเขาหรอก ช่วยมาได้แล้วทั้งที”
“เช่นนั้นก็ดี ได้เวลาแล้ว ข้าขอตัวไปจัดการอะไรๆ ข้างบนต่อก่อน แล้วจะลงมาเยี่ยมเรื่อยๆ นะ”
ซวี่เซิงมองยันต์พลางคิดไม่ตก “อืม...”
รอจนร่างจูหงเฟยหายวับไป ซวี่เซิงจึงค่อยนึกขึ้นได้ว่าตัวเองถามเรื่องข่าวดีค้างคาไว้อยู่ เขารีบเงยหน้าขึ้นมองฟ้ามืดครึ้มแล้วตะโกน “เฮ้! หงเฟย เจ้าไปแล้วเหรอ ข่าวดีนั่นล่ะ ข่าวดีที่เจ้าพูดค้างไว้!”
เงียบกริบ เจ้าจูหงเฟยนั่นวาร์ปหายไปแล้ว! ซวี่เซิงปวดหัวตุบ ไม่รู้จะจัดการกับเจ้าคนบ้านี่อย่างไรดีให้สาสม นึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไป มาทีก็มาบอกแต่ข่าวร้าย ให้ตายเถอะ
พลันนั้นซวี่เซิงก็รับรู้ได้ถึงสายตาเย็นชาคู่หนึ่งที่กำลังเพ่งมองเขาจากด้านหลัง ค่อยนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ในบ้านไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวอีกต่อไปแล้ว
ซวี่เซิงหันไปสบตากับเจ้าเด็กตาขวางเหวินชู เขาถอนหายใจปลง ก่อนเดินไปหย่อนก้นลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับเหวินชูที่นั่งทับส้นหลังตรงอยู่บนเบาะ กิริยาท่าทางเจ้าเด็กคนนี้สำรวมดีมาก ท่าทางตอนมีชีวิตจะถูกฝึกมาดี ซวี่เซิงโบกยันต์กันภัยร้ายไปมาตรงหน้าเด็กหนุ่ม
“เจ้าคงไม่ใช่คนจากโลกอื่นถูกอันเชิญมาใช่ไหม?”
‘พล่ามอะไรของเจ้า’ เหวินชูหรี่ตา ไร้เสียงแต่โคตรชัดเจน ซวี่เซิงเลยยื่นมือไปจะแปะยันต์เข้าที่หน้าผากเหวินชู ผลปรากฏว่าเขาถูกเจ้าเด็กตาขวางคว้าข้อมือจนพลิกก่อนถูกกดลงกับพื้นด้วยความรวดเร็ว
ซวี่เซิงไม่ร้องสักแอะเพราะไม่เจ็บ เพียงแค่ตกใจเท่านั้น ทั้งตกใจในปฏิกิริยาตอบโต้อันรวดเร็วของเหวินชู และตกใจที่ตัวเองถูกกดกับพื้น
...นี่ถ้าเป็นในโดจินที่เคยอ่านบ่อยๆ ฆ่าเวลาล่ะก็นะ สถานการณ์ต่อไปนี้ก็จะแบบว่า วู้ว....
“ปล่อยข้าก่อนน่า นี่มันยันต์กันภัยร้าย เจ้าเป็นครึ่งผีดิบไม่สมบูรณ์ เกิดวันดีคืนดีสติขาดขึ้นมาจะทำอย่างไร ข้าเพียงจะแปะไว้เฉยๆ” ซวี่เซิงเหลือบตามองขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ เห็นซวี่เซิงไม่เผยพิรุธน่าสงสัย เหวินชูก็ค่อยๆ ลุกจากตัวซวี่เซิง กลับไปนั่งทับส้นบนเบาะด้วยดวงตาขวางโลก หน้าบึ้งตึง วางตัวประหนึ่งว่าไม่ได้ทำอะไรรุนแรงเมื่อครู่แม้แต่น้อย
ซวี่เซิงมองเหมือนไม่ค่อยไว้ใจ เหวินชูก็นั่งเป็นหุ่นขี้ผึ้งไม่ขยับเขยื้อน ซวี่เซิงจึงลงมือแปะยันต์สีเหลืองลงกลางหน้าผากเหวินชูเชื่องช้า
พอแปะยันต์ให้เสร็จ เหวินชูก็ยังนั่งนิ่งเช่นนั้นไม่ขยับ ซวี่เซิงเท้าคางมองจนเบื่อก็ไปหากระดานชนวนมาให้เขา “ชูชูมาคุยกันหน่อยมั้ย?”
ขวับ!
เหวินชูหันคอมาจ้องหน้าซวี่เซิงอย่างไม่พอใจ ‘เรียกใครชูชู!’
“เรียกเจ้านั่นแหละ เจ้าเด็กชูชู” ซวี่เซิงยกมุมปากยิ้ม “อยากเล่าเรื่องตอนตัวเองมีชีวิตอยู่ก่อนเป็นผีดิบให้ข้ารู้สักหน่อยไหม?”
เหวินชูมองเขม็ง ‘ไม่จำเป็น’
“นี่เจ้ามีความสามารถพิเศษพูดทางตางั้นหรือเนี่ย ขนาดว่าปากเจ้าพูดไม่ได้ ข้ายังเหมือนได้ยินเสียงเจ้าเลย”
‘เพ้อเจ้อ’
ซวี่เซิงมองตาขวางๆ ของเหวินชูแล้วก็ทั้งเอ็นดูและประหวั่นไม่น้อย “เจ้าเป็นวรยุทธ์ แปลว่าต่อสู้เก่งสินะ”
เหวินชูพยักหน้าทีหนึ่ง
“แต่เจ้ารู้หรือไม่ ตั้งแต่ที่เจ้าฟื้นขึ้นมาตอนนี้เจ้าเป็นของข้าแล้ว”
เหวินชูจ้องมองซวี่เซิง น่าแปลกที่คราวนี้เขาไม่ส่งสายตาด่าหยามประมาณว่า ‘พูดจาสามหาวอะไรของเจ้า’ หรือ ‘เรื่องปัญญาอ่อนอะไรงั้นรึ’ คืนมา มีเพียงความสงบที่อยู่ในดวงตากลมๆ ของเหวินชู คล้ายเขาจะรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นอย่างนี้และเขาก็ไม่ขัดขืน
“พูดง่ายกว่าที่คิดนะเนี่ย เด็กดีๆ” ซวี่เซิงยกมือจะลูบหัวเหวินชู ผลปรากฏว่าถูกเจ้าเด็กขวางโลกคว้ามือหมับแล้วหักนิ้วทั้งห้าของเขาไปข้างหลังอย่างรวดเร็วจนกระดูกลั่น ‘กร็อบ’ “อ้าก! ไอ้เด็กบ้า ถึงไม่เจ็บแต่ข้าไม่อนุญาตให้ใช้ความรุนแรงกับข้านะ!”
เหวินชูเมินหน้าไปอีกทางเหมือนไม่ยอมรับกฎนี้ ซวี่เซิงกุมนิ้วที่ห้อยต่องแต่งเพราะกระดูกข้อเคลื่อนอย่างโมโห ถ้ารู้ว่าจะพยศปานนี้ รู้งี้แทงไปสักทีก็ดีหรอก!!
แต่เขาก็เพียงแค่คิดเพราะโมโหงุ่นง่านคนเดียวเท่านั้น จะให้ทำจริงๆ ก็ไม่ทำให้รู้สึกเสียผู้ใหญ่หรอก ซวี่เซิงนั่งดันนิ้วกลับเข้าไปในข้อ ก่อนกล่าว “รู้ไว้ด้วย ตอนนี้เจ้าเป็นผู้ช่วยข้า หมายความว่าเจ้าคือศิษย์ของข้า”
เหวินชูผินหน้ากลับมามอง
“ข้าร่ำเรียนศาสตร์แห่งกาม รู้จักมั้ยล่ะเจ้าหนู ศาสตร์แห่งกาม?” ซวี่เซิงทำเป็นถามยิ้มหยัน
แน่นอนว่าเหวินชูย่อมไม่รู้จัก ซวี่เซิงก็ไม่แปลกใจอะไรเท่าไหร่ เลยลุกขึ้นพาเหวินชูทัวร์ตำหนัก และที่ที่เขาพาไปก็คือห้องหนังสือที่รวมตำราศาสตร์แห่งกามไว้นั่นเอง
เหวินชูเดินตามเขามาแต่โดยดี ดวงตากลมๆ คละสีกวาดมองห้องหนังสือรอบหนึ่งแล้วก็ไม่สนใจอีก ซวี่เซิงเลือกเล่มที่รูปและเนื้อหาจัดเต็มมาเล่มหนึ่ง ก่อนยื่นมันให้เหวินชู กล่าวพร้อมรอยยิ้มอาบยาพิษ “เอ้า เปิดดูเอาเอง”
เหวินชูรับมาเปิดดูด้วยสีหน้านิ่งๆ ซวี่เซิงกอดอกกระหยิ่มยิ้มย่อง รอดูปฏิกิริยาลุกลี้ลุกลนของเจ้าเด็กตาขวางที่จะหน้าแดงแป๊ดหรือตกใจจนโยนหนังสือทิ้ง ปล่อยมาดหลุดให้ได้ล้อ
“...”
ทว่าเหวินชูกลับเปิดดูด้วยใบหน้านิ่งสนิท ไม่มีทั้งแววตาตกใจหรือผวา กระทั่งขยะแขยงก็ไม่มี เขาเปิดดูแต่ละหน้าอย่างปกติธรรมดาเหมือนบนหน้ากระดาษไม่ได้จารึกท่าร่วมรักแปดหล้าพิสดารเอาไว้ ซวี่เซิงที่รอจะล้อเหวินชูเลยได้แต่อึ้ง ไม่คิดว่าในโลกที่ไม่มีใครรู้จักการโจ๊ะๆ จะมีเด็กที่สุขุมปานนี้อยู่ด้วย
“นี่ ชูชู รู้เหรอว่าที่ดูคืออะไร”
เหวินชูเหลือบตามองเขาแวบหนึ่งก็เปิดหนังสือต่อ ก่อนชี้ไปยังประโยคหนึ่ง ‘ร่วมรักทำบุตร’
“เจ้าไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอกับเรื่องพวกนี้”
‘ไม่’
“ไหน เจ้าเข้าใจยังไง หาวิธีสาธิตอธิบายมาซิ”
เหวินชูมองเขาเหมือนรำคาญแต่ก็ยอมทำตามที่สั่ง หนุ่มน้อยวางตำราแล้วยกมือขึ้นมาสองข้าง มือหนึ่งทำเป็นวงกลม ส่วนอีกมือยกนิ้วชี้ ก่อนจะ....
ป๊าบ ป๊าบ ป๊าบ!!
เหวินชูกระแทกนิ้วชี้ลงไปในรูอย่างรุนแรง เน้น อย่างรุนแรง ซวี่เซิงถึงขั้นเลิกคิ้วตาโพลง มองเจ้าเด็กหน้านิ่งที่สีหน้าเย็นชาราวกับหินสลักด้วยความทึ่งตะลึงงัน
ไม่ผิดแน่ ไอ้ชาติชาย เจ้าเด็กนี่มัน S ตัวพ่อ!
ถ้าโตกว่านี้รู้ความกว่านี้มีหวังสร้างปรากฏการ BDSM ในจีนโบราณแน่ๆ “ได้ๆ ข้ารู้แล้วว่าเจ้ารู้ หยุดก่อน!”
“....”
“แล้วเจ้าจะกระแทกอะไรแรงปานนั้น โถ่ รู้หรือเปล่าว่าถ้าทำแรงขนาดนั้นกระดูกสะโพกเคล็ดได้เลยนะ ตอกไปได้ ตอกอย่างกะตอกเสาเข็ม”
‘เหอะ’ เหวินชูเมินหน้าหนี
เหมือนซวี่เซิงจะมองเห็นอนาคตกลายๆ เขาเลยเตรียมตัวจะยืนไว้อาลัยให้กับคู่ของเจ้าหนูในอนาคตตั้งแต่ตอนนี้ ทว่าเรื่องนี้ก็คงอีกยาวไกล ก่อนหน้านั้นคือเขาต้องการลูกมือช่วยงาน และตำแหน่งนี้ก็ไม่มีใครดีไปกว่าเหวินชูอีกแล้ว
หายากนักที่จะเจอใครที่ไม่สะทกสะท้านกับเรื่องอย่างว่า ถึงอีกฝ่ายจะเป็นแค่เด็กน้อยตัวกะเปี๊ยกที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ตามที “ชูชู”
‘เลิกเรียกข้าว่าชูชู’ เหวินชูขมวดคิ้ว
ซวี่เซิงทำเป็นไม่สนใจ “ในฐานะที่ข้าช่วยเจ้าไว้ เจ้าต้องศึกษาศาสตร์กามเหล่านี้กับข้า”
“...”
“อย่างที่เจ้ารู้นั่นแหละ โลกนี้ถูกมหาเทพกับสวรรค์ทอดทิ้งแล้ว เด็กไม่เกิด ผู้ใหญ่ไม่รู้วิธีทำลูก ผีดิบก็เพ่นพ่านเต็มไปหมด ยามนี้ในพิภพโลกมนุษย์มีแค่ข้ากับเจ้าหน้าจืดที่ชื่อจูหงเฟยเท่านั้นที่รู้ว่าควรจัดการผีดิบอย่างไรและผลิตเด็กยังไง แต่เพียงข้ากับเขาแค่สองคนไม่อาจเป็นกำลังได้มากพอ ศาสตร์วิชานี้จำเป็นต้องเผยแพร่ แล้วเจ้าจะต้องสืบทอดมันกับข้าด้วย...ว่าไง เจ้ายอมรับหรือไม่”
เหวินชูก้มหน้าเหมือนคิด ซวี่เซิงจึงกล่าวต่ออีก “อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องแปลกหรือน่าขยะแขยงเลยนะ มันคือเรื่องปกติธรรมชาติ มีมาตั้งแต่บรรพกาล แต่มนุษย์กลับบิดเบือนและคิดว่ามันคือเรื่องลับที่น่ารังเกียจ จนสุดท้ายก็พยายามจะเก็บซ่อนและลบมันออกไป”
เหวินชูเงยหน้าขึ้น เอียงคอเล็กน้อยราวกับจะถามว่า ‘ศาสตร์กามมีกี่อย่าง’
“เอ่อ...มันก็มีหลายแบบนั่นแหละ แต่ถ้าเอาต้นตำรับ เขาว่าศาสตร์แห่งกามคือศาสตร์บริสุทธิ์เพราะเป็นศาสตร์แห่งการเกิด เป็นศาสตร์ของธรรมชาติ”
เหวินชูเปิดตำราร่วมรักแล้วยื่นไปข้างหน้าซวี่เซิง ‘เจ้านี่ล่ะ’
“มันมีมาหลังจากที่มนุษย์เริ่มรู้จักคำว่า ‘เสพสุข’ จากการร่วมเพศ ปกติสัตว์มักจะผสมพันธุ์ตามฤดูใช่ไหมเล่าแต่มนุษย์ไม่มีฤดูนั้น แบบว่า...อยากมีเมื่อไหร่ก็ได้ ท่วงท่าเหล่านี้ก็แค่ทำให้การเสพสุขสำเริงสำราญขึ้น”
เหวินชูพยักหน้าเหมือนจะทำความเข้าใจเงียบๆ
ซวี่เซิงเม้มปากก่อนถาม “ว่าไง ชูชู ตกลงเจ้าจะยอมศึกษามันหรือไม่”
เหวินชูมองด่าซวี่เซิงทีหนึ่งเพราะทำให้เขาเลิกเรียกตัวเองว่าชูชูไม่ได้ เหวินชูพยักหน้า ‘ยอม’
ซวี่เซิงตาเป็นประกาย เหวินชูก้มหน้าอีกครั้ง พลิกๆ เปิดๆ ตำราอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามทางสายตากับซวี่เซิงอีกครั้ง ‘แต่ข้าอยากต่อสู้ด้วย’
“...นั่นสินะ ดูแล้วเจ้าก็เป็นนักสู้มาก่อน”
เหวินชูพยักหน้าอีกครั้ง
“เจ้ากำลังจะถามข้าว่ามีศาสตร์แห่งกามศาสตร์ไหนที่มีการต่อสู้ด้วยเช่นนั้นรึ?”
เหวินชูโคลงศีรษะติดกันสองครั้ง
เห็นเช่นนั้นซวี่เซิงก็ลูบหน้า ก่อนหมุนตัวไปค้นหาตำราปกขาวมาสักเล่มหนึ่ง ค่อยยื่นมันให้เหวินชู “มาถึงก็เล่นของยาก เจ้านี่น่าสนใจขึ้นทุกทีแล้วนะ ศิษย์น้อย...”
ในหน้าแรกของตำราเล่มนั้นถูกเขียนด้วยคำว่า ‘ศาสตร์รักแห่งความเจ็บปวด’
“...” เหวินชูเปิดหน้าต่อไปอย่างเงียบเชียบ เจอคำแบบนี้แล้วยังรักษาความสุขุมได้ ยอมใจเด็กนี่เลยจริงๆ!
ภายในคือท่วงท่าร่วมรักที่ผสานศิลปะของความเจ็บปวดและความสุขสมทางร่างกาย ซวี่เซิงกอดอกมองก่อนจะใช้ด้ามจับพู่กันชี้ไปที่ภาพ “รู้หรือไม่ หากเราใช้แส้เฆี่ยนม้าเฆี่ยนหญิงสาวหรือคู่ของเราระหว่างเสพสมในช่วงที่ใกล้ถึงจุดสุดยอด ประสาททั่วร่างคู่เราจะเปิดออก ความเจ็บปวดจะยิ่งกระสันและชาวาบผสานไปกับสารชนิดหนึ่งในสมอง มันจะทำให้เสียวและมีความสุข”
หากอยู่โลกเดิมล่ะก็ตำรวจคงมาลากตัวเขาถึงหน้าบ้านที่พูดอะไรแบบนี้กับเด็ก แต่เมื่อบริบทเปลี่ยนและเพื่อความอยู่รอด มันจำเป็น!!
เหวินชูเงียบฟัง ซวี่เซิงก็กล่าวต่อ “ในโลกนี้ข้าไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร แต่ข้าเรียกมันว่า BDSM”
‘ชื่อแปลก’เหวินชูก้มมองหนังสือ ทว่าทันใดนั้นเองที่ซวี่เซิงทันสังเกตเห็นมุมปากของเจ้าเด็กชูชูยกยิ้มทะมึน...แต่พอเงยหน้าขึ้นมาก็กลับมาหน้านิ่งเหมือนเดิม เหวินชูกะพริบตาทีหนึ่ง ‘เรียนเมื่อไหร่’
“ขอข้าเรียบเรียงบทเรียนสักหนึ่งวัน ข้าจะสอนทฤษฎีให้เจ้า ส่วนปฏิบัติไว้ค่อยว่ากัน แต่คู่เจ้าไม่ใช่ข้าแน่ เข้าใจหรือไม่” ถึงไม่มีตำรวจมาแต่ก็ไม่ไว้ใจหรอกนะ ซวี่เซิงลอบคิด “ระหว่างนั้นเจ้าก็อ่านหนังสือในนี้ไปก่อน สงสัยอะไรก็มาถามข้า”
เหวินชูพยักหน้า เดินผ่านซวี่เซิงไปนั่งเก้าอี้ อ่านหนังสือตำราเงียบๆ เหมือนหุ่นขี้ผึ้งประดับห้อง ทำให้รู้สึกว่าต่อให้มีเหวินชูในตำหนักหรือไม่มีก็แทบไม่แตกต่างจากตอนที่ขลุกอยู่คนเดียวเลยสักนิด
ลูกศิษย์คนแรกก็ทำเอาซวี่เซิงเหนื่อยกายใจแล้ว เฮ้อ...

การศึกษาศาสตร์กามของเหวินชูโดยซวี่เซิงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ไม่รู้ว่าอุปนิสัยของเหวินชูยามเป็นมนุษย์เป็นเด็กหนุ่มที่เงียบขรึมอย่างนี้อยู่แล้วหรือไม่เพราะไม่ยินดีที่จะเอ่ยถึงเรื่องอดีตของตนเองมากเท่าไหร่ และซวี่เซิงก็เป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะไม่เซ้าซี้อยากรู้ เพราะศิษย์น้อยนอกจากเรื่องสายตาขวางๆ ที่ไม่เคารพอะไรเลยก็เป็นคนที่สอนง่านว่าง่ายอยู่ และเรียนรู้ได้เร็วเลยทีเดียว
แค่สามวันเหวินชูก็สามารถผสานท่ามัดเงื่อนกับวรยุทธ์ของตนได้แล้ว เวลาไปล่าซอมบี้กับซวี่เซิงก็มัดเงื่อนเชือกตายได้สวยงามรวดเร็วเลยทีเดียว
ส่วนซวี่เซิงต่อสู้ไม่เป็น หากไม่มีม้วนตำรากามกับพู่กันในมือก็แทบถูกซอมบี้ทึ้งตายได้หากทำเสียงดังหรือทะเล่อทะล่าออกไปจนเป็นที่สังเกต มีเหวินชูคอยช่วยระวังให้ภาระตรงนี้จึงเบาโหวงขึ้นไม่น้อย
สองครึ่งซอมบี้ศิษย์อาจารย์วิ่งวุ่นไล่จับซอมบี้ลากกลับตำหนักเร้นลับทั้งวันทั้งคืน พร้อมทั้งช่วยถูลู่ถูกังนำซอมบี้ที่จับมาทะลวงจุกตัณหากันอย่างยากลำบาก แต่กลับยังไม่ประสบความสำเร็จกันสักทีเพราะ...
“ชูชู! เจ้าลงแรงมากไปแล้ว ถึงเป็น S แต่ทำแรงขนาดนั้นคู่ก็ช้ำในเจ็บตายพอดี!” ซวี่เซิงตะโกนว้าก
เหวินชูในมือถือเทียนหยดน้ำตาเทียนใส่เปลือกตาซอมบี้ไม่ให้ลืมตาขึ้นมาได้ ส่วนอีกมือถือแท่งหยกใส แทงสวบเข้าไปในก้นของซอมบี้ชายตนหนึ่งอย่างแรงแล้วขยี้ๆจนซอมบี้ตัวนั้นร้องโหยหวนอย่างทรมาน
“ข้าบอกแล้วไง ลึกขนาดนั้นไม่ได้ ต่อมลูกหมากอยู่บริเวณกระเพาะปัสสาวะ มันอยู่เยื้องมาข้างหน้ากะเจี๊ยว! เจ้าแทงให้ปลายหยกดิ่งลงมันก็จิ้มไส้สิ งัดขึ้นมา!”
เหวินชูมองอย่างรำคาญ แล้วชักมือดันขึ้น ‘แล้วทำไมต้องสร้างเงื่อนไขให้ล่าแต่ผีดิบชายเล่า’
“เพศชายเสียสละ ถ้าเราทำผู้ชายได้ก่อนค่อยตามด้วยสุภาพสตรี” ซวี่เซิงกล่าว “พอๆ ไส้เละหมดแล้ว”
ซวี่เซิงเกาศีรษะ ให้เหวินชูถอยไป ส่วนตนค่อยเข้ามาจัดการต่อจากศิษย์น้อย ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าว่าเหวินชูชอบทำอะไรแรงๆ เหมือนจะแฮปปี้เวลาได้ยินเสียงร้องเจ็บปวด
ทว่าในตอนนั้นเองที่ตำหนักเร้นลับสั่นไหวอย่างรุนแรง ซวี่เซิงมองเหวินชู “เกิดอะไรขึ้น...”
เหวินชูส่ายหน้า ตำหนักก็สั่นเหมือนถูกเขย่าอีกรอบ ซวี่เซิงเห็นท่าไม่ดีก็รีบลุกขึ้น หรือว่าสวรรค์จะลงมาจัดการเขาแล้วเนี่ย! “เจ้าจัดการมัดแล้วเก็บผีดิบพวกนี้ให้เรียบร้อย ข้าจะออกไปดูสักหน่อย”
ซวี่เซิงรีบวิ่งออกไปด้วยใจระทึก ตำหนักก็ยิ่งสั่นมากยิ่งขึ้นเหมือนจะถล่มลงมา เขากุลีกุจอเปิดประตูพรวด ซวี่เซิงค่อยๆ ก้าวเดินออกไปด้วยความหวาดผวา บริเวณรอบๆ กลับไม่พบสิ่งใดผิดปกติเลย....
“ฮ่าฮ่าฮ่า! โผล่หัวออกมาแล้วสินะ ปรมาจารย์ศาสตร์กาม!”
“!?”
ซวี่เซิงรีบแหงนหน้าขึ้นไล่มองตามเสียง ปรากฏว่าเจ้าผู้บุกรุกนั้นไม่ได้อยู่ที่พื้นแต่อยู่บนหลังคา...
...แล้วไปอยู่บนหลังคาทำไมวะ
“เจ้าเป็นใคร”
“หึหึหึ อยากรู้นามอันศักดิ์สิทธิ์ของข้าอย่างนั้นหรือ นามอันน่ากลัวที่บ่มเพาะมาจากพลังแห่งความมืดที่กลั่นออกมาเป็นดวงจิตของข้า...มันคือความลับสุดยอด หาใช่ใครจะได้รู้ง่ายๆ ไม่! เพราะหากคนที่มีพลังไม่ถึงข้ารู้แล้วจะมีอันเป็นไป...”
ซวี่เซิงขมวดคิ้วมองเจ้าเด็กที่ดูอายุแล้วไม่น่าเกิน 15-16 อย่างเหนื่อยใจ ด้านหลังยังมีจอมยุทธ์ที่สวมผ้าคลุมยาวสีดำตามมาอีกสิบกว่าคน ทุกคนต่างสีหน้านิ่งสนิทเหมือนชินชาแล้ว ซวี่เซิงกวาดตามองเห็นสิงโตเผือกติดปีกมีหางเป็นงูอยู่ข้างหลังก็รู้แล้วว่าตำหนักตัวเองสั่นเพราะอะไร ถูกเจ้าแมวยักษ์นี่ขย่มเรียกให้ออกมาแหงๆ
“...ตัวข้านั้นยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า และสืบทอดวิชาลับอันน่าพิศวงมาเป็นเวลายาวนานตั้งแต่ชาติปางก่อนที่ตัวข้าเป็นถึง...”
“ยังพูดไม่จบอีกเหรอ เจ้าเด็กตากุ้งยิง”
“ไม่ใช่ตากุ้งยิงสักหน่อย ตาข้างนี้ของข้าน่ะซ่อนพลังเอาไว้ต่างหาก!”
ซวี่เซิงอึกอักแล้ว รู้สึกคล้ายๆ ว่าเมื่อก่อนตัวเองจะเคยเจอเด็กแบบนี้อยู่บ้างนะ...เอ โลกเก่าเขาก็มีนี่นา ตอนเป็นชาติชายเคยเป็นครูสอนว่ายน้ำอยู่ช่วงหนึ่ง (แต่ก็ออกเพราะไปเล่นจ้ำบ๊ะกับลูกศิษย์หนุ่มหล่อในสระ...) สอนทั้งเด็กกับผู้ใหญ่ เหมือนว่าจะมีเด็กคนหนึ่งอายุเท่าๆ หมอนี่มาเรียน บอกว่าตัวเองเป็นเงือก แล้วก็เกือบจมน้ำตาย ทว่าก็ไม่เข็ดอยู่ดี
มันเรียกว่ายังไงนะอาการแบบนี้...
จูนิเบียว!
“นี่ เจ้าหนู มีอะไรกันแน่ รีบพูดมาเร็วๆ เถอะ ข้าไม่มีเวลาว่างทั้งวันทั้งคืนมาฟังเจ้าพูดจาวกวนหรอกนะ!”
“ว่าไงนะ สามหาว ไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร!”
ถ้ารู้จะถามมั้ย ไม่สิ ถามไปแล้วนี่หว่า
“ข้าน่ะคือจ้าวแห่งความมืดไงล่ะ เป็นผู้ที่กุมชะตา...”
“เรื่องเดิมเปลี่ยนคำนิดหน่อยไม่เอา!” ซวี่เซิงตะโกนว้าก “แล้วเจ้าจะไปยืนอยู่บนหลังคาบ้านข้าทำไม ตะโกนคุยกันแบบนี้ชอบเรอะ!”
เจ้าเด็กเบียวทำเป็นจับตาอีกข้างที่ปิดไว้แล้วหัวเราะเสียงทุ้ม “หึหึหึ อยากรู้จักข้านักข้าจะบอกก็ได้ อย่าถูกนามอันน่ากลัวของข้าดูดกลืนวิญญาณไปก่อนซะล่ะ!”
“...” ซวี่เซิงมองพวกจอมยุทธ์คลุมชุดคลุมดำที่อยู่ข้างหลังเด็กตากุ้งยิงแล้วชี้นิ้วถามทางสายตาเหมือนเหวินชูว่า ‘นายพวกเจ้าเป็นบ้าอะไร’
“เรียนปรมาจารย์ศาสตร์กาม ราชาชงหยวนของเราเป็นนักกวีที่ชอบร่ายพรรณนามาแต่ไหนแต่ไรแล้วขอรับ”
ชงหยวนที่กำลังจะป่าวประกาศชื่อแบบเท่ๆ ถูกลูกน้องชิงบอกตัดหน้าถึงกับเกือบลื่นลงมาจากหลังคา รีบหันไปทุบลูกน้องทันที “เจ้าลูกสมุน เจ้าบ้า! เจ้าแย่งข้าพูดทำไม ไล่ออก ออกไปเลย!”
ซวี่เซิงมองประเมินพวกคนชุดดำที่ปรากฏตัวเหมือนตัวร้ายในการ์ตูนแล้วอยากเดินหนีนัก “สรุปว่าพวกเจ้ามาเพื่อทำอะไรกันแน่เนี่ย ถ้าหากไม่มีธุระอะไรสำคัญนักพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่แล้วกันนะ ข้ายุ่งอยู่ ขอตัว”
ชงหยวนรีบเอ่ย “เดี๋ยวสิ!”
“ฮ่าๆๆๆๆ ตามน้องหยวนทันแล้ว อ้าว นั่นใช่ปรมาจารย์ศาสตร์กามหรือไม่นั่น!”
ซวี่เซิงที่กำลังจะปิดประตูถึงกับชะงักเพราะเสียงผู้มาใหม่อีกกลุ่ม เขาหันไปมอง เห็นชายหนุ่มหน้าตาดีในชุดสีเขียวหัวเราะเฮฮามากับผู้ติดตามอีกประมาณสิบคนเช่นเดียวกับชงหยวนถึงกับผงะ
วันนี้มันวันอะไรกัน เหตุใดตำหนักเร้นลับที่มีกลไกป้องกันแน่นหนาถึงได้มีคนย่างกรายเข้ามาเยอะแยะเพียงนี้เล่า
“พวกเจ้าเป็นใครอีกล่ะ...”
ชายหนุ่มที่มีรอยยิ้มเป็นมิตรกล่าวติดขำ “ฮ่าๆ ข้านามว่าจ้าวฝูหมิง เป็นคนจากสำนักฝ่ายธรรม มาเพื่อชวนท่านปรมาจารย์ศาสตร์กามไปชื่นชมป่าไผ่ด้วยกัน!”
“หะ...”
“ฮะๆๆๆ ท่านจ้าวกล่าวผิดแล้ว ขี้ลืมจริงๆ เลย ฮ่าๆๆ” ศิษย์ชุดเขียวแย้งทั้งหัวเราะ
“ฮ่าๆๆๆ น่าอายจังเลยๆ ทำผิดพลาดให้ขายหน้าแล้ว”
“ยำไผ่ลงโทษ ยำไผ่ลงโทษ!”
“ว้า เดินไม่ตรงแน่ๆ เลย ฮ่าๆๆๆ”
“...” ซวี่เซิงกะพริบตาปริบๆ มองคนชุดเขียวงัดบ้องขึ้นมาต่อหน้าต่อตาแทนที่จะเป็นกระบี่หรืออะไรที่เข้าท่ากว่านี้
เอ๊ คุ้นๆ นะ เอ๊ ไม่ใช่มั้ง ไม่ใช่สิ ไม่มี ไม่ใช่ มองผิด ต้องมองผิดอยู่แล้ว ไม่มีทางที่จอมยุทธ์ที่ไหนจะพี้ของแบบนี้ ไม่เคยมีมาก่อน!
“ช้าก่อน! เจ้าพวกธรรมะไร้ยางอาย คิดจะมาแย่งคนกับข้าหรือ เห็นชัดๆ ว่าสำนักฝ่ายอธรรมมาก่อน!” ชงหยวนกระโดดลงมาจากหลังคาเข้าขวาง
“น้องหยวนยังตัวเล็กไม่เปลี่ยนเลย ฮะๆๆ มามา มาครื้นเครงกันเถิด ใช่มั้ยท่านปรมาจารย์?”
“...หะ?”
“เจ้านี่มันเจ้าเล่ห์ หาของมาติดสินบน! คิดว่าใครๆ ก็ชอบไผ่งั้นหรือ” ชงหยวนแยกเขี้ยวขู่ฟ่อๆ อย่างกับลูกแมว “ปรมาจารย์ศาสตร์กาม! เจ้าต้องมากับข้า”
“เอ๊ะ...”
จ้าวฝูหมิงปรี่มาใช้แขนพาดไหล่ซวี่เซิง “ไม่เอาน่า ข้ามาดีๆ มาเป็นเพื่อนกับข้านะท่านปรมาจารย์ แล้วข้าจะพาไปพบความสงบสุขของโลก...”
ชงหยวนเห็นแบบนั้นก็รีบมาคว้าแขนซวี่เซิงแล้วพยายามดึงมาทางตัวเอง “โลกสงบสุขของเจ้ามันจอมปลอมต่างหาก! มากับข้า ข้าจะพาเจ้าไปพบกับอวิชชาที่ไร้เทียมทาน!”
ซวี่เซิงโดนยื้อไปยื้อมา ได้ยินแต่คำว่า “เลือกข้า เลือกข้า!”
พลันนั้นซวี่เซิงก็คิดถึงข่าวดีของจูหงเฟยขึ้นมา แต่เดี๋ยวก่อน นี่จะใช่ข่าวดีแน่หรือ คนพี้ไผ่กับเด็กจูนิเบียวเนี่ยนะ ไม่ใช่จะมาพลิกลิ้นกลายเป็นว่าข่าวร้ายทั้งคู่ แต่แค่อันหนึ่งร้ายมากอันหนึ่งร้ายน้อยหรอกใช่ไหม

โฮลี่ชิท ตกลงพวกนี้มันเป็นใครกันแน่เนี่ย!!




----------------------------

พระเอกยังไม่ออกมาสักที ค่าตัวแพงเกินไปแล้วนะ---

ตอนนี้อาจชวนคุยอะไรมากไม่ได้เด้อ แง งานเยอะมาก เยอะมาจริงๆแต่ก็ยังอยากมาอัพนิยายเพราะคิดถึงนักอ่านทุกคน


ขอยืนยันนอนยันว่าไรท์ไม่ได้อยากหยิ่งหรืออะไรจริงๆ นะ ฮือ TT ตอนนี้ไรท์ขึ้นปี 2 มหาลัยแล้วล่ะ ไม่คิดเลยว่างานมันจะเยอะปานนี้แทบทับตัวตาย ยังไงก็ขอบคุณมากๆนะที่ติดตามเรื่องนี้กัน ไรท์ชอบนักอ่านทุกคนมากๆ ทุกคนคือกำลังใจจริงๆนะ


บ๊ายบาย <3 กล้วพบกันใหม่ตอนต่อไปเด้อ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.523K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,807 ความคิดเห็น

  1. #4722 Agape02 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 มกราคม 2564 / 22:12
    น้องเป็นซอมบี้ รักษาตัวเองได้ไหมคะเนี่ย งงๆเพราะไม่ได้อธิบายไว้เลย
    #4,722
    0
  2. #4641 Peed33 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2563 / 18:47
    _(:з」∠)_น่ากัวมั่กๆ โลกที่ความไม่ปกติคือความปกติมันคืออัลไลเนี่ย
    #4,641
    0
  3. #4608 xrxrose (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 07:40
    ฝ่ายธรรมแต่พี้ไผ่ ศีลแตกหมดละลูกเอ้ย
    #4,608
    0
  4. #4593 UmeMomo (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 21:02
    แง โช้ยโด้ย ขำปอดโยกแร๊ว คนนึงเบียวคนนึงลอยแล้วค่าแง้ 555555555555555555555
    #4,593
    0
  5. #4520 yyyyobaby (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 18:51
    ถ้าอยู่ในโลกปัจจุบันจะเนียกตำรวจแล้วนะ ตำร๊วจจจจจจจ โว้ยยยยยยยย 5555555555 แต่ละคน
    #4,520
    0
  6. #4510 namthip2547 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 10:35
    อย่าดึงแขนน้องงงงเดี๋ยวหลุด55555
    #4,510
    0
  7. #4495 Winterrin (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 03:10
    555555555 ช่วยด้วย 555555 อ่านเรื่องนี้เหมือนเสพยาขำจะตายแล้วเนี่ย
    #4,495
    0
  8. #4310 pcy921 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:55
    หมออยู่ไหนคะ55555555555555555ช่วยด้วย555555565555
    #4,310
    0
  9. #4256 หมา'โก๊ะ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:00
    เกียสความแย่งกันอ่ะ55555 สรุป หนีไปลูก หนีไปปปปป!
    #4,256
    0
  10. #3936 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 11:06
    ปวดหัวจริงงงง
    #3,936
    0
  11. #3649 Demon_god_doll (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 10:58
    กาวไม่พอ ยังจะปั่นอีก555555
    #อ่านเรื่องนี้ทีไรมีแต่คนว่าบ้า(นั่งหัวเรอะคนเดียว55)
    #3,649
    0
  12. #3259 Krystal wing (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2562 / 17:33
    เหน่ยอ่ะ
    #3,259
    0
  13. #3226 whipxcream (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 / 22:23
    กาวและปั่นประสาทมาก555555555 อ่านไปเมดมายเดย์ไป ฮือ นิยายแนววันสิ้นโลกแต่ปั่นไม่หยุด5555555555555555
    #3,226
    0
  14. #2591 RiftSift (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 10:51

    สุ่ๆค่าไรท์??’? เปนกำลังใจให้ค่ะ สนุกมากกเยยย

    #2,591
    0
  15. #2420 danaja12062002 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 20:22
    ยำไผ่สู่ความสงบสุขของโลก!!!!
    #2,420
    0
  16. #2417 กะเทย. (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 16:44
    ปวดหัวแทนนนน
    #2,417
    0
  17. #1099 Aonsung1 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 กันยายน 2562 / 18:12
    ซูซูโหดมาก 5555
    #1,099
    1
    • #1099-1 Aonsung1(จากตอนที่ 5)
      23 กันยายน 2562 / 18:18
      *ชูชูสิ มองยังไงเป็น ซ.โซ่ วะนั่น 55555555555555555555555
      #1099-1
  18. #1088 Pissuda627 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 18:47
    ชอบความยำไผ่555
    #1,088
    0
  19. #1075 cactus090 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 08:15
    เผยเเพร่ความกามเลยท่าน
    #1,075
    0
  20. #900 SaVere3827 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 21:57
    โอ้ยยย ขำมากกก เกลียดความพกบ้อง ไม่พกกระบี่ 55555555555555555
    #900
    0
  21. #887 Peach9 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กันยายน 2562 / 10:45
    กรรม5555555555
    #887
    0
  22. #879 PaulaPum (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 19:20
    นี่มันอะไรกันเนี่ย555555
    #879
    0
  23. #690 papark (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 03:37

    555555555555555555555555555555555555555 เป็นหนุ่มฮอต โดนเด็กจูนิเบียวกับคนพี้ไผ่แย่งตัวกัน

    #690
    0
  24. #651 CelL'e❋Tz (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2562 / 19:53
    ตลกกก นี่ตูกำลังอ่านอะไรเนี่ยยย!!!
    #651
    0
  25. #633 nownew (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 19:38
    ตลกน้องชูชู หนูจะทะลวงไปถึงไส้เขาไม่ด้ายยยย
    #633
    0