มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 35 : เทศกาลมังกรเชิดเศียร (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 775
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    20 เม.ย. 63

ตอนที่ 33 : เทศกาลมังกรเชิดเศียร (2)

 

 

หลังจากกินจนอิ่มท้อง ข้าก็กวักมือเรียกเสี่ยวเอ้อร์ที่ยืนรอท่าอยู่นานแล้ว ก่อนจะล้วงหยิบเอาถุงเงินออกจากอกเสื้อ ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของสิ่งมีชีวิตไร้ที่มาหนึ่งตน และมังกรไม่รู้จักโตอีกหนึ่ง

 

ข้ากลั้วหัวเราะ “จะให้น้องหยินจ่ายคนเดียวได้อย่างไร มื้อนี้ก็มิใช่น้อย ๆ ข้าไม่คิดเอาเปรียบเจ้าหรอก”

 

ความมืดตัวจ้อยร้องเสียงหลง [ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่?! ไหนว่าเฮยหยางจะ--]

 

ก่อนหน้านี้ข้าก็พูดเล่นไปเรื่อย ใครจะใจจืดใจดำถึงเพียงนั้น ทั้งข้ายังอายุมากกว่า สมควรจะเป็นฝ่ายเลี้ยงทุกครั้งเสียด้วยซ้ำ

 

[แต่ว่า…]

 

นัยน์ตาสีนิลตวัดขวับฉายแววตำหนิอย่างชัดเจน ทำตัวเป็นผู้ใหญ่หน่อย

 

กลุ่มก้อนเส้นด้ายดิ้นขลุกขลักบนโต๊ะอาหารด้วยความคับข้องใจ แม้จะไม่ยินยอม แต่ลึก ๆ ข้างในก็ไม่อยากโดนดุอีก มะ ไม่ได้กลัวหรอกนะ! แค่ไม่ชอบเวลาเฮยหยางขึ้นเสียงใส่เท่านั้นเอง! ผลสรุปสุดท้าย… จึงทำได้เพียงพยักหน้าส่ง ๆ อย่างไม่เต็มใจ

 

[ก็ได้ ๆ ..ฮึ่บบ เจ้าก็เป็นแบบนี้ตลอดแหละ! ข้าไม่ยุ่งด้วยแล้ว!!]

 

ข้ายิ้มอ่อนใจ ทำตัวเป็นคนแก่ขี้น้อยใจไปได้…

 

[ได้ยินนะ!]

 

ข้าทำหูทวนลม จ่ายเงินค่าอาหารเสร็จก็เตรียมลุกออกจากร้าน จังหวะที่เหลือบไปเห็นหัวคิ้วที่ขมวดย่นจนเป็นปมของผู้ร่วมโต๊ะก็อดยิ้มบางแล้วใช้นิ้วจิ้มกลางหว่างคิ้วอีกฝ่ายไม่ได้

 

ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าการกระทำเล็ก ๆ นี้ จะส่งผลให้หัวใจของใครบางคนสุขล้นจนไม่อาจกักเก็บไว้ได้ไหว

 

ในไม่ช้ามังกรขาวก็แย้มสรวล เรือนผมสีเดียวกันกับชื่อที่ล้อมรอบกรอบหน้า ประหนึ่งผลงานศิลปะชิ้นเอก นัยน์ตาสีเงินที่เคยเย็นยะเยือกในอดีต ตอนนี้ข้าเริ่มจำไม่ได้แล้ว… คล้ายหิมะละลาย เหลือเพียงเค้าลางความอบอุ่นที่แย้มฉายสู่สายตาคนหมู่มากจนหน้าแดงก่ำไปตาม ๆ กัน

 

ข้าขมวดคิ้วไม่ชอบใจอยู่นิด ๆ แต่ไม่ชอบใจเรื่องอะไร ข้าก็ตอบไม่ได้

 

เจ้าของรอยยิ้มซึ่งมีอานุภาพร้ายกาจลุกขึ้นยืนตาม “ข้าจะไม่ปฏิเสธน้ำใจท่าน เพียงแต่…”

 

จู่ ๆ มันก็คว้าไหล่ของข้า โน้มดวงหน้านวลตาเข้ามาใกล้ “ต่อจากนี้อย่าได้เกรงใจอีก เพราะตั๋วเงินของข้า… ก็คือตั๋วเงินของท่านไม่ต่างกัน” สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดผ่านผิวแก้มบางเบา

 

ข้ายืนตัวแข็งทื่อ คล้ายได้ยินเสียงก่นด่าของเจ้าเงาดำจากที่ไกล ๆ [เห็นไหม! ข้าบอกแล้วว่าเจ้างูเผือกนี่มันไว้ใจไม่ได้!! รีดไถเงินมันเสียยังดีกว่า อ๋าาา--]

 

“พี่หยาง”

 

[ยังมีหน้ามาเรียกชื่อเฮยหยางเสียงหวานอีกเรอะ! ออกไป๊๊!!?]

 

ข้าถอนหายใจดัง ๆ กลบเกลื่อนความงุ่นง่านระคนเก้อกระดากของตัวเอง อาศัยจังหวะที่คนเริ่มละความสนใจ โกยแน่บออกจากร้าน พอเดินมาได้ไกลแล้วก็ยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรง ๆ หนึ่งที

 

ยื่นหน้ามาใกล้เสียขนาดนั้น กลัวคนเขาจะไม่มองหรืออย่างไร?!

 

ข้าเม้มปากกดความรู้สึกพิลึกพิลั่นภายในอก แล้วออกเดินต่อ ชั่วขณะนั้นเองที่รู้สึกคุ้นเคยกับบรรยากาศอันแปลกตาในที่นี้อย่างประหลาด ขยับเท้าเยื้องย่างไม่กี่ก้าวก็หยุดลงข้างหน้าเหลาอาหารแห่งหนึ่งที่ดูหรูหรา ผิดแผกจากร้านรวงบริเวณรอบ ๆ

 

คงเพราะเมื่อกี้หิวจนตาลายจึงไม่ได้สังเกตเห็น

 

เจ้าก้อนกลมบนหมวกสานสะดุ้งโหยง [นี่มัน.. ร้านหมั่นโถวเจ้าเดียวกับตอนนั้นนี่! ตอนที่เจ้าเจอกับเซียนน้อยไง!!]

 

ใช่ ข้ารู้… เงาน้อย

 

[หือ มีอะไรรึ เฮยหยาง?]

 

ข้าแหงนหน้าอ่านป้ายชื่อหน้าร้าน ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงคลุมเครือ เวลาของมนุษย์… ที่นี่ผ่านไปกี่ปีแล้วหรือ

 

เจ้าเงามืดเว้นเสียงไปช่วงหนึ่ง [บางที… อาจจะนานจนเจ้าคิดไม่ถึงเลยล่ะ]

 

อะไรล่ะนั่น.. คำตอบแบบนั้นน่ะ

 

ข้าหัวเราะ หากแต่เสียงที่เปล่งออกมานั้นช่างฝืดเฝื่อน ตอนนี้ข้ากำลังยืนอยู่หน้าร้านหมั่นโถว ซึ่งเปลี่ยนเจ้าของกลายเป็นคนอื่นที่ข้าไม่รู้จักไปเสียแล้ว

 

จริงอยู่ว่าข้าไม่ได้สนิทสนมกับมนุษย์คนไหนเป็นพิเศษ กระนั้น… ในชั่วเวลาหนึ่งที่ได้พูดคุย เห็นหน้าค่าตากันจนคุ้นชิน อยู่มาวันหนึ่งพวกเขาเหล่านั้นต่างทยอยพากันจูงมือ

 

ข้ามผ่านน้ำพุเหลือง

 

ก็อดไม่ได้ที่จะวูบโหวง

 

  • น้ำพุเหลือง (หวงเฉวียน) = เป็นทางไปสู่ปรโลกหรือโลกหลังความตายของมนุษย์ตามความเชื่อของชาวจีน

 

เป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่ลงมาโลกมนุษย์ แม้ว่าข้าจะพยายามไม่มีปฏิสัมพันธ์กับใครมากนัก แฝงตัวอยู่ในเงามืดเรื่อยมา… ก็มิอาจหลีกเลี่ยงได้

 

ข้าสูดลมหายใจลึก ปลายนาสิกยังรับรู้ถึงกลิ่นอายของลุงเจ้าของร้านคนนั้นได้อย่างเลือนราง ก่อนเจือจางหายไปกับกลิ่นแป้งสดใหม่ตรงหน้า

 

เสียงเรียกของแม่ค้าปลุกข้าตื่นจากภวังค์ “คุณชายท่านนี้สนใจทานหมั่นโถวร้อน ๆ หรือไม่เจ้าคะ? เห็นยืนดูอยู่นานแล้ว” ไม่พูดเปล่าในมือยังถือเข่งไม้ไผ่ที่บรรจุหมั่นโถวอุ่นร้อนให้ชมอีกด้วย และกล่าวตบท้ายว่า “เป็นสูตรดั้งเดิมของทางร้าน ตั้งแต่รุ่นทวดเชียวนะเจ้าคะ ลองชิมดูก่อนได้”

 

ข้าหลุบตามองก้อนแป้งนึ่งหลากสีสันอยู่ครู่หนึ่ง ผลิยิ้มน้อย ๆ แล้วตอบกลับไป

 

“ไม่ล่ะ ขอบใจนะ”

 

[ถ้าเจ้าไม่กิน ข้ากินเอง!] เจ้าตัวเล็กที่เงียบขรึมมาสักพักว่าเสียงใส ก่อนที่จะกระโดดดึ๋งหายเข้าไปในร้านก็พูดทิ้งท้ายไว้ว่า [เจ้าก็อย่าคิดมากเลย มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้แหละ]

 

“...”

 

ถ้าทำได้ง่าย ๆ แบบนั้นก็ดีสิ

 

เปลือกตาสีมุกปิดลงเก็บงำอารมณ์ที่อาจเผยผ่านแววตา ที่ข้ากินไม่ลงเป็นเพราะว่า… ข้ากลัว กลัวเกินกว่าจะลิ้มลองก้อนแป้งนุ่มฟูเหล่านั้น เพราะหากรสชาติไม่เหมือนในความทรงจำล่ะก็… ข้าคงจะรู้สึกแย่น่าดู

 

บางสิ่งบางอย่างควรค่าแก่การรักษาไว้ให้คงเดิม เก็บซ่อนในซอกหลืบของจิตใจ ปิดตายให้ฝุ่นจับ

 

ไม่แตะต้องหรือเปิดมันอีก

 

"ท่านรู้จักหรือ? " เจ้าหยวกกล้วยที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลังเอ่ยถามหลังจากเห็นข้านิ่งเงียบไปนานด้วยท่าทางสนเท่ห์และแฝงความเป็นห่วงอยู่ในที

 

จับความรู้สึกเก่งนักนะ

 

ข้ายิ้มรับ "เมื่อก่อนน่ะใช่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว" พร้อมเอื้อมมือจัดหมวกฟางบังใบหน้าตัวเอง คิดจะสืบเท้าจากไปเหมือนอย่างที่แล้วมา

 

หากไม่ติดว่าเรียวแขนถูกจับเอาไว้ล่ะก็นะ

 

“พี่หยาง”

 

“...”

 

“ท่านเป็นอะไร”

 

“เปล่า-”

 

ข้าที่พยายามดึงตัวออกจากปลอกแขนเหล็กพลันหยุดนิ่ง เมื่อวาจาคาดคั้นในทีแรกทุ้มอ่อนลง ลูกตาดำเหลือบมองมือที่ปล่อยต้นแขนข้าให้เป็นอิสระ และเลื่อนลงมากุมมือเย็นชืดที่กำหมัดแน่นแทน

 

“อยากเล่าให้ข้าฟังไหม” มือข้างนั้นถูกบีบกระชับมากยิ่งขึ้น

 

“ข้าอยากฟังท่าน”

 

เสียงครึกครื้นมีชีวิตชีวาโดยรอบพลันเงียบหาย หนึ่งขาวและหนึ่งดำจ้องตากันอยู่ครู่ใหญ่ กว่าข้าจะเหยียดยิ้มหยอกเอินอีกฝ่าย “คนเช่นเจ้าฟังใครเป็นด้วยหรือ? ”

 

“กับคนอื่นน่ะไม่ แต่กับท่าน…” เจ้าคนหน้าตายกระตุกริมฝีปาก บอกด้วยน้ำเสียงจริงจังขัดกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่แทบมองไม่เห็น “ก็น่าจะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว ยังต้องให้ข้าพูดขยายความอีกหรือ? ”

 

แต่เผอิญว่าข้าตาดีไปหน่อย เมื่อกี้นี้มันกำลังแสยะยิ้มอยู่ชัด ๆ!

 

ข้าส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายขณะที่ละล่ำละลักตอบ “ไม่ต้อง ๆ เอาเป็นว่า… เราไปหาที่สงบ ๆ นั่งคุยกันเถอะ”

 

สำนึกตัวได้ว่าหากเผลอฟังถ้อยวจีที่หลุดออกจากปากของเจ้าหยวกกล้วย คงได้ทำตัวไม่สมกับฐานะมังกรทมิฬเป็นแน่

 

ข้าหมายถึง… โกรธจนพูดไม่เป็นภาษาต่างหากเล่า!

 

สุดท้ายพวกเราก็มาจบลงตรงโขดหินข้างแม่น้ำสายหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ข้าทรุดกายลงบนแท่นหินที่ถูกลมฝนกัดกร่อนจนแบนราบ เกิดเป็นพื้นที่ให้คนสองคนนั่งเคียงกัน จัดที่จัดทางอะไรเรียบร้อย ข้าก็นั่งนิ่ง ๆ ปล่อยให้อีกคนช่วยถอดหมวกให้ด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ

 

ธรรมชาติขนาดตัวเองยังไม่รู้ตัว

 

จ๋อม…

 

ก้อนกรวดถูกโยนกระทบผิวน้ำ ก่อนจมหายไปใต้ธารา ใบหูเงี่ยสดับเสียงระลอกคลื่น ดอกหญ้าริมทางลู่ไหวเสียดสีกันตามแรงลม ใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะกลั่นความคิดออกมาเป็นคำพูดได้

 

“ข้าแค่… คิดไม่ตกน่ะ” ข้าฝืนยิ้ม เหม่อมองฝูงนกนางนวลบินพลิ้วเล่นลม “มนุษย์หลายคนที่ข้ารู้จักล้วนกลายเป็นเถ้าถ่าน เวลาเพียงชั่วพริบตาของเรา กลับเป็นตลอดกาลสำหรับพวกเขา”

 

อายุขัยช่างแสนสั้น

 

“ท่านโศกเศร้าอยู่หรือ” เจ้าหยวกกล้วยอ้าแขนกว้าง ช้อนตามองมาทางข้า ราวกับว่าถ้าทำเช่นนี้แล้วจะน่าเอ็นดูจนข้ายอมโอนอ่อนผ่อนตาม “กอดไหม? ”

 

ข้าแค่นหัวเราะเสียงต่ำ มือไล่ทุบคนช่างแหย่ไม่รู้จักเวล่ำเวลา ครั้นตีเจ้างูเผือกจนหนำใจแล้วข้าก็ชันเข่าขึ้นมาข้างหนึ่ง พลางวางมือประสานกันบนเข่าข้างนั้น ก่อนหันไปส่งยิ้มให้ร่างสูงที่กำลังลูบแขนตัวเองอยู่ หน้าตาดูไม่สะทกสะท้านก็จริง แต่ถ้าสังเกตให้ดี ๆ ปากหยักจะงองุ้มเล็กน้อย

 

ข้าอมยิ้ม ยกปลายนิ้วเคาะจมูกโด่ง

 

“ถามว่าเสียใจไหมกับการตายจาก…. ก็ตอบได้ยากยิ่ง ความตายเป็นเรื่องสามัญ ทุกคนล้วนต้องเผชิญหน้ากับความตาย ไม่เว้นแม้แต่สัตว์เทพ ...แค่เรามีเวลามากกว่าเท่านั้น”

 

“แต่เพราะมีเวลามากกว่า เราจึงลืมตระหนักถึงการมีอยู่ของมัน”

 

หลงลืมไปว่า

สักวัน

 

เราก็ต้องกลายเป็นเศษธุลี

 

ดวงตาสีแสงจันทร์หรี่ลง นิ้วเรียวสวยม้วนปลายเส้นผมสีดำขลับเล่นเหมือนอย่างที่ชอบทำ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเงียบสงบคล้ายว่าบทสนทนาในครั้งนี้จะสิ้นสุดลง

 

กระทั่งไป๋หยินเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มแผ่ว

 

"... แท้จริงแล้วมีวิธีที่ทำให้เป็นอมตะอยู่ ท่านรู้หรือไม่"

 

ข้าเลิกคิ้วกับคำถามอันไร้ที่มาที่ไป พอนึกทบทวนดูดี ๆ ก็เข้าใจ หัวข้อสนทนาเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เจ้าหยวกกล้วยจะจุดประเด็นนี้ขึ้นมา

 

“ข้าทราบดี หากแต่ไม่ปรารถนาถึงมัน”

 

ถ้าได้เป็นอมตะขึ้นมาจริง ๆ ล่ะก็.. เรียวคิ้วเข้มพลันขมวดเข้าหากัน คิดไปคิดมาก็รู้สึกเศร้าสลดอย่างบอกไม่ถูก

 

“...ต้องเห็นคนรอบตัวตายไปทีละคนอย่างไร้ที่สิ้นสุดน่ะหรือ คงทรมานน่าดู” พูดจบก็โคลงศีรษะ “ข้าไม่เอาด้วยหรอก”

 

เจ้าหยวกกล้วยแย้มยิ้มพึงพอใจในคำตอบ ชั่วจังหวะที่ข้าหยิบก้อนกรวดจะลองปาดูบ้าง มันก็พูดขึ้นว่า

 

“เช่นนั้นแล้ว… พี่หยาง หากเวลานั้นของข้ามาถึง ท่านจักเสียใจหรือไม่? ”

 

กรวดสีเทาเข้มลื่นหลุดมือ ข้าตะลึงงัน มิอาจขานรับได้ในทันที

 

เพราะหนึ่ง นึกคำพูดไม่ออก

สอง ข้าไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามนี้ ในสถานการณ์แบบนี้ และออกมาจากปากของคนคนนี้

 

อย่างไรก็ตาม สงสัยจะอึ้งนานไปหน่อย… แววตาที่เคยทอประกายสุกใสดุจลูกแก้ว ยามนี้กลับหม่นแสงลงไปเสียแล้ว

 

แน่นอนว่าข้าไม่ได้รู้สึกผิดแม้แต่นิด ซ้ำยังลอบยิ้มกริ่มในใจ ถึงเวลาเอาคืนแล้ว! ข้าแสร้งลูบคางทำท่าขบคิดนาน ๆ ไม่ได้นึกไปเองว่าหมู่ดวงดารานับล้านในนัยน์ตาคู่งามริบหรี่ลงไปเรื่อย ๆ

 

ท้ายที่สุดก็มิอาจฝืนทนไหว อยากจะหัวเราะขึ้นมาให้ได้ ข้าเม้มปากกลั้นขำ ตอบคำถามที่มีมาในใจตั้งแต่แรก "ก็คงจะ... เศร้านิดหน่อยกระมัง"

 

แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

 

มังกรขาวผ่อนลมหายใจ ลาดไหล่ที่ตึงเกร็งคลายลง ทว่าเมื่อเห็นกลีบปากสีซีดที่บิดเบี้ยวผิดปกติ ก็เดาได้ไม่ยากว่าถูกกลั่นแกล้งเข้าให้แล้ว

 

ไป๋หยินยิ้มมุมปาก ประกายตาวาววับ

 

อาเฮยคิดน้อยไปจริง ๆ

 

“แล้วท่านไม่ย้อนถามข้าบ้างหรือ”

 

“หือ? ”

 

“ว่าข้าจะเสียใจหรือไม่หากเสียท่านไป” เจ้าตัวดียกยิ้มเจ้าเล่ห์ “หากเป็นตอนนี้ข้าคงหมองหม่น”

 

ข้าคิ้วกระตุก ชักสังหรณ์ใจไม่ดีแปลก ๆ กระนั้นความอยากรู้อยากเห็นกลับมีมากกว่า เลยตั้งอกตั้งใจฟังทุกคำไม่ให้หลุดรอดไปแม้แต่พยางค์เดียว ซึ่ง… ต่อมาก็ได้แต่ทุบตีตัวเองเป็นการใหญ่

 

ไม่น่าเสียเวลาฟังมันเลย บัดซบที่สุด!

 

นิ้วมือของข้าที่วางเท้าอยู่บนแท่นหินถูกเขี่ยเบา ๆ จนขนลุกเกรียว “เราสองยังมิได้ร่วมเรียงเคียงหมอนอย่างถูกต้องตามประเพณี” เสียงกระซิบแผ่วดังชิดริมหู เจตนาหยอกล้ออย่างชัดเจน “หากได้ใช้ชีวิตร่วมกับท่าน ข้าไป๋หยิน จะสิ้นลมเมื่อใดก็ไม่เสียใจ”

 

“...”

 

“ไม่ใช่สิ” มันแก้คำได้อย่างหน้าซื่อตาใส “ต้องหลังจากที่เรามีลูกด้วยกัน ต้องรอให้ลูกเติบใหญ่ก่อนด้วย ข้าถึงจะยอมไป”

 

ข้าสบถออกมาคำใหญ่ “เพ้ย ข้าเป็นบุรุษ! ”

 

“ข้ารู้...” เจ้าหยวกกล้วยลากสายตาลงต่ำ “มิใช่ว่าไม่เคยเห็น”

 

ข้าอ้าปากพะงาบ ๆ เมื่อเรียกสติกลับคืนมาได้ก็ดีดตัวออกห่างทันที ยิ่งเห็นรอยยิ้มไร้ยางอายบนหน้าหนา ๆ ของมัน ยิ่งอยากบีบงูขาวให้สิ้นใจคามือ!

 

ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าแล้ว!!

 

เจ้าหยวกกล้วยบัดซบไม่ได้เขยิบตามมานั่งเบียดอย่างที่คิดเอาไว้ เจ้าตัวนั่งหลังตรงด้วยท่วงท่างามสง่า ปล่อยให้ข้าจ้องเขม็งด้วยความหวาดระแวงอยู่สักพักจึงพูดทำลายความเงียบอันน่ากระอักกระอ่วน

 

“ถึงกระนั้นเถิด พี่หยาง..”

 

ข้าขัดบท “ถ้าเจ้ายังพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก ข้าจะ--”

 

“หยกและหินต่างมอดไหม้ไปพร้อมกัน*”

 

“...”

 

  • หยกและหินต่างมอดไหม้ไปพร้อมกัน ; ไม่ว่าดีหรือเลว รวยหรือจน ก็ต่างย่อยยับด้วยกันทั้งคู่

 

“แต่พวกเรายังอยู่”

 

“ยังอยู่...”

 

ข้าทวนคำ ผินหน้ามองเจ้าของประโยคเมื่อครู่นี้ช้า ๆ บุรุษชุดขาวไม่เหลือประกายตาขี้เล่นเย้าแหย่อีกต่อไป

 

มีเพียงรอยยิ้มบางเบา

 

“ฉะนั้นหากท่านนึกเสียดายแทนปุถุชนเหล่านั้น จงเป็นดวงตาให้กับพวกเขา เฝ้ามองโลกนี้ตราบจนสิ้นชีวา”

 

ด้วยกันกับข้า

 

คำสุดท้ายได้แต่พูดในใจ เพราะขืนบอกออกไป.. คงได้มีคนระบายความเขินด้วยกำปั้นอีกเป็นแน่

 

ข้าซึ่งไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยเชิดหน้าขึ้น มองคนด้วยสายตาดูแคลนเจือแววคาดไม่ถึงอยู่นิด ๆ “พูดจาดี ๆ ก็เป็นนี่”

 

“พูดบ่อย ๆ เกรงว่าพี่หยางจะรับไม่ไหว กล่าวแค่นี้เป็นพอแล้ว”

 

“เจ้า!! -”

 

ยังไม่ทันได้ต่อปากต่อคำ เสียงแหลมเล็กก็หวีดร้องมาแต่ไกล [เฮยหยางง!!?]

 

ดวงตาสีความมืดลอบกลอกไปมา ตะโกนสวนกลับไป ไม่ต้องวิ่งมาหาข้า! เจ้าตะโกนแบบนี้ทีไร มีแต่เรื่องทุกที!!

 

เจ้าเงาน้อยโวยวายประหนึ่งถูกใส่ร้าย แม้ว่าจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม [ไอ้หยา! นี่เฮยหยางกล่าวหาข้างั้นรึ หน็อยแน่~ ข้าจะชำระความทีหลัง แต่ตอนนี้น่ะเกิดเรื่องขึ้นแล้ว!]

 

อะไรอีก--

 

“พี่หยาง… ข้าคล้ายได้ยินเสียงคนกรีดร้อง”

 

ข้าหันขวับมองมันที่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “หือ ข้าไม่เห็นได้ยินเสียงอะไรเลย--”

 

กรี๊ดดดดด!!!?!

 

“เอาล่ะ” ข้ากระแอม “สงสัยข้าจะหูอื้อไปหน่อยเลยไม่ค่อยได้ยิน เรารีบไปดูกันเถิด”

 

 

พวกเราเร่งรุดไปยังจุดเกิดเหตุ รีบจนลืมหมวกฟางที่วางอยู่บนโขดหิน ฝ่าวงล้อมของฝูงชนเข้าไปด้านในก็พบว่า… พืชพรรณที่เคยผลิดอกออกผล บัดนี้กลับย่อยยับไม่มีชิ้นดี

 

ข้าตะลึงลาน บรรยากาศแห่งความรื่นเริงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

 

ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ยังดีอยู่เลยแท้ ๆ ...

 

มังกรคู่หยินหยางลอบสบตากันเงียบงัน สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง ดวงตาสองสีกวาดมองไร่สวนที่พังเสียหายอย่างยากจะฟื้นคืน

 

หากจะกล่าวว่าเป็นฝีมือของพวกขี้อิจฉาที่จงใจทำลายผลิตผลของคนอื่นก็มีความเป็นไปได้อยู่หรอก

 

เพียงแต่ข้อสันนิษฐานนี้จำต้องถูกปัดทิ้งไป

 

เมื่อหน้าดินที่ถูกดึงทึ้งและเหยียบย่ำนั้นขยายวงกว้างไปไกลหลายลี้ ภายในเวลาไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น

 

“ผิดปกติ” คนข้างกายเอ่ยเสียงราบเรียบ “ไม่น่าใช่เหตุการณ์ธรรมดา”

 

ข้าพยักหน้าเห็นด้วย เดินเข้าไปหาหญิงวัยกลางคนที่น่าจะเป็นเจ้าของไร่เพื่อสอบถาม “เกิดอะไรขึ้นหรือ? ”

 

นางตวาดเสียงสะอื้นเจือแววฉุนเฉียวอยู่ไม่น้อย “ฮึก ข้าไม่รู้! ..หลังตามสามีขี้เหล้ากลับบ้าน ทะ ทุกอย่างก็… ก็กลายเป็นแบบนี้แล้ว” โดยที่ไม่มีใครคาดคิด สตรีผู้นั้นก็คว้าคอเสื้อของชายร่างท้วมที่คาดว่าจะเป็นสามีของนางแล้วตะคอกใส่อย่างกราดเกรี้ยว

 

“เป็นเพราะเจ้า! ไอ้แก่เฮงซวย ถ้าเจ้าไม่ออกไปกินเหล้า เรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น ตายเสียเถิด!!! ”

 

[เอ่อ..] เจ้าตัวเล็กเหงื่อตกเบา ๆ [ยายหนู นี่เรียกว่าโกรธแล้วพาลมากกว่ากระมัง]

 

นั่นสินะ...

 

โชคดีที่มีคนเข้ามาควบคุมสถานการณ์ แยกตัวสามีภรรยาออกจากกันได้ทันท่วงที แม้จะมีเสียงก่นด่าให้ได้ยินเป็นระยะก็ตาม ข้าหันไปมองรอบ ๆ แลเห็นบุรุษผู้มีใบหน้าบากซึ่งยืนอยู่บริเวณใกล้เคียง ดูจากผิวกายคร้ามแดด ฝ่ามือที่หยาบกร้าน รวมถึงชุดที่สวมใส่ คาดว่าน่าจะเป็นผู้เสียหายอีกรายหนึ่ง

 

ชายคนนั้นกล่าวเสียงขุ่นว่า “สวนของข้าก็เช่นกัน งีบหลับไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็เป็นอย่างที่เห็นแล้ว”

 

“นาข้าวที่พวกเราเพิ่งหว่านเมล็ดไปก็พังเสียหายเหมือนกัน ไม่ทันเก็บเกี่ยวแน่ ๆ …”

 

“คะ ใครกันที่ทำเรื่องแบบนี้ได้”

 

ชาวเมืองเริ่มคาดเดาไปต่าง ๆ นานา “หรือว่าจะเป็นภูตผี? ”

 

“เป็นไปไม่ได้ วันนี้วันดี เป็นวันมงคล ทั้งพวกเรายังกราบไหว้บูชาเทพแห่งดิน* เทพเจ้าแมลง*ให้ช่วยปกปักคุ้มครอง เหล่าผีสางจะกล้าลงมือได้อย่างไร! ” และมีคนโต้แย้งทันควัน

 

  • การกราบไหว้เทพแห่งดิน = บางพื้นที่เชื่อว่าวันที่สองเดือนสองเป็นวันเกิดของเทพแห่งดิน ต้องจุดธูปตั้งโต๊ะบูชา ขอพรให้ปกปักรักษาความสงบสุข เก็บเกี่ยวได้ทั้งปี

 

  • การกราบไหว้เทพเจ้าแมลง = นำธัญพืชที่ตุนไว้มาบดเป็นแป้งแล้วปั้นเป็นรูปสัตว์และผลไม้ต่าง ๆ พอนึ่งสุกก็นำใส่กระบอกไม้ไผ่ วางตามทุ่งนาหรือสุสานบรรพชน เพื่อขอให้เทพเจ้าแมลงไม่กัดกินผลผลิต

 

จู่ ๆ ก็มีคนโพล่งทะลุขึ้นมากลางปล้อง “เช่นนั้นหรือจะเป็นฝีมือของมังกร?!! ” สิ้นเสียงนั้น ทำเอาข้ากับไป๋หยินขมวดคิ้วไปตาม ๆ กัน ไม่ต่างจากกลุ่มคนรอบข้างที่ส่งเสียงอื้ออึง

 

“สามหาว! ” ผู้เฒ่าผู้แก่ที่น่าจะอายุเข้าหลักร้อยชี้หน้าชายผอมแห้งด้วยท่าทางโกรธจัด ลำตัวคดงอตามอายุสั่นเทิ้ม “ท่านเทพมังกรมากล้นด้วยบารมี เป็นผู้มีพระคุณ มอบสายฝนให้พวกเรามานับพัน ๆ ปี ท่านจะทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไรกัน?! ” เสียงกระซิบกระซาบของชาวบ้านดังเซ็งแซ่ บ่งบอกได้ว่ามีคนเห็นด้วยกับหญิงชราท่านนี้จำนวนไม่น้อย

 

ข้าลูบอกโล่งใจ อย่างน้อยก็พอมีคนฉลาดอยู่บ้างล่ะนะ

 

กระนั้นแม้เจ้าของความคิดดังกล่าวจะถูกหัวเราะเยาะก็หาได้ยอมแพ้ “เช่นนั้นแล้วจะเป็นใครไปได้อีก! วิญญาณก็ไม่ใช่ เทพแห่งดิน เทพเจ้าแมลงก็ไม่ใช่! เอ๊ะ…” แล้วอยู่ ๆ ก็เงียบไปเสียอย่างนั้น ตาเรียวเล็กเบิกกว้าง ก่อนจะพูดจาติด ๆ ขัด ๆ ด้วยใบหน้าถอดสี

 

“ระ ระ หรือจะเป็นท่านเทพ มีใครไปลบหลู่ท่านเทพเจ้าหรือไม่! พวกท่านเลยสั่งให้พญามังกรทำลายพืชผล เพื่อลงโทษพวกเรา!? ”

 

มาถึงตรงจุดนี้ข้าเกือบกัดลิ้นตัวเองจนได้เลือด เพ้ยย! ประเดี๋ยวก่อนนน

 

[ไปกันใหญ่แล้วววว]

 

บิดามารดามันเถิด ไฉนจึงสาดโคลนมาให้พวกข้าเล่า! อีกอย่างมังกรปกครองกันเอง มิได้อยู่ใต้อาณัติเทพองค์ใด ทำความเข้าใจใหม่เสียด้วย!!

 

แม้อยากจะบอกความจริงสักเพียงใด สุดท้ายก็ทำได้เพียงสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ แววตาเป็นประกายวาววับด้วยความมาดมั่น

 

ว่าง ๆ ต้องให้เหล่าจิ้งเหลนเขียนคัมภีร์โบราณเกี่ยวกับมังกรขึ้นมาใหม่แล้ว! ไม่ต้องถามเลยว่าที่แรกที่ข้าจะปาตำราพวกนั้นลงมาคือที่ไหน

 

ที่นี่นี่แหละ!

 

ส่วนเจ้าหยวกกล้วยเพียงแค่แค่นเสียงดังฮึ พูดออกมาคำเดียว แต่ชวนขวัญผวาว่า “ปัญญาอ่อน” อาการปากร้ายที่ไม่เห็นมานานแผลงฤทธิ์อีกครั้งจนข้าใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ พอมันเห็นข้าเริ่มทำหน้าไม่ดีก็รีบกุมมือแล้วใช้นิ้วโป้งเกลี่ยหลังมือสีขาวซีดเบา ๆ

 

กลุ่มก้อนสีดำที่มองดูอยู่ตลอด แม้จะมีภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นบ้างแล้ว พอมาเจอแบบนี้ก็รู้สึกเข็ดฟันอย่างบอกไม่ถูก อยากจะขยี้ ขยี้ ขยี้งูเน่าให้เละยิ่งกว่านาข้าวที่พังเสียหายอยู่ตอนนี้เสียอีก!

 

[น่าชังนัก!!]

 

? บ่นอะไรของเจ้าน่ะ

 

กลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน เสียงแตกออกเป็นสองฝ่าย ถกเถียงงัดเอาเหตุผลมาฉะกันซึ่ง ๆ หน้า ความขัดแย้งก่อตัวขึ้นอย่างยากที่จะหาข้อสรุป ทีแรกข้าคิดว่าผู้ที่มั่นคงต่อเราจะเป็นฝ่ายชนะ

 

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป คนบางกลุ่มก็เริ่มลังเล

 

“เพราะข้าเซ่นของกราบไหว้น้อยไปแน่ ๆ ...ตะ ต้องใช่แน่ ๆ! ข้าจะรีบกลับบ้านไปทำของเซ่นไหว้เพิ่ม!! ”

 

“นี่พวกเจ้า! ข้าก็บอกจนปากเปียกปากแฉะแล้วว่าท่านมังกรน่ะ--”

 

“เจ้าลองฟังข้าก่อน ข้าว่าเป็นฝีมือของมังกรนี่แหละ เทศกาลนี้ก็จัดขึ้นเพื่อพญามังกร ก็มีแต่มังกรเท่านั้นที่จะทำเรื่องแบบนี้ได้”

 

“ก็...จริง”

 

“ฮึก ท่านเทพมังกร โปรดเมตตาพวกเราด้วย..”

 

และคล้อยตามในที่สุด

 

ว่ากันว่าจิตใจของมนุษย์นั้นแสนโลเล เอนเอียงตามกระแสเสียงส่วนใหญ่ เพียงพริบตาเดียวก็เข้าใจผิดกันไปใหญ่โตว่าความวินาศสันตะโรที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของมังกรที่รับคำสั่งมาจากทวยเทพอีกที ยายเฒ่าหลังค่อมที่เคยออกปากปกป้องพวกเรา ยามนี้โมโหจนจะเป็นลม ปากที่แทบไม่มีฟันเหลือให้ขบเคี้ยวสั่นระริก คำด่าทอที่สาดเทออกมานั้นไม่มีใครให้ความสนใจอีกแล้ว

 

ข้าระบายยิ้มบางด้วยความเอ็นดู ประคองพานางไปนั่งพักในที่ร่ม ๆ ปลอบโยนอยู่สองสามคำก่อนจากไป ทั้งยังแอบอวยพร ขอให้แม่นางผู้สัตย์ซื่อ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตราบจนลมหายใจสุดท้าย

 

[เฮยหยางนี่ช่าง…] เจ้าเงาทะมึนทอดถอนใจ ทว่าไม่ได้พูดอะไรต่อ

 

ข้าเองก็ไม่ได้ใส่ใจ ในหัวกำลังขบคิดหาทางออก ไม่คิดโกรธเคือง เพราะเข้าใจว่าเหตุใดมนุษย์ถึงคิดเช่นนั้น

 

เพราะพวกเขาคิดไม่ออกแล้วจริง ๆ ว่าจะเป็นใครหรือตัวอะไรได้อีก

 

กระทั่งสิ่งมีชีวิตอันดำมืดและน่าจะเป็นต้นตอของหายนะทั้งหมด พวกเขา… ก็ไม่รู้จัก เรียกว่าเกิดไม่ทันน่าจะดีกว่า

 

หากพิจารณาให้ถ้วนถี่ จะพบว่าประเด็นที่ชาวบ้านโต้เถียงกันว่าเป็นฝีมือของใคร จะไม่มีคำว่า “ปีศาจ” หรือมารโผล่ออกมาเลย

 

ไม่คิดว่าแปลกบ้างหรือ?

 

นั่นเป็นเพราะว่าเดรัจฉานเหล่านั้นถูกจองจำอยู่ในหุบเขาไปเมื่อหลายพันปีก่อน นานจนหน้าประวัติศาสตร์บนโลกมนุษย์ถูกลบเลือน นานจนผู้คนหลงลืมไปตามกาลเวลา

 

เดี๋ยว ๆ อย่าบอกนะว่า…

 

[ฮึ เป็นไปไม่ได้] เจ้าก้อนยุ่งคัดค้าน [ล่าสุดเพิ่งมีการตรวจสอบเขตอาคมไป ไม่พบการรั่วไหล]

 

ข้ากุมขมับ

 

แย่ล่ะสิ.. นี่ไม่เพียงทำให้มนุษย์หมดศรัทธา สร้างความเสื่อมเสียแก่ตระกูลมังกร ยังกระทบถึงเบื้องบนอีกด้วย

 

แต่ที่แน่ ๆ เลยคือ...

 

เจ้าคนแซ่ไป๋ลดเสียงลง “น่าจะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน”

 

[ใช่ มีความเป็นไปได้สูง ข้าจับสัมผัสไม่ได้เหมือนครั้งฤดูประลองเลย!]

 

ข้าเองก็มีความเห็นไม่ต่างจากคนทั้งคู่ ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เช่น วิธีการลงมือ เลือกวันก่อเหตุตรงกับช่วงเทศกาลสำคัญ ๆ มีความเป็นไปได้ว่าผู้ก่อเหตุจะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกันมากถึงสามในสี่ส่วน

 

แต่ทำไปเพื่ออะไร มีแต่ต้องลากคอมันมาสืบสวนเท่านั้น

 

“เช่นนั้นก็งานยากแล้วน่ะสิ” ข้าพรูลมหายใจหนักหน่วง “ถ้าข้อสันนิษฐานของพวกเราถูกต้อง แล้วจะตามตัวพวกมันได้อย่างไร ตามกลิ่นก็ไม่ได้ รูปพรรณสัณฐานก็ไม่ชัด”

 

ชั่วแวบเดียวที่ข้าเห็นเจ้าหยวกกล้วยยิ้มเจื่อน คิดว่าเจ้าตัวคงหนักใจไม่แพ้กัน ต่างฝ่ายต่างนิ่งไปอย่างอับจนหนทาง จะปล่อยเลยตามเลย ทั้ง ๆ ที่เกิดเรื่องก็ไม่เข้าท่า แต่จะให้ไล่ล่าก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน

 

เฮงซวย!!

 

“ลองดูรอบ ๆ ก่อนเถิด คนร้ายเพิ่งลงมือ คงจะหนีไปได้ไม่ไกล”

 

ช่างเป็นคำพูดที่เลื่อนลอยเสียจริง

 

ข้ายักไหล่ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย พูดเสริมไปอีกประโยคว่า “ไปที่ที่คนพลุกพล่านหน่อยดีกว่า คงเป็นที่ซ่อนตัวที่ดีทีเดียว”

 

ใจจริงข้าอยากแยกกันค้นหามากกว่า จะได้ใช้เงาได้สะดวก แต่ถ้าทำแบบนั้นจะผิดสังเกตเอาได้ ข้ายังอยากเก็บเรื่องพลังเป็นความลับต่ออีกหน่อย

 

[เพื่อความบันเทิงสินะ..]

 

ถูกต้อง!

 

พวกเราเร่งฝีเท้า สายตาคมกริบสอดส่องไปทั่ว กระทั่งมดปลวกก็ไม่เว้น ผู้ที่สัญจรผ่านไปมาไม่ได้ใกล้เคียงกับลักษณะของกลุ่มนักฆ่าในตอนนั้นแม้แต่น้อย จนหางตาเหลือบไปเห็นสีสันแสนโดดเด่นสองเฉดสีท่ามกลางผู้คนมากหน้าหลายตา ข้าหยุดเท้าลงแทบจะทันที มือกระตุกแขนเสื้อสีขาวเลื่อมเงินยิก ๆ

 

ถึงตาข้าจะดีกว่าผู้อื่นเป็นร้อยพันเท่า แต่ ณ จุดจุดนี้ ข้าต้องการคนยืนยันว่าข้าไม่ได้มองผิดไป!

 

“นั่นมัน.. พี่หงกับน้องหก? ”

 

“ใช่”

 

เหตุไฉนมังกรสองตนที่งานรัดตัวจนแทบเดินเหินไม่ได้ ถึงมาเที่ยวเล่นอยู่แถวนี้เล่า!

 

[เข้าไปถามเลย!] เจ้าก้อนนุ่มยุ [สองคนนั้นอาจจะรู้ข้อมูลบางอย่างก็ได้นะ!]

 

เมื่อมีคนเสนอก็ต้องมีคนสนอง ข้าคว้าข้อมือเจ้าหยวกกล้วยเข้าไปทักทายพี่น้องแห่งเหยียนหลงโดยพลัน

 

แต่ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ข้าก็รู้สึกว่าตัวเองคิดผิด อยากจะเลี้ยวหนีไปอีกทาง รัศมีสีขาวที่เปล่งแสงระยิบระยับโอบล้อมมังกรแดงทำข้าแสบตายิ่งนัก ไหนจะแววตาที่พี่ใหญ่ใช้มองคนที่กำลังกินน้ำตาลปั้นอย่างมีความสุขนั้นน

 

ช่างอ่อนโยนเหลือเกิน

 

บ๊ะ พี่หงคนงาม ท่านมีมุมเช่นนี้ด้วยรึ ข้ากะพริบตาถี่ ก่อนขยับปากวาดยิ้มกรุ้มกริ่มเมื่อเจ้าของดวงหน้างามพิศทราบถึงการมีอยู่ของข้าแล้ว ผิดกับน้องหกที่ก้มหน้าก้มตากินน้ำตาลปั้นรูปมังกรอย่างตั้งอกตั้งใจ

 

ข้าเอ่ยแซว “นี่มิใช่ว่าพวกท่านโดดงานมาเที่ยวกันสองต่อสองหรอกนะขอรับ” มือก็ประสานคารวะไปด้วย

 

มังกรสีชาดไม่เอ่ยปฏิเสธ ทั้งยังตอบรับคำทักทายด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน “สวัสดียามบ่าย น้องหยาง” ก่อนหันไปมองชายชุดขาว “น้องหยินก็ด้วย เทศกาลมังกรเขียวจัดขึ้นตั้งหลายที่ ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอพวกเจ้าที่นี่”

 

ส่วนมังกรน้ำเงินน่ะหรือ...

 

[ตัวแข็งไปแล้ววว]

 

..อา นั่นแหละ เหมือนจะยังตกใจอยู่ พอได้สติหน้าก็ขึ้นสีแดงก่ำยิ่งกว่าสีผมของคนข้างกาย

 

“มะ ไม่ใช่นะขอรับ ผู้อาวุโสหงเห็นข้าโหมงานหนัก… จึงชวนออกมาเที่ยวเล่นตามประสา ข้ามิได้โดดงานนะขอรับ พี่รอง! ”

 

ข้ายิ้มหัว “เช่นนี้นี่เอง”

 

หน้าชื่นอกตรมที่แท้เป็นเช่นนี้เอง เซินหลานเหอได้กระจ่างแจ้งแล้ว ดีใจอยู่หรอกที่ได้เจอหน้าคนที่ชื่นชอบ แต่อีกใจหนึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่า.. ไม่เห็นหน้าอีกฝ่ายเลยคงจะดีกว่า ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลชำเลืองมองสองมือที่ประสานแนบแน่นแล้วรู้สึกขมขื่น

 

ไป๋หยินเพื่อนรักช่างขี้หวงเสียจริง อย่างน้อยก็ให้เวลาข้าทำใจหน่อยซี่!

 

ข้าแงะมือตัวเองออกจากเจ้าหยวกกล้วยอย่างเนียน ๆ

 

พูดถึงสีผม ข้าก็เพิ่งนึกขึ้นได้ ทั้งสีผมสีตาของทั้งสามคนเด่นทิ่มแทงลูกตาเสียขนาดนี้ เหตุใดมนุษย์จึงไม่ตกใจ นั่นเป็นเพราะว่ามียาชนิดหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกได้ตามใจต้องการ แต่มังกรทั้งสามเปลี่ยนเฉพาะสีตาและผมเท่านั้น ไม่ได้ปิดบังความหน้าตาดีเลยมีคนแอบมองอยู่บ่อย ๆ

 

ซึ่งจริง ๆ ข้าก็ชินแล้วน่ะนะ

 

บุปผาคู่ภมรที่แท้

 

อย่างไรก็ตาม การแปลงโฉมเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่นิยมในหมู่สัตว์เทพสักเท่าใด เพราะถ้าหากเป็นคนระดับเดียวกัน หรือมีพลังมากกว่าก็จะมองทะลุผ่านเปลือกนอก เห็นร่างจริงของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย ที่สำคัญตบตาไปก็เท่านั้น อย่างไรเสียก็มิอาจเปลี่ยนอัตลักษณ์เฉพาะตนได้

 

[สรุปคือไม่จำเป็น ไม่ต้องใช้ ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไร]

 

...ตรงประเด็นดีเหมือนเคย

 

ด้วยเหตุนี้เอง ข้าจึงขอบคุณตัวเองอยู่หลายครั้ง โชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดเป็นมังกรดำ เพราะถ้าต้องคอยเปลี่ยนรูปกายทุกครั้งที่ลงมาแดนมนุษย์ ความสนุกของข้าคงบั่นทอนหายไปหลายส่วน

 

คงจะเป็นเรื่องเดียวที่ข้าดีใจเมื่อเกิดมา...

 

นอกเรื่องมานานแล้ว ได้เวลาเข้าเรื่องสักที! ข้าถามคนทั้งคู่ด้วยสีหน้าจริงจัง “ก่อนหน้านี้พวกท่านเจอกลุ่มคนน่าสงสัยหรือพบเห็นสิ่งผิดปกติหรือไม่”

 

เซินหลานเหอส่ายหน้าพรืด “ไม่เลย เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ? ”

 

ข้าพยักพเยิดคางไปทางไป๋หยินเป็นเชิงให้มันอธิบาย ยืนเงียบอยู่นั่นแหละ หัดทำงานทำการเสียบ้าง! ...เพ้ย ๆ อย่าคิดนะว่าข้าไม่เห็นเจ้าแอบยิ้มขำน่ะ เดี๋ยวดีดบ้องหูให้เสียนี่ ข้าถลึงตาใส่ คนจึงยอมทำตามแต่โดยดี ขยายความต่อด้วยถ้อยคำสั้นกระชับได้ใจความ

 

เพียงเท่านั้นความเงียบก็เข้าปกคลุมมังกรทั้งสี่

 

ข้าเบือนหน้ามองไปทางอื่น อย่าว่ากระนั้นเลย แม้บรรยากาศจะตึงเครียดหาความผ่อนคลายไม่เจอ แต่ด้วยนัยน์ตาสีทับทิมงดงามรับกับใบหน้าผ่องแผ้วของพี่ใหญ่คล้ายจะพัดพาความทุกข์ยากของทุกคนไปจนหมด

 

[...] เงามืดแหวใส่ [มันใช่เวลาชมพี่ชายไหมเล่า?!!]

 

หงเฟินฮวาออกคำสั่ง “แยกกันค้นหา ถึงจะจับตัวคนร้ายไม่ได้ แต่อย่างน้อยอาจได้เบาะแสกลับมา” และสำทับอีกรอบว่า “หลีกเลี่ยงการปะทะ เพราะจะทำให้ชาวโลกแตกตื่นได้ อย่าให้พวกมันรู้ตัวจะดีที่สุด”

 

ไป๋หยิน “สืบหาตามทิศประจำของตัวเอง”

 

จะว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ที่มังกรประจำสี่ทิศหลักได้รวมตัวกันอยู่ตรงนี้ ข้ายิ้มขัน พลางเคลื่อนตัวไปยังทิศของตัวเอง ทิศอุดร เจ้าหยวกกล้วยทิศใต้ น้องหกทิศตะวันออก และพี่หงทิศตะวันตก

 

“ตกลงตามนี้” ข้ากล่าวสรุป “ยามท้องฟ้าเป็นสีส้มกลับมาเจอกันที่นี่”

 

ในสถานการณ์ผิดปกติเช่นนี้ ดีเหลือเกินที่มีผู้หงายมือเป็นเมฆ คว่ำมือเป็นฝน*ถึงสี่คนด้วยกัน!

 

  • หงายมือเป็นเมฆ คว่ำมือเป็นฝน ; มีความเก่งกล้าสามารถในการใช้อำนาจ มีกลเม็ดชั้นเชิงในการแก้ไขสถานการณ์ที่ไม่ปกติ

 

[เฮ้! นับข้าด้วยซี่!!?]

 

โทษที ๆ ข้ายิ้มกว้าง แฝงกายอยู่ในเงาเรียบร้อยแล้วก็ใช้นิ้วลูบ ๆ กลุ่มก้อนความมืดอย่างนุ่มนวล แน่นอนว่าเงาน้อยของข้าเก่งกาจที่สุด!

 

ต่อจากนี้ขอเล่าข้าม ๆ ก็แล้วกัน ข้าเจอตัวพวกมันหลบอยู่ในหอนางโลม เอ่อ… ที่ข้าเลือกเข้ามาค้นหาที่นี่เป็นเพราะว่าเจ้าเงาดำเซ้าซี้ไม่เลิก ขอเข้าไปชมแน่งน้อยสักนิดให้ใจกระชุ่มกระชวย จะได้มีแรงช่วยเฮยหยางหาตัวคนร้ายต่อยังไงล่ะ! ใครจะไปคิดว่า… พวกมันเองก็กำลังเชยชมโฉมงามอยู่เช่นกัน!

 

ข้าทำหน้านิ่ง ต้องขอบคุณความหื่นกามของเจ้าจริง ๆ

 

[อะเฮะ~ ด้วยความยินดี (ノ≧ڡ≦) ]

 

ด้วยความโกรธแค้นที่พวกมันสร้างความวุ่นวายไปทั่วทั้งสองภพ จิตสังหารของข้าจึงเล็ดลอดออกมา เจ้าพวกตายยากจึงลุกลี้ลุกลนผละออกจากอ้อมอกคนงาม วิ่งหนีไปยังประตูด้านหลังซึ่งเป็นทางเชื่อมไปสู่ป่าอย่างรวดเร็ว พอไล่ตามไปก็… ไม่ทันเสียแล้ว ข้าเดาะลิ้นไม่สบอารมณ์ อีกแค่นิดเดียวแท้ ๆ

 

ฉับพลันริมฝีปากที่ขบเม้มแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มหยัน

 

อย่างน้อยก็ไม่ได้กลับมามือเปล่า

 

เงาเบื้องล่างเกี่ยวกระพรวนที่ภายในไม่มีลูกกลิ้งยกขึ้นสู่ระดับสายตา ให้เงาน้อยตรจสอบดูก็ไม่พบอะไรอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ แต่ใครจะไปรู้… นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต เมื่อถึงเวลาพวกเราก็กลับมารวมตัวกันที่เดิม โดยมีหลักฐานเพียงชิ้นเดียวคือกระพรวนสีทองที่ข้าเก็บได้

 

“ฝีมือไร้ร่องรอยเช่นนี้…”

 

ข้าพยักหน้า “ข้าทันเห็นพวกมัน ทั้งลักษณะการแต่งกาย เนื้อผ้าที่สวมใส่คล้ายกับเศษผ้าที่ขาดวิ่นในลานประลองครั้งนั้น เป็นนักฆ่ากลุ่มเดียวกันไม่ผิดแน่”

 

เซินหลานเหอถามขึ้นด้วยความฉงน “แต่พวกมันไม่ได้ลงมือเข่นฆ่ามนุษย์เลยนะ”

 

“นั่นล่ะที่น่ากลัว…”

 

พวกมันต้องการอะไรกันแน่

 

ทุกคนต่างตกอยู่ในภวังค์ความคิด และเป็นมังกรรูปงามที่สลายความมืดครึ้มเหล่านั้น พี่หงหันมามองข้าด้วยดวงหน้าประดับรอยยิ้มละมุนที่แฝงความอ่อนใจอยู่เล็กน้อย

 

“น้องหยาง… ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าต้องทำให้สำเร็จมิใช่หรือ”

 

ข้าแสร้งถอนหายใจเหนื่อยล้า “พี่หง มิใช่ว่าข้าหลงลืมภารกิจของตัวเอง เพียงแต่…” เว้นเสียงไปครู่หนึ่ง จรดสายตามองน่านฟ้าสีส้มที่เริ่มมีสีม่วงแทรกผ่าน “ยามนี้อาจไม่ทันการแล้ว มีเวลาอีกไม่กี่ชั่วยามก่อนดวงตะวันจะลาลับไป ข้าไม่แน่ใจว่าจะสามารถสร้างสายฝนครอบคลุมทุกพื้นที่ในเวลาอันจำกัดได้”

 

“อย่าลืมข้าสิขอรับ! ” มังกรวารีขมวดคิ้วมุ่น เหมือนทุกคนมองข้ามหัวตัวเองไปหมด “ข้าเองก็มีพลังน้ำ ข้าช่วยท่านได้นะ! ”

 

ข้ายิ้มตาหยี “กำลังรอคำนั้นอยู่พอดี ขอบใจเจ้ามาก”

 

“เอ๊ะ..? ”

 

หงเฟินฮวาและไป๋หยิน ‘เฮยหยางนี่หลอกเด็กเก่งจริง ๆ ’

 

สุดท้ายแม้จะทุลักทุเลไปบ้าง หยาดพิรุณเย็นฉ่ำก็ตกโปรยปรายลงมา ด้วยความหวังว่าจะฟื้นฟูความอุดมให้เหล่าพืชพรรณที่ล้มตายกลับมางอกเงยอีกครั้ง

 

จบงานนี้สักที ข้าเผยยิ้มโล่งใจ หวนคืนกลับสู่ร่างจำแลงอีกครั้ง นึกรำพึงขึ้นมาในใจว่า… ต้องกลับไปสระผมอยู่ดีหรือนี่ ที่คิดเตรียมหมวกมาก็เปล่าประโยชน์ หมวกฟางนั่นหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้… ข้าหยุดคิดเมื่อสัมผัสได้ว่าเหนือศีรษะไม่มีฝนตกลงมาสักหยด

 

ชั่วจังหวะที่ข้าเหลียวหลังหันกลับไปมอง พอดีกับที่อีกคนสวมหมวกให้จากด้านหลัง

 

ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วอณู ทั้ง ๆ ที่หยาดฝนยังคงชโลมกาย ข้ากัดปากกลั้นยิ้ม คล้ายเห็นภาพตรงหน้าเป็นงูเผือกตัวหนึ่งที่เนื้อตัวเปียกปอน ทั้งน่ารักและน่าชังในเวลาเดียวกัน ข้ายื่นมือออกไปลูบปอยผมสีขาวที่เปียกลู่นั่นเบา ๆ

 

ภาพความรู้สึกอันพร่ามัว ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นทีละน้อย

 

อย่างไรก็ตาม… ดวงตาสีนิลกาฬหรี่ลง เรื่องนี้ต้องรายงานเบื้องบน หลังจากที่เงียบหายไปนาน พวกมันกลับมาอีกแล้ว

 

 

เป็นตอนที่ลบ ๆ เขียน ๆ หลายรอบมาก แต่ก็มีหลายซีนที่ชอบมาก ๆ เหมือนกัน

 

แฮ่ XD หวังว่าทุกคนจะชอบและ enjoy นะคะ

 

ขอบคุณ คุณ Mylack Patompong , Anonymous , BeemKwsd , Jelly-Earn , Mint Chonhathai , PCHADA , SeanX , JellyJ และAi-Worraruthai ที่โดเนทนะคะ ในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ พวกคุณก็ยัง… (;;=;; มาให้กอดทีมา

 

ขอบคุณภาพสวย ๆ จากคุณ ‘@arts_not_ashes’

 

ขอบคุณภาพสวย ๆ จากคุณ ‘Nawa (วาด) ’ และคุณ ‘Kinkmj (ลงสี) ’

ขอบคุณทุกคนที่คอมเมนต์กันเข้ามานะคะ แง ดีใจมาก ๆ คือเราเป็นคนเขียน เราไม่แน่ใจหรอกว่าที่เขียนไปมันดีหรือไม่ดี พอมีทุกคนช่วยบอกก็มั่นใจขึ้นมานิดนึง ;v; ขอบคุณนะคะจากใจเลย รัก

 

มีมีมน่ารัก ๆ จากนักอ่านมาฝากด้วยค่ะ

5555555555555555555555555555 /ขำปอดโยก ยัยไป๋ลูกต้องสู้ต่อไปนะคะ

 

แล้วก็ ๆ เราจำรีดที่เมนต์ได้นะคะ แต่บางคนก็เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนโปรเลยไม่เน่ใจว่าใช่คนเดียวกันไหม ;_; ถ้าจำใครไม่ได้ก็ขอโทษด้วยนะคะ แต่เราอยากจำให้ได้ทุกคนจริง ๆ นะ! เพราะเมนต์ของพวกคุณมีค่ากับเรามากจริง ๆ

 

เพราะเรื่องที่นักเขียนกินcommemts เป็นอาหารคือเรื่องจริงล่ะ /ปิ๊ง ๆ

 

สปอยยย ตอนต่อไปคือวันเกิดของอาไป๋ล่ะค่ะทุกคนน น้องขาวจะโตเป็นหนุ่มแล้วว มะม้าพุมจัยยย XD

 

แต่ยังไม่โตพอจะเป็นหลัวพี่หยางหรอกนะ อรุ่ม

 

1 เมนต์ = ∞ กำลังใจ ❤

 

#มังกรปรปักษ์

#หยินคู่หยาง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #366 RaySiri165 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 00:57
    สนุกมากเลยค่ะ
    #366
    1
    • #366-1 kungnangca(จากตอนที่ 35)
      4 พฤษภาคม 2563 / 22:19
      ดีใจที่อ่านสนุกนะคะ <3 ปลื้มมาก ๆ เลยย
      #366-1
  2. #364 csrtkld (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 00:43
    ตาน้องน่ารักมากไม่ไหว คนพี่ก็เริ่มจะรู้สึกชัดเจนขึ้นอีกนิดแล้วสิเนี่ย
    #364
    1
    • #364-1 kungnangca(จากตอนที่ 35)
      4 พฤษภาคม 2563 / 22:18
      ตอนสวมหมวกให้คนพี่กะคือ.. T T ใจบางเป็นหมูแผ่นเลยค่ะ แงงงง
      ครส.เริ่มชัด แต่พี่จะทำเป็นไม่รู้ไม่สนแบบนี้ไม่ได้นะคะ ;;
      #364-1
  3. #363 0988687528 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 12:08
    ขำมีมเด้5555 ไป๋หยินสู้ๆ
    #363
    1
    • #363-1 kungnangca(จากตอนที่ 35)
      4 พฤษภาคม 2563 / 22:16
      มีมตลกจริง ๆ ค่ะ 5555555555555 อาไป๋หนูต้องสู้นะ ! /ตบบ่า
      #363-1
  4. #362 art2442 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 05:38
    อยากจะมองบนซักร้อยๆรอบ แหมมม
    #362
    1
    • #362-1 kungnangca(จากตอนที่ 35)
      4 พฤษภาคม 2563 / 22:16
      ความรักอ่ะเน้ออ /มองเหม่อ
      #362-1
  5. #361 e782546 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 00:18
    น้องไป๋เป็นหนุ่มแล้วของขวัญของพี่หยางคืออะไรเอ๋ย หรือว่าจะเป็นตัวพี่หนาว//โดนพ่นไฟใส่
    #361
    1
    • #361-1 kungnangca(จากตอนที่ 35)
      4 พฤษภาคม 2563 / 22:15
      ถ้าของขวัญเป็นพี่หยางละก็... บอกเลยว่างานเลี้ยงวันเกิดพังค่ะ ไม่จ
      ไม่จัดมันแล้ว ! เข้าหอลูกเดียว !! 55555555555555555555555555555555 /โดนพ่นไฟใส่อีกคน
      #361-1
  6. #360 Panbana (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 19 มีนาคม 2563 / 18:50

    น้องหยินดีมาก ไม่ไหว
    #360
    1
    • #360-1 kungnangca(จากตอนที่ 35)
      22 มีนาคม 2563 / 18:56
      ลูกชายโตขึ้นเยอะจริง ๆ ค่ะ /ซับ
      #360-1
  7. #358 art2442 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 21:51
    อึ้ยฟิน555 ไรท์หายไปนานมากเลยคิดถึง
    #358
    1
    • #358-1 kungnangca(จากตอนที่ 35)
      22 มีนาคม 2563 / 18:56
      ดีใจที่อ่านแล้วฟินน้า 555555 แอบหายไปนานเลยย แงงง ;=; คิดถึงคุณนักอ่านเช่นกันนะคะ รักกก
      #358-1
  8. #357 wadoyochi (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 21:41

    ในที่สุดก็มาเเล้วววววว
    #357
    1
    • #357-1 kungnangca(จากตอนที่ 35)
      22 มีนาคม 2563 / 18:55
      มาแล้วววว XD คิดถึงกันไหมมมม
      #357-1
  9. #356 0988687528 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 21:25
    พอบอกไม่ได้ยินนี่ก็กรี๊ดมาทันที55555
    #356
    1
    • #356-1 kungnangca(จากตอนที่ 35)
      22 มีนาคม 2563 / 18:55
      จังหวะโบ๊ะบ๊ะมากกก 55555555
      #356-1
  10. #355 sedna0327 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 20:41
    แก่แล้วหูเลยไปค่อยดีงี้หรอม55555
    #355
    3
    • #355-1 kungnangca(จากตอนที่ 35)
      18 มีนาคม 2563 / 20:56
      ต้องโทษอาไป๋ที่หูดีเกินไป 555555
      #355-1