มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 30 : นามเรียกขานหนึ่งเดียว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 771
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 86 ครั้ง
    1 พ.ย. 62

          ตอนที่ 28 : นามเรียกขานหนึ่งเดียว

 

 

          ยามบ่ายคล้อยตะวันเย็น มวลพฤกษานานาพันธุ์แข่งกันชูช่อแย้มรับแสงสุดท้ายของวัน ต้นอ่อนยอดหญ้าแตกหน่อผลิใบกลางพงไพรงาม ใบไม้เหลืองปลิดปลิวลอยกระทบผิวน้ำ มัจฉาดำผุดดำว่ายอวดเกล็ดสีแวววาวที่พวกมันแสนภาคภูมิใจ

 

          ณ ต้นไม้ใหญ่ริมธารา ครอบครัวนกน้อยขดตัวซุกกอดกันในรังอันเกิดขึ้นจากความอุตสาหะ แม่นกลูบปีกนุ่มนิ่มของลูกรักวัยหัดบินอย่างทะนุถนอม ปากแหลมเล็กส่งเสียงจิ๊บ ๆ ถามไถ่ถึงสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจมาหลายวันกับสามี--

 

          เปรี้ยง !!!

 

          พูดไม่ทันขาดคำ อสนีบาตที่ไม่ทราบว่าโผล่มาจากเมฆกลุ่มใดก็ฟาดทลายลงมาจนพื้นดินแตกระแหง เหล่าปักษาแตกฮือโผบินออกจากรัง ปลาสีสวยผลุบหายลงก้นบึง พาตนและครอบครัวหนีให้ไกลจากต้นกำเนิดของสายวิชชุนี้

 

          วังไป๋หลง

 

          เสียงบางอย่างคล้ายระเบิดดังกึกก้อง หมอกควันเบาบางลอยตลบอบอวล ก่อนสลายหายไปยามกระแสลมพัดผ่าน เผยให้เห็นต้นเหมยที่ถูกผ่าออกเป็นสองเสี่ยง แกนกลางไม้ไหม้เกรียมส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่ววัง

 

          เป็นต้นที่หกแล้ว...

          สำหรับวันนี้

 

          ประกายแสงสีเงินส่องสว่างวูบวาบลอดเข้ามาภายในตำหนักที่ปิดทึบ ทว่าเหล่าข้าราชบริพารกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ยังคงปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองต่อไปอย่างขยันขันแข็ง ดูสงบนิ่งขัดกับเสียงฟ้าผ่าสะท้านแก้วหูผู้คนให้อื้ออึง

 

          ขึ้นชื่อว่าเป็นข้ารับใช้มังกรขาว ผู้ครอบครองพลังแห่งแสง หากไม่มีวิธีรับมือก็คงยากที่จะอยู่รอดได้จนถึงทุกวันนี้

 

          กระนั้นความกังวลใจก็มิได้ลดบั่นทอนลง สายตาหลายคู่จับจ้องไปยังบานประตูห้องของนายท่านอย่างพะวักพะวน ประกายสายฟ้าวูบขึ้นอีกครา เล็ดลอดผ่านหน้าต่างสลักลาย พอดีส่องต้องใบหน้าชื้นเหงื่อของผู้เป็นเจ้าของตำหนัก ดวงตาคมหรี่ลงยามประกายเจิดจ้าพาดผ่าน บรรยากาศที่ห้อมล้อมทวีความน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม

 

          ดั่งมัจจุราชมาเยือน

 

          ก่อนนัยน์ตาสีเงินยวงจะปิดลง ไป๋หยินสูดลมหายใจเนิบช้า ข่มกลั้นขุมพลังที่แตกซ่านภายในกายอย่างยากลำบาก ครั้นกัดฟันทนไม่ไหวจึงบันดาลให้เกิดเส้นสายระโยงระยางบนฟากฟ้าแทน

 

          สาเหตุที่มีสภาพน่าสังเวชเช่นนี้ มิใช่เพราะความรู้สึกหวาดหวั่นไม่มั่นคงเพียงอย่างเดียว

 

          แต่เพราะเป็นมังกรขาว

 

          สีอวมงคล

          สัญลักษณ์แห่งความตาย

 

§  สีขาวตามความเชื่อของชาวจีน = ถือว่าเป็นสีแห่งความโศกเศร้า เกี่ยวข้องกับความตายและการไว้ทุกข์ เป็นสีต้องห้ามสำหรับงานมงคล

 

          ดังนั้นคงไม่แปลกนัก หากจะเข้าใกล้ความตายยิ่งกว่าใคร ดวงหน้าหยกพลันปรากฏรอยยิ้มเย็นชา ยิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งทุกข์ระกำเช่นนั้นหรือ ช่างย้อนแย้งเสียจริง

         

          แต่เอาเถิด... ข้าจะยอมรับมัน

 

          กระนั้นแม้จิตจะรู้สำนึกดี แต่ร่างกายกลับไม่เชื่อฟัง

 

          ฟ้าผ่าดังสะเทือนเลื่อนลั่นสุดขอบแดน อัมพรสะท้าน พสุธาสะเทือน เมื่อลำแสงสีขาวลาลับไป เหลือทิ้งไว้เพียงความบอบช้ำของผืนดินและสะเก็ดไฟเป็นของดูต่างหน้า ให้เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ไร้พิษสงนั่งน้ำตาซึม

 

          ได้รู้ซึ้งแล้วว่าทนแดด ทนลม ทนฝนดีกว่าทนให้ฟ้าผ่ากลางหัว !

 

          ด้วยเหตุนั้นสิงสาราสัตว์จึงตัดสินใจอพยพย้ายถิ่นฐานไปประจำการอยู่ทิศอื่น พร้อมแพร่ข่าวให้ทราบโดยทั่วกันว่า พื้นที่ป่ารอบวังไป๋หลงไม่น่าลงหลักปักฐานอีกต่อไป !

 

          สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือพงไพรบริเวณที่มังกรขาวปกครองกลายเป็นป่าช้า ไร้สัตว์ป่าอยู่อาศัย กระทั่งหนอนแมลงก็อย่าหวัง เหลือเพียงเหล่าฝูงปลาที่หัวเราะไม่ออก น้ำตาหลอมรวมกับน้ำในบึงจนแทบล้นทะลัก คำสบถพ้นออกมาเป็นฟองอากาศ

 

          เฮงซวยที่สุด !

 

          และแน่นอนว่าคนอย่างไป๋หยินไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้อยู่แล้ว

 

          แม้นท้องฟ้ายามนี้จะปราศจากลมพายุ อสนีบาตอันไร้ที่มาที่ไปก็ยังคงฟาดกระหน่ำลงมา ไม่มีวี่แววว่าจะอ่อนโทรมลง

 

          บุรุษชุดขาวถอนหายใจเหนื่อยล้า ผุดลุกขึ้นพาร่างชุ่มเหงื่อเดินไปยังโต๊ะกลมที่มีอาหารและกาน้ำชาเย็นชืดตั้งเอาไว้ โดยฝีมือของเหล่าจิ้งเหลนขาวที่ทุก ๆ เช้าจะเคาะประตูแล้ววาดถาดอาหารไว้หน้าห้องด้วยความเป็นห่วงสุขภาพของเจ้านาย

 

          ไป๋หยินเมินอาหารที่วางอยู่ เลื่อนมือไปหยิบกาน้ำชาแทน เพราะลำคอแห้งผากแทบเป็นผุยผง ทำให้กระหายน้ำยิ่งกว่าอะไร

 

          ไม่ว่าจะผ่านมาอีกกี่ครั้งก็ไม่เคยชิน

 

          ยามผิวกายถูกอาบด้วยแสงแดดร้อนแรงก็มิอาจเทียบกับความรู้สึกปั่นป่วนที่ประสบอยู่ในตอนนี้ได้

 

          ไม่มีวันชิน

 

          ทว่าเสียงฟ้าร้องดังครืน ๆ รั้งความสนใจให้ร่างสูงที่กำลังเทกาน้ำชากรอกปากตนเองนั้นหยุดชะงัก ค่อย ๆ หันมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความคาดหวัง พบเมฆดำกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้ามา

 

          ดวงตาสีเงินเป็นประกายไหวระริกเพียงชั่วครู่ ก่อนจะอ่อนแสงไป มังกรขาวผินหน้ากลับมาดื่มชาไร้รสชาติดังเดิม

 

          ไม่ใช่

 

          ไม่มีกลิ่นของคนผู้นั้นแฝงอยู่ในหมู่เมฆนั่น

 

          รอยยิ้มโศกผุดขึ้นก่อนเลือนหายไปในชั่วพริบตา

 

          ... ดูท่าทางจะคิดถึงมากไปกระมัง

 

          ไป๋หยินพยุงกายล้มตัวลงนอนกับเตียงไม้ ยกมือขึ้นก่ายหน้าผากแล้วหลับตาลง นอกจากร่างกายที่อ่อนล้า ด้านจิตใจก็ไม่แพ้กัน แค่นึกถึงหน้าเจ้าเด็กนั่น คำพูดของมัน ใจยิ่งปวดร้าวจนอยากจะฉีกกระชากออกเป็นชิ้น ๆ จะได้หายเจ็บสักที

 

          เสียงขบกรามดังแว่วเป็นระยะพร้อมกับหัวคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากัน เหงื่อไคลไหลย้อยหายเข้าไปในสาบเสื้อเปลือยแผ่นอกที่สะท้านขึ้นลงตามจังหวะหัวใจที่เต้นอย่างรุนแรง

         

          น้ำเสียงแหบพร่าเรียกขานชื่อของคนผู้นั้นซ้ำไปซ้ำมา

         

          เฮยหยาง...

 

          พี่หยาง...

 

          อาเฮย...

 

          ก่อนเปลือกตาสีมุกคู่นั้นจะปิดลง

 

          ส่วนเฮยหยางในขณะนั้นกำลังเหินบินอยู่กลางเวหา ลมอ่อนพัดเอื่อยไหลผ่านเกล็ดสีดำเรียบลื่นตั้งแต่หัวจรดปลายหาง และหากสังเกตให้ดี ๆ คราวนี้กลับไม่มีเงาตะคุ่ม ๆ เกาะบนศีรษะของข้าเฉกเช่นเคย

 

          ใช่ วันนี้เงาน้อยไม่ได้ติดตามมาด้วย โดยที่เจ้าตัวให้เหตุผลสั้น ๆ ว่า

 

          [ข้าไม่ไปด้วยหรอก ประเดี๋ยวเส้นด้ายอันแสนนุ่มฟูของข้าจะไหม้เอา (*-`ω´- ) เสียโฉมกันพอดี ! ]

 

          ทีแรกข้าก็ไม่ค่อยสนใจคำพูดของเจ้าก้อนยุ่งนัก แต่ทันทีที่ลงมาถึงอาณาเขตส่วนล่างของแผ่นดินก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง ทั่วท้องนภาเต็มไปด้วยประกายแสงสีเงินละลานตา ร่างมังกรอันทรงพลังถึงกับหยุดลอยเคว้งกลางอากาศชั่วขณะ

 

          รู้ทั้งรู้ว่าต้องเจอสายฟ้าฟาดตามที่จดหมายเขียนบอก

 

          แต่ใครเล่าจะรู้เช่นเห็นชาติว่านอกจากจะมีจำนวนเยอะปานนี้แล้ว ยังทรงอานุภาพความรุนแรงประหนึ่งฟ้าผ่าแค่ครั้งเดียว !

 

          ขืนบินผ่านไปดื้อ ๆ คงได้กลายเป็นเถ้าธุลีก่อนถึงตำหนักไป๋หลงเป็นแน่

 

          ข้าส่ายหน้ากลัดกลุ้ม

 

          ว่ากันตามตรง ข้าน่ะเข็ดหลาบกับลำแสงบัดซบนี่แล้ว ยิ่งนึกยิ่งขนลุกขนพอง ราวกับความรู้สึกจนตรอกอย่างสมบูรณ์ในคราวนั้นกลับมาอีกครา มิทราบว่า... จะหลบสายฟ้าเบื้องหน้าอย่างไรไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ

 

          จะให้ซ่อนตัวในก้อนเมฆน่ะรึ สายฟ้าฉลาดพอ ๆ กับเจ้าของมันนั่นแหละ

 

          อีกอย่างพวกข้าต่อสู้ด้วยกันมานมนาน ไหนเลยจะไม่รู้ไม้ตายสุดท้ายของกันและกัน วิธีนี้มันเก่าไปแล้ว ถึงจะใช้ได้ผลกับพวกหน้าโง่ตนอื่นก็เถอะ

 

          อย่างไรก็ตาม ดูท่าทางอาการของเจ้าหยวกกล้วยตอนนี้ คงไม่ใช่แค่อารมณ์แปรปรวนอย่างที่ข้าคิด

 

          ดังนั้นหากอดกลั้นบินฝ่าเข้าไปแค่ครู่เดียวด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คงไม่ได้ทำให้เกล็ดของข้าบิ่นไปมากกว่านี้กระมัง

 

          ข้าหลับตาลงรวบรวมสมาธิ

 

          ในเมื่อตัดสินใจแล้ว อย่าได้มีความลังเลหลงเหลืออยู่

 

          ทันใดนั้นเอง ประกายสายฟ้าแลบแปลบกับเสียงอสนีบาตครั่นคร้ามพลันชะงักขาดหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ...คล้ายกับรับรู้ได้ว่าผู้ที่เฝ้าคะนึงหาทุกคืนวันอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแล้ว

 

          ข้ากะพริบตาปริบ เสียงหัวเราะแผ่วหลุดรอดออกมา

 

          ชั่วพริบตา มังกรลำดับสองแห่งเหยียนหลงก็ปรากฏตัวขึ้นหน้าวังไป๋หลง ข้าหวนคืนสู่ร่างจำแลงอีกครั้ง ปัดฝุ่นตามแขนเสื้อตัวเองด้วยท่าทีสบาย ๆ ต่างจากเหล่าทหารยามที่เปิดประตูต้อนรับด้วยท่าทางกระตือรือร้น สีหน้าแลดูยินดีระคนโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง

 

          ในที่สุดก็ได้ดึงขี้ผึ้งอุดหูออกเสียที !

 

          ระหว่างที่ข้าก้าวเท้าเข้ามาในวังก็ลอบสังเกตบริเวณโดยรอบไปด้วย ต้นไม้หักโค่นระเนระนาดจนรากไม้ใต้ดินโผล่ขึ้นมาให้ยลเป็นขวัญตา ทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มชุ่มน้ำเหลือเพียงหน้าดินแห้งกรัง ไม่รวมประติมากรรมรอบนอกตำหนักที่ต้องซ่อมแซมเป็นการด่วน

 

          แต่ข้าว่าเจ้านั่นไม่สนใจหรอก

 

          ข้าหยุดเท้าลงพร้อมกับปรายตามองข้ารับใช้ชุดขาวที่ยืนค้อมตัวอยู่ข้าง ๆ อย่างนอบน้อม ไม่ว่าจะมองอีกกี่ครั้ง กิริยาท่าทางดูเรียบร้อย ต่างจากบ่าวไพร่วังข้านัก

 

          แต่จิ้งเหลนก็คือจิ้งเหลน

 

          รวมหัวกับพวกจิ้งเหลนดำ ลักลอบติดต่อกันลับหลังเจ้านาย ไม่ต่างอะไรจากหนอนบ่อนไส้ ! อย่าหวังเลยว่าจะใช้หน้าซื่อ ๆ เหมือนเจ้าตัวบัดซบนั่นหลอกข้าได้อีก

 

          ข้าแค่นเสียงขึ้นจมูกก่อนออกคำสั่ง

 

          "นำทางไป"

 

          ข้ารับใช้ประจำวังไป๋หลงยิ้มแป้น รีบเดินนำด้วยหัวใจลิงโลดทันที ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวเลยว่าถูกจับได้แล้วหากไม่ได้จดหมายลับฉบับต่อมาจากสหายแดนเหนือ

 

          เหล่าจิ้งเหลนขาวถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก ๆ ไม่กล้าออกลู่ออกทางอีก(สักพักใหญ่)

 

          บานประตูที่ปิดตายถูกไขออกด้วยเงาของข้า เพราะไป๋หยินไม่เคยให้ผู้ใดถือกุญแจ กระทั่งหัวหน้าข้ารับใช้ก็ไม่มี ข้าถอนหายใจยาวพลางผลักประตูเดินเข้าไป ปล่อยให้เจ้าพวกหน้าเหม็นคิดสะระตะว่านายท่านไป๋เปิดประตูคอยนายท่านเฮยอยู่นานแล้ว

 

          แต่ไหนเลยคนที่ไม่ได้สติจะทำได้ถึงขนาดนั้น

 

          ข้านั่งลงกับขอบเตียง ก้มหน้ามองแสงจันทร์ลูบไล้ดวงหน้าขาวผ่องดุจงาช้างที่ไม่ได้พบพานมานานหลายวันด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในอก ก่อนฝ่ามือจะยกขึ้นลูบเส้นผมสีขาวโพลนที่ยาวพ้นหมอนหนุน

 

          ดูหมองคล้ำไร้ชีวิตชีวาไปมาก

 

          นั่งแค่ตรงนี้ ยังสัมผัสได้ถึงไอร้อนรอบตัว ข้าขมวดคิ้วไม่ชอบใจ ยกมือแตะหน้าผากคนหลับลึกเบา ๆ หากคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่มาสัมผัสเข้าคงได้ร้อนลวกมือ

 

          จังหวะที่หมุนตัวคิดจะหาผ้าสักผืนมาซับเหงื่อให้สักหน่อย หางตาพลันเหลือบเห็นประตูไม้ที่แง้มออก เมื่อเปิดออกไปก็พบกับ... อ่างไม้บรรจุน้ำสะอาดพร้อมด้วยผ้าขาววางเรียงอย่างเป็นระเบียบหน้าห้อง

 

          ข้าเผลอนิ่งงัน ก่อนยิ้มขำด้วยความจนใจ ตวัดสายตาขวับไปยังเสาต้นหนึ่งที่มีหัวกลม ๆ โผล่ออกมาเรียงกันเป็นตับ

 

          รอยยิ้มเย็นวาดขึ้นบนใบหน้า

 

          ...จากนั้นพวกมันก็ทำหัวหดหายไปกับเสาอย่างเงียบเชียบ

 

          ข้าปิดประตูดังปัง แน่นอนว่าไม่ลืมหยิบข้าวของที่กองอยู่หน้าห้องเข้ามาด้วย อุตส่าห์ตระเตรียมมาให้เสียขนาดนี้ จะเมินเฉยก็ดูใจจืดใจดำกันเกินไปหน่อย

 

          ข้าเท้าคางลงกับเตียงจ้องหน้าคนหลับสนิทสักพักแล้วเผยยิ้มนิด ๆ ใช้ปลายนิ้วคีบปลายจมูกรั้นด้วยความหมั่นไส้ "เอาล่ะ เด็กน้อย เดี๋ยวพี่รองจะเช็ดตัวให้เจ้าเอง ... รู้ไว้เสียด้วยว่าที่ข้าทำไปเพราะเวทนาเจ้าล้วน ๆ "

 

          ใครเป็นห่วงกัน ? บิดาจะตีปากมันให้

 

          ข้าประคองคนป่วยพิงบ่าแล้วคลี่ผ้าผืนหนึ่งปูรองบนเตียง กันไม่ให้น้ำหยดซึมจนเฉอะแฉะ ซึ่งอันที่จริงก็ไม่น่าทันแล้ว เหงื่อไหลท่วมเสียขนาดนี้ จากนั้นก็จัดท่าทางที่คิดว่าน่าจะนอนสบายที่สุดให้ มือถกแขนเสื้อขึ้นพร้อมบิดผ้าชุบน้ำพอหมาดแล้วเริ่มลงมือเช็ดใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้ขอบตาแลดูลึกโหล ตามด้วยซอกคอ และ...

 

          ดวงตาสีนิลลากยาวมาถึงสาบเสื้อที่เปิดกว้าง รวมถึงสายคาดเอวที่จะหลุดไม่หลุดแหล่

 

          อืม เปลื้องผ้านิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่ได้ทำให้ตัวของมันบุบสลายตรงไหน ข้าใคร่ครวญในใจ มือก็กระตุกปมเชือกไปด้วย ใช่ว่าจะเพิ่งเคยเห็นครั้งแรกสักหน่อย

 

          แต่...   

 

          ข้าใช้นิ้วจิ้ม ๆ แผงอกแกร่งด้วยความสงสัย

 

          เชื่อว่าถ้าเจ้าก้อนกลมมาเห็นภาพนี้เข้าคงอยากตีข้าให้ตาย ข้ายักไหล่หลังจากที่เล่นสนุกจนพอใจ ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เจ้าเด็กนี่มีรูปร่างดีกว่าข้ากัน ไหนจะกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องอีก

 

          ร่างกายคนเราช่างน่าสนใจนัก ข้าคิดพลางชุบน้ำใหม่ เพราะผ้าในมือเริ่มอุ่นอีกแล้ว โดยเฉพาะมังกรแดงหงเฟินฮวา เห็นหน้าตางดงามยิ่งกว่าสตรีเยี่ยงนั้น อย่าได้คิดดูแคลนเชียว

 

          เพราะมีครั้งหนึ่งที่ข้าบังเอิญเข้าไปในห้องของพี่ใหญ่ตอนกำลังเปลี่ยนชุดไปงานเลี้ยงพอดี กล้ามเนื้อใต้อาภรณ์ที่ปกปิดอย่างมิดชิด ดูดียิ่งกว่าข้าเสียอีก  

 

          ข้าถอนหายใจเศร้าสลด ความเจ็บช้ำภายในใจนี่มันอะไรกัน

 

          เอาล่ะ เช็ดเนื้อเช็ดตัวเสร็จแล้ว ข้าลุกขึ้นยืนมองผลงานตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะไปรื้อหีบหาเสื้อผ้าบาง ๆ ให้เจ้าหยวกกล้วยเปลี่ยน อย่างน้อยอุณหภูมิของมันไม่ได้พุ่งสูงเหมือนก่อนหน้านี้แล้วก็วางใจไปได้เปลาะหนึ่ง

 

          ว่ากันว่าสายฟ้าร้อนระอุยิ่งกว่าดวงอาทิตย์เสียอีก

 

          ทว่าข้าคิดผิด เพียงเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป อาการของมันก็แย่ลง ไป๋หยินหอบหายใจแรงเหมือนหายใจไม่ออก อุ้งมืออุ้งเท้าร้อนชื้น ไข้ขึ้นสูงจนเนื้อตัวแดงก่ำ

 

          ข้ารีบคว้าข้อมือของมันไว้แน่นพลางตรวจจับชีพจร นัยน์ตาพลันเบิกกว้าง

 

          ชีพจรเต้นเร็วจนน่าใจหาย

 

          ข้าเม้มปากชั่งใจ มองคนที่กำลังนอนกระสับกระส่ายตาไม่กะพริบ สุดท้ายก็ตัดสินใจถอดรองเท้า ปีนขึ้นไปกอดแล้วลูบหลังเด็กที่โตแต่ตัวเบา ๆ ฝ่ามือเย็นลูบผ่านกรอบหน้า คอเรียว ก่อนประทับลงกลางอก หวังให้ความหนาวเย็นดั่งสายฝนนี้ ปลอบประโลมให้ใครบางคนหลับสบายขึ้น

 

          แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี

 

          และดูเหมือนว่าจะได้ผล

 

          ลมหายใจของเจ้าหยวกกล้วยค่อย ๆ ช้าลงจนเป็นปกติ ข้าถอนหายใจโล่งอก อยากจะใช้นิ้วเคาะหน้าผากมันแรง ๆ สักที โทษฐานที่ทำให้ข้าใจหายใจคว่ำ

 

          ...แต่สุดท้ายก็ทำไม่ลง

 

          ข้าอ้าปากหาว แค่ดูแลคนป่วยก็ใช้พลังไปไม่น้อยเลย ก่อนนึกขึ้นได้ว่าน้อยครั้งนักที่สัตว์เทพจะเจ็บไข้ได้ป่วย ปลายนิ้วของข้าลูบสางเรือนผมสีขาวประกายเงินช้า ๆ แต่กรณีของเจ้านี่ก็เข้าใจได้อยู่

 

          ข้านอนแผ่อยู่บนเตียงด้วยความเหนื่อยอ่อน คิดว่าจะพักสายตาสักหน่อย แต่กลายเป็นว่าเผลอหลับข้าง ๆ เจ้าของตำหนักไปโดยไม่รู้ตัว ข้าคิดรำพึงในใจก่อนจมลงสู่ห้วงนิทรา

 

คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาก่อน

 

.

.

.

 

          ทุกครั้งที่ต้องดิ้นทุรนทุรายกับความร้อนระอุราวกับจะเผาไหม้กายาให้เป็นจุณ ข้ามักจะฝันถึง... อดีตอันล่วงเลยมานานหลายร้อยปี

         

          ยามลืมตาตื่นขึ้นบนพื้นพิภพที่มีชื่อว่าดินแดนสัตว์เทพ ผู้คนต่างเรียกขานตัวข้าผู้ซึ่งกะเทาะตัวออกจากเปลือกไข่สีพิสุทธิ์ว่า 'มังกรขาว' กล่าววาจาหวานหูว่าข้านั้นแตกต่าง เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจจนต้องบันทึกลงหน้าประวัติศาสตร์

 

          เพียงเพราะข้าเป็นมังกรขาวตนแรกที่เป็นบุรุษ

 

          หมอมีชื่อที่ถูกเรียกตัวมาเป็นต้องเหงื่อตก พยายามตรวจสอบหาสาเหตุอย่างถ้วนถี่ เพราะถูกแรงกดดันจากรอบด้านจนแทบไม่มีที่หายใจ โดยทั่วไปคนเราจะมีพลังหยินและหยางอยู่ในตัวในปริมาณที่แม้จะไม่สมดุล แต่ไม่เคยมากเกินหรือน้อยเกินไปจากนี้

 

          แต่พลังหยางของข้า สัญลักษณ์แห่งบุรุษเพศกลับเข้มข้นผิดแผกจากสัตว์เทพตนอื่น ๆ กระทั่งหงส์ มังกรเพลิงก็มิอาจเทียบเท่าได้

         

          มีข้อสันนิษฐานมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ บ้างก็ว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ มิอาจหาคำตอบได้ บ้างก็ว่าเป็นคำสาปของบรรพบุรุษมังกรขาว บ้างก็ใส่เล็กผสมน้อยพูดต่อ ๆ กันไปว่าสวรรค์ได้ชี้ชะตาให้มังกรขาวยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลง

 

          สรุปแล้วคือไม่มีข้อเท็จจริงที่แน่ชัด ข้าจึงเลิกให้ความสำคัญเรื่องนี้ไปโดยปริยาย

 

          เพศสภาพต่างกันแล้วอย่างไร สุดท้ายข้าก็คือข้า จะเป็นบุรุษหรือสตรี ย่อมไม่ทำให้ชื่อเสียงของมังกรขาวนั้นเสื่อมเกียรติ

 

          แต่ไม่ ตัวข้าช่างโง่งมนัก

 

          ทุกอย่างย่อมมีข้อแลกเปลี่ยน แม้จะไม่ใช่สิ่งที่ข้าปรารถนาก็ตาม

 

          ในบรรดาสัตว์เทพทั้งสี่ มังกรถือว่าเป็นสัตว์ที่รู้ความได้เร็วที่สุด และด้วยเหตุนี้... ข้าจึงเข้าใจได้อย่างง่ายดายว่าสิ่งที่ต้องพบเจอทุกค่ำคืนนั้นคือ 'ความเจ็บปวด' ที่มากเกินกว่าคน ๆ หนึ่งจะรับไหว ไม่สิ เด็กคนหนึ่งก็ไม่สมควรจะได้รับมันเลยด้วยซ้ำ

         

          ข้าส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด นิ้วมือจิกลงกับเตียงจนปลายนิ้วด้านชา ได้ยินเสียงตุบ ๆ ของกล้ามเนื้อที่ขยายใกล้ปริแตก คำว่าเจ็บจนตัวแทบแหลกเป็นเสี่ยง ๆ คงฟังดูใกล้เคียง

 

          ร้อน...

 

          ราวกับกระดูกข้างในถูกหลอมละลายและขึ้นรูปใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

          แม้จะใช้หลักการลดทอนด้านที่เกิน บำรุงด้านที่ขาด ใช้เย็นรักษาร้อน ก็ไม่เป็นผล เพียงกะพริบตาน้ำเย็นถังหนึ่งกลับกลายเป็นกาน้ำเดือดพล่าน ผลไม้ธาตุเย็น ยาขมฝาดคอ ไม่ว่าทางใดล้วนเปล่าประโยชน์

                   

          "นายท่านไป๋หยาง..."

         

          "ออกไป"

 

          "นายท่าน--"

 

          "ข้า บอก ให้ ออก ไป !!"

 

          ข้าพรูลมหายใจหนักหน่วงหลังจากไล่ข้ารับใช้นั่นออกไป ประสาทสัมผัสเริ่มผิดเพี้ยน นัยน์ตาพร่าเลือน เลวทรามนัก เหตุใดข้าจึงต้องเจอกับอะไรเช่นนี้ด้วย

 

          บรรพชนมังกรขาวเอ๋ย หากได้พบกันวันหน้า แม้นเป็นสตรี ข้าก็ไม่ละเว้น

 

          เปลวเพลิงแห่งความคั่งแค้นที่ไม่ทราบว่ามาจากที่ใดพลันลุกโชน จิตใต้สำนึกอันคลุมเครือแฝงความอันตรายแผ่ขยายกัดกินตัวตน

 

          เกลียด

 

          ข้าเกลียด

 

          จะฆ่า

 

          ต้องฆ่า

 

          และทุกอย่างก็ดับลง ก่อนที่ข้าจะตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะสัญชาตญาณร้องเตือนบอกว่าภายในตำหนักอันเปลี่ยวเหงาแห่งนี้

 

          ไม่ได้มีข้าเพียงผู้เดียว

 

          "ตัวร้อนจัดเชียว คงทรมานน่าดู"

 

          มือเย็นเยือกลูบไล้ไปตามกรอบหน้าที่ร้อนระอุ สัมผัสเย็นวาบข้างแก้มชวนให้รู้สึกดีจนเผลอโน้มหน้าตอบรับอย่างเผลอไผล ข้าพยายามฝืนลืมตาอย่างยากลำบาก ใบหูเงี่ยฟังเสียงพึมพำจากเจ้าของมือปริศนา

 

          "ระหว่างร้อนจนอึดอัดกับหนาวเหน็บจนร่างกายไม่ต่างจากซากศพ เจ้าว่าอย่างใดดีกว่ากันงั้นหรือ..."

 

          ก่อนที่เสียงนั้นจะเงียบลงพร้อมกับฝ่ามือที่ผละออก

 

          "พวกเราแตกต่างกัน แต่ขาดกันไม่ได้ ช่างแปลกนัก"

 

          "เจ้า.. เป็นใคร ?"

 

          ทั้ง ๆ ที่ด้านนอกมีแสงนวลผ่องจากดวงจันทราลอดผ่านหน้าต่างที่เปิดกว้าง ข้ากลับมองไม่เห็นคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย ราวกับกลืนหายไปกับเงามืด แม้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของมังกรจะเฉียบแหลมยังไม่สามารถมองทะลุผ่านไปได้

 

          เงาปริศนากลั้วหัวเราะเบา ๆ

 

          "ข้าน่ะหรือ มังกรผู้ยิ่งใหญ่อย่างไรเล่า"

 

          "..."

 

          "หึ ๆ แค่ล้อเล่น ไฉนจึงทำหน้าเช่นนั้นเล่า ทำตัวให้สมกับเป็นเด็กหน่อย"

 

          ปลายนิ้วเรียวหยิกแก้มของข้าอย่างไม่ออมแรง ข้านิ่วหน้า รู้สึกอัปยศอยู่ในใจที่ทำอะไรไปไม่ได้มากกว่านอนเฉย ๆ ด้วยพละกำลังอันน้อยนิด มีหรือจะสู้แรงคน ๆ นี้ได้

 

          จึงทำได้เพียงตะคอกกลับไป

 

          "ปล่อย... ปล่อยข้า"

 

          เงามืดพลันวูบไหว จากนิ้วเหล็กที่บิดแก้มข้าจนช้ำเปลี่ยนเป็นลูบบริเวณที่ขึ้นสีเบา ๆ ความเจ็บแสบบรรเทาลงเล็กน้อย ก่อนที่ฝ่ามือคู่นั้นจะเลื่อนลงทาบกลางอกร้อนผ่าวของข้า

         

          ข้าตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับแม้แต่นิดเดียว

 

          "ข้าไม่ได้มาเพื่อทำร้ายเจ้า แค่มาดูอาการของเจ้าว่าจะเหมือนกับข้าตอนวัยเยาว์หรือไม่... พลังหยินของเจ้าน้อยไปและด้วยพลังหยางที่มากเกินจึงทำให้รู้สึกร้อนเช่นนี้ ต่างจากข้าที่หนาวสั่น ...จนนึกว่าตายไปแล้ว"

 

          "นึกดูแล้วก็แปลกนัก แค่จุดเล็ก ๆ อย่างชื่อเรียกกลับทำให้พลังของมังกรสองตนผิดเพี้ยนไป" แล้วจู่ ๆ คนผู้นั้นก็แค่นเสียงไม่สบอารมณ์ "เบื้องบนช่างบัดซบเสียจริง รู้ทั้งรู้ว่าหากประทานนามนี้ให้แก่เจ้าจะส่งผลร้ายแรงเพียงใด ดันอ้างว่าเวลาห้าร้อยปีนั้นรวดเร็วเกินกว่าจะเปลี่ยนหมายกำหนดการเดิมเสียได้"

 

          น้ำเสียงเพิ่งแตกหนุ่มยังคงเอ่ยถึงสวรรค์ต่อไปด้วยท่าทางไม่กลัวตาย

 

          "ตอนข้าเด็ก ๆ ก็เหมือนกันบอกว่าไม้ได้กลายเป็นเรือแล้ว* ยากจะถอยหลังกลับ กว่าจะยอมใจอ่อนเปลี่ยนชื่อให้ ข้าจะหนาวตายอยู่รอมร่อ ใครบอกสวรรค์มีเมตตา ...เหอะ ข้าคนหนึ่งล่ะไม่เชื่อ"

 

§  ไม้ได้กลายเป็นเรือแล้ว ; เรื่องราวได้ดำเนินไปแล้ว ไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนแปลงได้อีก

 

          ข้าผ่อนคลายความตึงเครียดลง หลังจากรับรู้ได้ถึงความเย็นกระแสหนึ่งที่ไหลเข้ามาจนผ่านไปถึงแก่นพลังที่ปริร้าว ริมฝีปากโค้งขึ้นเล็กน้อยเมื่อสดับฟังวาจาค่อนขอดองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ของคนตรงหน้าอย่างยากที่จะหาผู้ใดขวัญกล้า

 

          คนผู้นี้... แปลกประหลาดนัก

 

          แต่ห่างไกลจากความเลวร้าย คงเป็นเพราะสติที่ไม่ครบถ้วนจึงทำให้ข้ารู้สึกแบบนั้น

 

          "อย่าได้กังวลไป อีกไม่นานสวรรค์จะประทานนามใหม่ให้แก่เจ้า ความจริงก็คือชื่อเก่าข้าเอง..." เจ้าของเรียวมือเย็นสบายช้อนปลายผมของข้าขึ้นลูบช้า ๆ "อดทนหน่อยนะ เด็กน้อย"

 

          ข้าหรี่ตาลง ซึมซาบไอเย็นที่แผ่กำจายก่อนหายวับไปพร้อมกับเงาลึกลับนั่น มืออันไร้เรี่ยวแรงฝืนยกขึ้นหมายจะจับไว้ แต่สิ่งที่คว้ามาได้มีเพียงอากาศ และคำพูดทิ้งท้ายที่ฝากไว้กับสายลม

 

          "วันรุ่งขึ้นเจ้าจะหายดี"

 

          เมื่อรุ่งสางมาเยือน ตัวข้าตื่นขึ้นมาพร้อมกับความว่างเปล่าที่คุ้นเคย มีเพียงอุณหภูมิร่างกายที่ลดต่ำลง เป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนข้าไม่ได้ฝันไป

 

          ตอนนั้นข้ามักจะสงสัยเสมอว่าน้ำเสียงนุ่มลึกอ่อนโยน สัมผัสหนาวเย็นไม่ต่างจากหยาดพิรุณในหน้าฝนนั้นคือใคร กระทั่งวันเกิดครบรอบอายุห้าร้อยปี ข้าก็ได้คำตอบ

 

          เจ้าของดวงตาสีรัตติกาลอันยากจะละสายตานั่น

 

          เป็นคน ๆ นั้น

 

          ผ่านไปเนิ่นนานกว่าคนข้างเคียงจะรู้สึกตัว เฮยหยางกะพริบช้า ๆ แสงสว่างจากรุ่งอรุณพาดส่องกระทบรอยยิ้มนุ่มนวล ข้ายิ้มตอบ ...ที่ต่างจากในฝันคือข้างกายข้าไม่ได้ว่างเปล่าอีกแล้ว ใบหน้าโน้มขยับเข้าไปใกล้จนเส้นผมสองสีพันเกี่ยว ริมฝีปากแตะจูบกลางหน้าผากแผ่วเบา

 

          ความทรมานฝังลึกพลันเบาบาง

 

          ลืมสิ้นความเนื้อน้อยต่ำใจ

 

          "อรุณสวัสดิ์ น้องหยิน"

 

          "...อรุณสวัสดิ์ พี่หยาง"

 

          รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ข้าจึงสัญญากับตัวเองไว้ว่า...

         

จะไม่มีวันปล่อยมืออันเย็นเฉียบคู่นี้อีกแล้ว

 

 

          ละมุนไหมจ๊ะพี่จ๋า

         

          หลากอารมณ์ครบรสอีกแล้วครับท่าน 5555 พิหยางคะ พี่จะจิ้มนมคนอื่นแบบนี้ไม่ได้ ! บัดสีบัดเถลิงที่สุด ! /ปิดหน้า

 

          แค่ก ถ้าใครติดตามเพจ+ทวิตจะรู้ว่าหลังเราเที่ยวเสร็จ งานเข้าทันทีเลยเลยค่า ;; ฮื้อ ความผ่อนคลายปลิวหาย แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ขอบคุณทุกคนที่อวยพรและเข้าใจค่ะ <3

 

          และในที่สุดเราก็ได้แต่งฉากนี้สักที ! *จุดพลุ* สรุปว่าเขาคู่กันมาตั้งแต่เกิดหรือยังไงนะ-- เอ๊ะ แล้วไหงอาไป๋ถึงยังไฟท์กะพี่หยางล่ะ ???

 

          งงไปหมด :3 และจงงงกันต่อปายย

 

          จะว่าไปช่วงเปิดเรื่องแรก ๆ ก็มีรีดท่านหนึ่งสงสัยเรื่องชื่อของสองมังเหมือนกัน คราวนี้ก็ได้เฉลยแล้ว เย่ ! XD

 

          #ซึ่งความจริงคือเราตั้งชื่อสองหน่อว่าเฮยหยางและไป๋หยินมาตั้งแต่แรก แต่พอสืบข้อมูลดูดี ๆ ก็อ้าว หยินมันสีดำหรอกเหรอ หยางมันสีขาวหรอกเหรอ ที่ตั้งไปเพราะความชอบล้วน ๆ T v T ไม่ได้คำนึงถึงความหมายแต่อย่างใด--

 

          คิดว่านัก(อยาก)เขียนหลายคนก็คงเป็น

 

          เขียนไปก่อน ค่อยหาเหตุผลรองรับทีหลัง 55555

 

          เลยหาข้ออ้าง แค่ก ๆ เหตุผลได้อย่างพอเหมาะพอเจาะว่า ในเครื่องหมายหยินหยางแม้จะแตกต่างกัน แต่กลับมีสีของกันและกัน ในสีดำมีจุดสีขาว ในสีขาวมีจุดสีดำก็เปรียบเสมือนชื่อของทั้งสองที่ต้องมีทั้งขาวทั้งดำในตัวเอง ! เป็นไงล้า สุดยอดไปเลยใช่ม้าา--

         

          และนี่ก็คือที่มาของชื่อทั้งสองมังค่ะ O_<

 


        


          ขอบคุณภาพสวย ๆ ทั้ง 2 ภาพ จากคุณ 'Orora&Shota'

 

         

 ขอบคุณภาพสวย ๆ จากคุณ 'ไม่ประสงค์ออกนาม' เจ้าเก่าเจ้าเดิม

 

          และขอขอบคุณสปอนเซอร์-- แค่ก เครื่องดื่มแสนชื่นใจจากคุณ Jelly-Earn , คุณ ถั่วงอก และคุณ eatpig ที่โดเนทมาให้ดื่มดับกระหายด้วยนะคะ ว่ออ้ายหนี่ <3

         

          ทอร์กนี้อาจจะยาวไปนิด แต่ช่วงวันที่ 24-30 ตุลาที่ผ่านมาคือวันที่ 'มังกรปรปักษ์' ถือกำเนิดขึ้น ///7/// เรายังจำวันนั้นได้อยู่เลยว่าคิดพล็อตได้ตอนรอเครื่องบินไปไต้หวัน และสิ่งที่คิดได้เป็นอย่างแรกของเรื่องนี้คือเฮยหยางกับไป๋หยิน

 

          เป็นสองคนแรกที่ทำให้เกิดเรื่องราว

 

          ก่อนที่จะจบตอนนี้ มีอย่างเดียวที่อยากจะขอ ถือว่าเป็นของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเราและนิยายเรื่องนี้นะคะ สารภาพว่าช่วงนี้จิตตกบ่อย ร่างกายพร้อม ใจไม่พร้อม แบบฮึ่ยย ฉันเคยอดทนได้มากกว่านี้นะ 5555  ดังนั้นขออ้อนนิดหนึ่งนะคะ /เกี่ยวก้อย

 

          ' ทุกคนเจอนิยายเรื่องนี้ได้ยังไงและอะไรที่ทำให้ตัดสินใจอ่านนิยายเรื่องนี้ '

 

          เพราะเรารู้สึกเป็นเกียรติและขอบคุณทุกครั้งที่อะไรก็ตามทำให้เราได้เจอกับพวกคุณ :) แฮ่ รักสุดใจ อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ จนกว่าเวลานั้นจะมาถึงนะ

 

          ป.ล. ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาว(?)แล้ว ดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ

 

          1 เมนต์ = กำลังใจ

 

          #มังกรปรปักษ์

#หยินคู่หยาง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 86 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #313 06880 (@06880) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 13:26

    จำได้ว่าตอนนั้นอยากอ่านนิยายแนวนี้มากๆๆๆเลยค้นหาก็มาเจอเรื่องนี้พอดีแล้วก็อ่านมาพักนึงก็มีปัญหากับChrome แล้วก็หาเรื่องนี้ไม่เจอ จนไปติดตามท่านOrora&Shotaพอดีแล้วท่่นเขาก็แปะลิงค์ให้เห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกับที่ตามหาพอดีก็ดีใจแล้วตามอ่านต่อจนถึงตอนนี้ (น้ำตาไหลพลากเลยตอนเจอเรื่องนี้อีก) และก็เหตุผลที่2คือชอบภาษาการเขียนของท่านมากกก เหตุผลที่3คืออยากรู้ว่าไป๋หยินกับเฮยหยางจะจบกันยังไง ยังไงก็เป็นกำลังไตและกำลังใจให้ท่านด้วยนะ อย่าลืมดูแลตัวเองด้วย(´∩。• ᵕ •。∩`)

    #313
    1
  2. #312 mee_pa (@mee_pa) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 08:47
    จำไม่ได้แล้วว่ามาอ่านได้ไง โอเคกับภาษาและตัวละครเลยอ่านต่อเนื่องค่ะ
    #312
    1
    • #312-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 30)
      28 พฤศจิกายน 2562 / 20:02
      โหหห T T ดีใจจัง ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
      #312-1
  3. #311 ราชาปลาทอง (@Dkun) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 21:22
    เจอเรื่องนี้ได้เป็นเพราะเราชอบแนวจีนโบราณ เราพิมพ์ติดtags จีนโบราณไปมั้ง(จำไม่ค่อยได้ละ)
    อะไรทำให้ตัดสินใจอ่านเรื่องนี้?
    เราชอบตรงบทนำ การใช้ภาษาของไรต์ มีความละมุนเวลาอ่าน ไม่ค่อยติดขัด เลยตัดสินใจอ่านเรื่องนี้ ซึ่งตอนนี้มันก็เป็นเรื่องโปรด

    ขอบคุณที่แต่งออกมา
    #311
    1
  4. #310 fighting writeee♡ (@sedna0327) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 09:16
    ตอนนี้มีแต่ไมโครเวฟฟ
    #310
    1
  5. #309 CatZakaWaii (@CatZakaWaii) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 / 21:54
    อ๋าาาอ่านtalkคุณไรท์ไม่จบขอโทษนะคะย้อนกลับมาตอบฮ่าๆ
    เจอนิยายเรื่องนี้ได้ยังไง?
    เราเจอนิยายเรื่องนี้ในreadAwriteค่ะเราตามหานิยายแนวจีนโบราณอ่านเพราะติดลมเรื่องปรมาจารย์ลัทธิมารออกจากกูซูไม่ได้เลยเข้าสู่วงการนิยายจีนมาค่ะ
    อะไรที่ทำให้ตัดสินใจอ่านเรื่องนี้?
    ก่อนอื่นเลยสารภาพว่าเราชอบสติกเกอร์หยินหยางในชื่อเรื่องในreadAWriteมากค่ะเพราะเราพยายามหาในเครื่องเราบ้างแต่มันไม่มี(;-;)สองคือคำโปรยเรื่องเราชอบมากปกเรื่องเราก็ชอบค่ะเราเลยอ่านดูซึ่งก็เป็นอย่างที่เราหวังเนื้อเรื่องและภาษาคุณภาพมากค่ะเราอ่านจนลืมเวลารู้ตัวอีกทีก็อ่านจบตอนล่าสุดแล้วเราติมตามมาตลอดค่ะไม่แสดงตัวเท่าไหร่จนอ่านจบเลยหาเรื่องอื่นอ่านในแอพนี้แล้วก็มาเจอเรื่องนี้ในแอพนี้ก็ตามอีกที่ค่ะเราชอบเรื่องนี้ที่ทุกตัวละครมีเหตุผลเป็นของตัวเองที่จะกระทำสิ่งนั้นๆนิสัยเฉพาะตัวที่แยกแยะได้ทันทีที่อ่านชื่อจำง่ายและเป็นชื่อทีทุกคนคุ้นชินอยู่แล้วใครๆก็ต้องเคยได้ยินผ่านหูมาอยู่แล้วว่าหยินหยางเปรียบเหมือนสมดุลของประเทศจีน ดังนั้นเรื่องนี้จึงทำให้เราจำชื่อได้ง่ายๆเลยค่ะรักเฮยหยางมากด้วยน้องดูซื่อๆซึนๆมึนๆดีค่ะเป็นคนที่ไม่ควรโดนทำร้ายมากที่สุดเพราะชีวิตน้องไม่เคยคิดจะทำร้ายใครเลยนอกจากจิ้งเหลนที่อยู่ในวังตัวเอง(จริงๆไม่เคยทำร้ายแต่จิ้งเหลนวอนกันเอง)ยัยน้องเป็นคนที่อยากให้ทุกคนลืมตัวเองไปไม้อยากให้คนนึกถึงแต่คนอื่นกลับจำน้องได้ขึ้นใจเพราะน้องงามและออกงานยากเกินไปออกงานแต่ละทีคนเลยจ้องกันให้พรึบ
    ค่ะเราเวิ่นเว้อเกินไปยังไงเราก็อยากจะบอกคนเขียนว่าสู้ๆนะคะเราคนอ่านให้กำลังใจอยู่ตลอดไม่เคยหายไปไหนคุณคนเขียนเก่งมากๆแล้วค่ะที่แต่งออกมาให้ทุกคนได้อ่านในขณะที่คนเขียนเองก็ย่ำแย่ด้านจิตใจหรือด้านต่างๆเราอยากจะบอกว่าคำพูดคนอย่าใส่ใจมากเลยค่ะเชื่อในตัวเองเชื่อในคนที่เชื่อใจเราดีกว่าคนที่คอยดูถูกเรานะคะในเมื่อคนที่คอยดูถูกเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับความรู้สึกเราเราจะให้ความสำคัญกับเขาทำไมคะเราก็แค่ปล่อยไปเท่านั้นเองค่ะจะมีใครรู้ตัวเองดีไปกว่าตัวเองคะ ดราไม่ได้อยู่ในจุดๆที่คนเขียนรู้สึกตอนนี้เลยไม่สามารถรู้ได้ค่ะแต่อยากบอกว่าเรานักอ่านคนหนึ่งยังอยู่ตรงนี้นะคะคอยให้กำลังใจคนเขียนอยู่ค่ะถ้าคนเขียนต้องการกำลังใจหันกลับมาที่เรื่องนี้ที่นี่นะคะบอกว่าคุณต้องการกำลังใจเราพร้อมจะให้กำลังใจคุณคนเขียนนะคะก้าวผ่านมันไปให้ได้นะคะกับความรู้สึกนั้นสู้ๆค่ะ (ยาวเกินไปแล้ว!)
    #309
    1
  6. #308 CatZakaWaii (@CatZakaWaii) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 / 21:33
    เฮยหยางเป็นอย่างที่เงาน้อยบอกจริงๆค่ะเป็นคนที่ใจดีมากจริงๆไม่แข็งกร้าวแต่ภายนอกแค่ดูแข็งกร้าวแค่นั้นจริงๆก็คอยช่วยไป๋หยินอยู่ตลอดเลยเป็นอย่างที่ว่าหยินกับหยางเกิดมาเพื่ออยู่ด้วยกันต่างคนต่างมีความเจ็บปวดที่ได้รับมาตั้งแต่เกิดคนหนึ่งร้อนจนแทบระเบิดอีกคนเย็นจนแทบเหมือนคนตายแต่พอมาอยู่ด้วยกันมันพอเหมาะพอดีไม่หนาวไม่ร้อนเป็นการบ่งบอกตั้งนานแล้วว่าสองคนนี้หยินและหยางเกิดมาคู่กันตั้งแต่แรก
    #308
    1
    • #308-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 30)
      27 พฤศจิกายน 2562 / 14:00
      พี่หยางก็คือปากมีด แต่ใจเต้าหู้จริง ๆ ค่ะ ;-; อุแงงง ดีใจที่คุณอ่านแล้วสัมผัสได้ถึงจุดที่เราพยายามใส่ลงไปนะคะ แบบว่าปลื้มมาก ๆ เลย ขอบคุณที่อ่านอย่างลึกซึ้งนะคะ <3
      #308-1