ตอนที่ 2 : [SS2] ตอนที่ 01 ขัดใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 107
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ต.ค. 60

ตอนที่ 01

ขัดใจ

 

ภายในคฤหาสน์หรูหลังใหญ่สไตล์จีนดูเล็กแคบลงไปถนัดตา เมื่อต้องต้อนรับแขกเหรื่อมากมาย ทั้งญาติมิตร สหาย หรือกระทั่งกลุ่มคนที่มีฐานะชื่อเสียง และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีเครื่องประดับยศเต็มเครื่องแบบ พวกเขาต่างแห่แหนกันมาอวยพรปีใหม่ผู้อาวุโสที่เคยรุ่งเรืองในเกียรติศักดิ์ช่วงเวลาหนึ่ง

แม้จะเป็นเรื่องปกติสำหรับการพบปะเยี่ยมเยือนผู้อาวุโสในวันขึ้นปีใหม่ เป็นธรรมเนียมสากลเลยก็ว่าได้ หากแต่แขกเหรื่อที่มีมาล้วนมีนัยแฝง เมื่อทุกๆ อย่างได้ตกทอดไปสู่ทายาทในปัจจุบัน ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังคงคอยเชื่อมสัมพันธ์กับผู้อาวุโสของแก๊งหยางหมิงไม่ขาด ต่อให้อำนาจจะถดถอยลง แต่บารมีไม่อาจลบเลือนได้อย่างง่ายดายจนกว่าชีวิตจะหาไม่ พวกเขายังคงสามารถเพิ่งพาชายชราที่ยังคงซุกซ่อนเขี้ยวเล็บไว้อย่างเจ้าสัวกิติศักดิ์

อ้าว! คุณวีระ ลื้อเองก็มาเยี่ยมอั๊วทุกปีเลยไม่ขาดเลยนะฝ่ายผู้อาวุโสออกมาต้อนรับแขกเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง เมื่อได้เห็นคนคุ้นเคยวีระ เดชพิพัฒนพงศ์ที่มาพร้อมกับกระเช้าของขวัญในมือ

แน่นอนครับ ผมนับถือเจ้าสัวเป็นเหมือนดั่งญาติผู้ใหญ่ของผมคนหนึ่ง

ฮ่าๆ ลื้อนี่ปากหวานจริงๆเจ้าสัวกิตติศักดิ์หัวเราะเขิน ยื่นมือออกมารับกระเช้าขอบใจๆ ที่ให้เกียรติอั๊วขนาดนี้ แถมเอาของขวัญมาเยี่ยมเรื่อยๆ ตลอดเลย ถ้าช่วงไหนลื้อว่างๆ ก็มาจิบน้ำชานั่งคุยเป็นเพื่อนอั๊วบ้างนะ ลูกๆ หลานๆ อั๊ว พอมีงานมีการทำมันก็พากันบ้างาน ทิ้งคนแก่ให้อยู่เฝ้าบ้านเหงาๆ

ไม่พูดเปล่า เจ้าสัวกิติศักดิ์ยังชำเลืองสายตาเขม่นใส่ชายหนุ่มรุ่นหลานที่ว่า ซึ่งเขากำลังยืนอยู่ข้างๆ คอยช่วยรับกระเช้าของขวัญ และเหมือนเจ้าตัวจะรู้สึกได้ถึงสายตาที่ไม่สู้ดีนัก จึงหันไปยักคิ้วหลิ่วตาเหยียดยิ้มมุมปากแสนยียวน จนดวงตาเรียวเล็กหยีใส่ผู้เฒ่าอย่างไม่กลัวเกรง

บ๊ะ! ไอ้เด็กกวนประสาท

เห็นแล้วก็ต้องหันมาถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเอือมระอา ไม่ใช่เพราะซานเธียไม่เห็นหัวงอกหัวดำ แต่มันไม่คิดจะสลดในคำประชดของเขาเลยนี่สิ

เจ้าสัวกิตติศักดิ์ตัดใจที่จะบ่นสั่งสอน หันไปยิ้มแย้มให้กับแขกรุ่นใหญ่อีกครั้งยังไงก็ขอบใจลื้อมากนะ สำหรับของขวัญปีใหม่ อยู่ทานของว่างกันก่อนล่ะมือหยาบกร้านตามวัยผายไปทางประตูเข้าบ้านอย่างเชื้อเชิญ

ครับท่าน

.

หลังจบงานเลี้ยงแขกเหรื่อเหรื่อคนสำคัญต่างพากันทยอยกลับออกไป เว้นเสียแต่เสี่ยวีระ ที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตารอขอพบผู้อาวุโสเป็นการส่วนตัว คนรับใช้ของบ้านใหญ่เดินนำทางชายร่างท้วมเข้าไปยังห้องรับแขกแสนโอ่อ่า จนได้พบชายชราร่างใหญ่บุคลิกน่าเกรงขามนั่งรออยู่บนโซฟาไม้แกะสลักลายมังกร เจ้าสัวกิติศักดิ์ จรัสพุฒิพงศ์ ผู้อาวุโสแห่งหยางหมิงบุคคลที่เขามาดหมายจะขอพบ

เชิญนั่งก่อนสิเสี่ยวีระผู้มีอาสุโสกว่ากล่าวเชื้อเชิญตามมารยาท ก่อนถามไถ่ถึงเหตุธุระเห็นลื้อบอกว่าอยากจะพบอั๊วเป็นการส่วนตัว มีเรื่องมีปัญหาอะไรที่อยากจะให้อั๊วช่วยเหลืออย่างนั้นรึ?”

ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับท่าน ผมเพียงได้ยินข่าวมาว่าเจ้าสัวอยากจะลงทุนทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์[1] เปิดโครงการคอนโดมิเนียมในเมือง ผมเลยอยากจะอาสามาเป็นกำลังช่วยท่านอีกแรงน่ะครับ

อ้อ อย่างนั้นเองรึเจ้าสัวหัวเราะชอบใจให้กับไมตรีอันดีงามขอบใจลื้อมากเลยนะที่อาสามาช่วย แต่จริงๆ อั๊วก็มีลูกน้องมากมายแล้ว ไม่อยากจะรบกวนหรอก ลำพังธุรกิจของลื้อเองก็คงจะยุ่งวุ่นวายพอดู อีกอย่างอั๊วก็ให้อาซานเธียหลานชายเป็นคนจัดการส่วนใหญ่ ตอนนี้เจ้านั่นก็กำลังหาดูทำเลที่เหมาะสมจะเปิดโครงการอยู่

อย่างนั้นหรือครับสีหน้าของเสี่ยวีระระบายยิ้มเล็กๆ แต่ในใจกลับกระหยิ่มยิ้มย่องนัก เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองคาดหวังไว้ยังพอมีโอกาส และไม่เสียเที่ยวจริงๆ ที่มาในวนนี้ถ้าหากคุณซานเธียยังหาทำเลไม่ได้ ผมก็มีสถานที่ที่คิดว่าเหมาะสมอยู่นะครับท่าน

โอ้ งั้นเหรอ ดีเลยๆ ไหนลองว่ามาสิ ถ้าทำเลที่ลื้อว่ามามันดีจริง อั๊วจะบอกอาซานเธียให้ไปดูพื้นที่

ได้ครับ ผมคิดว่าท่านจะต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอนครับ

 

เอกนารา :

สวัสดีปีใหม่เงี้ยว ไม่เจอกันนานเลยนะผมส่งยิ้มและเอ่ยทักทายทันทีที่เห็นเงี้ยวปรากฏตัวในร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่เรานัดกันไว้ ถึงจะผ่านพ้นวันขึ้นปีใหม่มาหลายวันแล้ว แต่คำทักทายแบบนี้ก็ยังไม่สายเกินไป

อืม สวัสดีปีใหม่ไอ้โป้งเหม่งหมอนั่นล้วงมือออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วยกขึ้นทักทายด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่ยินดียินร้าย เมื่อได้พบหน้าเพื่อนสนิทที่ไม่เจอกันนานเลยสักนิด ชวนรู้สึกกวนบาทาไม่ต่างจากคำทักทายประโยคแรกของมัน

ทำไมแกถึงทักเพื่อนที่ไม่เจอกันนานแบบนั้นวะถึงตอนนี้ผมจะโป้งเหม่งจริงๆ ก็เถอะ เกลี้ยงเกลาทั้งศีรษะและขนคิ้วเลย ก็คนเพิ่งสึกออกมานี่นา ผมยังไม่ทันงอกใหม่ แต่ก็ใส่หมวกแก๊ปกันความใสแหน่วของศีรษะ ไม่ให้เป็นที่สะดุดตาของใครๆ แล้ว ไอ้บ้านี่ยังจะหยิบยกขึ้นมาล้อเลียนกันอีก

งั้น...สวัสดีปีใหม่ ไอ้เอกบ้าเงี้ยวทักทายใหม่อีกครั้ง แต่บรรยากาศก็ไม่ต่างจากเมื่อสักครู่เท่าไหร่ เขานั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ยกขาขึ้นไขว่ห้างกอดอกและมองหน้าผมด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

ไอ้หมอนี่ จงใจจะกวนประสาทกันชัดๆ!

พอได้แล้ว ถ้าไม่อยากทักทายกันขนาดนั้นก็ไม่ต้องทักเว้ย!ผมเริ่มคิ้วกระตุก รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างแรง ทั้งที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งนาน แต่การที่เงี้ยวจะมาพาลกวนประสาทใส่กันแบบนี้ คงต้องมีมูลเหตุอะไรสักอย่าง

แต่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ผมเองก็เพิ่งจะสึกพระออกมาเมื่อก่อน ยังไม่ทันได้ก่อเรื่องอะไรให้มันต้องยุ่งยากใจเลยนี่นา

เงี้ยว แกกำลังโกรธฉันอยู่สินะ พูดมาสิ เรื่องอะไร?” ผมถามเสียงเรียบ พยายามตั้งสติไม่ให้อารมณ์คุกรุ่นตามอีกฝ่าย

สวัสดีไอ้โป๊งเหม่ง

ยัง...ยังไม่หยุดอีก!

ก็บอกว่าให้พอได้แล้วไง! ฉันไม่ได้เป็นไอ้โป๊งเหม่งเว้ย! แค่โกนผมเฉยๆ อีกเดี๋ยวมันก็ขึ้นใหม่แล้ว!แถมยังสวมหมวกปิดเอาไว้แล้วด้วย ยังไม่เลิกล้อเลียนอีก

ไอ้นี่ คิดจะทำประชดเพื่อระบายอารมณ์ไปถึงเมื่อไหร่กัน!

ถ้าจะแขวะแบบนี้ก็ด่าออกมาตรงๆ เลยยังจะดีกว่า!

ไอ้เงี้ยว ถ้าไม่หยุดเรียกฉันแบบกวนประสาทละก็...ฉันจะเสกหนังควายเข้าท้องแก! ตอนที่ไปบวชอยู่ในวัดป่า ฉันได้ศึกษาศาสตร์มืดมาจากพวกลูกศิษย์ที่วัดนั่นมาด้วยนะเว้ย!

สวัสดีปีใหม่...คุณพี่เขย...ไม่เจอกันนานเลยนะเงี้ยวเปรยขึ้นอีกครั้ง พร้อมส่งรอยยิ้มชวนขนลุกทักทาย ถึงจะไม่มีคำด่า แต่ก็ยังเต็มไปด้วยท่าทีประชดประชันใส่

เฮ้อ… เอาที่มันสบายใจแล้วกัน ผมเบือนหน้าเซ็งๆ ออกไปมองนอกหน้าต่าง ให้มองหมาแมวกำลังขี้ข้างถนนยังดีกว่ามองหน้ามันอีก หลังหันไปสงบสติอยู่พักใหญ่ จึงยอมหันกลับมามองหน้าเงี้ยวอีกครั้ง

ว่ามา แกไม่พอใจฉันเรื่องอะไร?”

เงี้ยวแสยะยิ้มเยียบเย็นแล้วพูดขึ้นช้าๆฉันคิดว่าหนึ่งนารากำลังชอบรุ่นพี่ของแกอยู่

ไรวะ เรื่องแค่นี้เอง น้องฉันจะชอบใครแล้วมัน...

ฮะ!?! เมื่อกี้เงี้ยวพูดว่าอะไรนะ! หนึ่งนาราชอบใคร!

ผมหันขวับไปมองเงี้ยวใหม่อีกครั้ง เอื้อมมือข้ามโต๊ะไปกำคอเสื้อเพื่อนสนิทแน่นอย่างเอาเรื่อง

แกพูดใหม่อีกทีซิ!

ฉันบอกว่าหนึ่งนารา...น้องสาวของแก อาจจะกำลังชอบพี่เต้อยู่ ได้ยินชัดไหม เจ้าบ้า!

สิ้นเสียงเรียบย้ำคำอย่างชัดเจนของเงี้ยว ในหัวของผมก็รู้สึกว่างเปล่า ขาวโพลน และหูอื้อไปหมด เหมือนโลกทั้งใบกำลังจะแตก ฟ้ากำลังจะถล่ม ได้ยินเสียงในหัวบอกปฏิเสธสิ่งที่ได้ยินซ้ำไปซ้ำมาราวกับแผ่นเสียงสะดุด

ไม่นะ...ไม่จริง...เป็นไปไม่ได้!

หนึ่งนาราน้องสาวแสนซื่อและไร้เดียงสาของผมเนี่ยนะ

จะรู้จัก...ความรัก!

 

เตวิช :

ณ บาร์เมาดิบ

เฮ้อ...ผมถอนหายใจ แล้วละสายตาจากสมุดบัญชีที่วางอยู่ตรงหน้า พลางบิดขี้เกียจคลายความเมื่อยล้า หลังจากที่ต้องนั่งง่วนสะสางงานเอกสารอยู่นานเพียงลำพังในห้องทำงานส่วนตัว

ไม่สิ จริงๆ แล้วผมไม่ได้อยู่คนเดียวนี่หว่า

แต่เพราะความเงียบสงบจนเกินเหตุภายในห้องทำให้รู้สึกแบบนั้น พอนึกได้ก็ชำเลืองมองไปยังเด็กสาวที่นั่งอยู่บนโซฟา นัยน์ตากลมมนเอาแต่เพ่งมองไปที่โทรศัพท์ในมือด้วยท่าทางจริงจัง ปล่อยให้สปาเกตตีคาโบนาร่าของโปรดของเธอ วางทิ้งไว้จนครีมขาวเริ่มแห้งแข็งและไม่น่ากิน

นี่มันอะไรกัน...

เหมือนว่าช่วงนี้ หนึ่งนาราจะเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ตลอดเวลา แต่ด้วยนิสัยอย่างเธอแล้ว ไม่ใช่คนที่จะติดเกม ติดโซเชียล อะไรแบบนั้น ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาตงิดๆ เหมือนต้องไปจัดการกับอะไรที่แสนจุกจิกยิ่งกว่าการทำบัญชีของบาร์เสียอีก

ผมไล่เก็บเอกสารวางเรียงไว้บนโต๊ะให้เรียบร้อยเตรียมจะลุกขึ้นไปหาเธอ แต่ออกัสกลับผลักประตูเข้ามาเสียก่อน เลยต้องนั่งลงตามเดิมและเงี่ยหูฟังอย่างใจจดใจจ่อเลยทีเดียว

เห็นเจ้าหญิงส่งข้อความมา มีอะไรเหรอ?”

หือ...ข้อความ?

ประเด็นการสนทนาทำให้ผมต้องหูผึ่งขึ้นมาทันที เพราะจำได้ว่าให้ออกัสบล็อกไลน์หนึ่งนาราไปแล้วไม่ใช่หรือไง แล้วทำไมพวกเขาถึงยังส่งข้อความไปหากันได้

ฉันอยากจะบุกปราสาทหลังนี้น่ะ แต่พอดีส่งทหารไปขุดทองอยู่ เลยอยากให้ออกัสช่วย

อ๋อ งั้นขอดูหน่อยออกัสว่าพลางชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ เพื่อมองหน้าจอในมือบางมีทหารเฝ้าอยู่ไม่กี่พันนายเองนี่นา ได้ๆ เดี๋ยวผมจะส่งทหารไปช่วย แต่ขออีกสักสิบนาทีนะ เดี๋ยวผมจะเข้าไปรอในเกม

ผมได้แต่นั่งสังเกตการณ์พวกเขา จนรู้สึกกล้ามเนื้อที่ใบหน้าจะเริ่มกระตุกนิดๆ เข้าใกล้เกินไปแล้วมั้งเฮ้ย เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกันนี่มีจูบ

ขอบคุณนะ!เสียงหวานตอบรับพลางยิ้มกริ่มอารมณ์ดีขึ้นมาทันที

โอ๊ย...คุยกันเรื่องเกมแน่เหรอ! ทำไมต้องยิ้มหวานมุ้งมิ้งให้กันเบอร์นั้นวะเฮ้ย!

ไม่เป็นไรหรอก ก็ผมเป็นคนชวนมาเล่นนี่นา มีอะไรก็ต้องช่วยกัน ผมดีใจมากเลยนะที่เจ้าหญิงยอมมาเล่นเกมนี้ด้วย ถ้าไม่ติดว่าเป็นเซิร์ฟอินเตอร์นะ จะไม่รบกวนเลย ทุกคนในสมาพันธ์ดีใจมากเลยที่ได้คนเก่งภาษาอังกฤษอย่างเจ้าหญิงมาช่วยเป็นล่ามแปลให้น่ะ

ฉันไม่เก่งถึงขนาดนั้นหรอก แต่ก็ขอบคุณนะ

ชิ...หมั่นไส้! ทำไมต้องทำหน้าแดงเขินแบบนั้นด้วย เฮอะ! ก็แค่ได้เกรด 4 ภาษาอังกฤษ ใครๆ ก็ทำได้...ถ้าตั้งใจ!

จริงๆ แล้วเกมนี้ก็ทำให้ฉันได้ประโยชน์อยู่เหมือนกันนะ วันก่อนได้บังเอิญคุยกับเจ้าของปราสาทที่เป็นชาวอิตาลี แล้วก็ได้ข้อมูลวัฒนธรรมของประเทศเขามาเยอะแยะเลย เพราะตั้งใจว่าจะสอบชิงทุนไปเรียนต่อที่อิตาลีก็เลยคิดว่าควรจะรู้เอาไว้บ้าง

!!!

อะไรนะ เมื่อกี้หนึ่งนาราพูดว่าอะไรนะ?

ออกัสเองก็เหมือนจะอยู่ในสภาวะตกตะลึงไม่ต่างกัน ก่อนจะค่อยๆ หันหน้ามามองผม แต่เมื่อเห็นว่าผมกำลังมองพวกเขาอยู่ มันก็รีบหันขวับกลับไปทันที ฉับพลัน ความเงียบก็เข้าปกคลุมภายในห้องทำงานอีกครั้ง

หนึ่งนาราตัดสินใจจะสอบชิงทุนไปเรียนที่อิตาลีอย่างนั้นเหรอ?

ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ถึงผมจะเคยพูดเองว่าให้เธอลองพยายามดู แต่ตอนนั้น เธอก็ไม่ได้บอกว่าจะตัดสินใจยังไงนี่นา แล้วทำไมเรื่องสำคัญแบบนี้ ถึงไม่เคยพูดให้ผมฟังบ้างเลย

ไม่สิ นี่แหละคือหนึ่งนารา ถ้าจู่ๆ เธอพูดออกมาคงรู้สึกแปลกกว่านี้อีก

ทั้งที่รู้แก่ใจว่า ไม่ว่ายังไง สักวันหนึ่ง หนึ่งนาราก็ต้องกลับไป แต่ทำไม ผมถึงยังรู้สึกอึดอัดขึ้นมากลางอก เหมือนจู่ๆ อากาศที่กำลังหายใจหมดไปเสียดื้อๆ

แล้วแบบนี้ จะรู้ได้ยังไงว่ามีเรื่องอะไรที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับหนึ่งนาราอีก และถ้าอยากรู้เรื่องของเธอจะต้องทำยังไง

หากถามออกไปตรงๆ เธอจะตอบผมหรือเปล่า

 

หลายวันต่อมา...

หนึ่งนารา เธอจะวางโทรศัพท์แล้วกินให้มันเสร็จเรียบร้อยก่อนไม่ได้หรือไงผมบ่นเสียงห้วนใส่เด็กสาวที่เอาแต่สนใจโทรศัพท์ ขณะที่มืออีกข้างกำลังจับส้อมเกี่ยวเส้นสปาเกตตีเคลือบครีมไวท์ซอสเข้าปาก

แต่...ไม่ได้มีเพียงเส้นสปาเกตตีเท่านั้นที่ผ่านเข้าไปในปากของเธอ เส้นผมสีดำยาวยุ่งเหยิงพันติดส้อมเข้าไปด้วย ถึงอย่างนั้น หล่อนก็ไม่คิดจะใส่ใจเพราะมัวแต่เล่นเกม มิหนำซ้ำ ยังเคี้ยวเอื้องหน้านิ่งสนิท ราวกับไม่รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติที่อยู่ข้างในปากเลย!

ขออีกแป๊บเดียวค่ะ ต้องรีบไปขุดทองตามพิกัดที่ออกัสบอกก่อนจะหมด พอดีหนึ่งกำลังสะสมเหรียญทองเพื่อที่จะซื้อชุดกล่องไอเท็มป้องกันปราสาท

ให้ตาย รู้สึกอยากฆ่าไอ้ออกัสชะมัด!

ช่วยไม่ได้แฮะ

ผมเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ หนึ่งนาราแล้วแอบชำเลืองมองไปยังโทรศัพท์ในมือบางนิดหน่อย รู้สึกว่าเกมที่เธอเล่นจะเป็นเกมแนวยุทธศาสตร์สงคราม สร้างเมือง สร้างพลทหาร แล้วออกไปตีข้าศึกอะไรทำนองนั้น ก็โอเค ยังดีกว่าเล่นเกมไล่ฆ่าซอมบี้เลือดสาดล่ะนะ

ขณะที่หนึ่งนารายังคงสนใจหน้าจอสี่เหลี่ยม ผมเอื้อมมือไปที่แผ่นหลังบางแล้วรวบเส้นผมที่ยาวสยายไว้ในมือ ก่อนจะใช้ยางที่หาได้ใกล้ๆ รัดผมของเธอเอาไว้

หนึ่งนาราละสายตาจากหน้าจอแล้วมองผมคล้ายประหลาดใจปนสงสัยนิดหน่อย

ขะ...ขอบคุณค่ะ ที่ช่วยรัดผมให้เสียงอ้อมแอ้มเปรยขอบคุณด้วยความเกรงใจ พลางก้มหน้ากลับไปมองจอโทรศัพท์ตามเดิม แต่ว่าปลายนิ้วเรียวกลับหยุดไล้ไปมาบนหน้าจอ

ผมคว้าจานสปาเกตตีขึ้นมาถือ ใช้ส้อมหมุนเส้นยาวๆ ให้มารวมกันเป็นคำพอดีปาก

อะนี่

คะ?” เสียงหวานครางฉงนพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง หนึ่งนาราอึ้งไปพักใหญ่ เมื่อเห็นสปาเกตตีขนาดพอดีคำกำลังลอยอยู่ตรงหน้า

อะไรเหรอคะ?”

อ้าปากสิ เดี๋ยวป้อนให้จะได้เล่นเกมสะดวกๆ

ที่ทำแบบนี้ ลึกๆ แล้วผมแอบประชดเธอ แต่อีกใจก็อยากหาเรื่องอยู่ใกล้ๆ และเรียกร้องความสนใจจากเธอ ยอมรับว่าเรื่องที่ได้ยินเมื่อหลายวันก่อนยังคงรบกวนจิตใจของผมอยู่ จนป่านนี้แล้ว ก็ยังไม่ได้คุยอะไรกับเธออย่างเป็นจริงเป็นจังเลย

หนึ่งนาราเลิกคิ้วเหลอหลากับการกระทำของผม แต่ก็ยอมอ้าปากรับสปาเกตตีที่ผมเป็นคนป้อนแต่โดยดี

กินแต่สปาเกตตี ไม่เบื่อบ้างเหรอผมถามขึ้นมาลอยๆ ขณะเตรียมตักคำต่อไปรอ

ไม่ค่ะ ฉันชอบ อร่อยดีหนึ่งนาราตอบ แต่สายตายังคงจดจ้องไปที่หน้าจอโทรศัพท์ ในปากก็เคี้ยวเอื้องไปเรื่อยๆ

แต่ฉันเคยได้ยินคนอื่นๆ บ่นว่ามันเลี่ยน

ก็ไม่นี่คะ ฉันไม่รู้สึกแบบนั้น

งั้นเหรอ?” พลางมองเส้นสปาเกตตีในจานปนความสงสัย ถึงจะเห็นหนึ่งนาราสั่งกินอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยลองสั่งมากินเองดูบ้างเลยก็คงแล้วแต่รสนิยมของแต่ละคนล่ะมั้ง?”

ผมพูดออกมาลอยๆ ตามความคิดในใจ พลางยกส้อมที่ม้วนเส้นสปาเกตตีเตรียมไว้รอหนึ่งนาราเงยหน้าขึ้นมากิน

ถ้าอย่างนั้น พี่เต้ก็ลองชิมดูสิคะเธอเสนอขึ้นมา และผมไม่ทันสังเกตว่าเธอหยุดเล่นเกมไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะจู่ๆ มือเล็กที่เคยจับโทรศัพท์กลับกำลังเอื้อมจับมือของผมอยู่

อ้าปากสิคะ ลองชิมดู

เสียงหวานคะยั้นคะยอเล็กน้อย ดันมือใหญ่ที่ถือส้อมม้วนเส้นสปาเกตตีเตรียมรอไว้เรียบร้อยแล้วเข้ามาใกล้ริมฝีปากของผมอย่างช้าๆ แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการถูกเธอป้อนทานอ้อม แถมยังใช้ส้อมคันเดียวกันอีก จู่ๆ ก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า คงเป็นเพราะดวงตาคู่นั้นด้วยล่ะมั้ง แววตาใสซื่อกำลังจดจ้องมาอย่างรอลุ้น จนในที่สุด สปาเกตตีก็เข้ามาในปากของผม

อร่อยไหมคะ?” หนึ่งนาราเอ่ยถามพร้อมเผยรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของผมสั่นระรัวอย่างไม่อาจควบคุม

กะ...ก็...อะ...อร่อยดี...อร่อยมากผมอึกอักตอบราวกับหาเสียงไม่เจอ แทบไม่รับรู้สัมผัสหรือรสชาติของครีมขาวในปาก หัวใจยังคงเต้นแรง จากแค่เพียงใบหน้าที่ร้อนผ่าวกลับกลายเป็นว่าตอนนี้ร้อนไปทั้งตัว

บ้าชะมัด คิดจะเป็นฝ่ายแกล้งเขา แต่ก็ดันแพ้ภัยตัวเองอยู่เรื่อยเลย

ผมรีบหลุบตามองไปที่อื่น ก่อนที่ความรู้สึกบางอย่างจะก่อตัวขึ้น จนเผลอทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าออกไป

โคตรบ้าเลย ไอ้เตวิช ผมคงบ้าไปแล้วแน่ๆ

ก็พอจะรู้อยู่ว่าตัวเองแพ้ผู้หญิงที่ยิ้มสวย โดยเฉพาะรอยยิ้มของหนึ่งนารา แบบว่าโคตรใส ทั้งใสซื่อและบริสุทธิ์มากๆ ถึงเธอจะยิ้มไม่บ่อยและเคยเห็นมาหลายครั้งแล้วก็เถอะ แต่มาอ่อยใกล้ๆ แบบนี้ก็ทำเอาใจสั่นไปหมดเหมือนกัน เดี๋ยวก็ได้ชิมสปาเกตตีแบบปากต่อปากหรอก

เกือบไปแล้วเชียว

แล้วแบบนี้ ผมจะสามารถอยู่ห่างจากเธอได้ยังไง หากหนึ่งนาราสอบชิงทุนและได้ไปเรียนที่ต่างประเทศจริงๆ ผมคิดไม่ออกเลย ถ้าหากว่าสักวันหนึ่งจะไม่มีเธออยู่ด้วยกันข้างๆ แล้วผมจะอยู่ยังไง

.

To be continued.

.

ในภาค SS2 นี้ อาจจะดราม่าเยอะหน่อยนะคะ

คาดว่าจะให้จบใน SS2 นี้แหละ จึงเปิดปมสร้างสถานการณ์บีบคั้นตัวละครและเนื้อหาไปสู่ตอนจบ

.

อสังหาริมทรัพย์[1] ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น และหมายความรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย

.

ติดตาม รักละลายใจ SS1 ได้ทาง

ธัญวลัย

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

 

และ Fictionlog

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

 

หรือ MEB

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

244 ความคิดเห็น