ตอนที่ 10 : [SS2] ตอนที่ 08 แค่ตัวเลือก (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 ต.ค. 60

ตอนที่ 08

แค่ตัวเลือก (1)

.

ออกัส :

ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีพยัคพาคียะ

“อะ...อ้าว? เจ้าหญิง…”

ทันทีที่ก้าวเท้าผ่านธรณีประตูเข้ามาภายในห้องเรียน ผมกลับเห็นร่างเล็กของเพื่อนร่วมชั้นที่แสนคุ้นเคยปรากฏตัวอยู่ที่หน้าชั้นเรียน ทั้งที่นักเรียนคนอื่นๆ ต่างรวมตัวกันอยู่ที่หน้าเสาธง เพื่อทำกิจกรรมในตอนเช้า แต่เธอกลับโดดกิจกรรมหน้าเสาธงเหมือนกับผม

“ทำไมเจ้าหญิงถึง…”

ผมตั้งใจจะเอ่ยทักทายปนความประหลาดใจที่พบเธอในเวลาแบบนี้ แต่กลับต้องหยุดลง เมื่อเห็นเจ้าหญิงน้ำแข็งแห่งพยัคพาคียะพร้อมกับพู่กันเปื้อนสีในมือกำลังกวัดแกว่งไปมาทั่วผืนผ้าใบบนแผ่นเฟรมขนาดใหญ่ที่มีความสูงเทียบเท่าศีรษะของเธออยู่ตรงหน้า

สีที่ฉาบปลายพู่กันไว้กำลังกลืนกินพื้นที่สีขาวบนแผ่นเฟรม ปรากฏเป็นสีสันที่เธอเป็นคนแต่งแต้มมันขึ้นมา ท่าทางเคลื่อนไหวที่คล้ายกับการร่ายรำ ได้สะกดดวงตาของผมเอาไว้นิ่งงัน

เธอทำให้ผมนึกย้อนไปถึงภาพเหตุการณ์ ‘ครั้งแรก’ ที่ได้พบกับเธอ ในโรงเรียนแห่งนี้

จริงๆ แล้ว เหตุผลที่ผมเลือกเข้าเรียนโรงเรียนนี้ ไม่ใช่เพราะอยากเรียนเอกจิตรกรรม แต่มันเป็นเหตุผลที่โคตรไร้สาระ โคตรบ้าบิ่น และคงจะถูกพ่อแม่ด่าจนหูฉีกแน่ หากพวกเขารู้ว่าผมเลือกเรียนสาขาวิชานี้ เพียงเพราะตามผู้หญิงคนหนึ่งมา

เจ้าหญิงน้ำแข็งแห่งพยัคพายีคะ แวนโก๊ะจูเนียร์ หรือชื่อจริงของเธอ หนึ่งนารา

สิ่งที่ผู้หญิงคนนี้กำลังทำอยู่ ไม่ต่างจากตอนนั้น และทำให้ผมคิดถึงวินาทีแรกที่ได้ ‘ตกหลุมรัก’ เธอ

นานแล้ว ที่หัวใจของผมไม่ได้เต้นแรงแบบนี้

ผมเคยหลงใหลในเสน่ห์ด้านนี้ของเธอ เพราะสิ่งที่เคยเห็นเมื่อปีก่อน ลายเส้น และสีที่กำลังลากผ่านปลายขนแปรงสู่ผืนผ้าใบ กำลังบอกเล่าสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ หลายๆ อย่างค่อนข้างปนเป สับสน รุนแรง และดูเศร้าหมอง

ไม่ผิดกับภาพที่เห็นในตอนนี้ แม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่เป็นรูปเป็นร่างมากพอที่ทำให้จินตนาการตามได้ หากสังเกตดีๆ จะมีบุคคลที่อยู่ในภาพจำนวนสามคน หากแต่สิ่งที่เห็นอย่างผิวเผิน อาจจะไม่ใกล้เคียงความเป็นมนุษย์เท่าไหร่นัก และคาดเดาได้ยากว่ามันคืออะไร ทุกอย่างถูกบิดเบือนด้วยลายเส้นและสี

คนก็ไม่ใช่ ปีศาจก็ไม่เชิง คล้ายอะไรบางอย่างที่กำลังหลับตา เส้นสีที่อ่อนกว่าตวัดปลายไม่เรียบร้อยนัก คาดผ่านใบหู ดวงตา และปาก ครั้งแล้วครั้งเล่า อีกหนึ่งคือรูปร่างที่คดงอผิดรูปราวไม่ใช่มนุษย์ ส่วนอีกหนึ่งคือรูปที่ดูใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุด

ลายเส้นและสีกำลังสะท้อนถึงสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ อารมณ์ และห้วงความคิดของเธอ มันไม่ได้มาจากหัวข้อการบ้าน หรือโครงงานที่อาจารย์สั่งให้ทำ แต่มันคือศิลปะนามธรรม[1]

ผมรู้ดีว่ามีสิ่งหนึ่งที่เจ้าหญิงน้ำแข็งไม่เคยทำได้ นั่นคือการวาดภาพเสมือนมนุษย์

เพราะอะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในดวงตาคู่นั้น เธอมักเห็นมันแตกต่างจากคนอื่น เป็นการมองและรับรู้เพียงแค่สิ่งที่ดูโด่ดเด่น การที่เธอสื่อสารผ่านภาพวาดมักไม่ใช่ใบหน้าของคนที่เธอเห็น แต่เป็นบุคลิกที่ลึกลงไป หรือเป็นจินตนาการผิวเผินที่มีต่อคนเหล่านั้น

ถ้าใครบางคนที่กำลังวาดถึง เธอได้รู้จักตัวตน ภาพนั้น จะยิ่งสะท้อนบุคลิกของคนผู้นั้นได้ชัดเจน เจ้าตัวอาจจะรู้ได้ทันทีว่านั่นคือใคร หากว่าพวกเขาเข้าใจในการสื่อสารของเธอ

หากแต่สีที่ใช้ในครั้งนี้ ล้วนดูแล้วหม่นหมอง

ผลงานของเธอทุกชิ้น มักจะสะท้อนออกมาจากความรู้สึกภายใน ดังนั้น มันจึงดูแปลกตา แตกต่าง และค่อนข้างเฉพาะตัว

เฟรมแผ่นใหญ่ที่ตั้งอยู่ในห้องเรียน ใช่ว่าใครๆ จะได้รับอนุญาตให้แสดงฝีมือลงไป เธอคงมีอะไรบางอย่างที่อึดอัดใจ และอยากระบายมันออกมา

เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าหญิงน้ำแข็งของผมกันนะ

“เจ้าหญิง...”

กริ้ง!!!

ผมตัดสินใจจะลองเรียกเจ้าหญิงดู แต่เสียงสัญญาณเตือนชั่วโมงโฮมรูมก็ดังขึ้นมาขัดเสียก่อน ทำให้เธอสะดุ้งตกใจและออกจากภวังค์ และมีปฏิกิริยาที่ไม่ต่างจากคนเพิ่งตื่นนอน เธอเอาแต่มองไปยังภาพวาดของตัวเอง คล้ายมึนงง สับสน เหมือนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำอะไรลงไปบ้าง

“เจ้าหญิง” ผมเรียกเธออีกครั้ง และทำให้เธอหันมามองช้าๆ

“อะ...ออกัส?”

“เจ้าหญิง...กำลังร้องไห้เหรอ?”

“...”

ดวงตากลมมนเจือแววงุนงงมองผม ขณะมือเล็กยกขึ้นแตะบนผิวแก้มอย่างเชื่องช้า ทว่ามันกลับเหือดแห้ง ไม่มีความเปียกชื้นอะไรอยู่บนใบหน้า นั่นจึงทำให้เธอขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

“ผมหมายถึง...ในใจของเจ้าหญิงต่างหาก”

.

หนึ่งนารา :

‘เจ้าหญิง...กำลังร้องไห้เหรอ?’

‘ผมหมายถึง...ในใจของเจ้าหญิงต่างหาก’

ในใจของฉัน...กำลังร้องไห้

ฉันไม่รู้ว่าทำไมออกัสถึงถามแบบนั้น เพราะแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้

จะเรียกว่ากำลังร้องไห้อยู่หรือเปล่า?

ฉันวางพู่กันในมือลง คิดทบทวนถึงสิ่งที่ออกัสพูดพลางหันมองภาพวาดบนผืนผ้าใบแผ่นใหญ่ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ขึ้นมาถึงห้องเรียนแล้ว พอได้เห็นเฟรมนั่นตั้งอยู่กลางห้องก็ไม่สามารถหยุดตัวเองได้

ภาพนั้น ฉันเพียงแค่ต้องการระบายบางอย่างที่อึดอัดอยู่ในใจ เพราะคิดว่าหากมีพื้นที่ที่ให้วาดภาพได้กว้างใหญ่ขนาดนนี้ อาจจะบรรเทาความอึดอัดที่อยู่ในใจนี้ลงไปได้บ้าง ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ไม่ว่ากระดาษกี่แผ่น เฟรมที่มีอยู่ในห้องทั้งหมด ก็ไม่สามารถหยุดสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ได้

ฉันไม่รู้ความรู้สึกที่เป็นอยู่แบบนี้มันเรียกว่าอะไร

แต่อยากให้มันจบลงไปสักที

“เจ้าหญิง ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” หลังจากประโยคนั้น ฉันก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ออกัสเลยถามอีกครั้ง

“ไม่มีอะไร ฉันแค่อยากวาดรูป” ฉันให้คำตอบที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจ เพราะไม่อยากให้ใครต้องมาเป็นกังวลเรื่องของฉัน ทุกๆ คนย่อมมีเรื่องกังวลของตัวเอง เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรเอาเรื่องของตัวเองไปสร้างความลำบากให้ผู้อื่น

“เฮ้อ...อย่างนั้นเองเหรอ?” เสียงทุ้มถอนหายใจ มันไม่ใช่เสียงที่ผ่อนคลายความกังวล แต่เหมือนเขาจะมีเรื่องอึดอัด และอยากระบายไม่ต่างจากฉัน “ดูท่าทางเจ้าหญิงจะยังไม่ได้คุยกับเฮียตั้งแต่คืนนั้นเลยสินะ”

ออกัสพูดถูก ตั้งแต่คืนนั้น ฉันก็ยังไม่ได้คุยกับพี่เต้อย่างจริงจังนัก ราวกับเขาพยายามจะหลบหน้า เหมือนมีอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้รับรู้ ฉันได้แต่อ่านความรู้สึกจากแววตาที่เขาเผลอมองมาในบางครั้ง

คงมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับพี่เต้ และเขายังไม่พร้อมที่พูดให้ฟัง

แต่เรื่องของฉัน หลังจากที่ได้คุยกับคุณเบียร์ทำให้ฉันพอจะตัดสินใจ ‘เรื่องนั้น’ ได้แล้ว ฉันเพียงแค่อยากบอก ‘เขาเป็นคนแรก’ ก่อนจะได้พบกับพี่เอกอีกครั้ง แต่คงเป็นเพราะเรื่องงานที่ร้านทำให้พี่เต้ยังคงยุ่งอยู่ ฉันเลยเลือกที่จะรอ...รอจนกว่าเราจะได้คุยกัน

“ออกัสเองก็ดูไม่สดชื่นนะ” ฉันเบี่ยงประเด็นเรื่องที่จะคุย ไปเป็นเรื่องของออกัสแทน หากมีอะไรที่พอจะช่วยได้ ฉันก็อยากให้เขารู้สึกดีขึ้นเร็วๆ “ฉันรู้สึกดีที่เห็นออกัสยิ้มนะ”

ออกัสถอนหายใจอีกครั้ง และชำเลืองมองมา เขาเม้มริมฝีปากเหมือนพยายามจะอมยิ้ม แม้ว่าแววตายังคงดูเศร้า ริมฝีปากได้รูปเริ่มขยับระบายความในใจบางอย่างออกมา

“ผมน่ะ ชอบบาร์เมาดิบนะ ชอบพี่ๆ ทุกคนที่บาร์ แล้วก็ชอบเฮียเต้ด้วย”

“ชอบเหรอ?”

“ผมหมายถึงชอบแบบเคารพน่ะ ถึงผมจะชอบกวนประสาทเฮียบ่อยๆ แต่ก็เพราะรักดอกจึงหยอกเล่น” เขาอธิบาย และยังคงพูดถึงสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจ ฉันเลยไม่ได้ถามอะไรมากนัก ปล่อยให้เขาพูดออกมาจนกว่าจะสบายใจ

“แต่แล้วทำไมคืนนั้น ตอนที่เรียกประชุม ทำไมเฮียถึงไม่ยอมให้ผมเข้าประชุมด้วยว้า! ไหนว่าเรื่องสำคัญไง ให้เรียกทุกคนเข้าประชุม แต่ยกเว้นผม ฮือ!!!”

และออกัสก็ปล่อยเสียงโฮ เหมือนเขาพยายามจะร้องไห้ แม้ว่าภาพที่เห็น เขาจะไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด แต่ฉันเชื่อว่าในใจของเขาคงกำลังหลั่งน้ำตาออกมาดั่งสายฝนเทกระหน่ำ

คืนนั้น ออกัสก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุมเหมือนกับฉันด้วยสินะ รู้สึกว่าเราสองคนกำลังมีสาเหตุให้ต้องค้างคาใจ ที่เกิดมาจากชายคนเดียวกัน

และดูเหมือนว่าฉันก็ไม่สามารถช่วยอะไรออกัสได้ นอกจากรับฟังเท่านั้น

“ผมทำตัวแย่มากเลยใช่ไหมเจ้าหญิง เฮียถึงไม่เห็นความสำคัญของผม ไม่ให้ผมเข้าร่วมประชุมแสนสำคัญของร้านด้วย! ฮือ!!!” เขาโวยวายปนตัดพ้อ “รู้ไหมว่ามันกระตุ้นต่อมอยากเผือกของไอ้ออกัสคนนี้เป็นที่สุด!”

เป็แบบนี้เองสินะ

“โอ๊ยๆ! อยากรู้ว่าพวกเขาประชุมอะไรกัน!”

ฉันไม่สามารถหาคำตอบให้ออกัสได้ว่าเพราะอะไร ถึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมประชุม แต่หากว่าการประชุมนั่นเป็นความลับมากๆ อาจจะเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของเขาล่ะมั้ง ที่ทำให้พี่เต้ไม่ให้เขาร่วมประชุมด้วย

“หึ...หึ” แต่จู่ๆ ออกัสก็หัวเราะในคำคอเสียงเยียบเย็น รอยยิ้มประหนึ่งปีศาจร้ายกำลังเผยขึ้นบนริมปีปากได้รูป แววตาที่ดูเศร้าหมองเริ่มมีประกายระยิบระยับขึ้นทันตา “แต่ก่อนหน้านี้ ผมก็ได้ยินข่าวลือแว่วๆ มาว่าบาร์เมาดิบกำลังถูกไล่ที่ล่ะ บางที...เรื่องที่เฮียเรียกประชุมคืนนั้น อาจจะเป็นเรื่องนี้ และคงจะเป็นเรื่องจริงสินะ”

!!!

บาร์เมาดิบกำลังถูกไล่ที่อย่างนั้นเหรอ?

.

เตวิช :

หลังจากไปส่งหนึ่งนาราที่โรงเรียน รู้สึกตัวอีกทีผมก็ขับรถมาหยุดอยู่ที่หน้ารั้วหนาของคฤหาสน์ ‘ตระกูลหยางหมิง’ เสียแล้ว คงเป็นเพราะเอาแต่ใจลอยคิดเรื่องที่เรียกทุกคนประชุมในคืนนั้น

ใช่ ผมตัดสินใจบอกพนักงานทุกๆ คน เพื่อให้เตรียมตัวเตรียมใจว่าบาร์เมาดิบคงจะต้องถูกปิดลงเร็วๆ นี้ แน่นอนว่าทุกคนค่อนข้างตื่นตระหนก และกังวลในเรื่องที่ตัวเองอาจต้องตกงาน ถึงอย่างนั้น ผมก็รับปากทุกๆ คนว่าจะพยายามยื้อเรื่องนี้เอาไว้ให้ถึงที่สุด

แต่ว่าตัวเองจะใจร้อนเกินไปหรือเปล่า ผมควรจะคุยเรื่องนี้ผ่านคุณทนายหรือคนที่พวกเขาแต่งตั้งขึ้นมาให้ดูแลเรื่องนี้ต่างหาก และผมควรจะปรากฏตัวที่บริษัทของเขา ไม่ใช่ที่บ้าน!

ให้ตาย นี่ดงมาเฟียเชียวนะ เอ็งมาไกลเกินไปแล้วไอ้เต้ แต่ยังดีที่เลี้ยวรถกลับได้ทัน อย่าหาว่าผมขี้ขลาดเลย ตัวเองเป็นแค่คนธรรมดา แค่เป็นเจ้าของกิจการส่วนตัว ใช่ว่าเป็นบุคคลสำคัญอย่างอภิมหาเศรษฐี มีอำนาจบารมีใหญ่โต จนใครๆ ก็ต้องให้ความเคารพเกรงขามอย่างเช่น ‘เจ้าสัวกิตติศักดิ์’ นะเว้ย เขาไม่ใช่บุคคลที่จะได้เข้าพบง่ายๆ เสียด้วย ขืนโผล่ไปสุ่มสี่สุ่มห้าจะโดนยิงกบาลแตกตายไม่รู้ตัว

ผมจึงตัดสินใจจะกลับออกไปในที่สุด ขอถอยไปตั้งหลักใหม่ก่อนดีกว่า

แต่ไม่ทันไร กลับมีรถยนต์ยี่ห้อหรูเลี้ยวตัดหน้าเข้ามา จอดรออยู่ที่หน้ารั้ว แต่เพียงครู่หนึ่ง รั้วก็เปิดกว้างต้อนรับให้รถคันนั้นเข้าไปยังด้านในประดุจว่าปูพรมแดง เขาคงจะนัดกับใครบางคนที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์นี้ หรืออาจจะเป็นคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ ซึ่งต่างจากผมที่มาแบบเบลอๆ

แต่ขณะที่กำลังขยับรถออก กลับมีชายร่างสูงตัวโตในชุดซาฟารีสีเข้มเดินอาดๆ ออกมาจากเขตของคฤหาสน์ และยังตรงเข้ามาขวางหน้ารถผมไว้ ผมรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย เลยลดกระจกเพียงนิดหน่อยเพื่อคุยกับเขา

“เอ่อคือผมแค่...”

“ท่านเจ้าสัวเรียกคุณให้ไปพบครับ”

“ฮะ!!!”

เฮ้ย ง่ายแบบนี้เลยเหรอ เจ้าสัวไหนวะ ใช่เจ้าสัวคนเดียวกันกับที่อยากพบรึเปล่า

.

ไม่นานนัก ผมก็ถูกพาตัวมาอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนน่ากลัวตัวใหญ้ใหญ่ ภายในคฤหาสน์หรูหราสไตล์จีน ที่นี่ค่อนข้างจะเน้นสีแดงและเฟอร์นิเจอร์ไม้เกะสลัก อารมณ์เหมือนอยู่ในฉากหนังหรือละครแนวมาเฟียจีนอะไรประมาณนั้นเลย ไม่รู้ว่าเจ้าสัวคนดังกล่าวรู้ได้ยังไงถึงการมาเยือนของผม และก็ไม่แน่ใจว่าเจ้าสัวที่ว่าจะเป็นคนที่อยากพบอยู่ลึกๆ หรือไม่

ผมได้แต่นั่งรอใครคนนั้น อยู่บนโซฟาหนานุ่ม แต่ถึงอย่างนั้น ก้นผมก็ไม่ได้รู้สึกสบายกับผิวสัมผัสเหล่านั้นแต่อย่างใด หัวใจกำลังเต้นแรงจนไม่เป็นจังหวะ เม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นตามไรผม แต่ที่ฝ่ามือกำลังเกร็งเครียดและกำแน่นกลับรู้สึกเย็นเฉียบ คงเป็นเพราะไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำหน้าที่ของมันได้ดี ไม่ใช่แค่ร่างกายที่สับสน ในใจของผมก็ไม่ต่างกัน จะกลัวก็ไม่ใช่ จะกล้าก็ไม่เชิง ข้างในอกสั่นระรัว ชีพจรเต้นตุบๆ ไปหมด สมาธิทั้งหมด จดจ่อไปกับทุกวินาทีที่เฝ้ารอการปรากฏตัวของเขา

จนในที่สุดผมก็ได้พบใครบางคนที่เหมือนจะเคยเห็นหน้าเขาปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ หรือหนังสือธุรกิจ ชายชราร่างท้วมกำลังก้าวเข้ามาด้วยท่าทีปกติ สงบเสงี่ยม จนเมื่อมาถึงที่หมาย เขาก็หย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้าม แววตาและสีหน้าของเขาเรียบนิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์ ยิ่งชวนให้รู้สคกหวาดหวั่นมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

ผมเกลียดบรรยากาศแบบนี้โคตรๆ ได้โปรด ใครก็ได้ช่วยพูดอะไรออกมาสักคำเถอะ! แม่งเงียบจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นอยู่แล้ว

“ลื้อเป็นใคร” ในที่สุด เจ้าสัวกิตติศักดิ์ก็เอ่ยเสียงราบเรียบออกมา แม้จะติดห้วนๆ แข็งๆ ไปบ้าง แต่ก็ดีกว่าความเงียบที่ไม่มีที่สิ้นสุดล่ะนะ

“เอ่อผมเป็น...” แต่แค่คำถามแรกก็ทำเอาตอบไม่ถูกเลย ปากของผมเริ่มสั่นเพราะความหวาดหวั่นที่มีอยู่ทุนเดิมเพิ่มเติมคือตื่นเต้น “ผะ...ผมชื่อเตวิช เอกโชติภูมินนท์ ผมเป็นแค่...”

“ใครส่งลื้อมา” แนะนำตัวเองยังไม่ทันจบก็ถูกเสียงแข็งๆ ถามขัดกันอีก คราวนี้ เจ้าสัวปรายตาเคลือบแคลงจับจ้องไม่วาง “คนของอั๊วเห็นรถลื้อจอดทำลับๆ ล่อๆ ที่หน้ารั้ว นับว่าใจถึงดีที่กล้ามาเหยียบถึงถ้ำ อั้วเลยให้คนไปเชิญลื้อมาคุยกันตัวต่อตัว”

ด้วยเหตุนี้เองสินะ ที่ทำให้ผมต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ แต่ว่า มันตัวต่อตัวตรงไหนไม่ทราบครับ คนของลุงยืนล้อมหน้าล้อมหลังผมจนแทบไม่เห็นผนังห้องเลย

“มะ...ไม่มีครับ ผมมาเอง” มาแบบเบลอๆ ด้วย เมื่อคืนก็เครียดแทบนอนไม่หลับ

“มาเอง มาทำไม ลื้อมีธุระอะไรกับคนที่บ้านนี้ หรือว่ามีธุระกับอั๊ว”

“คือว่าผมเป็น...” ในที่สุดผมก็มีโอกาสได้เคลียร์ตัวเองสักที โดยที่ไม่ถูกขัด เขารับฟังอย่างตั้งใจ จนเหมือนว่าใบหน้าน่าเกรงขามนั้นจะผ่อนคลายลง หลังจากที่อธิบายทุกอย่างจนกระจ่างว่าผมเป็นใคร และมาทำอะไรที่นี่

“แบบนี้นี่เอง ลื้อคือเจ้าของบาร์ที่เปิดอยู่บนที่ดินโครงการคอนโดสินะ” ผมพยักหน้ารัวๆ ตอบรับทันที “โทษทีๆ ที่ทำให้ลื้อกลัว” เปล๊า...ไม่ได้กลัวเลย แต่เกรงใจสุดๆ

“ช่วงนี้อั๊วกำลังเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย รู้สึกว่าคุณลูกสาวคนใหม่ของอั๊วจะมีโจทย์ตัวเบ้งตามสังหารอีอยู่ล่ะนะ”

ลูกสาวถูกตามสังหารเลยเรอะ!?! ผมนั่งตัวแข็งทื่อประดุจหินผาทันทีที่ได้ยินเรื่องดังกล่าว แต่ทำไมน้ำเสียงที่บอกเล่าจากปากของเจ้าสัวถึงช่างราบเรียบประดุจหน้ากลอง

“แต่เพราะอีจำรูปพรรณของคนร้ายไม่ได้ คนของอั๊วเลยต้องระมัดระวังคนแปลกหน้าทั้งหมด อย่างเช่นลื้อที่มาทำลับๆ ล่อๆ หน้าบ้านไง”

“ขะ...ขอโทษครับ อั๊ว เอ๊ย! ผมไม่ได้ตั้งใจ” เจอศัพท์ลื้อๆ อั๊วๆ ใส่จนผมเริ่มเบลอไปหมด คนยิ่งนอนน้อยอยู่

“ช่างเถอะๆ นับว่าลื้อโชคดีที่วันนี้อั๊วอยู่บ้าน เลยเป็นคนเรียกมาสอบสวนเอง ถ้าให้ลูกน้องอั๊วเป็นคนสอบสวนลื้อนะ ป่านนี้คงได้นอนหยอดข้าวต้มไปแล้ว”

“ขอบคุณครับ ที่ให้ความกรุณา” ผมต้องกราบเบญจางคประดิษฐ์สามที พร้อมกราบไหว้ฟ้าดินด้วยไหม ขอขอบพระคุณมากครับ นับว่าพระเจ้ายังเมตตาผมอยู่บ้าง ที่ไม่ให้ผมตายวันนี้ คิดไว้ไม่มีผิด โผล่มาแบบสุ่มสี่สุ่มห้านี่ไม่ดีจริงๆ

“ถ้าอย่างนั้น ลื้ออยากจะให้อั๊วทำยังไงกับเรื่องบาร์ของลื้อล่ะ” ในที่สุด เจ้าสัวกิตติศักดิ์ก็วกกลับเข้ามาที่ประเด็นหลัก จะบอกว่าเขาเป็นคนเถรตรงก็คงไม่ใช่ แต่อาจเป็นเพราะอยากจะรวบรัดความเสียมากกว่า

“เอ่อ เรื่องนั้น” เสียงของผมอึกอัก เพราะไม่ทันได้เตรียมใจ และไม่ได้ตั้งใจจะมาที่นี่แต่แรก กำลังเลี้ยวรถกลับอยู่แล้วเชียว สุดท้ายก็ถูกลากตัวเข้ามาสอบสวนนี่อีก ตั้งหลักไม่ทัน

ผมควรจะบอกออกไปยังไงดี คำพูดที่พอจะสามารถยื้อร้านเอาไว้ให้ได้นานที่สุด

“อ้าว...ลู่หาน ลื้อจะไปไหน”

“...”

จู่ๆ ประเด็นของเรื่องที่กำลังคุยกันกลับถูกเบี่ยงแบนความสนใจไปที่ใครบางคน ผมหันไปตามสายตาของเจ้าสัว เห็นหญิงสาวรูปร่างผอมสูง

“คุณซานเธียให้คนมาตามดิฉัน และให้รอที่หน้าโถง บอกว่าจะพาไปซื้อชุด เพื่อเตรียมใส่ไปงานเลี้ยงต้อนรับค่ะ” เสียงหวานตอบคำถามผู้อาวุโสด้วยความสุภาพ เธอค้อมศีรษะหน่อยๆ เวลาพูดกับเจ้าสัว

“อ้อ! ดีๆ งั้นก็เลือกตัวที่สวยๆ หรูๆ จนทุกคนในงานต้องอึ้งทึ่งเสียวไปเลยนะ เอาให้สวยเริดสมกับฐานะที่เป็นลูกสาวของอั๊ว”

ลูกสาวของเจ้าสัว! คนที่เขาเพิ่งบอกว่ากำลังถูกตามสังหารน่ะเหรอ

เพราะเสียงที่เอ่ยทัก เธอจึงหยุดยืนนิ่งไม่ใกล้ไม่ไกลจากตรงนี้มากนัก ทำให้ผมพอจะมองสำรวจเธอได้ทุกระเบียดนิ้ว ผมของเธอยาวตรง อายุน่าจะรุ่นใกล้เคียงกับผม ใบหน้าสวยหวานรับกับดวงตากลมเรียวคล้ายเมล็ดอัลมอนต์ ซึ่งกำลังชายตามองมายังพวกเราเช่นกัน

ทำไมถึงได้รู้สึก คุ้นหน้าของเธอจัง เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

!!!

“เตวิช?”

“ดิว?”

เราสองคนเอ่ยชื่อของอีกฝ่ายขึ้นมาแทบจะพร้อมๆ กันปนตกตะลึง

นึกออกแล้ว! ผมรู้จักเธอ เธอเคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน และยังคณะเดียวกันอีกต่างหาก แต่ทำไมเมื่อกี้เจ้าสัวถึงเรียกหล่อนด้วยอีกชื่อหนึ่ง ‘ลู่หาน’ สินะ แถมยังเป็น ‘ลูกสาวของเจ้าสัวกิตติศักดิ์’ ไปแล้วด้วย เป็นไปได้ยังไงวะ

“หือ? พวกลื้อสองคนรู้จักกันด้วยเหรอ”

“...”

คำถามของเจ้าสัวกลับไม่ได้รับความสนใจ ไม่มีใครเอ่ยตอบคำถามของเขา ไม่ว่าผมหรือดิว เรายังคงจ้องมองกันเงียบๆ ปนตกตะลึงอยู่ในใจ แม้ว่าภายนอกเราสองคนจะไม่ได้แสดงท่าทีอะไรมากนัก

แต่สิ่งที่ผมสงสัยกว่าอะไรทั้งหมอก็คือ เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!?

.

To be continued.

.

ศิลปะนามธรรม[1] ใช้ภาษาภาพในการสื่อความหมายด้วยรูปทรง, สี และลายเส้น เพื่อสร้างสัดส่วนซึ่งอาจจะประกอบขึ้นในระดับความเป็นนามธรรมที่แตกต่างกันไป ศิลปะไร้รูปแบบตายตัว ศิลปะไร้รูปธรรม และศิลปะไม่แสดงลักษณ์ คือศิลปะที่เกี่ยวข้องกันอย่างหลวมๆ แม้ในความหมายเชิงลึกอาจมีความแตกต่างกันก็ตาม

อ้างอิงจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี





ติดตาม รักละลายใจ SS1 ได้ทาง

ธัญวลัย

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

 

และ Fictionlog

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

 

หรือ MEB

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

 

244 ความคิดเห็น