มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 36 : ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 725
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 71 ครั้ง
    1 มิ.ย. 63

ตอนที่ 34 : ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด

 

 

กลุ่มนักฆ่านิรนามหอบหายใจถี่รัวเมื่อสลัดหนีจากชายโฉดคนเดียวกับที่เคยอัดตัวเองจนเละมาได้ ใบหน้าภายใต้หน้ากากซีดเผือด เสียงกระดูกที่ถูกหักทีละข้อยังตามหลอกหลอน อวัยวะภายในที่เคลื่อนที่กลับหัวกลับหางก็เช่นกัน

 

ความสยดสยองในวันนั้น ชั่วชีวิตนี้ไม่มีวันลืม!

 

สารเลวตนใดกล่าวว่ามังกรขาวและมังกรดำเป็นศัตรูคู่แค้นกันมาตั้งแต่ชาติบรรพกาล คนหนึ่งถีบ อีกคนรับและเตะต่อ เข้าขากันดีเสียขนาดนั้น ยังนับว่าเป็นศัตรูอีกหรือ หากข้ามีศัตรูเช่นนั้นบ้างก็คงดี!

 

ที่แย่ไปกว่านั้น แม้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายจะสำเร็จลุล่วง แต่กลับถูกมังกรดำจับได้ ที่ทำมาทั้งหมดก็เปล่าประโยชน์ ตั้งใจจะปั่นหัวพวกมันอีกหน่อยแท้ ๆ

 

แผนที่วางเอาไว้พังยับเยิน

 

ต้องถูกนายท่านลงโทษเป็นแน่ คำหยาบคายสบถออกมาด้วยอารมณ์คุกรุ่น พร้อมกับคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจ

 

เฮยหยาง… มังกรลำดับสองนั่นล่วงรู้ถึงตัวตนของพวกเราได้อย่างไร?

 

นับว่าเป็นอีกเรื่องที่ต้องรายงาน รูม่านตาขยายและหดแคบลง คนคนนี้อันตราย ต้องระวังให้มากกว่านี้

 

และตอนที่กำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ฝนก็ยังตกลงมาอีก!

 

ไม่ได้เรื่อง! ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง!!

 

ความดาลเดือดแทบจะปะทุสู้สายฝน ตอนนั้นเองใครคนหนึ่งในกลุ่มก็พูดขึ้นว่า “อย่ามัวเออระเหยอยู่เลย ป่านนี้.. นายท่านคงรอพวกเรานานแล้ว”

 

ชั่วจังหวะนั้นได้ยินเสียงกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ

 

ดินโคลนชุ่มแฉะเลอะเปรอะเปื้อนขึ้นมาถึงโคนขา ห่าฝนที่ถาโถมแทรกซึมผ่านเนื้อผ้าจนหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว กระนั้นถึงอยากจะแช่น้ำให้สบายกายเพียงใด ก็ทำได้แค่คุกเข่าลงและถอดหน้ากากออก ทำความเคารพผู้ซึ่งอยู่ในเงามืดด้วยใจอันหวาดหวั่น

 

ด้วยที่แห่งนี้เป็นที่ปิดทึบ เพื่อป้องกันไม่ให้คนนอกเข้า สุรเสียงทุ้มแหบจึงดังสะท้านแก้วหู ลึกลงไปถึงโสตประสาท

 

“พูดมา”

 

เส้นขนพากันลุกชันด้วยความขลาดกลัว เป็นเรื่องยากเย็นที่จะบังคับร่างกายไม่ให้เผลอสั่นเทา

 

บัดนี้สภาพของกลุ่มชายชุดดำไม่ต่างจากลูกสัตว์ใกล้ตาย เมื่อตกอยู่ใต้อำนาจของผู้กุมบังเหียนที่แท้จริง ลิ่วล้อส่งสายตากันล่อกแล่ก ไม่มีใครกล้าออกหน้าเลยสักคน

 

จวบจนเปลวเพลิงสีดำค่อย ๆ มอดดับ ความมืดมิดเข้ายึดครองทีละน้อย บริวารตนหนึ่งที่ทนต่อแรงกดดันไหวจึงยอมเป็นผู้เสียสละ ลุกก้าวไปข้างหน้าพร้อมกล่าวรายงาน หวังดับโทสะนายเหนือหัว ก่อนที่จะตายตกไปตาม ๆ กัน

 

“เป็นไปตามแผนขอรับ นายท่าน”

 

“ดี.... ดีมาก”

 

“พะ เพียงแต่..” บริวารตนนั้นกัดฟันพูดต่อ เหงื่อกาฬไหลซึมทั่วแผ่นหลัง “พวกเราถูกจับได้ขอรับ”

 

ความเงียบงันเป็นคำตอบ

 

เงียบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาลงทุกขณะ คล้ายจะหมดลมได้ทุกเมื่อ กระทั่งตัวตนในความมืดเกิดการเคลื่อนไหว โสตประสาทตึงเครียดถึงขีดสุด แว่วเสียงโลหะหนักครูดกับพื้นหิน ลากยาวมาถึงหน้าบัลลังก์

 

โซ่ตรวนขึ้นสนิมส่งเสียงแสบแก้วหูยามผู้ถูกจองจำทรุดกายลง น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเจือแววแปลกใจอยู่ไม่น้อย

 

“ใคร?”

 

“มะ มังกรดำ เฮยหยางขอรับ เป็นเพราะผู้น้อยไร้ความสามารถ-”

 

“น่าสนใจ”

 

จากที่ก้มหน้าคางแทบชิดคอ ลูกสมุนทั้งหลายถึงกับเงยหน้าขึ้นด้วยความแปลกใจ ก่อนจะก้มลงเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว ดวงตาหลายคู่เบิกโพลง ไม่อยากเชื่อว่านอกจากนายท่านจะไม่ลงโทษแล้ว น้ำคำที่เอ่ยออกมานั้นยังแฝงความชอบใจอย่างบอกไม่ถูก

 

ครั้นแน่ใจแล้วว่านายท่านไม่มีอารมณ์โกรธเคือง ปากเจ้ากรรมที่เดิมทีเคยปิดสนิท ตอนนี้กลับหลุดพูดพล่อยออกมา จะตะครุบไว้ก็ไม่ทันเสียแล้ว

 

“แต่.. นายท่านขอรับ ตัวข้าน้อยผู้ต่ำต้อยเห็นว่าหากลงมือกับพวกมนุษย์ จะยิ่งเพิ่มความระส่ำระสาย เหตุใดนายท่าน.. ถึงให้ทำความเสียหายเพียงเล็กน้อย?”

 

“...”

 

คนอื่น ๆ หลับตาลง ยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี

 

 

 

แม้เงาดำจะพาดทับร่างสูงใหญ่ของผู้ที่อยู่เหนือกว่า ก็มิอาจปิดบังประกายตาวาวโรจน์และรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมได้ ในชั่วพริบตาพลังมหาศาลได้กดทับมดปลวกไร้ค่าจนเข่าจมดิน กลิ่นคาวเลือดคลุ้งกระจายทั่วโพลงปาก กระนั้นเหล่าชายชุดดำกลับฝืนกลืนเลือดที่จะกระอักเอาไว้

 

เพราะรู้ดีว่า…

 

หากท่านผู้นี้เห็นหยาดโลหิตแม้เพียงหยดเดียว จะคลุ้มคลั่งมากกว่าเดิม

 

เกือบครึ่งชั่วยามที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย เหมือนท่านผู้นั้นจะเริ่มเบื่อหน่าย พลังจำนวนอนันต์ที่แผ่ออกมาแล่นผ่านปลายเล็บกลับคืนสู่เจ้าของดังเดิม

 

“เบี้ยเช่นเจ้า… ไม่จำเป็นต้องรับรู้”

 

แววตาอำมหิตสีแดงฉานดั่งเลือดเหลือบต่ำมองกลุ่มคนใต้อาณัติที่หายใจรวยริน มุมปากพลันยกขึ้นสูง “หากยังรักตัวกลัวตายอยู่ละก็..”

 

หมดมาดนักฆ่ามือฉมังที่ผู้คนหวาดผวา ความกลัวกัดกินหัวใจจนไม่เหลือช่องว่าง กระทั่งกระแสเสียงของผู้ชี้เป็นชี้ตายไล่พวกเขาออกไป เปรียบดั่งประตูสู่ยมโลกได้ปิดลง ประสานมือโค้งคำนับปลก ๆ แล้วจากไป

 

ความสงบจึงเข้าปกคลุมอีกครั้ง

 

ในที่ที่แสงสว่างไม่เคยส่องถึง ชายคนนั้นยังคงนั่งอยู่บนบัลลังก์อ้างว้าง สายตาเลือดเย็นที่มองชีวิตคนเป็นผักปลาอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ประหนึ่งความโหดเหี้ยมที่เกิดขึ้นเป็นภาพมายา

 

ภายในนัยน์ตาไร้แววคู่นั้นกำลังคะนึงหาสิ่งใด คงมีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้

 

รอก่อนเถิด อีกไม่นานนักหรอก…

 

โซ่ตรวนพันธนาการเส้นสุดท้าย

ได้พังทลายลงแล้ว

 

การปรากฏตัวของคนร้ายสร้างความปั่นป่วนไปทั่วฟ้าดิน ฝูงชนตั้งคำถาม ความศรัทธาถูกสั่นคลอน หากแต่ยังไร้ซึ่งคำตอบจากเบื้องบน ชีวิตจึงต้องดำเนินต่อไป โดยที่ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร

 

ณ วังไป๋หลง เหล่าข้าราชบริพารผู้ซื่อตรงกำลังช่วยกันขึงผ้าแดงผืนใหญ่ ตรงกลางปักอักษร ‘ซิ่ว’ ที่บรรจงร้อยด้วยด้ายสีทอง

 

  • ซิ่ว (寿) แปลว่า อายุยืน

 

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง..

 

นายท่านไป๋อายุครบหนึ่งพันปีแล้ว!

 

ข้ารับใช้กระตือรือร้น ผิดกับเจ้าของวังที่ท่องตำราอย่างสงบในห้องหนังสือ แต่ทุกคนล้วนทราบดีว่าตอนนี้นายท่านไป๋กำลังอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

 

ตามความจริง มังกรจัดงานฉลองวันเกิดไม่บ่อยนัก อาจมีจัดวันเกิดเล็กบ้าง แต่ไม่สำคัญเท่าวันเกิดครบรอบทุกห้าร้อยปีที่พวกเราเรียกว่า ‘วันเกิดใหญ่’ และจะต้องจัดให้ยิ่งใหญ่สมชื่่อ

 

โดยเฉพาะวันเกิดปีนี้ เป็นปีที่สำคัญสำหรับชาวมังกร เพราะถือว่าเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว จะได้รับการยอมรับและความเคารพนับถือเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่า

 

ฉะนั้น… ต้องทำออกมาให้ดีที่สุด!

 

นั่นคือสิ่งที่ข้ารับใช้มังกรขาวปณิธานเอาไว้ พวกเราใช้เวลาอยู่ค่อนคืนในการตกแต่งโถงกลางอันเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงให้สวยงาม เฟ้นหาไม้หอมความหมายดีปักตามแจกันที่วางไว้เป็นจุด ๆ ทั้งยังแขวนโคมไฟ ผูกธงหลากสีประดับประดาวังแห่งนี้ให้ดูมีชีวิตชีวา ไม่เย็นชาเหมือนกาลก่อน

 

แม้จะเหนื่อยยาก ทว่าไม่มีใครปริปากบ่น เรื่องความกตัญญู พวกข้าเองก็ไม่คิดน้อยหน้าพวกพ้องฝั่งนู้นเช่นกัน

 

ก่อนถึงวันงานไม่กี่สัปดาห์ ข้าน้อยทำหน้าที่เป็นผู้ส่งหนังสือเชิญแขก เพื่อบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับตราประทับจากนายท่านทุกฉบับ

 

และมีเพียงฉบับเดียวที่นายท่านลงมือเขียนด้วยตัวเอง

 

“..วันเกิดปีที่ผ่านมา ข้าไม่เคยคาดหวัง แต่ปีนี้…”

 

ครั้นได้ยินเสียงพึมพำแผ่วเบาคล้ายจะจางหายไปกับสายลมคิมหันต์ เพียงเท่านั้นข้าก็แนบจดหมายอีกฉบับ ส่งถึงสหายแดนเหนือ ด้วยใจหวังว่าความปรารถนาของนายท่านจะเป็นจริง

 

ไม่ใช่แค่วันเกิดปีนี้ แต่รวมถึงวันเกิดปีต่อ ๆ ไป

 

หลังจากวันเกิดอายุครบห้าร้อยปีคราวนั้น มังกรดำก็ไม่เคยมาร่วมงานอีกเลย มีเพียงฝากของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่านหงเฟินฮวา มังกรผู้พี่ที่สนิทกัน ถึงข้าน้อยจะอยู่ข้างนายท่านไป๋ ขณะเดียวกันก็เข้าใจนายท่านเฮย ใครอยากจะมางานเลี้ยงวันเกิดของคนที่เกลียดตัวเองกัน หากเป็นข้าน้อยก็คงทำเช่นนั้น

 

แต่ตอนนี้ ...มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

 

“นี่ เจ้าน่ะ.. ช่วยเปลี่ยนกาน้ำชาให้ที ตอนนี้มันหายร้อนหมดแล้วน่ะ”

 

ข้ารับใช้ที่ถูกเสียงเย้ายวนกระซิบที่ข้างหู ถึงกับสติกระเจอะกระเจิง ลนลานโค้งตัวขานรับ “ขะ ขอรับ ๆ ” ด้วยใบหูแดงก่ำ รีบนำกาน้ำชาไปสับเปลี่ยนให้อย่างว่องไว

 

คล้อยหลังบริวารไร้เดียงสา น้ำเสียงเหน็บแนมก็ดังขึ้นทันที “มากมารยาดีแท้”

 

ร่างงามพิศในอาภรณ์สีม่วงที่แม้นจะปกปิดทุกสัดส่วน ไม่อวดหัวไหล่นวลเนียนเหมือนเคยก็ยังมีเสน่ห์น่าดึงดูดหัวเราะเสียงต่ำ “คนที่ตกอยู่ในห้วงตัณหา.. จนมิอาจหาทางออกได้ ไม่มีสิทธิ์พูดหรอกนะ ลู่คง”

 

วาจาเชือดเฉือนประดุจคมมีดเอ่ยออกมาผ่านกลีบปากบาง มังกรสองเพศที่วันนี้มาในร่างบุรุษยิ้มไม่ใส่ใจคนทำท่ากระฟัดกระเฟียด หันไปประสานมือคารวะผู้มาใหม่ด้วยความนอบน้อม

 

ทว่าเมื่อเหลือบเห็นชายอีกคนที่ปรากฏตัวในเวลาไล่เลี่ยกัน แววตาพลันเกิดประกายหยอกล้อ “ที่แท้เหตุผลที่พี่ใหญ่มาช้า เป็นเพราะไปรับน้องหกมานี่เอง”

 

เจ้าของผมหางม้าสีฟ้าครามที่เดินตามหลังบ่นกระปอดกระแปด “ข้าก็บอกอยู่ว่ามาเองได้แท้ ๆ …” กระนั้นแก้มนุ่มกลับแดงเรื่อ ดูท่าทางจะเกิดเรื่องดี ๆ ขึ้นก่อนมาถึง

 

พี่คนโตผลิยิ้มละไม ไม่แก้ต่างอีกเช่นเคย

 

หงเฟินฮวาที่ปกติงามอยู่แล้วยิ่งงามขึ้นไปอีก ด้วยวันนี้เป็นงานทางการ จะต้องแต่งกายให้สมฐานะ ผมสีแดงเพลิงถูกมวยขึ้นและปักด้วยปิ่นที่มีไข่มุกห้อยระย้า ดูดีเสียจนไม่สามารถค้างสายตาไว้ได้นาน ต้องเบนหน้าไปทางอื่นเป็นครั้งคราว

 

บุรุษเจ้าสำราญที่ยังคงสถานะภรรยาไม่ให้เข้าห้องขมวดคิ้ว โบกพัดในมือเบา ๆ “แล้วพี่ใหญ่จะบินข้ามไปข้ามมาทำไม ตรงมายังไป๋หลงเลยยังเสียเวลาน้อยกว่ามิใช่หรือ?”

 

“ลู่คง..” ดวงตาสีลูกหว้าหยีลงด้วยความเวทนา “ข้าว่าเจ้าสะสางเรื่องของตัวเองให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยไปยุ่งเรื่องของคนอื่นจะดีกว่า”

 

“นี่เจ้า!”

 

ขณะที่มังกรม่วงกับมังกรเขียวจะฉะกันเป็นรอบที่สอง นัยน์ตาสีฟ้าใสของคนอายุน้อยกว่าหลุกหลิกไปมา ไม่รู้จะแทรกบทสนทนาอันร้อนฉ่าของพวกผู้ใหญ่อย่างไรดี

 

มังกรสีชาดยิ้มบาง มือแตะลงบนบ่าของเด็กน้อยเบา ๆ เป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายนั่งลงแล้วตัวเองถึงนั่งตาม บนโต๊ะเต็มไปด้วยขนมมงคล หน้าตาน่ากิน บ่งบอกถึงความพิถีพิถันของพ่อครัว กวาดตาดูครู่หนึ่งก็ตักเผือกหิมะใส่ถ้วยให้คนข้างกาย ก่อนจะหันไปห้ามทัพน้องทั้งสองอย่างนุ่มนวล

 

“วันเกิดปีนี้พวกเจ้าให้อะไรเป็นของขวัญน้องหยินหรือ?”

 

จื่อซูเหวินตอบสนองเร็วกว่า เผยรอยยิ้มอ่อนโยนเมื่อนึกถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

 

“ทีแรกข้าตั้งใจไว้ว่าจะหาของขวัญอย่างอื่น แต่ข้าเป็นคนสั่งทำกวานอันใหม่ให้น้องห้าในพิธีช่วงเช้า เขาเลยบอกว่า ‘ให้สิ่งนี้เป็นของขวัญเถอะ จะได้ไม่ต้องลำบากหาอีก’ ”

 

อันที่จริงแม้ไป๋หยินจะเงียบขรึมไปบ้าง แต่นิสัยใจคอก็นับว่าไม่เลว ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าทำไมเมื่อก่อนถึงโกรธเกลียดเฮยหยางมากขนาดนั้น

 

ราวกับ... ไม่ได้ออกมาจากความรู้สึกที่แท้จริง

 

“แล้วเจ้าล่ะ น้องลู่?”

 

“โอ้.. ข้าให้เป็นคัมภีร์โบราณน่ะขอรับ”

 

ต่างหูรูปผีเสื้อสั่นไหวตามโครงหน้าที่หันขวับ มังกรลำดับสามแสดงความไม่เชื่อถืออย่างชัดเจน “อย่างเจ้านี่นะ? ข้าให้พูดใหม่อีกรอบ”

 

ลวี่ลู่คงเม้มปาก หลับตาลงไม่กล้าสบตาใคร “คู่มือพิชิตใจภรรยาน่ะ...”

 

ทุกคนพร้อมใจกันกลอกตา เป็นมังกรม่วงที่พูดความในใจแทนหลาย ๆ คนที่นั่งล้อมโต๊ะกลมว่า “เก็บไว้อ่านเองก่อนไหม?”

 

“อ่านแล้ว ลองทำตามแล้วด้วย..”

 

เซินหลานเหอที่กำลังตักเผือกหิมะคำสุดท้ายเข้าปากโพล่งถาม “ได้ผลไหม?”

 

“ไม่ค่อย ข้าก็เลยอยากให้ไป๋หยินลองดู”

 

มังกรแห่งเหยียนหลงและแขกท่านอื่น ๆ มีความคิดเห็นตรงกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า ของแบบนี้น่าจะอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่า

 

ก่อนที่จะถูกรุมประชาทัณฑ์ด้วยสายตาดูแคลน มังกรเขียวผู้ร่ำรวย แต่ไม่รักดี รีบเปลี่ยนเรื่องด้วยรอยยิ้มแห้ง “แล้วพี่ใหญ่ให้อะไรเป็นของขวัญน้องห้าหรือขอรับ?”

 

มังกรแดงยอมไหลไปตามน้ำตามประสาคนมีเมตตา “บังเอิญจริง ข้าก็ให้หนังสือกับน้องหยินเช่นกัน”

 

มังกรลำดับหกที่กำลังตักซุปหวานลูกบัวใส่ถ้วยหูผึ่งโดยพลัน ทั้งตัวเขาและไป๋หยินเป็นหนอนหนังสือทั้งคู่ ที่คบกันได้ยืดคงเพราะด้วยสาเหตุนี้ อัญมณีสีฟ้าน้ำทะเลเหนือพวงแก้มเป็นประกายวาววับ

 

แล้วยิ่งเป็นหนังสือที่ผู้อาวุโสหงหามา จะต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ!

 

เด็กซื่อตะล่อมถาม “แล้วเป็นหนังสือตำราประเภทใดหรือขอรับ ...หากข้าขอดูสักนิดจะเป็นอะไรหรือไม่?”

 

ดวงหน้างามผ่องระบายยิ้มอ่อนโยน กล่าวติเตียนอย่างไม่จริงจังนัก “ต้องให้เจ้าของดูก่อนเป็นคนแรกสิ จากนั้นอาเซินจะหยิบยืมภายหลังคงไม่สาย”

 

มังกรวารีกะพริบตาปริบ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เมื่อครู่นี้เหมือนมีประกายลึกลับวูบผ่านนัยน์ตาสีทับทิม พอตั้งใจมองอีกทีก็ไม่มีแล้ว เลยได้แต่เอียงคองุนงง สงสัยจะคิดมากไป

 

จื่อซูเหวินยิ้มแห้ง เจ้าไม่ได้คิดไปเองหรอก น้องหก..

 

ไม่มีใครพูดถึงกลุ่มคนร้ายในงานมงคล ดังนั้นมังกรสายหลักจึงนั่งพูดคุยกันอย่างออกรส ขาดเพียงแค่สองคนเท่านั้น คนหนึ่งคือหวงหรงคุน น้องเล็กสุดที่ยังถูกกักบริเวณอยู่

 

ส่วนอีกคน..

 

บรรยากาศความรื่นเริงพลันหยุดชะงัก สายตาอยากรู้อยากเห็นนับสิบคู่จับจ้องไปยังร่างสูงโปร่งในชุดพิธีการที่ตัดเย็บอย่างประณีต ยิ่งขับให้ผู้สวมใส่ดูสูงส่งและเยือกเย็นกว่าที่เคย

 

กระนั้น… ภายในดวงตาสีเงินกลับมีความร้อนรนซุกซ่อนอยู่

 

เพลานี้ใกล้ยามอู่*เข้าไปทุกที แต่ยังคงไร้เงามังกรดำ

 

  • ยามอู่ ; 11.00 - 12.59 น.

 

แขกในงานเริ่มซุบซิบนินทา สรุปแล้วข่าวลือที่บอกว่ามังกรคู่หยินหยางหันมาจับมือปรองดองกันเป็นแค่ข่าวโคมลอย ดูเถิด จะครึ่งวันแล้ว ว่าที่คู่สมรสก็ยังไม่โผล่หน้ามา ต้องฟังหูไว้หูจริง ๆ!!

 

ตรงข้ามกับพี่น้องตระกูลเหยียนหลงที่มีความคิดต่างออกไป ...เฮยหยางใจแข็งกว่าที่คิดแฮะ

 

อย่างไรก็ตาม งานเลี้ยงยังต้องดำเนินต่อ ไม่อาจคอยท่าได้ หัวหน้าข้ารับใช้ป่าวประกาศให้ทราบว่าถึงเวลาสำรับกลางวันแล้ว เจ้าของวันเกิดนั่งหัวโต๊ะ ครอบครัวเหยียนหลงนั่งเรียงลำดับตามอายุจากมากไปน้อย โดยผู้อาวุโสที่สุดจะต้องนั่งในตำแหน่งตั่วอุ่ย ซึ่งหันหน้าออกไปทางประตู

 

ส่วนคู่ชีวิต… ต้องจัดให้นั่งเคียงคู่กัน

 

แม้ครานี้ตำแหน่งที่นั่งจะเปลี่ยนไป แต่เก้าอี้ตัวนั้นยังถูกเว้นเอาไว้เสมอ พร้อมด้วยชามบะหมี่อายุยืนโปะด้วยไข่ลวกสองฟองที่ขึ้นไอร้อนส่งกลิ่นหอมฉุย

 

และเย็นชืดในเวลาต่อมา

 

ปีที่ผ่านมาเป็นเช่นไร ปีนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น เมื่อเจ้าภาพกินบะหมี่ คนอื่น ๆ ถึงจับตะเกียบค่อยกินตามด้วยความอึดอัด เพื่อนสนิทอย่างเซินหลานเหอยังนึกแปลกใจ ไม่เคยเห็นไป๋หยินเป็นแบบนี้มาก่อน บรรยากาศมัวหมองรอบกายบุรุษรูปงาม ตัดกับผ้าแขวนสีแดงสดอย่างชัดเจนจนไม่อาจมองข้ามได้

 

เคยมีคนกล่าวไว้ว่ายิ่งคาดหวัง จะยิ่งผิดหวัง

 

แต่ข้ามันดื้อด้าน

เลยอยากจะ.. คาดหวังอีกสักครั้ง

 

เพียงคีบบะหมี่สีเหลืองกินไปไม่กี่คำก็วางตะเกียบลง ไป๋หยินเช็ดริมฝีปากด้วยผ้าขาวแล้วเอ่ยขอตัว บอกให้แขกทำตัวตามสบาย ก่อนเดินหายเข้าไปในฉากกั้น โถงใหญ่ที่เคยเงียบกริบก็เริ่มครึกครื้นสมกับเป็นงานเลี้ยงขึ้นมาบ้าง

 

เหล่าจิ้งเหลนขาวยกสำรับของเจ้านายไปเก็บ พลางเหลือบมองฉากกั้นไม้สี่บานพับซึ่งบดบังร่างที่กำลังพักผ่อนอยู่ด้วยความเป็นห่วง แต่มิอาจก้าวก่าย ทำได้แค่ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

 

รวมถึงเก็บชามบะหมี่ที่ไม่ได้ถูกแตะต้องชามนั้นด้วย

 

ระยะห่างระหว่างนายท่านทั้งสองกระชั้นเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่แปลกเลยที่นายท่านจะ...

 

สุดท้ายจะต้องจบลงเช่นนี้.. อีกแล้วหรือ?

 

ไม่สิ อย่ามองในแง่ร้ายแบบนั้น บางทีนายท่านเฮยอาจจะมาช่วงค่ำก็ได้!

 

พวกเขาคิดเช่นนั้น จนดวงอาทิตย์เจิดจ้าเลือนลับขอบฟ้า สีแห่งราตรีแทนตัวท่านผู้นั้นมาเยือน กระทั่งอาหารมื้อเย็นจบลง แขกเหรื่อทยอยเดินทางกลับ

 

เฮยหยางก็ยังไม่มา…

 

“พวกเราไปดูน้องหยินกันเถิด” สีหน้าของพี่ใหญ่ดูเป็นกังวล ในฐานะพี่คนโต แม้จะไม่ได้สนิทสนมกับน้องคนนี้มากนักก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้

 

เซินหลานเหอส่ายหน้าพรืด “อย่าดีกว่าขอรับ ให้เจ้านั่นนั่งคิดทบทวนกับตัวเองจะดีที่สุด”

 

มังกรม่วงที่ไล้ปลายนิ้วลูบกลีบบุปผางามที่ร่วงหล่นพยักหน้าเห็นพ้อง “ดั่งที่น้องหกพูด บางอย่างต้องใช้ระยะเวลาในการทำใจ ..จนกว่าจะยอมรับได้” พลางม้วนเกี่ยวเส้นผมทัดข้างหูด้วยรอยยิ้มหวาน “อีกอย่างปีนี้ไม่มา ปีหน้าไม่แน่ จริงไหม?”

 

“เป็นเช่นนั้น”

 

“เอาละ ๆ ” ลวี่ลู่คงปรบมือเรียกความสนใจมาที่ตน ก่อนฉีกยิ้มแฉ่ง “ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว.. ยามนี้ก็มีแต่คนกันเอง เรามาร่ำสุรากันเถิด!”

 

ในขณะที่เจ้าของงานกำลังทุกข์ใจอยู่น่ะรึ? ..

 

ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยคำถามแฝงความปรามาสอยู่นิด ๆ ทว่าทันทีที่ไหสุราถูกเปิดออกมา กลิ่นหอมแรงของสุรารสเลิศก็ลอยแตะจมูกจนต้องกลืนน้ำลายไปตาม ๆ กัน

 

คอทองแดงอย่างจื่อซูเหวินที่ดื่มเหล้าเป็นน้ำชาร้องอุทานด้วยความตื่นเต้น “สุราอู่เหลียงเย่เสียด้วย ของดี ของดี!” มือเรียวลูบคลำไหสุราที่ทำมาจากแร่หินอย่างดีอย่างทะนุถนอมราวกับเจอสมบัติล้ำค่า

 

นิยามของสุราชนิดนี้ค่อนข้างตายตัว หากขาดหนึ่งในสี่ สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็นของปลอม เอกลักษณ์ที่ขาดไปไม่ได้คือมีกลิ่นหอมแรง ใสกระจ่างดุจน้ำในลำธาร รสชาติออกหวานอมเปรี้ยว และหอมอวลติดปากยาวนาน ถึงหน้าตาจะดูธรรมดาเหมือนเหล้าทั่วไป แต่ถ้าคอไม่แข็งจริงก็เมาพับเอาง่าย ๆ

 

เป็นสุราชั้นยอดที่ใคร ๆ ต่างอยากลิ้มลอง

 

ตอนที่ละล้าละลังกันอยู่นั้นก็พอดีกับข้ารับใช้ตนหนึ่งเดินเข้ามาพูดด้วยท่าทีสุภาพว่า “นายท่านไป๋ฝากข้าน้อยมาบอกกับพวกท่านว่า ‘เชิญสังสรรค์กันได้เต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจ’ ขอรับ”

 

จิตใจของทุกคนสั่นไหวเหมือนถูกคลื่นทะเลซัดเข้าอย่างจัง มองไหสุราที่ตั้งอยู่บนโต๊ะสลับกับจ้องหน้ากันเองสักพัก ท้ายที่สุดก็จำนนต่อความอยาก กลืนคำว่ามารยาทลงกระเพาะพร้อมกับหยิบจอกมาไว้ในมือ เทสุราให้กันอย่างสำราญใจ

 

ผู้ที่อยู่หลังฉากกั้นหลุดหัวเราะเสียงต่ำ ไม่ได้พูดอะไรหลังจากนั้น ข้ารับใช้รู้หลบหลีก กล่าวขานรายงานเสร็จก็ถอยตัวออกมาจากฉากกั้นอย่างเงียบเชียบ

 

เจ้าของวังวางถ้วยชากระเบื้องสีขาวลง ผิวน้ำสีใสสั่นระลอก น้ำชาไม่ได้พร่องไปจากเดิม ดวงหน้าหยกแหงนมองผืนฟ้าสีดำที่มองไม่เห็นแม้แต่แสงจันทร์ มีเพียงโคมไฟที่จุดรอบตำหนัก ทำให้ค่ำคืนนี้ไม่มืดมัวจนเกินไป

 

กระนั้นในห้วงอารมณ์กลับไม่สว่างไสวตามประกายไฟที่ลุกโชน หากกล่าวว่าดำมืดเป็นก้นหม้อก็อาจจะไม่เกินจริง

 

แต่นั่นหมายความว่า.. ข้าต้องพยายามให้มากกว่านี้

 

ท่านจะได้ไม่จากข้าไปไหน

 

ทันใดนั้นเอง ประสาทการรับรู้อันเฉียบแหลมได้ยินเสียงบางอย่างจากที่ไกล ๆ แพขนตาสั่นระริก ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง แต่กายกลับเคลื่อนไปใกล้หน้าต่างที่เปิดโล่ง ในความมืดมิดราวก้นเหวลึกที่มองไม่เห็นสิ่งใด หัวใจกลับเต้นระส่ำอย่างบ้าคลั่ง

 

พร้อมจะกระโจนออกไปหาเจ้าของที่แท้จริง

 

ดวงศศินเคลื่อนคล้อยออกจากเมฆครึ้มที่พรางตา ทอประกายนุ่มนวลอาบย้อมร่างสูงที่ย่างเท้าเข้ามาอย่างเนิบช้า จังหวะการเดินมั่นคง พริบตาเดียวที่ใบหน้าลึกล้ำเงยขึ้น คล้ายเกิดแสงพร่างพรายในดวงตาคู่นั้น

 

ชั่วขณะหนึ่ง ลืมหายใจเป็นเช่นไร วันนี้ได้พานพบแล้ว

 

ทั้งทรมานและสุขล้น

 

ไป๋หยินก้าวถอยหลังให้ร่างนั้นกระโดดข้ามหน้าต่าง หากใจสุขุมกว่านี้ คงได้เอ่ยปากแซวว่า ที่แล้วมามีแต่ข้าที่ดอดเข้าบ้านท่าน มาวันนี้กลายเป็นท่านเสียเอง

 

ทว่าคำหยอกล้อกลับติดอยู่ที่ริมฝีปาก เอื้อนเอ่ยออกมาได้แค่คำเดียว

 

“ทำไม..”

 

“อา ขอโทษที่มาช้าไปหน่อย พอดีหาของขวัญที่ถูกใจไม่ได้สักทีก็เลย-!”

 

ประโยคสุดท้ายกลืนหายไปยามจมเข้าสู่อ้อมอก ข้าที่กำลังจะอ้าปากก่นด่าเป็นต้องเงียบลง เมื่อได้ยินน้ำเสียงขาดห้วงเจือแววโศกเหลือคณา

 

“ข้า.. ข้านึกว่าท่านจะไม่มา”

 

นัยน์ตาสีนิลหรี่ลงอย่างจนใจ มือไม้ที่ยกเก้ ๆ กัง ๆ ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหนวางทาบลงกลางแผ่นหลังร้อนผ่าว ด้วยส่วนสูงที่ไม่ต่างกันมากนักจึงซบหน้าลงกับไหล่กว้างได้ถนัดถนี่ “ใครบอกว่าข้าจะไม่มา คิดเองเออเองเก่งเสียจริง!” ปากพูดไปแบบนั้น แต่มือยังลูบหลังอีกฝ่ายไม่หยุด

 

ดูท่าจะเสียขวัญมากจริง ๆ ...

 

เมื่อมั่นใจว่ามือของเจ้าหยวกกล้วยไม่สั่นแล้ว ข้าถึงพูดต่อด้วยสีหน้าเหมือนจะยิ้มก็ไม่เชิง “ดีเสียอีกสิ ข้าจะได้เป็นคนสุดท้ายที่อวยพรเจ้า”

 

ข้าผละกายออกมา ซึ่งไปได้ไม่ไกลนักหรอกในเมื่อเจ้ามังกรเด็กนี่กอดข้าไว้เสียแน่น ...แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคร้ายแรงอะไร

 

รอยยิ้มแผ่กระจายไปถึงแววตา พร้อมกับคำอวยพรที่เปล่งออกมา

 

"สุขสันต์วันเกิด อาไป๋"

 

เบื้องหลังภาพวาดความงดงามของทัศนียภาพสี่ฤดูบนฉากกั้น มีสองเงาโอบกอดแนบชิดราวกับเป็นคนคนเดียวกัน

 

กลุ่มคนที่แอบดูอยู่หลังฉากกั้นเผยยิ้มโล่งใจ จิ้งเหลนขาวซับน้ำตาที่เอ่อล้น ครอบครัวมังกรยิ้มกว้าง

 

ยินดีด้วยนะ มังกรขาว

 

“แล้วก็…” จู่ ๆ เงาร่างของผู้มาใหม่หันหน้ามาทางจุดที่ซ่อน แววตาฉายแววดุร้ายตวัดมองมาตรงนี้จนกายสะดุ้งโหยง “อย่าคิดว่าข้ามองไม่เห็นพวกเจ้านะ พวกจิ้งเหลนบัดซบ!!! "

 

ไม่ต้องบอกก็รู้… ได้เวลาสลายตัว!

ตัวใครตัวมันละ!!

 

“จะหนีไปไหน!! กลับมานี่!”

 

ข้ากัดฟันกรอด อยากจะวิ่งออกไปลากคอทีละคน แต่เอวถูกกอดรัดเสียขนาดนี้คงทำได้แค่ฝัน กล้าจุ้นจ้านเรื่องคนอื่นก็ต้องกล้ารับผลกรรมที่ตามมาสิ! ตอนนั้นเองที่ตัวข้าสั่นเทาน้อย ๆ เมื่อคนที่ตัวติดกันหัวเราะออกมา

 

ไป๋หยินยิ้มเป็นครั้งแรกของวัน จับฝ่ามือเย็นเฉียบของคนที่กำลังหายใจฟึดฟัดพลางเอ่ยชวน “ยังมีอาหารเหลืออยู่อีกมาก เราไปกินบะหมี่อายุยืนด้วยกันเถิด”

 

ข้าตอบรับด้วยความยินดี “ได้สิ! ข้ากำลังหิวอยู่พอดี”

 

พวกเราจับจูงพากันไปยังโต๊ะอาหารที่มีสำรับอุ่นร้อนหน้าตายั่วน้ำลายวางเรียงกันจนละลานตา ข้านึกรำพึงในใจ จิ้งเหลนขาวรู้งานไม่แพ้จิ้งเหลนดำเลย! ไม่รอช้าคว้าตะเกียบพร้อมกินเต็มที่ ไม่ตงิดใจเลยสักนิดที่ถูกจับให้นั่งเคียงกัน ทั้งยังเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ คีบผัดโป๊ยเซียนลงบนถ้วยของอีกฝ่าย บอกว่าสุขภาพจะได้แข็งแรง

 

มังกรขาวหลุดหัวเราะ มองถ้วยของตัวเองที่มีแต่อาหารที่อีกคนคีบให้แล้วคลี่ยิ้มบาง อดคิดไม่ได้ว่า… แค่นี้ก็เป็นของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุดแล้ว

 

เป็นวันเกิดปีแรกที่รู้สึกว่า…

ดีใจที่เกิดมา

 

 

เกือบหน่วงแล้วค่ะ ;; แง สสวก.นะเจ้าลูกชาย! รักมาก ๆ เวลามีคนว่าหนู มี๊ก็เจ็บ แต่ช่วยอะไรหนูไม่ได้ เพราะมี๊วางพล็อตมาแบบนี้555555

 

แฮ่ม ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ มีแต่นักอ่านคุณภาพนั้นเลยย! ;=; รักจัง

 

มีเรื่องเล่าให้ฟัง XD ช่วงนี้เราพยายามเมนต์นิยายบ่อยขึ้นค่ะ อยากเปลี่ยนตัวเองที่ชอบติดนิสัยอ่านรวดเดียวแล้วลืมเมนต์ ;x; จนเราไปเจอนิยายเรื่องหนึ่งแล้วชอบมาก ๆ แต่ล่าสุดที่อัปคือต้นเดือนที่แล้ว เราเลยพิมพ์บอกว่าชอบมากแค่ไหน จะรอติดตามเสมอ

 

แล้วคุณนักเขียนก็ตอบกลับมาว่า เพราะคอมเมนต์ของเรา ทำให้เขาอยากกลับมาตั้งใจเขียนอีกครั้ง

 

ทุกคนคะ ณ วินาทีนั้น เราไม่ใช่นักอ่านอีกต่อไป แต่เรารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฮีโร่เลยค่ะ ;;

 

แบบ.. ว้าว เวลาที่เราตอบเมนต์กลับ คุณ ๆ จะรู้สึกประมาณนี้รึเปล่านะ? 555 มันนุ่มฟูไปหมด อยากตามให้กลจ.ต่อไปเรื่อย ๆ ชอบครส.แบบนี้จัง ❤

 

จากนี้เราเลยตั้งใจว่าจะกลับไปคอมเมนต์นิยายทุกเรื่องที่เคยอ่านแล้วอมยิ้ม

 

ทุกคนเองก็อย่าลืมเป็นฮีโร่กันนะคะ (◍•ᴗ•◍) ♡

 

ขอบคุณ ruamphum , MJ0827 , Fuji Jan , Ai-Worraruthai , nawa01 , Nolalita , reallllcherri , TaeThicha และ BeemKwsd มีเซตหมูกระทะด้วย! อาหย่อยย~

 

https://lh4.googleusercontent.com/Dzu_Kz_iSEYZHRktc1H2WUwsdtmWemnS6cXC9gqXTx9rWYTgBsTPAWPxlboZ6Mbvgb_wh32P7iB9NSqX-gSVKrDEyjC7a103AhaoJYfpxKrZ86jzUuAubVcnDvp03kEZVXk0ljJm
https://lh4.googleusercontent.com/ITTH_0rWatMzeCCc0B_MXCX76jVW2YzQn64eWjfycr53EQHbvBSBBQrALIsFB2Mwrd77R9XAWNuiw_e3URDCNmYLjy1owErwXRv9kt2dIhggrUQYeysRQ6iuHQ2BtWdfCiuL6b98
https://lh3.googleusercontent.com/E9vmaQtkPmkmqcqxOu1xjG0lkMOjf4_aKrzJg_cttaAZmieoJWr37psYLZ4LTM5yY5ZO3exWwqke-clROemJkZOJwIDe-5hFSfQnaQbpNzVzBVw_Lx-eNb2bh2ujOIktLgyflRGb
https://lh3.googleusercontent.com/7ONqAwwz1y2CWFUK_fQWfnxYKdcsyo3G5dTHK-CQRwhjh8F1_OwQjTgm79i_XQNSqs3Ww1jRpCgee0cmBc8ng5n_wHBjoLOht3ZCqNhzrLhacohWb3jA1CIXJexl3INvj-QUUjkz

​ขอบคุณภาพสวย ๆ จากคุณ ‘LuckLife’

 

ขอบคุณภาพสวย ๆ จากคุณ ‘Ferrier (เฟริเรียร์) ’

 

โรงละครจิ๋ว

 

สมุนต็อกต๋อย : คนคนนี้ร้ายกาจ ต้องรายงานให้นายท่านทราบแล้ว!?!

พี่หยางคนดี : อา คือมันเป็นเรื่องบังเอิญนะ อย่าเพ่งเล็งมาที่ข้าซี่! เพราะเจ้าแท้ ๆ เลย เงาน้อย!

เฒ่าทารก : [เฮยหยางอย่าโทษข้าสิ! ดวงคนจะซวยอ่ะน้าา~]

อาไป๋ของพี่หยาง : /ลับกระบี่สายฟ้าเงียบ ๆ

ทุกคน : *ขนลุก*

 

ป.ล. งานวันเกิดเราอ้างอิงแบบแต้จิ๋วนะคะ

ป.ล.2 ถ้าคุณ Rung Chk กำลังอ่านอยู่ รบกวนอ่านเมนต์ที่เราตอบกลับหน่อยนะคะ ;; ไม่อยากให้เข้าใจผิด ฮือออ

 

ดูแลสุขภาพกันด้วยนะ☺

 

1 เมนต์ = ∞ กำลังใจ ❤

 

#มังกรปรปักษ์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 71 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #392 CB_____17 (@CB_____17) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 09:52
    เกือบแล้วเชียว แต่สุดท้ายก็ฟิน5555
    เฮยหยางไม่ต้องหาของขวัญ ยัยน้องก็ดีใจแล้ว
    #392
    0
  2. #379 Apollo01 (@art2442) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 07:35
    โอ๋นะโอ๋ๆ
    #379
    1
    • #379-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 36)
      7 พฤษภาคม 2563 / 20:21
      เกือบไปแล้ววว เกือบร้องแล้ววว XD
      #379-1
  3. #378 KYXIII (@csrtkld) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 04:15
    คนสวยมักมาช้าเจ้าค่ะ55555 อาไป๋เกือบร้องไห้แน้วน้าาา
    #378
    1
    • #378-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 36)
      7 พฤษภาคม 2563 / 20:20
      มาช้า แต่มานะ เหมือนนิยายเรื่องนี้เลยค่ะ555555 โอ๋ ๆ นะอาไป๋
      #378-1
  4. #377 I'm Me ..! (@cookies-pluem) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 02:26
    ไรท์สู้ๆนะ ~ ❤️
    #377
    1
    • #377-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 36)
      7 พฤษภาคม 2563 / 20:20
      ขอบคุณนะคะ XD
      #377-1
  5. #376 RaySiri165 (@RaySiri165) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 00:54

    น่ารักมากเลยค่ะ ไรท์สู้ๆนะ ขอบคุณที่แต่งเรื่องดีๆมาให้อ่านค่ะ
    #376
    1
    • #376-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 36)
      7 พฤษภาคม 2563 / 20:20
      ได้ยินแบบนี้แล้วชื่นใจมาก ๆ เลยค่ะ ;; ขอบคุณที่คอมเมนต์นะคะ ฮีลใจเรามากเลย รักกก
      #376-1
  6. วันที่ 26 เมษายน 2563 / 21:51
    อะฮื่อ.. นี่มัน บอสลับ ตัวร้าย หรือ มินิบอส กันคะเนี่ยยยยยยย
    #371
    1
    • #371-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 36)
      4 พฤษภาคม 2563 / 22:22
      ตามลุ้นแบบติดขอบสนามค่ะ ! XD คิดถึงนะคะ ขอบคุณที่เมนต์น้า
      #371-1