ตอนที่ 3 : [SS2] ตอนที่ 02 เลิกกันเถอะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 76
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ต.ค. 60

ตอนที่ 02

เลิกกันเถอะ

 

หนึ่งนารา :

ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีพยัคพาคียะ

“เจ้าหญิง”

“หือ?” ฉันครางเสียงผ่านลำคอตอบรับออกัสที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ขณะสายตายังคงมองไปที่หน้าจอโทรศัพท์ไม่กะพริบ

เราสองคนกำลังนั่งอยู่ที่โรงอาหารของโรงเรียนในช่วงพักกลางวัน หลังจากทานข้าวเสร็จ ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาในช่วงคาบพักนี้ทำอะไร ทันทีที่มือว่างจากสิ่งต่างๆ ก็รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเกมที่กำลังสนใจอยู่ในช่วงนี้

ตั้งแต่เช้า ฉันไม่ได้เข้ามาดูสถานการณ์ในเกมเลย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับปราสาทที่สร้างไว้หรือเปล่า เป็นเพราะพี่เต้เริ่มจำกัดกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน ถึงกับกำหนดเป็นตารางเวลาว่าควรจะทำอะไรบ้างหลังจากเลิกเรียน เพราะไม่อยากให้ฉันเล่นเกมมากเกินไป

บางที ก็รู้สึกว่าเขาเริ่มทำตัวน่ารำคาญ ถึงจะรู้ว่าเป็นเพราะเขาหวังดีและคอยเป็นกังวลเรื่องของฉันเสมอ

แต่ทั้งที่คิดว่ามาถึงโรงเรียนแล้วจะหายอึดอัดจากการถูกควบคุมโดยพี่เต้ และได้เล่นเกมอย่างสบายใจ อาจารย์ประจำวิชากลับออกมาตรการเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียน ยึดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดในช่วงคาบเรียน กว่าจะได้เล่นเกมอย่างที่ต้องการ เวลาก็ผ่านไปครึ่งวัน

โชคดีที่เกมนี้เป็นเซิร์ฟอินเตอร์ เวลาในช่วงนี้พวกต่างชาติฝั่งตะวันตกก็คงกำลังนอนอยู่ แต่อาจจะมีพวกฝั่งตะวันออกที่ไม่สามารถไว้วางใจได้ ฉันเลือกที่จะใช้ไอเท็มเกราะป้องกันปราสาท 24 ชั่วโมง นี่ก็เที่ยงแล้ว คงจะอยู่แบบสบายๆ ไปได้อีกสักระยะหนึ่งโดยที่ไม่ต้องรู้สึกพะวงเรื่องเกม พอเที่ยงคืนค่อยลองเข้ามาดูอีกที ถึงตอนนั้นพี่เต้ก็น่าจะอนุญาตให้ฉันใช้โทรศัพท์ได้แล้ว

“คือว่า...” ออกัสลากเสียงแผ่ว คล้ายกำลังลังเลใจที่จะพูดอะไรบางอย่าง “เรื่องเกมอ่ะ”

พอได้ยินคำว่า ‘เกม’ เอ่ยออกมา ฉันเลยยอมเงยหน้าขึ้นมามองเขา สีหน้าของออกัสดูเคร่งเครียดไม่น้อย ย่นคิ้วเข้าหากันจนแทบจะเป็นเส้นตรง ริมฝีปากเม้มแน่น เหมือนกำลังมีอะไรบางอย่างที่รบกวนจิตใจอยู่เลยทำให้เขาลังเลที่จะพูดออกมา

หรือจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในเกมที่เรากำลังเล่นด้วยกันอยู่นะ

“เกม...ทำไมเหรอ?” ฉันถามย้ำไปอีกครั้ง เพราะออกัสยังดูอ้ำอึ้งที่จะพูดออกมา

“ผมว่า...เราเลิกเล่นเกมนี้กันเถอะ”

!?!

ฉันมองไปที่ดวงตากลมโตของออกัส เขากะพริบมัน 2-3 ครั้ง พลางถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ได้พูดออกมาสักที แต่หลังจากนั้นเขาก็เอาแต่เงียบ ไม่ได้พูดอะไรอีก

“ทำไมล่ะ?” ฉันถามออกไปด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าเขาจะพูดออกมาแบบนั้น เพราะเมื่อคืนเราก็ยังคุยผ่านแชทในเกม เพื่อจะวางแผนไปเปิดศึกกับสมาพันธ์อื่น ออกัสก็ยังดูเป็นปกติอยู่เลย

แล้วทำไมจู่ๆ ถึง...

“เอ่อ...ผมว่าเกมนี้มันเริ่มไม่สนุกแล้ว คนในพันธมิตรก็เลิกเล่นกันไปเยอะ ผมตั้งใจว่าจะโอนตำแหน่งหัวหน้าสมาพันธ์ให้กับคนอื่นแล้วล่ะ” ออกัสพยายามจะอธิบายเหตุผลที่เขาต้องการจะเลิกเล่นเกมนี้

“เนอะ! เจ้าหญิง เราน่าจะไปหาอะไรอย่างอื่นทำดีกว่าอย่างเช่น...”

“ที่ร้ากกก!”

เสียงของออกัสถูกขัดด้วยเสียงทุ้มแปลกประหลาด บทสนทนาที่กำลังเต็มไปด้วยความน่าสงสัยหยุดลง พร้อมกับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของ...คุณขยะ

“ที่รักได้ข่าวกิจกรรมเข้าค่ายหรือยังเอ่ย?” เขายังคงพูดต่อด้วยสีหน้าและท่าทางครึกครื้น โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าตัวเองเข้ามาขัดจังหวะของพวกเรา แถมยังเข้ามานั่งเบียดฉันจนเกือบจะตกม้านั่ง

“พี่มะเดี่ยว อยากตายไวเหรอครับ ถึงไปนั่งตรงนั้น” ออกัสถามขึ้นกวนๆ พลางชี้นิ้วมาทางฉันปนสีหน้าหวาดระแวง

“หึงเค้าเหรอ?”

“เปล่าเลย แต่พี่ช่วยแหกตาดูหน้าเจ้าหญิงก่อน เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน”

???

ก็ไม่รู้หรอกนะว่าตัวเองกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่ แต่ฉันรู้สึก... ขยะแขยงและสะอิดสะเอียน ที่คุณขยะเข้ามานั่งใกล้ๆ และทันทีที่เขาหันมา กลับทำท่าทีผวาใส่ฉันเล็กน้อย ก่อนจะขยับตัวให้ออกห่างช้าๆ ไม่สิ เขาย้ายไปนั่งฝั่งเดียวกับออกัสเลยต่างหาก

“แหะๆ ขอโทษที ลืมตัวไปหน่อย” ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของคุณขยะเจื่อนลงไปทันที

“แล้ว...เข้าค่ายอะไรเหรอพี่” ออกัสเป็นฝ่ายเริ่มตั้งคำถามเรื่องที่เขาพูดแทรกเข้ามา

“อะ...อ๋อ! นั่นสินะ แหม เกือบลืม” เขาทำกระแอมไอ พลางเอื้อมมือไปที่ด้านหลัง แล้วหยิบอะไรบางอย่างออกมา “แท่นแทน! กิจกรรมเข้าค่ายศิลปะ Art Camp ยังไงล่ะจ๊ะ!”

คุณขยะเฉลยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ดวงตาเรียวมนวาววับ พลางวางใบโปสเตอร์ไว้กลางโต๊ะ แล้วกอดอกยิ้มกริ่มด้วยท่าทางภูมิใจในตัวเอง

ค่ายศิลปะ?

ฉันเหลือบมองกระดาษใบนั้นครู่หนึ่ง ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมที่เขาว่า และสามารถกรอกชื่อสมัครเข้าค่ายลงในนั้นได้เลย

“แจ่มๆ! น่าสนใจนะ” ออกัสหยิบโปสเตอร์ขึ้นมาดูด้วยแววตาประกายระยิบระยับ ท่าทางเขาจะสนใจกิจกรรมนั่นมากๆ และบทสนทนาของเราก่อนหน้านี้ ก็ถูกกลืนหายไปด้วยกิจกรรมจากโปสเตอร์ของคุณขยะไปแล้ว

“แล้วเจ้าหญิงคิดว่าไง?” ออกัสเงยหน้าขึ้นมาถามความเห็นจากฉัน

“...”

“จุ๊ๆ อย่าเพิ่งเอ็ดไป ครั้งนี้เขารับสมัครเฉพาะเด็กทุนเท่านั้น”

ไม่ทันที่ฉันจะได้พูดอะไร คุณขยะก็แทรกอีก ทำเสียงจิ๊จ๊ะ นิ้วมือเรียวแตะลงบนริมฝีปากของออกัส พลางขยิบตาให้หนึ่งทีเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ในใจ

เริ่มจะเข้าใจแล้วว่าทำไมราชินีแดงถึงเรียกว่าเขาว่า...ขยะ

บางที...เขาก็ทำตัวน่ารำคาญ!

“อ่ะโธ่! ไม่ยุติธรรมเลย ทำไมถึงรับสมัครแค่เฉพาะนักเรียนทุน ผมเองก็อยากไปนะ อยากไป! อยากไป!” ออกัสบ่นอิดออดด้วยความไม่พอใจ พึมพำซ้ำไปมาว่าอยากไปค่ายศิลปะราวกับบทสวดมนต์ จนความผิดหวังเริ่มแผ่รังสีออกมาจากเขาและทำให้บรรยากาศของพวกเราสามคนเต็มไปด้วยความอึมครึม

ออกัสคงอยากจะไปมากจริงๆ จนฉันเองก็เริ่มเสียดายแทนเขา ถ้าหากว่าเราสองคนสามารถแลกสิทธิ์กันได้ก็คงดี แต่อาจารย์จะอนุญาตให้ทำแบบนั้นได้หรือเปล่า

อืม...พอจะมีวิธีไหนที่จะช่วยเขาได้บ้างนะ

“โอ๊ะ! คิดออกแล้วล่ะ” จู่ๆ ออกัสก็โพล่งเสียงออกมาเหมือนฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตากลมโตจับแสงระยิบระยับขึ้นมาอีกครั้ง

ฉันรู้สึกดีกับใบหน้าแบบนี้ของเขามากกว่าก่อนหน้าเสียอีก

“เจ้าหญิงก็ไปเข้าค่ายสิ เผื่อได้อะไรดีๆ กลับมาฝากผมบ้างไง”

!?!

ลมหายใจของฉันสะดุดไปครู่หนึ่งหลังได้ยินคำขอของออกัส

ที่จริง ฉันเองก็รู้สึกสนใจเกี่ยวกับกิจกรรมเข้าค่ายนี่อยู่นะ เพราะมันเกี่ยวกับ ‘ศิลปะ’ และเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากเพียงแค่เรียนอยู่ในรั้วในตำรา ถึงแม้จะรู้สึกไม่ดีที่ต้องไปค้างแรมนอกสถานที่ในช่วงระยะหนึ่ง และต้องทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นก็ตาม

ฉันไม่ค่อยชอบการเข้าค่ายสักเท่าไหร่ ถ้าเป็นทัศนศึกษาคงจะกรอกใบสมัครนั่นอย่างไม่ลังเลเลย

“เอ่อ...ขอโทษที ผมไม่ควรพูดอะไรแบบนั้นออกไปสินะ เขาเปรยคำขอโทษออกมาก คงเป็นเพราะฉันเอาแต่เงียบเลยคิดว่าฉันกำลังลำบากใจ

“บางทีเจ้าหญิงอาจไม่ชอบก็ได้ การไปเข้าค่ายมันก็ดูลำบากสำหรับผู้หญิงอยู่เหมือนกันนี่นะ”

ฉันเพียงแค่กำลังชั่งใจอยู่...

“น่าเสียดายเนอะ บางที การไปเข้าค่ายครั้งนี้อาจจะได้ข้อมูลอะไรดีๆ มาปรับปรุงพัฒนาผลงานของตัวเอง”

ทำไมจู่ๆ ก็เริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันจากชายตรงหน้า เหมือนกับกำลังได้ยินเสียงอีกด้านหนึ่งในใจบอกว่าฉันควรจะไปเข้าค่าย

“ใช่ๆ นั่นสิ ถ้าที่รักไม่ไปเค้าก็ไม่อยากจะไปค่ายบ้าๆ นี่แล้วล่ะ ทั้งที่อยากจะลองซ้อมฮันนีมูนกับที่รักดูสักครั้ง โดยการเข้าค่ายพักแรมพร้อมกันดูบ้าง ฮือ...เสียดายสุดๆ” คุณขยะพูดเสริม แต่รู้สึกว่าจุดประสงค์ของเขาฟังแล้วแปลกๆ

อะไรคือ...ฮันนีมูน?

ถึงคุณขยะจะเป็นคนชอบพูดจาฟังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แล้วก็ชอบทำตัวประหลาดๆ แต่เขาก็เป็นหนึ่งในนักเรียนทุนของที่นี่เช่นกัน แม้ว่าจะอยู่คนละสาขากับฉันก็ตาม รู้สึกว่าเขาจะเรียนเอกถ่ายภาพล่ะมั้ง?

“อยากไป! อยากไป! อยากไป!”

“...”

“เค้าก็อยากไป! อยากไป! อยากไป!”

“...”

“นะๆ เจ้าหญิงช่วยไปค่ายศิลปะแทนผมที!”

“...”

“ที่รัก เราไปซ้อมฮันนีมูนด้วยกันเถอะ!”

“...”

“อยากไป!”

“ขะ...เข้าใจแล้ว” ฉันแทรกเสียงตัดบททันที เมื่อถูกพวกเขาพูดตื๊อซ้ำซากปนกดดันใส่ไม่ยอมหยุด

“...” ส่วนสองทั้งคนตรงหน้ายังคงนั่งนิ่งปนอ้าปากค้าง เหมือนพวกเขาจะยังอยู่ในอาการตกตะลึง

“ฉันจะลองไป...ขออนุญาตพี่เต้ดูนะ” ฉันรับปากว่าจะไปเข้าค่ายศิลปะนั่นแทนออกัสที่ไม่สามารถไปได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับพี่เต้อีกทีว่าเขาจะอนุญาตหรือไม่

หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็เริ่มส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจยกใหญ่

“ว่าแต่ พี่เต้นี่ใคร...อุบ!” จู่ๆ ออกัสก็เอื้อมมือมาปิดปากคุณขยะทันที คงเป็นเพราะคำถามของเขาเริ่มจะก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว พลางกระซิบเสียงแผ่วกันสองคนจนฉันไม่ได้ยิน

“เงียบเถอะพี่ ที่เหลือ...ผมจัดการเอง”

 

ณ บาร์เมาดิบ

“ฉันไม่อนุญาต!” เสียงของพี่เต้ตอบปฏิเสธทันควัน โดยไม่มองโปสเตอร์ หรือคิดจะอ่านรายละเอียดในกระดาษนั่นเลยสักนิด

“ทำไมล่ะเฮีย! นี่เป็นโอกาสดีเลยนะที่จะทำให้เจ้าหญิงเลิกติดเกมอ่ะ” ออกัสเอ่ยถามแทนเสียงในใจของฉัน แต่ประโยคหลังของเขาทำให้ฉันต้องหันไปมองด้วยความงุนงง

เลิกติดเกม อย่างนั้นเหรอ?

แต่เหมือนว่าออกัสจะรู้สึกตัวว่าเผลอพูดอะไรแปลกๆ ออกมา จึงทำกระแอมไอและพูดใหม่อีกครั้ง

“เอ่อ ผมหมายถึง...มันเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์น่ะ” เขาว่า พลางหัวเราะเก้อๆ

“งั้นแกก็ไปเองสิ” พี่เต้สวนเสียงแข็งทันที

“ก็มันไม่ได้ไง! เขาให้สิทธิ์เฉพาะเด็กทุนเท่านั้น เฮียว่ามันไม่แปลกเหรอที่เขาให้สิทธิ์เฉพาะนักเรียนทุนอ่ะ พวกเขาอาจจะมีกิจกรรมติวเข้มอะไรก็ได้นะ ถ้าเจ้าหญิงไม่ได้ไปก็อดได้ความรู้อะไรใหม่ๆ มาพัฒนาตัวเอง เก่งไม่ทันพวกนักเรียนทุนคนอื่นๆ แล้วถ้าเกิดเกรดเฉลี่ยตกเจ้าหญิงก็ถูกตัดสิทธิ์จากการเป็นนักเรียนทุน อดสอบไปเรียนต่างประเทศ ก็เท่ากับว่าเฮียทำลายอนาคตของเจ้าหญิง เฮียเป็นผู้ปกครองของเธอก็ควรจะสนับสนุนสิ ไม่ทำลายอนาคตของ...”

“พอเลยไอ้ออกัส! เยอะเกินไปแล้ว แกพูดซะฉันรู้สึกผิดกับประเทศชาติแล้วเนี่ย!”

“ก็เฮียงกอ่ะ”

“ไม่ได้งกเว้ย! แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปเข้าค่ายเลยนี่หว่า”

“อย่าบอกนะ ที่เฮียไม่ให้ไปเพราะเห็นแก่ตัว กลัวจะไม่ได้เจอหน้าเจ้าหญิงอีกหลายวัน โธ่...แค่สัปดาห์เดียว...อุบ!” เสียงของออกัสชะงัก เพราะถูกฝ่ามือจากใครบางคนปิดปากเอาไว้

ฉันคิดว่าพี่เต้จะกระโจนเข้าไปฉีกร่างของออกัสให้เป็นชิ้นๆ เพราะดวงตาเฉี่ยวคมกำลังวาวโรจน์ราวกับสัตว์ร้ายเห็นเหยื่อ ใบหน้าขาวซีดแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อกะทันหัน ริมฝีปากเผยอขึ้นจนเห็นเขี้ยวคม คล้ายกับปีศาจกำลังไล่ตะครุบเหยื่อ

แต่พี่เต้ทำเพียงแค่พุ่งเข้าไปที่อีกฝ่ายแล้วเอื้อมมือปิดปากไว้เท่านั้น ทำให้ฉันรู้สึกโล่งอกที่เขาไม่ได้ต้องการจะทำร้ายใคร แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังดูน่ากลัวอยู่ดี

“หุบปากไปเลยไอ้ออกัส แกพล่ามเยอะเกินไปแล้ว” เสียงแว่วที่ฉันได้ยินไม่ถนัดกำลังกระซิบแผ่วกรอกหูของออกัส ก่อนปรายตาเจือแววก้าวร้าวอ่อนลงมองมาที่ฉัน

“อะ...ไอ้ออกัสมันก็แค่ปากมาก พูดไปเรื่อยเปื่อย อย่าเอาเรื่องที่มันพูดไปเก็บมาคิดนะ”

ถึงจะไม่เข้าใจที่เขาบอกเท่าไหร่ แต่ท่าทางพี่เต้จะโกรธออกัสมาก หน้าของเขายังคงแดงจัดอยู่

“...”

“รับปากสิ” พี่เต้ย้ำให้ฉับรับปาก

“ค่ะ” ถึงจะยอมรับปากตามคำสั่ง แต่ในใจก็ยังคงสงสัย ‘ไม่ให้เก็บสิ่งที่ออกัสพูดมาคิด’ คือเรื่องไหนกันนะ?

“เธอเข้าไปอ่านหนังสือในห้องก่อน เรื่องเข้าค่ายเดี๋ยวเราค่อยคุยกัน” พี่เต้สั่งอีกครั้ง “ขอเคลียร์กับไอ้ออกัสแป๊บ”

ฉันเพียงพยักหน้าตอบ และเดินเข้าไปในห้องทำงานตามคำบอกของเขา แต่ทำไมถึงต้องคุยเรื่องเข้าค่ายอีก ในเมื่อเขาไม่อนุญาตก็คือไม่อนุญาต หรือว่าจะเปลี่ยนใจให้ฉันไปแล้วนะ

 

เตวิช :

ป้าบ!

“โอ้ย! เจ็บนะเฮีย!”

เมื่อหนึ่งนาราคล้อยหลังหายไปจากบานประตูที่ปิดสนิทลง ผมก็ฟาดฝ่ามือใส่กบาลของออกัสทันที

“ปากดีนักนะแก!” ผมแหวใส่ด้วยความเข่นเขี้ยว ถึงมันจะพูดเรื่องจริงอย่างที่ในใจคิดก็เถอะ

ไอ้บ้านี่ก็พูดซะ อย่างกับมานั่งอยู่ในใจผมอย่างนั้นแหละ แม่ง ใจหายแว่บเลย ถ้ายัยเด็กบ้าเก็บเอาไปคิด ผมจะถูกมองว่ายังไง คงได้กลายเป็นผู้ปกครองที่เห็นแก่ตัว หมกเม็ด คิดจะเก็บต้อยเอาไว้คนเดียว อีกไม่นาน ศาลอาญาและตารางก็ลอยเข้ามาหาผมสินะ

“ตกลงเฮียจะเอายังไงกันแน่ ไหนบอกให้ผมจัดการเรื่องที่เจ้าหญิงติดเกม หาวิธีทำให้เธอเลิก แล้วนี่อะไร เฮียดันมาขัดอีก”

“ก็เอาวิธีอื่นสิวะ ชวนทำอะไรก็ได้ วาดรูป ออกกำลังกาย เล่นกีฬา ไม่ใช่ให้ไปเข้าค่ายเป็นสัปดาห์ๆ แบบนี้!”

“สรุปว่าเฮียกลัวไม่ได้เจอหน้าเจ้าหญิงจริงดิ?” แล้วทำไมมึงต้องทำหน้าเหวอแบบนั้นด้วยวะ

สรุปคือ มึงแซวเล่นๆ แต่กูเสือกจริงจังเองสินะ

“เอ่อก็...” ถามโคตรตรงเลย ใครจะไปกล้าตอบวะ แต่ยังไงทุกคนก็รู้อยู่แล้วนี่นาว่าผมชอบเธอ ถึงจะแบบแอบๆ ก็เถอะ “นั่นก็ส่วนหนึ่ง คนมันเห็นหน้ากันอยู่ทุกวันนี่ แค่หนึ่งนาราไปเที่ยวทะเลกับพี่เบียร์แล้วก็คุณพิมพ์คราวนั้น ฉันก็แทบจะลงแดงตายแล้วนะเว้ย นี่ยังจะส่งเธอไปเข้าค่ายอีก ถ้าแกจะทำแบบนั้นกับฉันนะ เอามีดมาแทงเลยดีกว่า”

“โอเคครับ ผมจัดให้!” ออกัสตอบรับอย่างรวดเร็ว แบบไม่คิดจะไตร่ตรองกันเลย ทำหูทำตาวิบวับเหมือนอยากจะกะซวกไส้ผมจริงๆ

“ไอ้บ้า! ฉันประชดป่ะวะ”

“นึกว่าพูดจริง ผมนี่รอเสียบเฮียอยู่ตลอดเลยนะ”

“กวนตีน!” ผมมองค้อนขวับ พลางทำท่าจะแพ่นกบาลใส่มันอีกที ออกัสรีบเอี้ยวตัวหลบเป็นพัลวัน

“ผมล้อเล่นน่า”

“เออ! เลิกกวนตีนฉันได้แล้ว”  ได้แต่ถอนหายใจระบายความมันเขี้ยว ก่อนจะยอมลดมือลงเลิกคิดเอาเรื่องมัน “ฉันเป็นเจ้านายแกนะเว้ย แถมยังอายุเยอะกว่าอีก ถามจริง...เคยเคารพกันบ้างไหม?”

“โธ่ๆ...แค่นี้ทำงอนเป็นตาลุงวัยทองไปได้”

ไอ้นี่…กูได้ยินนะเว้ย!

ผมนั่งกอดอกพิงกับพนักที่นั่งประจำตำแหน่ง พลางปรายตาขุ่นเคืองใส่แผ่นหลังเจ้าของเสียงค่อนขอดที่บังอาจว่าผมเป็นตาลุงวัยทอง กำลังเดินไปยังประตูออฟฟิศที่เชื่อมกับส่วนให้บริการของร้าน มันคงจะรู้สึกถึงรังสีอำมหิตที่ผมส่งไปทางสายตา ร่างสูงที่เดินไปเกือบจะถึงประตูสะดุ้งเฮือก เหลือบมาเห็นผมกำลังปั้นหน้าตึงเป็นยักษ์เป็นมาร ดีที่มันยังพอสำนึกรีบเอ่ยเสียงสั่นๆ ขอโทษผมทันที

“ขะ...ขอโทษครับเฮีย” แถมยังยกมือไหว้ท้วมศีรษะปนสีหน้าหวาดเกรง

“รีบไปทำงานเลย ก่อนที่ฉันจะอยากไล่เตะแก”

“คร้าบ!” ออกัสแสร้งขานตอบเสียงหวาน พลางทำท่าจะเปิดประตู แต่ก็มิวายยังแขวะผมทิ้งท้าย

“สงสัยประจำเดือนไม่มา”

ไอ้นี่...ไม่จบเว้ยเฮ้ย!

“ไอ้ออกัส!” ทันทีที่ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้กำลังจะไล่ฟาดกบาลมัน ไอ้ออกัสก็ดันเผ่นแน่บออกไปที่หน้าร้านเสียก่อน ไม่งั้น มันคงได้ฉี่รดที่นอนทั้งคืนแน่

ฟู่... ผมผ่อนลมหายใจเข้าออกแรงๆ อยู่หลายครั้ง เพื่อระบายอารมณ์ขุ่นมัว ก่อนจะเข้าไปคุยกับหนึ่งนาราในห้องทำงาน พอเปิดประตูเข้ามาก็เห็นหนึ่งนารานั่งทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะ เธอยังคงมีท่าทีเป็นปกติเช่นเคย เงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยแววตาเรียบนิ่ง ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เพียงวูบเดียว เพื่อรับรู้ว่าใครที่เป็นคนเข้ามาในห้อง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาลงไปที่หนังสืออีกครั้ง

จริงๆ แล้ว เธอไม่ค่อยจะแสดงอารมณ์อะไรออกมาเลยต่างหาก จนทำให้หลายๆ ครั้ง ก็ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ และไม่รู้ว่าเธอรู้สึกยังไง กับเรื่องที่ผมไม่ยอมให้ไปเข้าค่าย

“หนึ่งนาราคือเรื่อง...”

“...”

“เอ่อเรื่อง...”

“...”

ผมพยายามจะคุยเรื่องเข้าค่ายต่อ แต่พอเธอหนึ่งนาราเงยหน้าขึ้นมาสบตาเสียงมันก็หายวับไปเลยให้ตาย เป็นบ้าอะไรไปอีกวะเนี่ย ช่วงนี้เริ่มทำตัวไม่ค่อยถูกเวลาที่ต้องอยู่กับหนึ่งนาราสองต่อสอง

ตั้งแต่ได้ยินคำคำนั้น ‘สิ่งสำคัญ’ เพราะคำบ้าๆ นั่น ทำให้มีแต่ผมคนเดียวที่คิดนั่นคิดนี่ไปไกล ทั้งที่อีกฝ่ายก็ทำตัวเหมือนเดิม...เหมือนเดิมแบบสุดๆ นิ่ง เงียบ พูดเท่าที่จำเป็น ก็พอจะเข้าใจอยู่นะว่าเธออาจจะยังเด็กเกินไป และอาจไม่รู้จักความรัก

แต่ว่า... ‘ไอ้สิ่งสำคัญ’ ของหนึ่งนารามันคืออะไรล่ะเว้ย โคตรสงสัย โคตรอยากรู้เลย!

‘ฉันรู้แต่เพียงว่าไม่อยากให้พี่เต้เป็นอะไรไป’

ถ้าให้คิดแบบคนทั่วๆ ไป คงไม่แปลกหรอก การที่ผมถูกปืนจ่อหัวอยู่แบบนั้น เป็นใครก็ต้องตกใจ เธอก็เลยวิ่งมาขวางกระสุนตามสัญชาตญาณ...หรือเปล่านะ?

ไม่เข้าใจเลยแฮะ

“พี่เต้คะ”

จู่ๆ หนึ่งนาราก็เปรยขึ้นทำลายความเงียบ ขณะที่ผมเอาแต่คิดในใจจนออกนอกเรื่องกับจุดประสงค์แรกที่เข้ามาคุยกับเธอไปได้เสียนี่ จะบ้าตายกับตัวเอง ช่วงนี้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยว่ะ

“อะ...อะไรเหรอ?” ผมตอบรับเสียงอ่อนออกจะติดขัดไปสักหน่อย เพราะรู้สึกแปลกใจที่เธอเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนา พลางหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเธอ

“เราเลิกเป็นแบบนี้กันเถอะค่ะ” เสียงหวานเอ่ยออกมาอย่างราบเรียบอีกครั้ง

แต่คนฟังนี่สิ ใจหล่นวูบไปอยู่ตาตุ่มแล้ว!!!

“ละ...เลิกเป็นแบบนี้ หมายความว่ายังไง?” ผมถามออกไปปนใจสั่นระรัวอยู่ในอก

หรือตัวเองจะได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่า เมื่อกี้หนึ่งนาราบอกให้เราเลิกเป็นแบบนี้ใช่ไหม?

เลิกเป็นแบบนี้? แล้วเลิกเป็นแบบไหน?

เลิกเป็นผู้ปกครองกับเด็กในปกครอง หรือว่าเลิกเป็นพี่ชายกับน้องสาวแล้วมาเป็น...

ขณะที่รอลุ้นคำตอบ ผมเอาแต่คิดเองเออเองไปเรื่อยเปื่อย ก้อนเนื้อในอกแกร่งเริ่มสั่นระรัวจนหายใจแทบไม่ทัน จนในที่สุดใบหน้าหวานกลับขมวดคิ้วมุ่น มือบางวางปากกาลงบนโต๊ะช้าๆ นัยน์ตาที่เคยมองผมอย่างอ่อนโยนเริ่มเจือแววตึงเครียด ริมฝีปากอิ่มตรงหน้ากำลังขยับและเปรยเสียงออกมาเป็นถ้อยคำที่ทำให้หัวใจที่กำลังเต้นรัวของผม...แทบหยุดเต้น

“พี่เต้ช่วยเลิกยุ่งเรื่องของฉันสักทีจะได้ไหมคะ”

.

To be continued.

.

ขอโทษที่หายไปนานจ้า

.

ติดตาม รักละลายใจ SS1 ได้ทาง

ธัญวลัย

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

 

และ Fictionlog

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

 

หรือ MEB

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

 

 

244 ความคิดเห็น