มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 31 : เตรียมบรรเลงเพลงร่ายรำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 756
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 82 ครั้ง
    27 พ.ย. 62

ตอนที่ 29: เตรียมบรรเลงเพลงร่ายรำ

 

 

"พี่รอง อย่าหาว่าข้าสอดรู้สอดเห็นเลยนะ คือว่า--"

 

ข้ากล่าวตัดบทอย่างไร้เยื่อใย "อย่ามัวแต่เล่นลิ้น เจ้าอยากยุ่งเรื่องชาวบ้านจนตัวสั่นคลอนไปหมดแล้ว เจ้าสี่" ปากพูดเหน็บแนมไปแบบนั้น แต่ข้าก็มิวายรับของกำนัลจากอีกฝ่ายด้วยความเต็มใจ

 

คราวนี้จะเป็นของคาวหรือของหวานหนอ ข้าแอบดมกลิ่นหอม ๆ ที่โชยออกมาจากกล่องไม้สลักลายโบตั๋นแล้วรีบเปิดฝาทันทีด้วยนัยน์ตาลุกวาว ซาลาเปาไส้หมูสับ ขนมจีบไส้กุ้งใส่เห็ดหอม !

 

เจ้าเงาน้อยอดไป ลาภปากข้าล่ะคราวนี้

 

ลวี่ลู่คงที่พกของฝากจากแดนไกลมาเยี่ยมเยียนวังมังกรดำถึงกับปั้นหน้าไม่ถูก มองเจ้าของวังที่ส่งอาหารว่างให้ข้ารับใช้จัดแจงใส่จานด้วยแววตาเลิ่กลั่ก

 

ของฝากก็มีให้ นอกจากพี่รองจะไม่ไยดีข้าแล้ว ยังด่าทอข้าอีกหรือขอรับ ?!

 

มังกรเขียวได้แต่กำหมัดข่มความน้อยเนื้อต่ำใจ ก่อนหางตาจะตวัดค้อนขวับไปยังที่มาของเสียงกลั้วหัวเราะเปี่ยมเสน่ห์

 

เป็นจื่อซูเหวินที่ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่น ดวงตาดอกท้อรื้นน้ำตาฉายแววขบขันอย่างชัดเจน

 

ลวี่ลู่คงทั้งโกรธทั้งอาย "หัวเราะอะไรของเจ้า ?! "

 

มังกรเจ้าเสน่ห์ยังคงป้องปากแม้ถูกตะคอกใส่ "อา น้องสี่อย่าได้ร้องโวยวายไป เมื่อครู่นี้ข้ามิได้หัวเราะเยาะเจ้าก็แค่... หึ ๆ " พูดไม่ทันจบประโยคดีก็นั่งขำจนไหล่สั่นต่อ

 

เหล่าจิ้งเหลนดำที่กำลังวางจานอาหารเรียงบนโต๊ะกลม ชำเลืองมองภาพมังกรสามสีที่นั่งสนทนาหยอกล้อกันด้วยใบหน้าชื่นบาน

 

ส่วนข้าน่ะหรือ... ได้แต่กลอกตาเบื่อหน่าย เท้าคางมองสตรีในอาภรณ์สีกลีบบัวม่วงที่แม้จะหัวเราะจนเสียอาการก็ยังมีจริตน่ามองไม่เปลี่ยนแปลง

 

"เจ้าเองก็พอกัน อย่าคิดว่าข้าไม่รู้... ว่าที่พวกเจ้ามาเยี่ยม มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง"

 

แม่นางหุบปากฉับโดยพลัน กระแอมในลำคอเล็กน้อยพร้อมกับถองศอกใส่บุรุษชุดเขียวให้รับหน้าต่อ

 

ข้าปรายตามองตาม เห็นเจ้าสี่หลุบตาต่ำเอานิ้วชี้จิ้มเข้าหากันจึก ๆ เหมือนเด็กน้อยไม่รู้ความที่อยากรู้อยากเห็นไปเรื่อย

 

อยากจะควักลูกตาออกมาล้างน้ำเหลือเกิน

 

มันทำปากยื่นพูดเสียงเล็กเสียงน้อย "ก็พวกข้าอยากรู้นี่ขอรับว่าที่น้องห้าควบคุมพลังตัวเองไม่อยู่จนฟ้าผ่าไปทั่วแผ่นดิน เป็นเพราะมนุษย์คนหนึ่งขึ้นมาที่นี่ เพื่อขอพี่รองแต่งงาน เป็นความจริงหรือไม่"

 

เพ้ย ! ข่าวลือมีมูลเช่นนี้ พวกเจ้าไปได้ยินมาจากที่ไหนกัน?!

 

ข้าขมวดคิ้วมุ่นทำหน้าเหมือนกำลังฟังเรื่องไร้สาระที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา "เหลวไหล"

 

ลวี่ลู่คง "เห็นไหม ข้าบอกแล้ว"

 

แต่ดูเหมือนอีกคนจะไม่เชื่อคำ น้องสามหันมาสบตากับข้าด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์เป็นเชิงถามไถ่ว่า'... จริงหรือ?'

 

ข้าจุดยิ้มมุมปาก เลื่อนสายตามองไปทางอื่น ในใจนึกย้อนกลับไปในวันนั้น หลังจากที่ข้ากับไป๋หยินตื่นนอนพร้อมกัน เจ้าตัวน่าชังก็ทำท่าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ากำลังน้อยใจอยู่

 

ระหว่างแต่งเนื้อแต่งตัวก็ตีหน้าขรึมถามเสียงเรียบ"ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่" ราวกับลืมไปแล้วว่าเมื่อกี้เพิ่งมอบจูบอรุณสวัสดิ์ให้

 

ข้าส่ายหน้าอ่อนใจขณะพลิกตัวนอนตะแคง มือขวาเท้าศีรษะ มือซ้ายควานหาถุงลูกเดือยอบแห้งในอกเสื้อโยนเข้าปากแล้วเคี้ยวเอื้องอย่างเกียจคร้าน "บินมาน่ะสิ ถามได้" บ่นจบก็ขยี้ตาตัวเองเบา ๆ นอนอยู่ใกล้เจ้าหยวกกล้วยก็ดีเหมือนกัน เหมือนมีเตาพกส่วนตัว อบอุ่นดี

 

ไป๋หยินหลบตาปากสีระเรื่อเม้มแน่นพยายามกลั้นใจไม่ให้เผลอไปลูบผมเผ้าสีดำที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที"... มิใช่ว่าต้องอยู่กับเจ้าเด็กมนุษย์นั่นรึ" เสียงทุ้มแผ่วดังขึ้นดุจสียงกระซิบ กระทั่งเจ้าของน้ำเสียงเอง ยังดูไม่แน่ใจที่จะเอ่ยถามออกไป

 

ข้าถอนหายใจสั้น ๆ ก่อนตอบ "กลับไปแล้ว"

 

"เสี่ยวหมั่นโถว... เฟยฮุ่ยหมิงกลับไปแล้ว"

 

จู่ ๆ มันก็เงียบเสียงไปปลายจมูกรั้นเชิดขึ้นอย่างดื้อดึง "ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะเสียจริง" ถ้อยวลีแอบแฝงความประชดประชันอย่างชัดเจน ข้าอดยิ้มขำไม่ได้ ยันตัวลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างสูงที่ยืนทำหน้าตึงอยู่กลางห้อง

 

"เช่นนั้นเจ้าก็รู้ไว้เสียด้วยว่าข้ามิได้เป็นคนตั้ง"

 

เจ้าความมืดเป็นผู้ตั้งให้ต่างหาก ข้ายักไหล่ละเหี่ยใจกับคนชอบทึกทักไปเอง ข้าตั้งชื่อเป็นที่ไหนกัน...

 

ดูเถิด ขนาดเจ้าเงาดำ ข้ายังไม่มีชื่อเรียกเป็นทางการให้ แล้วแบบนี้จะไปคิดตั้งชื่อให้ใครได้

 

ข้าส่งยิ้มเย้าแหย่ "ขี้ใจน้อยเสียจริง เด็กใจกล้าบ้าบิ่นคนนั้นหายไปไหนเสียแล้วเล่า" เอ่ยแซะแกมหยิกแกมหยอกไปแบบนั้น หัวสมองลืมนึกไปว่าที่พูดก็ไม่ต่างจากการราดน้ำมันบนกองเพลิง สำนึกได้ก็ตอนโดนมือคู่สวยดึงรั้งเข้าไปใกล้แล้ว

 

ข้ายกปลายนิ้วไล้กลีบปากสีซีดที่แห้งแตก หลังจากนั้นก็มิมีอะไรเป็นพิเศษนักหรอก แค่โดนงูฉกปากเล็กน้อย ซึ่งข้าก็ฟาดจนแน่ใจแล้วว่าหลังขาว ๆ ของเจ้างูบัดซบนั่นต้องมีรอยฝ่ามือประทับตรา สบายใจได้

 

ดวงตาสีรัตติกาลที่เฉหลบไปพลันช้อนขึ้นประสานกับพลอยสีม่วงเม็ดงาม ข้าเปรยทีเล่นทีจริงว่า "ลือสามคนกลายเป็นเสือจริง*... ฟังหูไว้หูจะดีกว่า"

 

  • สามคนกลายเป็นเสือจริง ; คำโกหกหรือข่าวลือเมื่อพูดกันมาก ๆ เข้า ผู้คนก็เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

 

ไฝข้างแก้มยกขยับตามริมฝีปากแต้มชาดที่ยิ้มกริ่ม จื่อซูเหวินมองข้าอย่างรู้ทัน แต่ไม่พูดอะไร นอกจากรินน้ำชาให้ข้าและของตัวเองเป็นอันจบบทสนทนา ต่างจากมังกรเขียวที่ยังนั่งเหลอหลา หันซ้ายแลขวามองคนทั้งสองที่ทำราวกับตนเป็นธาตุอากาศ

 

"นี่จะไม่มีใครอธิบายให้ข้าได้รู้เรื่องรู้ราวหน่อยหรือ? "

 

เจ้าของเรือนผมสีม่วงครามจิบช้าหนึ่งอึกพลางส่ายหน้าไปมาด้วยความอ่อนจิตอ่อนใจ"คนโง่เช่นไรก็โง่เช่นนั้นเจ้าเห็นด้วยหรือไม่ เฮยหยาง? " แล้วหันมาถามความเห็นข้าที่กำลังอ้าปากงับซาลาเปาอยู่

 

ข้าหยุดค้างอยู่ในท่านั้นชั่วประเดี๋ยว ก่อนรีบยัดก้อนแป้งนุ่มเข้าปาก ไม่ขอออกความเห็นใด ๆ ทั้งสิ้นเจ้าลู่คงโกรธจนหน้าดำหน้าแดงแล้วนั่น !

 

"เจ้า ! ..."

 

ก่อนที่คำผรุสวาทจะพ่นออกมาให้แสลงหู เรียวคิ้วสวยของจื่อซูเหวินพลันเลิกขึ้นอย่างเหนือกว่า "อะไร ข้ามันทำไม" ร่างอรชรเขยิบเข้าไปใกล้ลวี่ลู่คงที่เอนกายหนีจนแทบตกเก้าอี้ เนื่องด้วยยังมีคดีเก่าติดตัว ...ได้ยินข่าวแว่ว ๆ มาว่าจนถึงป่านนี้ยังมิได้เข้าห้องภรรยาเลยแม้แต่คืนเดียว

 

ดังนั้นหากออกนอกลู่นอกทางอีก คงได้ลงนามในหนังสือหย่ากันจริง ๆ !

 

ทว่าคนงามไร้ความเมตตา ปลายเล็บสีเดียวกับนัยน์ตากรีดลงตามซอกคอที่ชุ่มเหงื่อ สุ้มเสียงตัดพ้อดังขึ้นอย่างแว่วหวานชวนให้ใบหูร้อนฉ่า "ผู้น้อยทำอะไรผิดไปหรือเจ้าคะ นายท่านจึงขึ้นเสียงตวาดใส่ข้าเช่นนี้~" สตรีร่างบางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาที่ไม่ทราบว่าจากไหนด้วยท่าทางน่าสงสารจับใจ

 

ข้าที่เห็นภาพเหล่านี้จนชิน ยกปลายตะเกียบคีบขนมจีบกุ้งกรุ่นไอร้อนเข้าปากต่อไปด้วยสายตาว่างเปล่า

 

ทางด้านอดีตมังกรเจ้าสำราญอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ครั้นจะออกปากสบถสักสองสามคำก็ทำใจว่าโฉมสะคราญไม่ลง ลวี่ลู่คงยกมือปิดหน้า ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอประหนึ่งถูกข่มเหงรังแก

 

"รู้ทั้งรู้ว่าข้าแพ้คนงาม เจ้ายังคิดจะใช้ไม้นี้กับข้าอีกรึ ?! "

 

จื่อซูเหวินตอบหน้าตาย "ยอมรับเสียสิว่ามันได้ผล"

 

เจ้าสี่ยังคงปิดหูปิดตาไม่ยอมรับความจริงต่อไป "อีกอย่างข้าบอกเจ้าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่หนว่าเวลาประชุมพบปะให้มาในร่างของบุรุษมิใช่สตรี ! " นัยน์ตาสีมรกตมองลอดผ่านหว่างนิ้ว สายตาลากต่ำจนมาถึงไหปลาร้าเนียนสวยที่โผล่พ้นสาบเสื้อ และ... ก่อนจะส่ายหน้าเป็นพัลวัน "อ๋าา ข้าห้ามตาตัวเองมิได้!!"

 

ข้ามองเจ้าสี่ด้วยสายตาเวทนา พอหญิงงามสลับเพศเป็นผู้ชาย มันก็แหกปากร้องโวยวาย "...ไม่เอา ไม่เอาร่างนี้! ข้าขอโทษ!!" สงสัยคงลืมไปว่าหากซูเหวินอยู่ในร่างของบุรุษ กลิ่นอายแห่งสตรีเพศจะรุนแรงมากกว่าปกติ

 

ยิ่งกรณีที่เจ้าตัวจงใจปล่อยกลิ่นหอมชวนลุ่มหลง

 

การจะหาทางออกจากความมึนเมาแสนหวาน... ยากเย็นยิ่งกว่าการงมหาเข็มในท้องมหาสมุทรอันไพศาลเสียอีก

 

ยกเว้นจิตจะแกร่งกล้าพอ ดังเช่นตัวข้าที่เหยียดยิ้มระอาใจกับน้องสามที่สนุกสนานกับการหยอกล้อคนเสียเหลือเกิน

 

มังกรม่วงกลั้นหัวเราะจนตัวสั่นเทิ้ม ตะคอกเสียงสั่นกลับไป "สรุปว่าเจ้าจะเอาอย่างไร?!"

 

"ข้าไม่เอาอะไรทั้งนั้น ! ขอให้ข้ากลับบ้านอย่างสงบสุขด้วยเถอะ ถือว่าข้าขอล่ะ!"

 

มองเด็กสองคนทะเลาะกันแรก ๆ ก็สนุกดีอยู่หรอก แต่นานไปชักเริ่มบานปลาย ข้าเอ็ดเสียงดุ "เล่นกันเป็นเด็ก ๆ ไปได้"

 

"ก็มัน--"

 

เสียงถอนหายใจหนักอึ้งขัดคำโต้แย้งทั้งปวง ข้าโบกมือไล่เหล่าจิ้งเหลนที่ยืนคอยรับใช้อยู่ด้านหลังให้ออกไปแล้วเหลียวหน้ากลับมา "มิใช่ว่ามีเรื่องที่พวกเราต้องเจรจาพาทีหาข้อสรุปกันหรอกรึ" ประกายตาสีนิลพลันทอวาบ "เรื่องกลุ่มนักฆ่าน่ะ"

 

เป็นเรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจข้ามาสักพักหนึ่งแล้ว

 

ในฐานะที่ได้ประมือกับพวกมันตอนนั้น

 

บรรยากาศผ่อนคลายในทีแรกแปรเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา ข้าเอ่ยถามกับจื่อซูเหวินที่รับผิดชอบเรื่องนี้ "ได้ความว่าอย่างไรบ้าง"

 

ลวี่ลู่คงเป็นฝ่ายตอบ "ท่านลุงชิงหลงพยายามตรวจสอบแล้ว แต่ไม่พบเบาะแสอะไรเลย กระทั่งเลือด ชิ้นเนื้อ หรือเศษผ้าที่พวกมันใส่ก็มิสามารถสืบหาเผ่าพันธุ์ที่แท้จริงได้ เหมือนผีสางไม่มีผิด!"

 

"จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่ได้เรื่องอีกหรือ ?"

 

น้องสามพรูลมหายใจ แพขนตางอนงามไหวระริก "ใช่ ไม่มีอะไรคืบหน้า สามนักสู้ที่ไล่ตามไปก็กลับมามือเปล่า รู้เพียงสถานที่สุดท้ายก่อนที่พวกมันจะหายไปคือเขตรอยต่อระหว่างแผ่นดินซีกซ้ายกับแผ่นดินซีกขวา"

 

แผ่นดินซีกขวา ทิศตะวันตก...?

 

ข้าลูบคางใคร่ครวญในใจ ก่อนจะละทิ้งความคิดดังกล่าวหันไปสนใจคนทั้งสองต่อ

 

"ถึงกระนั้นก็เถอะ" เจ้าสี่กลั้นใจเอียงหน้ามาสบตากับเพื่อนสมัยเด็กที่นับวันยิ่งแผ่กลิ่นอายชวนให้เป็นลมหัวฟาดพื้น "ท่านลุงฝากคำชมถึงเจ้าด้วย เพราะเจ้าทำให้สนามประลองไม่นองเลือดไปมากกว่านี้ นี่คือคำขอบคุณจากพวกเราสายเลือดมังกรเขียว ขอขอบคุณจริง ๆ " ลวี่ลู่คงประสานมือ โค้งคำนับอย่างจริงใจ

 

ซูเหวินประสานมือคารวะกลับเช่นกัน "ข้าก็ช่วยได้เท่าที่ช่วย อันที่จริงต้องขอบคุณเฮยหยางต่างหาก" ดวงตาสีลูกหว้าหยีลงเป็นเส้นโค้ง มอบรอยยิ้มอ่อนหวานให้ข้า "ที่ตอนนั้นพูดเตือนสติข้า มิเช่นนั้น... ข้าคงทำอะไรไม่ได้ นอกจากยืนอยู่เฉย ๆ มองคนถูกฆ่าตายต่อหน้า ต้องขอบคุณเจ้าจริง ๆ "

 

ข้าลูบปลายจมูกตัวเองเบา ๆ รู้สึกไม่ชินเท่าไรเวลาโดนคนอื่นนอกจากเงาน้อยชมจึงแสร้งเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น "เห็นหน้าเจ้า ข้าก็เพิ่งนึกขึ้นได้ ..น้องเจ็ดเป็นอย่างไรบ้าง ?"

 

มังกรเหลือง น้องเล็กคนสุดท้องของพวกเรา หวงหรงคุน

 

อายุน้อยที่สุด เจ้าเล่ห์ที่สุด และแสบซนที่สุดในบรรดามังกรแห่งเหยียนหลง นี่คือกิตติศัพท์ของเด็กคนนี้

 

ซึ่งถ้าถามข้าว่าเป็นจริงดังคำที่กล่าวไปหรือไม่ ก็... เอาแต่ใจตามประสาเด็ก ๆ นั่นแหละ แต่รับมือง่ายกว่าเจ้าหยวกกล้วยมากนัก หากจะกล่าวว่าทั่วยุทธภพนี้ไม่มีเด็กคนไหนที่ข้ารับมือไม่ได้อีกแล้วก็ไม่เกินความจริงนัก

 

สองคิ้วมังกรขมวดขึง จู่ ๆ ก็รู้สึกตงิดในใจแปลก ๆ

 

นับว่าเป็นเรื่องที่ดีไหมนะ ?

 

จื่อซูเหวินในร่างบุรุษไหวไหล่ด้วยท่าทางเหลืออด ทว่าแววตากลับแฝงประกายเอ็นดู เพราะเป็นพี่ที่ใกล้ชิดกับน้องคนเล็กมากที่สุด เนื่องด้วยเขตปกครองอยู่ใกล้กันจึงรับหน้าที่เลี้ยงเด็กอย่างช่วยไม่ได้ "กระทืบเท้าไม่ได้ดั่งใจทีหนึ่ง แผ่นดินเบื้องล่างแทบทรุดลงก้นทะเล เจ้าว่าอย่างไรเล่า"

 

ข้าพูดต่อด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ "เลยถูกประมุขซือเฉิงสั่งกักตัวไว้ไม่ให้ลงมาเที่ยวเล่นเหมือนพวกเรา ...แต่นี่ก็ผ่านมาสักพักแล้วมิใช่หรือ ?"

 

ราว ๆ ห้าสิบปีเห็นจะได้กระมัง

 

"พลังไม่คงที่ ทั้งยังควบคุมพลังไม่แม่นยำ บิดามังกรมีหรือจะปล่อยผ่าน"

 

ท่านพ่อเวลาเข้มงวดก็เข้มงวดเสียจริง

 

"น่าสงสารนัก"

 

"แต่หน้าเจ้าดูไม่ไยดีเลยนะ เจ้าสี่"

 

เจ้าลู่คงถอนหายใจดังเฮือก "เจ้าเด็กนั่นชอบทำลายข้าวของของข้านี่ขอรับ โธ่ ถึงข้าจะรวยล้นฟ้า มีทรัพย์สินเงินทองใช้ไปถึงรุ่นเหลนของเหลน แต่ก็ขี้เกียจซื้อแจกันใหม่ทุกเดือนนะ! ทำไมไม่มีใครเห็นใจข้าเลยยย"

 

จื่อซูเหวิน "พล่ามจบแล้วบอกข้าด้วยนะ ขอข้าแต้มชาดกลางหน้าผากก่อน"

 

"ข้าว่าวาดจินเตี่ยน*ลายนี้ก็ดูเข้ากับเจ้าดีนะ ไม่อ่อนหวาน แต่ไม่แข็งกระด้างจนเกินไป ทั้งความหมายยังดีอีกด้วย"

 

"พี่รองว่าดี ข้าก็ว่าดี"

 

"...." ลวี่ลู่คงกัดผ้าเช็ดหน้าขาดด้วยความคับแค้นใจ

 

  • จินเตี่ยน= ด้านความงาม การวาดหรือใช้แผ่นโลหะสีทองเล็ก ๆ รูปดอกไม้แปะไว้กลางหว่างคิ้วหรือบนหน้าผาก ถือเป็นแฟชั่นของสตรีในยุคราชวงศ์ถัง

ด้านความเชื่อ วันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติ ถือเป็นวันที่อันตรายที่สุด ในวันนี้ชาวจีนจะดื่มเหล้าชนิดหนึ่งที่เชื่อว่าจะช่วยป้องกันผีร้าย ขับพิษ และฆ่าสัตว์อันตรายได้ แต่เหล้านั้นแรงเกินไปสำหรับเด็ก จึงนำชาดมาผสมในเหล้าแล้วเขียนคำว่า 王(wang) บนหน้าผากของเด็กให้คล้ายกับลายบนหน้าผากเสือ เพราะนอกจากสีแดงจะทำให้ผีร้ายกลัว คนจีนยังเชื่อว่าเสือนั้นดุร้ายจนวิญญาณร้ายยังเกรงกลัว

 

และทันใดนั้นเอง

 

[เฮยหยาง ๆๆ!!!!(」゚ロ゚)」]

 

น้ำเสียงแหลมสูงดังขึ้นในโสตประสาทจนต้องมุ่นหัวคิ้ว ความมืดตัวจ้อยที่ก่อนหน้านี้บอกว่าไม่อยากอยู่ขัดบทสนทนาของคนหนุ่มกลับมาแล้ว มันกระโดดไต่ขึ้นไหล่ของข้าด้วยท่าทางแตกตื่นผิดวิสัย

 

เกิดอะไรขึ้น--

 

"นายท่านขอรับบบ นายท่านนน?!!"

 

ชักสังหรณ์ใจไม่ดีเสียแล้วสิ

 

"มีเรื่องอะไรกัน ?"

 

"นายท่านทั้งสามรีบไปที่ลานพิธีเร็วเข้าเถิดขอรับ พิธีเสี่ยงทายจะเริ่มขึ้นแล้ว!"

 

"... หา ?"

 

ยังไม่ทันได้สอบถามเรื่องราว ข้าก็ถูกหิ้วปีกไปแล้วด้วยฝีมือของมังกรอีกสองตนที่ตื่นตระหนกตกใจไม่แพ้กัน

 

ลานพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่แห่งนี้ มีเพียงมังกรระดับสูงเท่านั้นถึงจะเข้ามาได้ ยกเว้นกรณีพิเศษ อย่างมีพิธีการสำคัญบางอย่างที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้ามาเยี่ยมชมได้ภายใต้กฎระเบียบอันเคร่งครัด

 

ซึ่งไม่พ้นพวกเราชาวเหยียนหลงที่ถูกลากให้มาร่วมพิธีเสี่ยงทายในครั้งนี้อย่างฉุกละหุก เพราะท่านพ่องีบเพลินไปหน่อยจนลืมนับวันนับคืนว่าจันทรุปราคาที่ทุกคนเฝ้ารอใกล้มาถึงแล้ว

 

พิธีเสี่ยงทายคืออะไร

 

ก็ตามชื่อนั่นแหละ เพื่อเสี่ยงทายว่าใครในตระกูลมังกรจะได้เป็นผู้ร่ายรำชี้ชะตากลางลานพิธีในคืนจันทรุปราคา แสงสีแดงฉานจากพระจันทร์สีเลือดจะทอส่องลงมา ปรากฏเป็นอักขระโบราณ ทำนายความเป็นไปของแดนมังกรในภาพรวม

 

วิธีเสี่ยงก็ง่าย ๆ ใช้เกล็ดของพวกเราตอนเด็ก ๆ โยนขึ้นฟ้า สีไหนตกช้าที่สุด คนผู้นั้นต้องเป็นผู้ร่ายรำ

 

และไม่ต้องกังวลว่าจะดูไม่รู้ว่าเกล็ดชิ้นไหนเป็นของใคร เกล็ดมังกรของแต่ละตนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่แล้ว ทั้งประสาทสัมผัสของพวกเรายังไม่ด้อยไปกว่าสัตว์เทพตนไหน มีหรือจะมองพลาดว่าของใครตกก่อนตกหลัง

 

ยิ่งด้วยดวงตาคู่นี้ของข้า ภาพที่มองเห็นจะช้าลง แต่คงไว้ซึ่งความเฉียบคม อาจจะฟังดูยกยอตัวเองไปสักหน่อย แต่ข้าก็พูดได้อย่างเต็มปากว่าสามารถบอกลำดับของเกล็ดแต่ละสีที่ตกลงพื้นได้

 

เจ้าก้อนยุ่งที่ซุกตัวกับลำคอของข้าเอ่ยเสียงเข้ม [ไม่เห็นจะอวดตรงไหนเลย ! ก็เรื่องจริงทั้งนั้นนี่นา~] ข้าระบายยิ้มบางเบาขณะทำเป็นลูบคอ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วกำลังลูบปลายเส้นด้ายนุ่มนิ่มอย่างแผ่วเบา

 

ปีที่แล้ว ไม่สิ เมื่อประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบสองปีก่อน ผู้รำคือมังกรขาว ตอนนั้นข้าเองก็มีโอกาสได้ชมฝีมือการร่ายรำของมันเหมือนกัน แม้ใจอยากจะเร้นกายออกไปเสียดื้อ ๆ แต่ตัวยังอยู่ดูการแสดงครั้งนั้นจนจบโดยไม่ละสายตา

 

ก็ไม่ได้อยากพูดแบบนี้เท่าไร ข้าลูบคางระหว่างขุดคุ้ยความทรงจำในอดีต แต่ต้องยอมรับว่าในตอนที่ดวงจันทราสีกุหลาบค่อย ๆ จางหายกลับคืนเป็นแสงนวลผ่องระยับตา กระทบเข้ากับมังกรหนุ่มที่กำลังรำเพลงดาบนั้น... สง่างามเสียจนข้าเผลอปรบมือให้สองสามครั้ง ก่อนจะชิงหนีไปอย่างรวดเร็ว

 

แน่นอนว่าข้าจะเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจ ไม่มีวันพูดต่อหน้าเป็นอันขาด!

 

และในปีนี้ ผู้ที่โชคตกมาหล่นทับซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่ใช่ใครอื่น

 

แต่เป็น "ข้า ! ...หรือ"

 

บัดซบบบบบบบบบบบบบบบบ!!!?!

 

วิญญาณของข้าลอยหลุดออกจากร่าง ในจังหวะที่เพื่อนมังกรอีกสองตนที่มาด้วยกันเดินเข้ามาขนาบข้างแล้วตบบ่าข้าดังปุ ๆ

 

"ยินดีด้วยนะ เฮยหยาง"

 

ยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนรอชมเรื่องสนุกเช่นนี้ จะให้ข้าเชื่อได้ลงคอหรือว่าเจ้ายินดีจริง ๆ น้องสาม

 

"ข้าจะรอชมนะขอรับพี่รอง อูยยย ชักตื่นเต้นแทนเสียแล้วสิ! "

 

ตื่นเต้นไปคนเดียวเถอะ เจ้าสี่ ดูหน้าข้าตอนนี้ด้วยว่าข้าอยากให้เจ้ารอชมไหม

 

เฮงซวย.... เฮงซวยจริง ๆ!

 

[เอาน่า เฮยหยาง ผู้ใดเล่าจะคาดคิด ทำให้เต็มที่ล่ะ! ข้าจะคอยช่ว-- โอ๊ย อีบอ้าอะไอเอี่ย (บีบข้าทำไมเนี่ย) ??!!]

 

ข้าขย้ำขยี้เจ้าก้อนกลมในมือระบายความหงุดหงิดจนเจ้าตัวส่งเสียงร้องอู้อี้ ในใจเรียกร้องหาความเป็นธรรม ข้าก็อยู่ของข้าดี ๆ เหตุใดเรื่องช่างรนมาหาถึงที่เสียทุกที

 

บัดซบนัก ให้ข้าพักหายใจอยู่อย่างสงบหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร ?!

 

ว่าแต่ตัวข้านั้นก็ถนัดแค่การสู้รบตบมือ แฝงตัวอยู่ในเงามืด ไหนเลยจะร่ายรำชดช้อยเป็น ข้ากุมขมับ เห็นทีคงต้องขอคำปรึกษาจากท่านพี่หงคนงามแล้วกระมัง

 

ทำไมจู่ ๆ ข้าก็พูดถึงพี่ใหญ่น่ะหรือ เป็นเพราะว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนมังกรแดงเป็นผู้ร่ายรำ และเป็นการรำที่เร่าร้อนจนแผ่นดินแทบลุกเป็นไฟ ลืมไปให้หมดภาพหงเฟินฮวาผู้อ่อนหวาน เหลือเพียงแต่ความเลือดร้อนบ้าคลั่งของมังกรสีชาดเท่านั้น !

 

ข้าทั้งตื่นเต้น ทั้งภูมิใจ ภาพพี่ใหญ่ที่ร่ายรำท่ามกลางเปลวเพลิงยังตราตรึง ไม่อ่อนช้อย ไม่นุ่มนวล กลับแข็งแกร่งและทรงพลัง หากข้าจะรำ ข้าก็อยากรำให้ได้แบบนั้น จะให้มาดัดตัวดัดกายรำเหมือนผู้หญิง ข้าไม่เอาด้วยหรอก

 

ทว่า.. ไหนเลยเจ้าไป๋หยินถึงอยู่นี่ !

 

ข้ายืนงงมองหน้ามัน พี่ใหญ่ที่นัดแนะกันอย่างดีว่าจะสอนรำให้กลับกลายเป็นเจ้าเด็กโตแต่ตัวคนนี้ได้อย่างไร ท่านพี่หง! ข้าต้องการคำอธิบายเดี๋ยวนี้เลย!!

 

เจ้าหยวกกล้วยเฉลยคำตอบด้วยสีหน้าสงบเรียบร้อย

 

"ต้องให้ผู้รำก่อนหน้าเป็นผู้ฝึกสอน"

 

เพ้ย ! ข้าไม่ได้โง่ สอนน่ะใครก็สอนได้ ใช้หัวเข่าตรองดูก็รู้แล้วว่าข้าถูกทิ้ง พี่ใหญ่ช่างทำกับน้องได้ลงคอ ติดธุระจนมาสอนไม่ได้ข้าไม่ว่า แต่เหตุใดจึงเลือกส่งตัวแทนเป็นมันด้วยเล่า

 

เช่นนี้ข้าไม่ถูกงูชกปากตอดเล็กตอดน้อยจนตัวยุ่ยหรอกรึ ?!

 

แต่สายตากดดันจากหลาย ๆ คู่ที่จับจ้องอยู่ด้านหลัง ข้าก็ได้ลู่ไหล่ยอมจำนน เจ้าพวกจิ้งเหลนบัดซบช่างเข้าขากันได้ดีเสียจริง ๆ น่าชื่นชมจนอยากจะหักเบี้ยหวัดให้หมดไม่มีเหลือ

 

"ฝากตัวด้วยแล้วกันนะ อาจารย์"

 

และแล้วบททดสอบก็ได้เริ่มต้นขึ้น แต่เกรงว่าจะเป็นการทดสอบความอดทนของข้าอีกเช่นเคย หัวสมองของข้าเดือดปุด ใจร้อนระอุดั่งกาน้ำชาที่เดือดพล่าน

 

อาไป๋... มือของเจ้ากำลังแตะอยู่ตรงไหนมิทราบ !!

 

 

ข้อคิดจากช่วงที่เราหายไปแล้วอยากแชร์ให้ทุกคนคือ -อดีตที่เคยมีร่วมกัน ถ้าตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่เราทำได้ก็คือร้องไห้ให้พอแล้วปล่อยมันไป-

 

ไม่ต้องหาคำตอบแล้วว่าใครผิดใครถูก อะไรที่ทำให้เรากับเพื่อน คนที่เรารักและห่วงใยเปลี่ยนไป

 

เพราะสุดท้ายคนที่รักและแคร์เราจริง ๆ ก็คือตัวเราเอง

+ครอบครัว/เพื่อน(ที่ถึงจะไม่ค่อยได้เจอกัน แต่ยังรู้สึกสนิทใจเหมือนเดิม)/รีดคนดี

 

ดูแลกลุ่มคนเหล่านี้ให้ดี ๆ นะ

 

สวัสดีค่ะทุกโค๊นนน555 พอกันทีกับซีนดราม่า เคองนะคะ เดือน11 นี่ใจร้ายสุด ๆ แต่ต้องขอบคุณทุกคอมเมนต์จากตอนที่แล้วด้วย ที่ฮีลเราจนกลับมาฮึบได้เหมือนทุกครั้ง

 

แบบยิ้มทั้งน้ำตา ดีใจมากที่ได้รู้ว่าทุกคนเจอนิยายเรื่องนี้ได้ยังไง อะไรที่ทำให้ทุกคนตัดสินใจเข้ามาอ่าน ไม่งั้นเราคงไม่ได้เจอนักอ่านที่น่ารักแบบพวกคุณแน่ ๆ

 

รักพวกคุณมากนะคะ เราขอให้วันนี้ของคุณคนที่อยู่บนหน้าจอไม่ใจร้ายมากเกินไป เป็นกำลังใจให้เสมอเหมือนกับที่คุณ ๆ ให้พลังบวกกับเราอยู่เสมอ ๆ งายย

 

สำหรับตอนนี้ก็... ความมิดตะพาบอ่ะเนอะ XD มีพูดถึงน้องเจ็ดล้วย ; - ; ไอ้หนูของเจ้ เมื่อไรเราจะได้เจอกันนะ--

 

และอดใจรอชมการร่ายรำอันงดงามสักครู่เดียวค่ะ 5555 ซือฝุดีขนาดนี้ พี่หยางต้องสู้ !

 

ขอบคุณ คุณJelly-Earn , eatpig , Authaiwan Taengpho และI'm air สำหรับขนมนะคะ;; อิ่มแปล้มาก ๆ น่ารักกันที่ฉุดด ไอเยิฟยูน้า3

 

1 เมนต์=∞กำลังใจ❤

 

#มังกรปรปักษ์

#หยินคู่หยาง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 82 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #324 mee_pa (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 00:06
    รอฉากสอนรำเลย
    #324
    1
  2. #322 angelofphuket (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 11:02

    สอนแบบทุกกระบวนท่า ถูกต้องแล้วอาไป๋ อ่านแค่คืนเดียวกับทาต่อตอนเช้าจนถึงบทนี้ สนุกมากคะไรท์ เป็นกำลังใจให้น้า

    #322
    1
  3. #321 06880 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 00:56

    ไป๋หยินสอนเฮยหยางดีๆนะ ไม่ใช่ไปเกาะแกะลวนลามเขา!!


    เดือน11โหดร้ายจริง

    #321
    1
  4. #316 wadoyochi (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 / 17:30
    อาไป๋ไปสอนพี่เค้าไม่ใช่ให้ไปลวนลามพี่เค้านะลูก
    #316
    1
  5. #315 0988687528 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 / 13:13

    คิดถึงไรท์มากมายในที่สุดเธอก็กับมา รอดูอิพี่รำเด้อ5555
    #315
    1
  6. #314 orora_orn (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 / 06:27
    รออ่านตอนต่อนะคะ มีความ Shall We Dance? จากน้องไป๋ สอนพี่เค้าดีๆนะ =///=
    #314
    3