ตอนที่ 11 : [SS2] ตอนที่ 08 แค่ตัวเลือก (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ต.ค. 60

ตอนที่ 08

แค่ตัวเลือก (2)

.

“ค่ะ” เสียงหวานตอบยอมรับความจริงออกมาตรงๆ พลางปรายสายตาไปยังเจ้าสัวกิตติศักดิ์ “เราเคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน”

“ถ้าอย่างนั้น ก็หมายความว่าพวกลื้อก็เป็นเพื่อนกันมาก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุสินะ”

อุบัติเหตุ!

ผมรู้สึกตกใจกับคำบอกเล่าจากเจ้าสัวนิดหน่อย คงจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น และเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอปรากฏตัวอยู่ตรงนี้

“โลกกลมดีจริงๆ เลยนะ ที่พวกลื้อมาเจอกันในสถานที่แบบนี้”

“...”

ผมไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไป ไม่รู้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้ ควรจะทำตัวเหมือนเป็นคนรู้จักเธอหรือไม่ เพราะพวกเราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ที่เรียนจบ เราไม่ได้สนิทสนมอะไรจนถึงขั้นที่จะคุยติดต่อกันมาเรื่อยๆ เป็นเพียงเพื่อนร่วมคณะ และบุคลิกของเธอก็ไม่ได้ชวนให้ทำความรู้จักด้วยเท่าไหร่ ดิวค่อนข้างเฉยชาและไม่ค่อยเป็นมิตรกับใคร

หลังเสียงของเจ้าสัว ก็ไม่มีใครพูดอะไร สถานการณ์ในตอนนี้กลับมาเงียบเชียบอีกครั้ง แต่ไม่ทันไร ก็มีอีกเสียงที่ไม่ได้รับเชิญแทรกเข้ามา พร้อมกับการปรากฏตัวสุดแสนสะพรึง

“คุณเมียน้อยครับ จะให้ผมรออีกนานไหม?”

!!!

สายตาของทุกคู่หันขวับไปมองยังผู้มาเยือนใหม่ ร่างสูงเจ้าของน้ำเสียงยียวน ยืนควงพวงกุญแจในมือไปมา ดวงตาเรียวเล็กจิกมองร่างระหงอย่างดูแคลน ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเป็นผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแก๊งหยางหมิงในปัจจุบันนามว่า ‘ซานเธีย’ แต่เพราะคำพูดของเขาที่ทำให้ทุกคนๆ หันไปมอง และอดสงสัยไม่ได้

คุณเมียน้อย...

ผมได้ยินไม่ผิดใช่ไหม? เมื่อสักครู่เขาจงใจเรียกดิวว่าคุณเมียน้อยสินะ หมายความว่ายังไง ดิวเป็นเมียน้อยของหมอนั่นเหรอ หรือเป็นเมียน้อยของใคร ในเมื่อเจ้าสัวเพิ่งบอกอยู่หยกๆ ว่าเธอเป็นลูกสาวของเขา หรือว่าหมายถึงลูกสะใภ้

โอ๊ย! นี่มันเรื่องอะไรกันวะเนี่ย!

กูงง

แต่เหมือนว่าซานเธียจะดูตกใจบ้างนิดหน่อย เมื่อเหลือบสายตามาเห็นกลุ่มคนที่มารวมกันอยู่ในบริเวณนี้มากมาย คงเป็นเพราะตอนที่พูดออกมาจะไม่ทันสังเกตว่ามีใครอยู่แถวนี้

“อาเธีย ลื้อพูดอะไรน่ะ” เสียงขุ่นเคืองปนคับข้องใจจากผู้อาวุโสเปรยถาม

“เปล่าครับ” แต่เขาแก้สถานการณ์ได้ดีทีเดียว โดยการบอกปัด ทำหน้าตาย และบ่ายเบี่ยงไม่รู้ไม่ชี้ตีเนียนไปแบบมึนๆ

“ก็แค่คำสร้อย”

คำสร้อยบ้านแกสิ! เมียน้อยมันคือคำสร้อยตรงไหนวะ!

“ขอโทษด้วยนะครับ สำหรับคำพูดพล่อยๆ เมื่อสักครู่ ไม่ทันสังเกตว่าอากงกำลังมีแขก” ซานเธียหันหน้าจากเจ้าสัวมามองผมเล็กน้อย ก่อนจะทำเป็นประหลาดใจ

“อ๋อ ที่แท้ก็ไม่ใช่ใครอื่น คุณเตวิชนี่เอง ไม่เจอกันนานเลยนะครับ”

“...”

เบื้องหน้าผมเพียงแค่ส่งยิ้มเก้อๆ ให้เขา แต่เบื้องหลังกลับกำลังด่าอย่างเมามันอยู่ในใจ

ไอ้หมอนี่ อย่ามาเนียนทำเป็นว่าเราสนิทกันดีกว่าไหม ‘คุณเตวิชนี่เอง’ บ้าอะไร ฉันแค้นฝังหุ่นเว้ย! ‘ไม่เจอกันนาน’ ฉันไม่อยากเจอแกเลยด้วยซ้ำ คราวที่แล้วพวกแกทำฉันเอาไว้แสบมาก เล่นลักพาตัวไปขังรวมกับยาหยีเนี่ยนะ คิดแล้วยังสยองไม่หาย แต่สาเหตุของเรื่องทั้งหมด ถ้าจะโทษก็ต้องโทษไอ้บ้าร็อตไวเลอร์นั่นแหละ เสือกเจ้าชู้ไม่ดูตาม้าตาเรือ ไปเป็นชู้กับเมียชาวบ้านเขาเนี่ยนะ ไอ้หอกหัก!

“อ้าวนี่? พวกลื้อสามคนรู้จักกันมาก่อนทั้งหมดเลยเหรอ” ไม่อ้าวแล้วครับท่านเจ้าสัว ร้อนสลับหนาววูบวาบไปหมด เหมือนจะไข้ขึ้นกะทันหัน นี่มันวันรวมโจทก์เก่ากูหรือไง พวกแกจะโผล่หน้ามาทำไมพร้อมกันหมด

“งั้นก็ดีเลย อาเธียช่วยเป็นธุระแทนอั๊วทีสิ คุณเตวิชอยากจะมาตกลงเรื่องที่ดินโครงการคอนโดที่อั๊วกำลังจะสร้างน่ะ ยังไม่ทันได้คุยอะไรมากนัก พวกลื้อก็โผล่กันมาซะก่อน เห็นเป็นเพื่อนกันแบบนี้ อาจจะคุยกันง่ายขึ้นก็ได้นะ”

โผล่บ้าอะไรวะครับ ลุงน่ะตัวดีเลย เป็นคนเรียกพวกเขาเอาไว้เองไม่ใช่เหรอ

แล้วคำว่าเพื่อนของลุงใช้อะไรเป็นบรรทัดฐานครับ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด หรือเพื่อนรักเพื่อนแค้น อยากจะบอกว่าแถวนี้ กูไม่ได้เป็นเพื่อนกับใครเลยเว้ย! ทำไมจู่ๆ ต้องโยนงานของตัวเองไปให้คนอื่นด้วย

“ก็ไม่ค่อยรู้ละเอียดเท่าไหร่นะครับ ว่าคุยอะไรกันไปบ้างแล้ว แต่ถ้าอากงไว้วางใจผมให้จัดการเรื่องนั้นล่ะก็...” ดวงตาเรียวเล็กปรายมองมาที่ผม พลางกระตุกยิ้มมุมปากอ่อนๆ “ผมก็จะลองทำอย่างสุดความสามารถ”

ไม่ต้องลองไอ้ซานเธีย แกไม่รู้เรื่องจะสะเออะรับปากทำไม อยากจะไปช็อปปิ้งที่ไหนก็ไปเลย เอาที่สบายใจ ตรงนี้มีฉันกับเจ้าสัวคุยกันแบบตัวต่อตัวก็พอแล้ว

“ถ้าอย่างนั้น อั๊วขอฝากลื้อช่วยดูแลและเป็นธุระแทนให้อั๊วด้วยนะ ยังไงเสีย ลื้อก็เป็นหนึ่งในผู้ดูแลโปรเจคนี้ หวังว่าทุกอย่างคงจะตกลงกันได้อย่างราบรื่น เป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย”

เสียงจากผู้อาวุโสสั่งลากึ่งๆ จะอวยพรให้ทั้งผมและเขา ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินเข้าไปตบบ่าหลานชายเชิงให้กำลังใจ ทว่ากลีบปากอิ่มหยักกลับขยับเบาๆ กระซิบเสียงแผ่วที่ข้างใบหูของซานเธีย ก่อนร่างท้วมจะเดินหายลับไปจากบริเวณนี้พร้อมกับเหล่าบริวารจำนวนหนึ่ง

“งั้น...ถ้าไม่รังเกียจที่อากงให้ผมช่วยเป็นตัวแทนเขาละก็...เชิญคุณเตวิชว่าธุระมาได้เลยครับ” ร่างสูงโปร่งขยับขาก้าวเข้ามาใกล้พร้อมกับเผยรอยยิ้มชวนสยองขวัญสั่นประสาทกันสุดๆ

ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำหน้าแบบไหนออกไปดี แต่รู้สึกอยากจะร้องไห้และหัวเราะออกมาพร้อมๆ กันเลยวะ

“ระ...รบกวนด้วยนะครับ คุณซานเธีย” ผมจนใจตอบรับอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ที่ซานเธียได้กลายมาเป็นความหวังสุดท้ายของผมไปเสียแล้ว

ให้ตายเถอะโรบิ้นฮู้ด! ผมล่ะอยากจะลอยไปเนเวอร์แลนด์ได้จริงๆ โอ๊ยจะบ้าตาย! ได้แต่บ่นอยู่คนเดียวในใจ ไม่กล้าแย้งกลัวโดนลูกปืนสวนกลับมา

และไม่ทันไร หมอนั่นก็เริ่มเผยธาติแท้ออกมา

“แต่มันติดตรงที่ว่า วันนี้ผมต้องพาคุณลู่หานไปหาชุดสวยๆ ซะด้วยสิ เอ...เอายังไงดีน้า”

ไอ้หมอนี่...พอเริ่มจะเข้าเรื่องจริงจังกลับทำโยกโย้ ตามสไตล์คนที่ถือไพ่เหนือกว่าทันทีเลยนะ

.

 

หนึ่งนารา :

“พวกเธอมาทำอะไรกันอยู่ที่นี่!”

!!!

เสียงหวานห้วนคำรามดังจนทำให้เราสองคนสะดุ้งโหยง ขณะกำลังคุยถึงเรื่องประชุมลับของร้านเมาดิบ เราสองคนต่างพากันหันมองไปยังหน้าประตู เห็นร่างเล็กในชุดภูมิฐานกำลังยืนกอดอก ใบหน้านิ่วคิ้วขมวดมุ่น ในมือมีไม้เรียวพร้อม

“ทำไมถึงไม่ไปเข้าแถว!” เสียงเฉียบถามอีกครั้ง

“...”

เราต่างยืนตะลึงตัวแข็งทื่อ เมื่อถูกสายตาดุกระด้างมองปราดทะลุเลนส์แว่นออกมาอย่างน่าสะพรึง ราวจะแผดเผาให้มอดไหม้ แต่ในใจกลับรู้สึกหนาวยะเยือกไปทั่วร่าง ไม่มีใครกล้าขยับริมฝีปากตอบคำถามอาจารย์สุชา ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะอาจารย์ฝ่ายปกครอง และยังเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาศิลปกรรม

เธอค่อนข้างเจ้าระเบียบ เจ้ากฎเกณฑ์ ผิดกับอาจารย์หลายๆ ท่านที่ค่อนข้างอิสระ เธอคงเป็นเวรตรวจอาคารเรียนในวันนี้ และเป็นโชคร้ายของเราที่ได้เจอแจ็กพ็อต!

เท้าเล็กบนส้นสูงสีดำวาววับเยื้องย่างเข้ามาช้าๆ ทว่ามั่นคง พลางปรายตาสำรวจภายในห้อง เสียงตึกตักของรองเท้าดังผิดจังหวะกับเสียงของหัวใจที่กำลังไหวสั่นอย่างรุนแรงในอกของฉัน และเมื่อเสียงฝีเท้าที่หายไป อาจารย์สุชาก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเฟรมแผ่นใหญ่ ก่อนจะหันขวับกลับมาหาเรา

“รูปนี่มันอะไร” ดวงตาเฉียบคมมองฉันสลับกับออกัสไปมา “ใครอนุญาตให้พวกเธอใช้เฟรมนี่”

เรายังคงยืนนิ่ง ไร้เสียงโต้ตอบ แต่เพราะแววตากดดันจากร่างเล็กยังคงคาดคั้น ทำให้มีใครสักคนต้องเปรยขึ้นเพื่ออธิบาย

“เอ่อ ผะ...ผมขอโทษ...ผมเป็นคน...”

“ฉันผิดเองค่ะ” ฉันเอ่ยยอมรับ ขณะที่ออกัสกำลังจะสารภาพผิดแทน “ฉันเป็นคนวาดเอง”

“หึ ฉันขอชื่นชมในความกล้าหาญของเธอนะ...หนึ่งนารา แต่เธอคิดว่าการเป็นอัจฉริยะตัวน้อยๆ จะได้รับอภิสิทธิ์เหนือกว่านักเรียนคนอื่นหรือไง”

“...”

“แม้ว่าชื่อเสียงและผลงานศิลปะของเธอจะสามารถหักล้างกับคะแนนเฉลี่ยวิชาสามัญ จนได้เป็นหนึ่งในนักเรียนทุนของโรงเรียนนี้ โดยมีคุณครูใหญ่เห็นดีเห็นงามก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้ความว่าเธอจะได้รับอนุญาตไม่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมหน้าเสาธง หรือถือวิสาสะทำตัวอวดเบ่งโชว์ความสามารถบนเฟรมแผ่นนี้ โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากอาจารย์ท่านใด”

“ทำไมอาจารย์สุชาถึงพูดแบบนั้นล่ะครับ เจ้าหญิงไม่ได้...”

“เธอเองก็เหมือนกัน...นายสิงหา! (ออกัส)” เสียงขุ่นเบี่ยงเบนไปที่ร่างสูงข้างๆ ฉัน เขาถึงกับสะดุ้งตัวเบาๆ ทันทีที่ถูกเรียกชื่อจริงอย่างเต็มยศ

“คิดว่าผลการเรียนเหลาะแหละ...แค่ผ่าน ก็จะเอาตัวรอดภายในรั้วโรงเรียนนี้ได้ เอาเวลาเที่ยวเล่น ชอบสอดรู้สอดเห็นไปหมั่นพัฒนาตนเองให้เหนือชั้นกว่าเพื่อนๆ...ยังจะเข้าท่ากว่า”

“แร๊ง! สงสัยจารย์สุชาทะเลาะกับปั๋วมาแต่เช้าแง๋ม” ออกัสแอบกระซิบ ในจังหวะที่อาจารย์สุชาเบือนสายตาไปรอบๆ คำตักเตือนเหล่านี้ คงจะไม่ได้เข้าหูของเขาเลยสักนิด เหมือนกับฉัน

“เพราะอีกไม่นาน ทางโรงเรียนคงจะมีนโยบายใหม่ ไม่ใช่แค่เด็กทุนเท่านั้น ที่จะต้องรักษาคะแนนให้อยู่ในระดับ 3.5 ขึ้นไป แต่นักเรียนทุกคนจะต้องรักษาคะแนนไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งใหม่ นั่นก็คือ 2.8 เพื่อเพิ่มระดับความเป็นมาตรฐานของเทคโนโลยีพยัคพาคียะ”

ขาดคำ ฉันชำเลืองมองไปที่ออกัส สีหน้าของเขากำลังบ่งบอกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ว่า คงจะเป็นเรื่องยากเอาการ

“แถวนี้เหมือนจะร้อนไปสักหน่อยนะ ถ้ายังไง ขอเชิญพวกเธอไปคุยกับฉันต่อที่ฝ่ายปกครองก็แล้วกัน...ที่นั่นแอร์เย็นฉ่ำมากนะ” รอยยิ้มเหี้ยมจนเป็นที่กล่าวขานไปทั่วทั้งโรงเรียนกำลังเผยขึ้นบนริมฝีปากได้รูป

ฉันกับออกัสต่างชำเลืองมองกันและกัน ราวกับต้องการจะสื่อสารอะไรบางอย่าง ทว่าระหว่างเรากลับมีเพียงความเงียบงันและใบหน้าซีดเซียวเท่านั้น ที่เป็นคำตอบ

.

 

เตวิช :

สุดท้ายซานเธียก็โยกโย้เปลี่ยนสถานที่คุยหวังจะประหยัดเวลา (?) เลยพ่วงผมให้ติดสอยห้อยตามพวกเขามาด้วย เพราะต้องพาดิวมาลองชุดที่จะใส่ไปงานกาล่าดินเนอร์สุดอลังการอะไรสักอย่าง กว่าจะฝ่าจราจรแออัดมาถึงที่นี่ได้ก็หมดไปจวนจะครึ่งวัน

เรื่องนอนผมตัดใจไปแล้วล่ะ เหลือก็แต่อารมณ์ของหมอนั่นที่พร้อมจะคุยกับผมเมื่อไหร่

ได้แต่นั่งหาวแล้วหาวอีกรอเจ้าบ้านั่นลองชุดนั้นชุดนี้อยู่ในร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังแห่งหนึ่ง แม้จะรู้ว่าเขากำลังถ่วงเวลาเพื่อจะแกล้งผม แต่ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังไงก็ลองดูสักตั้ง อยากตกลงคุยกันให้เป็นเรื่องเป็นราวจะได้จบๆ ไป และอยากให้มันจบก่อนที่จะถึงเวลาเลิกเรียนของหนึ่งนาราด้วย!

ไม่คิดเลยว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของผมที่โคตรสำคัญเลย

“ผมเอาชุดนี้แล้วกัน” ในที่สุดผมก็ได้ยินเสียงคุ้นหูดังแว่วออกมา

ซานเธียเดินออกมาจากห้องลองชุด พูดคุยกับพนักงานในร้านครู่หนึ่ง ก่อนจะตรงเข้ามาหาผม “ขอโทษที่ต้องพาคุณมาที่นี่ด้วย คุณเตวิชคงไม่มีธุระที่จะต้องรีบไปไหนนะครับ”

“ตอนนี้ก็ยังหรอก แต่ในอนาคตอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้ละก็ไม่แน่” ผมพยายามข่มอารมณ์ขุ่นเคืองที่ต้องมานั่งแกร่วรอไอ้หมอนี่อยู่นานสองนาน เวลาที่หมดไป ไม่ได้ความคืบหน้าอะไรสักอย่าง เพราะรู้ว่ายังไงผมก็ต้องยอม ไอ้ตี๋เกรียนก็เล่นตัวเอาโล่สุดๆ!

“ถ้าอย่างนั้น เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ ในเมื่อต่างคนต่างก็มีธุระ ผมขอพูดตามตรงเลยแล้วกัน” ในที่สุดก็มีโอกาสได้เปิดประเด็นสักที

“ก็เอาสิครับ ผมเห็นคุณนั่งหาวอยู่ตั้งนาน นึกว่ามานั่งตากแอร์เล่นเสียอีก”

ไอ้นี่...อย่ากวนประสาทกันนักจะได้ไหม มันยากมากนะที่กูต้องพยายามเก็บความอยากที่จะตั้นหน้าไอ้ตี๋เกรียนเอาไว้ในใจจนลึกสุด เอ็งจะกวนบาทาข้าเกินไปแล้ว ที่ฉันต้องมานั่งสัปหงกแบบนี้ เป็นเพราะใครกันล่ะ!

เย็นไว้ไอ้เต้ เดือดไปก็ใช่ว่าจะมีอะไรดีขึ้นมา คิดเอาไว้เสียว่าทำเพื่อลูกน้องตาดำๆ อีกเกือบห้าสิบชีวิตที่ร้านก็แล้วกัน เพราะถ้าหากร้านนี้ถูกปิดกิจการไปจริงๆ ไม่ใช่ผมแค่ลำพังที่จะเดือดร้อน มันรวมถึงพนักงานอีกราวห้าสิบชีวิตที่จู่ๆ ก็ต้องตกงานกะทันหัน

“เรื่องร้านของผมที่ตั้งอยู่บนที่ดินที่ของพวกคุณและกำลังจะสร้างคอนโด ผมอยากจะขอเพิ่มระยะเวลาในการย้ายออกไปอีกสักหน่อย”

“หึ ผมคิดว่าคุณจะขอให้เราขายที่ดินตรงนั้น คืนให้เสียอีก”

ก็อยากทำแบบนั้นแหละ แต่ติดตรงที่เงินไม่พอ อีกอย่างพวกเขาเล่นซื้อที่ดินรอบๆ ร้านไปหมดแล้ว ต่อให้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินตรงนั้น หากคอนโดถูกสร้างขึ้น บาร์เมาดิบก็จะกลายเป็นสิ่งก่อสร้างเกะกะและบังทัศนวิสัยอีก

“ไม่หรอก ผมคิดว่าเจ๊หมูคงจะตัดสินใจดีแล้ว ถึงได้ยอมขายที่ดินตรงให้พวกคุณแทนที่จะเป็นผม”

ซานเธียยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยจนแทบไม่สังเกตเห็น เป็นปฏิกิริยาเย้ยหยันใส่กันนิดๆ

เป็นเรื่องตลกร้ายสำหรับผม แต่คงจะเป็นเรื่องน่าขันสำหรับเขา ที่ดินตรงนั้น ใช่ว่าผมจะไม่เคยขอซื้อจากเจ๊หมู เพียงแต่เธอยังไม่ตัดสินใจ อาจเพราะราคายังไม่ได้ตามที่ต้องการ และเงินก้อนนั้น ก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ที่จะให้โอนคืนกันไปคืนกันมา มีแต่จะยิ่งเสียความน่าเชื่อถือเข้าไปอีก

“ถ้าอย่างนั้น...” ซานเธียกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็มีเสียงหวานจากพนักงานประจำร้านขานเรียกเขาขึ้นมาเสียก่อน

“คุณซานเธียคะ” เธอปรากฏตัวพร้อมกับสาวร่างระหง ความยาวของกี่เพ้าประยุกต์สีทองดูสมส่วนกับร่างสูงโปร่งของดิว ภายใต้ชุดหรูหราได้ทำให้เธอกลายเป็นเจ้าหญิง ก็ดูสวยสมกับเธออยู่หรอก แต่ไม่ใช่แนว ผมไม่ชอบผู้หญิงที่ดูหยิ่งๆ เต็มไปด้วยความลึกลับและเข้าถึงยากแบบยัยนี่

“คิดว่าชุดนี้เป็นยังไงบ้างคะ” เป็นเสียงเดิมที่เอ่ยถามความเห็น ไม่ได้มาจากคนที่ยืนนิ่งเป็นตุ๊กตาลองชุดอยู่ตรงนั้น

“ก็ดี” ซานเธียตอบเสียงเรียบ ชนิดที่เรียกว่าตายด้านสุดๆ “ไม่คิดว่าคุณเมียน้อยจะสามารถกลายเป็นเจ้าหญิงมังกรทองไปได้” รอยยิ้มเย้ยหยันเริ่มผุดขึ้นบนริมฝีปากได้รูปอีกครั้ง

เจ้าหญิงมังกรทอง?

ทำไมได้ยินคำดีแล้วถึงเห็นโอ่งราชบุรีลอยเข้ามาในหัว หรือไอ้ตี๋ถึงกำลังหมายถึงโอ่งราชบุรีหรือยังไง ดิวไม่ได้อ้วนขนาดนั้นสักหน่อย แต่ที่เขาพูดแบบนั้นคงเป็นเพราะลายปักดิ้นรูปมังกรบนกี่เพ้า ส่วนคนที่ถูกกล่าวหาก็ได้แต่ทำตาเขียวตาค้อนกลอกไปมา ระบายความไม่พอใจผ่านลมหายใจฮึดฮัดทางจมูก

จะเกิดดารม่าอะไรขึ้นแถวนี้หรือเปล่าวะ ช่วยคุยธุระเรื่องของกระผมให้จบก่อนได้ไหม ส่วนเรื่องของพวกเขาผมไม่สนหรอก ใครจะเป็นเมียใครก็ช่าง แต่ร้านผมสิ ตกลงว่าแกจะเอายังไง

“งั้นก็ตามนี้เลยแล้วกันค่ะ” ดิวเปรยเสียงห้วนกับพนักงาน ก่อนจะเดินกึ่งๆ ใส่อารมณ์ขุ่นกลับเข้าไปเปลี่ยนชุดอีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวผมขอไปจัดการชำระค่าทำสวยก่อนนะครับ แล้วเราค่อยมาคุยกันต่อ”

ให้มันได้อย่างนี้สิ หมดไปครึ่งวันแล้วยังไม่ได้ความอะไรเลย!

.

“เตวิช” เสียงหวานคล้ายกระซิบกำลังเรียกผม ขณะกำลังนั่งเหม่อปนอาการเบลอๆ เพราะสติเริ่มจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ความง่วงกำลังโจมตีผมหนักขึ้นเรื่อยๆ

อย่าให้พูดเลย ไอ้ตี๋มันย้ายสถานที่อีกแล้วครับ! คราวนี้มันมาเดินห้างสรรพสินค้า เพราะต้องหาเครื่องประดับที่เข้าชุดให้ยัยดิวอีก มาถึงตั้งแต่บ่าย จนตอนนี้ใกล้จะบ่ายสามโมงอยู่แล้ว แต่เหมือนจะยังไม่มีอะไรที่ถูกใจนายท่านซานเธียเลยขอรับ ผมเพลียจนเดินตามพวกเขาไม่ไหว เลยขอมานั่งตายซากบนม้านั่งภายในห้างฯ

โธ่...ชีวิตของไอ้เตวิช ไม่เคยต้องมาง้อใครขนาดนี้เลย

“นึกว่าหลับไปแล้วซะอีก” ดิวยื่นแก้วพลาสติกใสหุ้มด้วยกระดาษลายสวยมาให้ทันทีที่ผมเงยหน้าขึ้น แม้จะแปลกใจนิดหน่อยที่เห็นเธอปรากฏตัวอยู่ตรงนี้ แต่ก็แทบขยับปากถามไม่ไหวอยู่แล้ว

อันที่จริง ไม่ใช่แค่วันนี้หรอกที่ผมไม่ได้นอน แต่เมื่อวันก่อนก็เช่นกัน เพราะกำลังหาทำเลที่จะตั้งร้านใหม่อยู่ แต่ก็ยังไม่เจอทำเลที่ถูกใจเลย ดูจากในอินเทอร์เน็ตบ้าง ขับรถออกไปดูเองบ้าง เป็นแบบนี้มาสักพักแล้ว

“ก็เกือบแล้วล่ะ” ตอบเสียงเนือยๆ พลางชำเลืองมองสิ่งที่อยู่ในมือดิวอย่างสงสัย “แล้วนี่อะไร”

“กาแฟเย็น ซื้อมาฝากนายน่ะ รับไปสิ”

“เธอคงไม่ได้ใส่อะไรแปลกๆ ลงไปหรอกนะ”

“ใส่สิ”

“หัวใจหรือไง?” ผมก็แซวไปงั้นๆ หาเรื่องคุยจะได้ตื่น พลางยื่นมือไปรับ เพราะยังไงเราก็เคยเรียนคณะเดียวกันมาก่อน ต่างคนต่างก็รู้กิตติศัพท์ของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี ถึงจะไม่ได้พูดคุยกันมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยพูดคุยกันเลย และคำตอบของคำถามเมื่อสักครู่ก็คือ...

“บอระเพ็ด”

พรวด! ผมสำลักกาแฟที่ดูดเข้าไปเมื่อสักครู่ออกมาทันที ไม่ใช่แค่เพราะที่เธอบอก แต่กาแฟนี่มันคงผสมบอระเพ็ดจริงๆ อ่ะ ตาสว่างขึ้นมาทันทีทันใด

แม่งขมสลัด! ขมจี๊ดขึ้นสมองเลย!

“คิก!”

“แค่กๆ!!” ผมยังคงไอสำลักค่อกแค่กเอาเป็นเอาตาย ขณะที่ยัยแม่มดนั่นกลับหัวเราะคิกคักใส่ “ยะ...ยัยบ้า...แค่กๆ! นี่เธอใส่ลงไปจริงๆ เหรอ!”

“นายสิบ้า ฉันจะไปหาบอระเพ็ดที่ไหนได้”

“แล้วกาแฟบ้าอะไรมันจะขมขนาดนี้”

“ก็กาแฟแท้ๆ เลยไง ไม่ใส่อะไรเลยสักอย่างนอกจากน้ำ น้ำแข็ง และเมล็ดกาแฟคั่วบดสดๆ เมื่อกี้เลย!” ดิวอธิบายด้วยเสียงตื่นเต้นประหนึ่งว่าเป็นของหายาก

ใช่ว่าผมจะไม่เคยกินกาแฟหรือกาแฟดำมาก่อน แต่อย่างน้อยก็ใส่น้ำตาลบ้าง แต่ยัยนี่เล่นกาแฟเพียวๆ มาให้เลยเนี่ยนะ ชวนนึกไปถึงหนึ่งนาราเลย รายนั้นก็ชอบกินอะไรแปลกๆ แต่ยังไม่พิสดารเท่านี้มาก่อน

“แกล้งเหรอ?”

“เปล่านี่ ฉันก็กินของฉันแบบนี้”

“ฮะ?”

“ฉันไม่ชอบกินอะไรหวานๆ น่ะ” เสียงราบเรียบให้คำตอบ “ถ้าไม่เชื่อจะลองชิมแก้วนี้ดูก็ได้นะ”

“ไม่ล่ะ...” เชื่อกับคำตอบของนางเลย

“กำลังเม้าท์มอยอะไรกันอยู่เหรอครับ หัวเราะคิกคักกันใหญ่เชียว” ไม่ทันไร ไอ้ปีศาจร้ายแห่งหยางหมิงก็ปรากฏตัว เขายังคงทำหน้าระริกระรี้ยิ้มให้ ราวไม่รู้สึกรู้สาว่ายังคงมีธุระบางอย่างที่คุยค้างกับผมเอาไว้

!!!

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรดลใจให้ผมเป็นแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะความอดทนของผมคงถึงขีดจำกัด หรือไม่ก็เมากาแฟ แต่พอรู้สึกตัวอีกที มือของผมก็กำคอเสื้อของซานเธียเอาไว้แน่น ก่อนจะแยกเขี้ยวสบถเสียงเหี้ยมลอดไรฟันใส่

“มึงนั่นแหละ เลิกตลกใส่กูได้แล้ว!”

.

To be continued.




ติดตาม รักละลายใจ SS1 ได้ทาง

ธัญวลัย

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

 

และ Fictionlog

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

 

หรือ MEB

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

 

244 ความคิดเห็น