มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 23 : สอดรู้สอดเห็นจนได้เรื่อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,121
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 174 ครั้ง
    23 มิ.ย. 62

        ตอนที่ 22 : สอดรู้สอดเห็นจนได้เรื่อง

 

 

          ข้าคิดอยู่เสมอว่าแท้จริงแล้วข้ามิสมควรได้ชื่อว่าเป็น มังกรดำ หรือ มังกรทมิฬ แต่อย่างใด

 

          ควรได้รับแต่งตั้งนามใหม่เป็น "มังกรสอดแนม" เสียจะเหมาะกว่า   

 

          มีคำกล่าวหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า 'ที่ใดมีความมืด ณ ที่แห่งนั้นมีมังกรดำ' เป็นความจริงไม่บิดพลิ้ว เพราะเราสามารถแฝงกายไปกับเงามืดได้โดยที่มิมีผู้ใดสังเกตเห็น ลบกระทั่งกลิ่นอาย ซ่อนเร้นตัวตนชนิดที่ว่าเหล่าสัตว์เทพที่ขึ้นชื่อด้านประสาทสัมผัสเฉียบแหลมยังไม่รู้สึกตัว

 

          ซึ่งพลังนี้ข้าชมชอบเป็นอย่างยิ่ง

          เพราะข้าชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่นอย่างไรล่ะ !

 

          [... ใช่เรื่องน่าอวดหรือ ?] เจ้าเงาน้อยพูดขึ้นมาลอย ๆ

 

          แต่มีหรือที่ข้าจะสนใจ นึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งวัยเยาว์ที่นั่งตรากตรำอ่านหนังสือความเป็นมาของสายเลือดมังกรที่ไหลเวียนอยู่ภายในตัวด้วยรอยยิ้มฉาบเต็มใบหน้า

 

          เพราะเนื้อหาที่เขียนไว้เกี่ยวกับมังกรดำมีน้อยมากเมื่อเทียบกับมังกรแห่งเหยียนหลงตนอื่น ๆ คล้ายกับเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาโดยมิมีผู้ใดต้องบอก

 

...อย่าให้ใครรู้ถึงตัวตนของเจ้า อย่าให้ทราบถึงพลังที่เก็บซ่อนเอาไว้...

 

และอย่างสุดท้าย ... อย่าใช้มันอย่างโจ่งแจ้ง

 

          ซึ่งอย่างหลังข้าก็เคยละเมิดไปแล้วเมื่อคราวที่หายตัวไปต่อหน้าต่อตาเจ้าหยวกกล้วย เพราะไม่ยอมรับของกำนัล รวมถึงอีกหลาย ๆ ครั้งที่สถานการณ์บีบบังคับให้ใช้มันอย่างเสียมิได้ บนลานประลองโชกเลือดก็เช่นกัน

 

          แต่ในเมื่อเจ้าหยวกกล้วยไม่ถาม ข้าไม่พูดก็เป็นอันจบกัน ไม่จำเป็นต้องเก็บมาคิดให้มากความ ประเดี๋ยวจะรกสมองกันเปล่า ๆ

 

          และที่เหล่าบรรพชนมังกรดำต่างปกปิดพลังอันลึกลับ ข้าคิดว่าคงเป็นเพราะความสนุกสนานอย่างหนึ่ง ดังสำนวนที่ว่า 'รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง' เท้าคางมองดูผู้คนจากมุมมืด เก็บงำความลับแล้วใช้เป็นข้อต่อรองในการรีดไถเอาสิ่งที่ต้องการมาไว้ในกำมือโดยไม่ต้องลงแรงอะไร

 

          นี่คงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้บรรพบุรุษของข้ามิใคร่เปิดเผยความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์ต่อโลกหล้า ทำตัวดั่งเสือหมอบ มังกรซ่อน*ให้ผู้คนหวาดกลัวเล่น นับว่าเป็นงานอดิเรกแก้เบื่อที่น่าสนใจมิน้อยเลยทีเดียว

 

          อย่างเช่นตอนนี้....

 

          "นี่ ๆๆ พวกเจ้าคิดว่ามีอะไรแปลก ๆ หรือไม่ ?"

 

          "เรื่องกลุ่มนักฆ่าที่ลอบโจมตีน่ะหรือ"

 

          หัวหน้าจิ้งเหลนดำร้องเพ้ย "ไม่ใช่ ๆๆ ! จะสนใจทำไมเรื่องนั้น นายท่านสิ ! นายท่านของพวกเรา มีสายรายงานมาว่าหมู่นี้นายท่านไป๋ดูอารมณ์ดีแปลก ๆ คล้ายกับไปเจอเรื่องดี ๆ มาน่ะสิ~"

 

          ข้ารับใช้ตนหนึ่งกล่าวขึ้นมาอย่างฉงน "อ๋อ ตามเนื้อสารที่เขียนว่า 'แม้ใบหน้าหยกจะราบเรียบเช่นปกติ ทว่าบรรยากาศที่โอบล้อมราวกับภมรเย้าบุปผาในฤดูวสันต์' น่ะหรือ... ข้าคิดว่าเป็นเรื่องล้อกันเล่นเสียอีก !"

 

          "ทีแรกข้าก็คิดเช่นนั้น แต่พวกเจ้าลองตรองดูเถิดหนา"

 

          เหล่าข้าราชบริพารที่ว่างงานต่างรายล้อมหัวเรือใหญ่ด้วยดวงตาเป็นประกายฉายความสงสัยใคร่รู้ เงี่ยหูฟังเสียงกระซิบกระซาบที่แผ่วเบาลงอย่างตั้งอกตั้งใจ

 

          "ช่วงเวลาดังกล่าวดันเป็นเวลาเดียวกันกับคืนนั้นอย่างไรเล่า ! คืนที่นายท่านเฮยฉีกม้วนกระดาษจนพังยับเยินเสียหายให้พวกเราคอยตามเก็บกวาดจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนน่ะ !"

 

          "โอ้ ! จริงด้วย วันเวลาเดียวกันเลย"

 

          ทุกคนในเรือนคนใช้พยักหน้าโดยพร้อมเพรียงกัน "มันต้องมีอะไรในกอไผ่แน่ ๆ !"

 

          "...."

 

          ข้าที่แอบหลบอยู่หลังเสาถึงกับพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ มือไม้เริ่มอยู่ไม่สุข ประเดี๋ยวยกขึ้นลูบหน้าลูบคาง ยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่อย่างนั้น เจ้าเงาทะมึนที่เกาะอยู่บนไหล่แค่นเสียงดังหึอย่างมีน้ำโห

 

          [เรื่องอื่นเคยตั้งใจขนาดนี้ไหม... ก็ไม่ ! เฮยหยาง ข้าว่าเจ้าต้องอบรมบ่าวไพร่ใหม่เสียแล้วล่ะ~]

 

          ข้าไม่ตอบอะไร แต่สาวเท้าเดินเข้าไปเงียบ ๆ แทน เจ้าจิ้งจกที่เป็นคนเปิดหัวเรื่องยังพูดจ้อไม่หยุดปาก ต่างจากคนอื่น ๆ ที่เงียบเสียงหันไปเมื่อเห็นข้าพร้อมกับทำหน้าเจื่อนเป็นเชิงว่า "ข้าน้อยไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้นนะขอรับ นายท่าน !!"

 

          "ฮุ ๆ ข้าว่าจะต้องมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นกับนายท่านทั้งสองแน่ ๆ ! พวกเจ้าคิดอย่าง-- ... เอ๊ะ ? Σ(Д|||)"

 

          แขนเสื้อถูกสะกิดเบา ๆ พอหันไปมองที่มาของแรงกระตุกนั้นว่าเป็นฝีมือของใครเป็นต้องสะดุ้งตัวโหยง วิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง เพราะนายท่านคนดีที่ไม่ทราบว่ามาตั้งแต่เมื่อไรกำลังยืนทำหน้าทะมึนอยู่ข้างหลัง !

 

          หัวหน้าจิ้งเหลนหุบปากฉับแทบไม่ทัน ได้แต่ยิ้มแห้งแก้เก้อ "อะ.. แฮะ ๆ นายท่านเฮย เหตุใดจึงมาไม่ให้สุ้มให้เสียงเช่นนี้เล่าขอรับ ขะ ข้าน้อยตกใจหมด..." พร้อมกันนั้นก็มองหน้ามิตรสหายร่วมอุดมการณ์ด้วยสายตาคาดโทษว่า 'ทำไมไม่รีบเตือนข้า ?!'

 

          อันที่จริงอยากจะตำหนิสักหน่อย แต่ก็คงเสียเวลาเปล่า ข้าแสร้งถอนหายใจดัง ๆ ให้พอรับรู้ว่าไม่พอใจแล้วเอ่ยว่า "ข้าจะไม่อยู่สักพัก"

 

          ครั้นได้ยินดังนั้นเหล่าจิ้งเหลนที่ก้มหน้าก้มตาสำนึกผิดจึงเงยหน้าขึ้นเหลือบมองเล็กน้อย

 

          "นายท่านจะไปที่ใดหรือขอรับ ?"

 

          ตอนนั้นเองที่บุรุษเจ้าของเรือนผมสีหมึกดำระบายยิ้มนุ่มนวล ริมฝีปากเผยอตอบด้วยประกายตาเชือดเฉือนอย่างชัดเจน พูดจบก็เดินออกไปทันที ทิ้งให้ข้ารับใช้เคว้งคว้างกับประโยคเจ็บแสบที่ทิ้งท้ายเอาไว้

 

          "ที่ไหนก็ได้ที่ข้าอยากไป"

 

          หลังจากที่หายมึนก็ตบบ่ากันเอง ก่อนแยกย้ายกันไปเข้านอนด้วยหัวใจที่เศร้าหมอง ...เฮ้อ พวกข้าก็ไม่น่าถามให้เสียความรู้สึกเลย

 

          เจ้าเงาน้อยหาวขึ้นมาเบา ๆ ซบตัวซุกลงกับซอกคอของข้าแล้วถามเสียงอู้อี้ [แล้วคราวนี้เจ้าจะไปที่ใดเล่า]

 

        วันนี้ข้าว่าจะแวะไปตำหนักเขียวของมังกรหยกสักหน่อย ข้าไม่ได้เจอเจ้าสี่มานานแล้ว

 

          [มังกรเขียวน่ะหรือ...? ข้าไม่ค่อยถูกชะตาเท่าไร]

 

          ข้าเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ นอกจากเจ้าหยวกกล้วยแล้วยังมีคนอื่นที่มันชังขี้หน้าอีกหรือ เหตุใดเล่า ?

 

          เจ้าก้อนยุ่งว่าเสียงเข้ม [ผีเห็นผีน่ะ]

 

          "...."

 

          ข้าพลันส่ายหน้าเบา ๆ ปล่อยผ่านเรื่องบ้างเรื่องไปบ้างก็ดี โชคดีที่คืนนี้เป็นคืนเดือนดับ แม้จะแปลงกายเป็นมังกรร่างมโหฬารก็มิมีผู้ใดสังเกตเห็น ยิ่งเป็นเกล็ดสีดำเรียบลื่นยิ่งแล้วใหญ่ กลืนหายไปกับท้องฟ้ายามพลบค่ำอย่างแนบเนียน มีเพียงนัยน์ตาสีเดียวกันเท่านั้นที่ส่องสว่างบางเบาราวกับอัญมณีที่ส่องแสงได้ด้วยตัวเอง

 

        ไหน ๆ ดูสิว่าตำหนักนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง

 

          [... เฮยหยาง ข้าว่าข้าได้ยินเสียงคนเสพสังวาสจากตรงโน้นนะ]

 

        เรื่องบนเตียงผู้อื่น เราควรสนใจด้วยหรือ

 

          [แต่ผู้อื่นที่ว่าไม่ใช่คนอื่นคนไกลน่ะซี่~] เจ้าความมืดตัวจ้อยบ่นอุบ [สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ข้าก็บอกอยู่ทนโท่ว่าผีย่อมเห็นผี เฒ่าลามกก็ดูคนจกเปรตออกเช่นนั้นแล]

 

          "..."

 

          พูดมาเสียขนาดนี้ หากไม่ไปก็คงน่าเสียดายแย่

 

          ข้าแฝงกายเดินลัดเลาะผ่านเรือนหยกหลายหลังไปตามที่ที่เจ้าเงาบอก เมื่อเดินมาถึงจึงพบว่าเป็นเรือนหลังหนึ่งที่ทำด้วยหยกและไม้ ซึ่งผสมผสานสองสิ่งที่แตกต่างกันได้อย่างลงตัว ไม่เหมือนกับเรือนอื่น ๆ ที่เดินผ่านมา

 

          ข้ากวาดสายตามองไปรอบ ๆ หากดูดี ๆ แล้วเรือนนี้แยกออกมาค่อนข้างมาก เหมือนไม่อยากให้ผู้ใดเข้ามาข้องแวะอย่างไรอย่างนั้น

 

          ประตูหน้าต่างปิดมิดชิด แทบไม่มีทางรอดผ่านเข้าไปได้ เว้นแต่จะเปิดประตูเข้าไปตรง ๆ อย่างปุถุชนคนธรรมดา

         

          [แต่เฮยหยางเป็นใคร ?! มังกรดำผู้ทำได้ทุกอย่างอย่างไรล่ะ !  (*´`*)]

 

          ข้าเกือบหลุดหัวเราะขบขัน ก่อนเร้นกายไปกับเงามืดที่ทอดส่องลงมาเป็นทางยาว ทว่าเมื่อเข้าไปถึงด้านในเป็นต้องเบ้หน้ากับภาพที่เห็น ต่างจากเจ้าตัวเล็กที่ร้องอู้ฮูอย่างเสียอาการจนข้าต้องปรามถึงจะสงบลง

 

          "อะ อ๊าา... นายท่าน นายท่านเจ้าขา"

 

          "เหมย เหมยเอ๋อร์"

 

          ไอ้หยา... กำลังเล่นบทสวาทกับนางรับใช้อยู่หรือนี่ ข้าแฝงตัวไปกับเงาพลางเดินสำรวจไปรอบ ๆ ทำทีพิเคราะห์นั่นนี่ แสร้งหูดับมิได้ยินเสียงกรีดร้องครวญครางปานจะขาดใจของสาวเจ้าเนื้อนางหนึ่ง

 

          ข้าลูบคางครุ่นคิด ขนาดมิได้สอดใส่ยัง... อา พูดไปก็แสลงหูเปล่า ปล่อยผ่านไปก็แล้วกัน

 

          และหากกล่าวว่าข้าเข้ามาขัดจังหวะช่วงเข้าด้ายเข้าเข็มก็คงมิได้เสียด้วยสิ เข้าใกล้แทบชิดติดขอบเตียงขนาดนี้ สองร่างหญิงหนึ่งชายหนึ่งที่นัวเนียเนื้อแนบเนื้ออยู่บนเตียงยังไม่รู้สึกรู้สาอันใดเสียด้วยซ้ำ

 

          [ข้าบอกแล้ว... เฮ้ออ ตำหนักหยกนี่มีเรื่องน่าสนใจดีเหลือเกินนะ~ เจ้าเห็นด้วยไหม เฮยหยาง~~]

 

          ข้าให้รางวัลเฒ่าทารกด้วยขนมที่พกติดตัวมาจำนวนหนึ่ง เหลือบแลภาพตรงหน้าอยู่สักพักแล้วเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน สมกับที่เป็นมังกรเจ้าสำราญ ไม่เจอหน้ากันไม่กี่ปี เหตุใดจึงทำตัวเหมือนในข่าวลือโคมลอยที่ว่า 'ต่อหน้าทำเป็นสุภาพบุรุษ รักเดียวใจเดียว ทว่าลับหลังกลับกะล่อนปลิ้นปล้อนไว้ใจไม่ได้'

 

          สมัยก่อนถึงลวี่ลู่คงจะเจ้าชู้หว่านเสน่ห์ใส่แม่นางน้อยเพียงใดก็มิเคยถึงขั้นนี้...

 

          ดี ข้าจะได้เสวนากับมันให้น้อย ๆ ลงหน่อย ข้าล่ะเกลียดนักพวกลักกินขโมยกิน ลอบกินเล็กกินน้อยในบ้านตัวเอง ปรบมือข้างเดียวอย่างไรก็ไม่ดัง เว้นเสียแต่จะมีคนร่วมผสมโรงด้วย

 

          นึกย้อนกลับไปก็น่าตลกดี คืนวันแต่งงานเจ้าให้คำมั่นสัญญากับฮูหยินคนงามเสียดิบดี ว่าจะมิคิดเป็นอื่น ชีวิตนี้ขอมีแต่เจ้าเพียงผู้เดียว ...แล้วดูตอนนี้ ดีแต่ปากน่ะสิไม่ว่า

 

           มักมากนักนะ ลวี่ลู่คง

 

          "อะ นายท่านเจ้าขา อย่าเลยเจ้าค่ะ มิเช่นนั้นฮูหยินอาจลงโทษบ่าวได้"

 

          "ไหนเลยซิ่วอิงจะลงโทษเจ้าได้ ในเมื่อข้าเป็นเจ้าของวังแห่งนี้ ...เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย" ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีเขียวเข้มกระซิบเสียงแหบพร่าข้างกกหูแดงเรื่อ "ข้าจะปกป้องเจ้าเอง... เหมยเอ๋อร์ ให้ข้าได้เชยชมเจ้าเถิดหนา"

 

          ข้าทรุดกายลงกับเก้าอี้ไม้แถว ๆ นั้น พลางยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองเบา ๆ ด้วยสีหน้าว่างเปล่าไร้อารมณ์ อา บทเกี้ยวสาวสินะ จนป่านนี้แล้วยังมีคนเกี้ยวพาราสีเช่นนี้อยู่อีกหรือนี่ นับว่าเป็นความรู้ใหม่เลยทีเดียว

 

          คำพูดคำจาช่างน้ำเน่าไร้แก่นสาร ขนาดข้าฟังแค่ผ่าน ๆ ยังแอบขนลุกขนพองด้วยความสยอง ...ว่าแต่ยายหนู ปากเจ้าบอกว่าอย่า ๆ แต่แอ่นอกป้อนถึงปากเสียขนาดนั้นนี่หมายความอย่างไรกัน

 

          ข้าขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างจริงจัง ความคิดสวนทางกับร่างกายงั้นหรือ ?... ข้าอายุก็มากแล้วยังรู้ว่าอะไรควรมิควร ก่อนที่ข้าจะเลิกคิ้วข้างหนึ่งเมื่อเสียงครางต่ำสลับหวานฉ่ำแปรเปลี่ยนเป็นบทสนทนาแทน

 

          ซ้ำยังเกี่ยวกับข้าเสียด้วย

 

          "แล้ว... นายท่านคิดอย่างไรกับบัญชาที่สวรรค์ประทานให้แก่มังกรดำและมังกรขาวหรือเจ้าคะ ?"

 

          ไม่พูดเปล่าบรรจงไล้ปลายนิ้วลูบวนบนอกแกร่งด้วยจริตมารยาหญิง ข้าหรี่ตาลงพร้อมกับยกมือขึ้นกอดอก รู้สึกขยะแขยงมากกว่าจะเกิดอารมณ์ร่วมบทโอ้โลมโหมกระพือให้แรงปรารถนาลุกโชน

 

          มังกรเขียวช้อนเส้นผมยาวสลวยที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อขึ้นมาม้วนเล่นแล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้มมุมปาก "ข้าคิดว่าสวรรค์คงเล่นตลกมากกว่า ทั้งสองต่างเป็นศัตรูคู่แค้นกันมาตั้งแต่อดีต ...อีกไม่นานคงได้วิวาทจนพื้นพิภพสั่นสะเทือนอีกนั่นแหละ" ว่าจบก็เปล่งหัวเราะ "อย่างไรเสียเสือสองตัวก็มิอาจอยู่ถ้ำเดียวกันได้"

 

          ใช่ ๆ ข้าก็คิดเช่นนั้น ข้าพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยอย่างไม่คิดจะแก้ต่างหรือปฏิเสธ พลันหางคิ้วกระตุกเล็กน้อยเมื่อฟังถ้อยคำเหล่านั้นจนจบ ปลายนิ้วเคาะลงกับโต๊ะเบา ๆ สายตาเหม่อมองทอดยาวไปไกล

 

          หากแต่ข้ามิใช่พยัคฆ์ และไป๋หยินก็มิใช่เสือ เราสองต่างเป็นมังกรผู้ยิ่งใหญ่ โผบินสู่ผืนฟ้าอันไร้ที่สิ้นสุด

 

          มีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในจิตใจ คำถามที่แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่แน่ใจในคำตอบ

 

          มังกรสองตนมิอาจอยู่บนท้องนภาเดียวกันได้เชียวหรือ ... ทั้ง ๆ ที่ท้องฟ้ากว้างใหญ่กว่าถ้ำอันคับแคบ

 

          ฉับพลันน้ำเสียงแว่วหวานเอ่ยขึ้นด้วยดวงตาเศร้าหมองรื้นน้ำตา "แต่พี่สาวข้าหมายปองมังกรดำน่ะสิเจ้าคะ ยามนางทราบข่าวถึงกับเป็นลมแทบล้มหมดสติไป ข้าสงสารพี่เหลือเกินเจ้าค่ะ"

 

          หือ เมื่อครู่นี้นางพูดถึงข้าใช่หรือไม่ หูข้าผึ่งเงี่ยฟังอย่างตั้งใจทันที

 

          "เฮยหยางน่ะหรือ... ว่าไปข้าเองก็อยากให้ตระกูลเราเกี่ยวดองกับมังกรดำเช่นกัน พลังของเจ้านั่นจะต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่ มีอย่างที่ไหนไม่ยอมเผยพลังของตัวเอง แต่กลับโค่นล้มกองทัพได้ภายในพริบตา"

 

          อืม จริงอยู่ที่พลังของข้าลึกลับกว่ามังกรทั่วไป ก็นะ พลังสอดแนมของข้าคือความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวในชีวิต หากมีผู้ใดรู้เข้าคงได้หวาดระแวงเป็นแน่ ไม่ได้ ๆ อย่าได้มีอันใดมาขัดเชียว !

 

          "...หากเราได้มาเป็นพรรคพวกก็คงดีไม่น้อย"

 

          ดวงหน้าหวานแต้มสีชาดเกินพอดีวาดรอยยิ้มหยาดเยิ้มในทันใด "เช่นนั้นเราสร้างสถานการณ์ให้พี่ข้าและท่านมังกรดำอยู่ด้วยกันสองต่อสองดีหรือไม่เจ้าคะ ...งานเลี้ยงคราวหน้าเป็นโอกาสดีแน่ พี่สาวข้างดงาม ทั้งจิตใจดีไม่แพ้หน้าตา หากท่านมังกรดำชมชอบพี่สาวข้า ย่อมขัดคำสวรรค์เป็นแน่"

 

          ข้าที่นั่งฟังจนจบถึงกับลุกพรวดจากเก้าอี้ ตาถลนเบิกกว้างอย่างแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน กระทั่งเจ้าเงาที่เกาะอยู่บนไหล่ยังหมดแรง ตัวหล่นปะทะกับพื้นไม้จนเกิดเสียงดังตุบพร้อมกับร้องอุทานเสียงหลง

 

          [หา.... ??!]

 

          ประเดี๋ยวก่อน ยายหนู ! ข้ารักตัวกลัวตาย ไม่มีทางขัดคำเบื้องบน ! แม้ข้าจะไม่พึงใจในตัวไป๋หยินมากเพียงใด แต่อย่าหลงลืมไปว่าเขาเป็นมังกรขาวผู้ทะนงตัว มีเกียรติและศักดิ์ศรี รวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ข้าเผชิญมากับตัว เจ้าหยวกกล้วยไม่มีทางปล่อยให้พี่สาวเจ้าได้เฉียดกายข้าในระยะหนึ่งชุ่นหรอก เชื่อข้าสิ !!

 

          แล้วเจ้าสี่ก็เหลือเกิน ถูกช้อนตาออดอ้อนเข้าหน่อยก็ขาดสติคล้อยตามไปเสียแล้ว หากไม่ติดว่าเป็นลูกหลานของประมุขชิงหลง ข้าคงได้เข้าไปกระชากตัวบีบคอแล้ว !

 

          "แต่เฮยหยางประสาทสัมผัสแหลมคมยิ่งนัก หากเจ้าใส่ยาปลุกกำหนัดหรือจุดกำยาน เกรงว่าจะรู้ตัวเสียก่อน"

 

          เพ้ย ๆๆ นี่มันเรื่องบ้าอันใดอันนี่ !?

         

          ข้าแทบจะกระอักเลือดออกมาจากคอหอยอย่างในโรงงิ้วที่เคยชมบนโลกมนุษย์

 

          เป็นความจริงว่าข้ารู้สึกดีที่มีคนชอบมากกว่าเกลียด ทว่าด้วยความคิดไร้จรรยาบรรณและผิดศีลธรรมเช่นนี้ ช่างน่ารังเกียจนัก สัตว์เทพได้ชื่อว่าเป็นผู้มีบุญญาธิการสูงส่งกลับมีความคิดต่ำช้ายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานตนใด

 

          น่าสังเวช...

 

          ที่สำคัญไปกว่านั้นพี่สาวเจ้าได้รับรู้ในสิ่งที่เจ้ากำลังจะกระทำด้วยหรือไม่ ?!

 

          ความหวังดีที่น้องมีต่อพี่ที่รักงั้นหรือ เกรงว่าคงไม่ เป็นการผลักพี่สาวตัวเองลงนรกชัด ๆ

 

          ดูจากสายตาก็รู้ว่านี่เป็นแค่ผลพลอยได้ ที่นางคิดไว้จริง ๆ คือยกระดับตัวเองให้สูงขึ้น เนื่องด้วยความดีความชอบที่ทำให้สองตระกูลมังกรได้เกี่ยวพันกัน หวังได้เป็นอนุภรรยาหรือฮูหยินรองเสียมากกว่า

 

          น่าขันที่ลวี่ลู่คงหน้ามืดตามัว ไม่เห็นความจริงที่ประจักษ์แจ้งอยู่ตรงหน้า

 

          สาวรับใช้ผู้หวังสูงหัวเราะคิกคัก "เช่นนั้นบ่าวรู้จักเทียบยาดี ๆ เจ้าค่ะ ท่านเฮยหยางจะต้องไม่รู้ตัวอย่างแน่นอน พี่สาวข้าก็จะได้อยู่ดีกินดี เป็นภริยาของมังกรดำผู้สูงศักดิ์ !"

 

          เมื่อเห็นนางในอ้อมอกแย้มยิ้มอารมณ์ดี หัวใจก็พลันเบิกบานตาม เอ่ยกระซิบเสียงเย้าแหย่ด้วยสายตาแพรวพราวส่อประกายความเจ้าชู้ "ส่วนเจ้าก็จะเป็นภรรยาของมังกรหยก"

         

          "แล้วตอนนี้มิใช่ภรรยาหรือเจ้าคะ ?" นางว่าเสียงกระเง้ากระงอด ใบหน้าบูดบึ้งแฝงความแง่งอนตรงข้ามกับแววตาที่ฉายกิเลสตัณหาอย่างไม่ปิดบัง

 

          "เป็นได้แน่... แต่ต้องทำหน้าที่ของภรรยาเสียก่อน"

 

          "คิก ๆ สามีโปรดชี้แนะภรรยาด้วย"

 

          [บิดามันเถอะ !]

 

        มารดามันเถิด !!

 

          เส้นเอ็นบริเวณหน้าผากส่งเสียงกู่ร้องดังตุบ ๆ ข้ายกมือขึ้นกุมขมับพร้อมถอนหายใจหดหู่ มิได้ปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างยากจะพรรณนาเป็นคำพูดมานานแล้ว

 

          แย่ล่ะสิ เทียบยาที่ได้ยินเมื่อครู่นี้จะต้องถูกใส่เข้ามาในงานเลี้ยงที่จะถึงนี้เป็นแน่ จะหลีกเลี่ยงก็ไม่ได้ ขึ้นชื่อว่าเป็นงานที่จัดขึ้นโดยฝีมือของมังกรแห่งเหยียนหลงด้วยกัน จะไม่ไปก็กระไรอยู่

 

          [อะ... ไอ้ ! ไอ้ตัวโง่งม บัดซบ วิปริต เฮงซวยย ( ᵒ̌ᵒ̌ ) เฮยหยางง !!!]

 

        ข้ารู้แล้ว ๆ กำลังคิดหาทางออกอยู่

 

          ปลายนิ้วนวดคลึงเจ้าก้อนเส้นด้ายให้สงบลง ทั้ง ๆ ที่ในใจกระวนกระวายอยู่ไม่สุข แทบจะกระโจนใส่สองร่างเปลือยเปล่าบนเตียงใหญ่ด้วยความกราดเกรี้ยวสุดจะทน ข้าก็ว่าข้าก็อยู่ของข้าดี ๆ แล้วนะ !

 

          จะทำอย่างไรดี ๆ ข้าเดินวนไปวนมาอย่างคิดไม่ตก

 

          ข้าไม่อยากได้ภาระเพิ่มหรอกนะ แค่เจ้าหยวกกล้วยก็เต็มกลืนแล้ว... ข้าสูดลมหายใจลึก ๆ พยายามปรามให้ตัวเองใจเย็นลง อยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว โชคดีนักที่สัญชาตญาณนำพาให้ข้ามายังวังหยก มิเช่นนั้นข้าคงได้มีภรรยาอย่างไม่เต็มใจไปแล้ว !

 

          ตอนนี้ต้องรีบกลับวังเฮยหลงคิดแผนรับมือและแก้เผ็ดให้เจ้าเขียวนี่เข็ดขยาดให้จงได้ !

 

          ...ชิชะ คิดวางแผนชั่วช้าสามานย์ อย่าหวังเลยว่าจะได้ใช้เวลาแสนหวานฉ่ำกับหญิงไร้ยางอาย

 

          ข้าขอไม่บอกวิธีที่ข้าใช้กลั่นแกล้งร่างของคนทั้งคู่ที่นอนราบอยู่บนเตียง เพราะเกรงว่าจะดูไม่งาม แสลงหูแสลงตาเอาได้ รับรู้เพียงว่าเสียงร้องโหยหวนอย่างทรมานฟังดูไพเราะกว่าเสียงครางแหลมสูงสลับต่ำเป็นพอ

 

          ข้าหัวเราะสาสมใจ ปล่อยให้หญิงโฉดชายชั่วที่เหมาะสมกันยิ่งกว่าผีเน่าโลงผุจมปลักกับความทรมานที่เกิดขึ้นจากความกระสันอยากของตนสักสองชั่วยามกำลังดี

 

          [... เฮยหยางของข้าช่างโหดเหี้ยมเสียจริง ! เล่นสนุกกับร่างกายของคนอื่นแบบนี้ไม่ดีเลยนะ ~]

 

          ข้าตอบกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้าน ทั้งยังมีรอยยิ้มประดับเล็ก ๆ ที่ริมฝีปาก "ก็มีเจ้าที่ให้ท้ายอยู่ด้านหลัง" แล้วจึงเดินทางออกจากวังมังกรหยกอย่างอารมณ์ดี

 

          ทว่าเมื่อเหินเวหาได้ครึ่งทาง กลับมีแสงสว่างเรืองรองจากที่ที่หนึ่งดึงดูดให้ข้าหันไปเพ่งมอง

 

          ท่ามกลางความมืดมิดไร้แสงดาว วังไป๋หลงยังคงสว่างไสวราวกับเป็นตอนกลางวัน... ด้วยความที่ตำหนักหยกตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของแผ่นดินมังกร จึงมิอาจหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ได้

 

          ก่อนหางตาจะสังเกตเห็นเรือนร่างสีขาวบริสุทธิ์ของใครบางคนที่คุ้นเคยยืนอยู่ ข้าเม้มปากแน่นอย่างชั่งใจ ทีแรกคิดว่าจะนำเรื่องนี้ไปปรึกษาพี่ใหญ่ แต่ตอนนี้... กลับเกิดตาชั่งเอียงขึ้นลงในจิตใจ

 

          สองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว อีกอย่าง... ข้าไม่อยากดึงท่านพี่หงมาลำบากด้วย

 

          กลุ่มก้อนเส้นด้ายส่งเสียงฮึดฮัด เพราะห้ามปรามไม่ทัน [เลยคิดจะปรึกษากับคนพรรคนี้น่ะรึ ?! เฮยหยางคงตกใจกับแผนการวิปริตจนเลอะเลือนไปแล้วแน่ !]

 

          น่าเสียดายที่ครั้งนี้ข้าออกจะหุนหันพลันแล่นไปเสียหน่อย กว่าจะรู้ตัวว่าคิดผิดก็คิดใหม่ไม่ทันแล้ว ทะยานตัวพุ่งลงไปอย่างรวดเร็วจนบังเกิดลมพัดหมุนรุนแรงบนฟากฟ้า วังไป๋หลงที่ราวกับอาบล้อมด้วยความสงบเยือกเย็นเกิดความปั่นป่วนขึ้นทันใด

 

          เหล่าจิ้งเหลนขาวผู้เจียมตัววิ่งหน้าตื่นขาพันกัน บางส่วนที่ยังพอมีสติก็รีบส่งข่าวไปถึงสหายฝั่งนู้นให้รับทราบโดยพลัน !

 

          ศึกมังกรคู่หยินหยางยังมีอีกหรือขอรับบ ?!!

 

          แต่ไม่รอให้ร่างมังกรปะทะกับตัววังให้พังพินาศ ข้าก็แปลงกายคืนสู่ร่างจำแลงต่อหน้าเจ้าหยวกกล้วยที่แสดงสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยกับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของข้า

         

          ทว่าทันทีที่ปลายเท้าแตะลงสู่ยอดหญ้า นัยน์ตาสีพระจันทร์ส่องที่เคยเรียบนิ่งและยากจะคาดเดาพลันสาดประกายเจิดจ้า เกิดเงาทาบทับเหนือศีรษะ ก่อนที่แขนข้างหนึ่งจะถูกฉุดกระชากจนตัวลอยถลาไปชนกับอกแกร่งเข้าอย่างจัง

 

          "ไป๋หยิน...."

 

          ข้าเรียกชื่อมันเสียงเข้ม ยังไม่ทันได้ถลึงตาใส่พร้อมกำหมัดทุบสักสองสามทีให้หนำใจ เจ้าตัวบัดซบก็แสร้งทำเป็น 'อ๊ะ ทรงตัวไม่อยู่' ได้อย่างน่าหมั่นไส้ สองแขนโอบรัดรอบเอวข้าไว้แน่นราวกับปลิงพร้อมทิ้งตัวหงายหลังไปกับพื้นหญ้าทั้งอย่างนั้น

 

          เพ้ย ๆๆ ! มารยาอ่อนด้อย ไปเรียนมาใหม่ไป !?

 

          ข้ากัดปากจนห้อเลือด ตลกร้ายที่ตำแหน่งของหัวใจทาบทับตรงกันอย่างพอดิบพอดี ใบหน้าที่ได้รับขนานนามว่างดงามเป็นอันดับหนึ่งอยู่ห่างกันเพียงคืบ ช่วงทรวงอกขยับขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ ลำตัวจึงเหยียดเกร็งอย่างห้ามไว้ไม่อยู่จนคนรองรับน้ำหนักใต้ล่างยังรับรู้ ยกมือขึ้นลูบหลังคล้ายปลอบประโลมอย่างไรอย่างนั้น

 

          สภาพตอนนี้เรียกได้ว่าน่าอับอายมาก ทว่าภายในช่วงเวลาสั้น ๆ ข้าก็ได้ขยำขยี้ความเขินอายหน้าแดงประหนึ่งสาวน้อยวัยแรกแย้มโยนทิ้งไปไกล ๆ จากที่ก้มหน้าก็ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ เงยหน้าขึ้นสบตาด้วยความจริงจังและแน่วแน่ในน้ำเสียง

         

          "ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย"

 

          ไป๋หยินเลิกคิ้วยียวน "ว่าเตรียมงานแต่งไปถึงไหนแล้วน่ะหรือ พี่หยางช่างใจร้อนเสียจริง"

 

          "เพ้ย ! งานแต่งบ้านเจ้าสิ !!"

 

          "ก็นี่บ้านข้า..."

 

          "...."

 

          ไม่กวนประสาทสักวันคงไม่ถึงตายหรอกกระมัง

 

          อาจจะด้วยสีหน้าว่างเปล่าเกินเหตุของข้า ไป๋หยินจึงหลุดขำออกมาอย่างเสียอาการ อกกระเพื่อมสั่นไหวจนข้าตีมันไปทีหนึ่งด้วยดวงตาแข็งกร้าว อย่าขยับตัวตามใจชอบจะได้ไหม !

 

          จะขืนตัวลุกขยับออกก็ปลงตกไปเสียแล้ว เหตุการณ์แบบนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เลิกหวังล้ม ๆ แล้ง ๆ จะดีกว่า

 

          ข้าหรี่ตาลงด้วยความหงุดหงิดเล็ก ๆ รอคนให้หยุดหัวเราะ เจ้าหยวกกล้วยกลับมามีสีหน้าเรียบเฉยอีกครั้ง แต่สีแดงเข้มของเลือดเนื้อกระจายไปทั่วหน้า "ขออภัย ...พี่หยางจะกล่าววาจาอันใดหรือ ถึงได้ถ่อมาหาข้าถึงที่นี่"

 

          "ข้าไม่ได้มาหาเจ้า เป็นแค่ทางผ่านเท่านั้น... หาที่สงบ ๆ แล้วนั่งพูดคุยกันเถิด"

 

          คนแซ่ไป๋ตอบกลับหน้าซื่อตาใสเสียจนอยากทิ่มลูกตา "คุยกันตรงนี้ก็ได้ ข้าไม่ถือ"

 

          "แต่ข้าถือ !"

 

          เจ้าหยวกกล้วยบ่นอุบ "ยุ่งยากเสียจริง"

 

          [อย่ามัวแต่พูดพึมพำในลำคอ ไอ้งูเน่า ! ปล่อยเฮยหยางได้แล้ว !!]

 

        อ้าว เจ้ายังอยู่หรือ เห็นเงียบหายไปนาน ข้าเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจ นึกว่าเจ้าตัวซุกซนหนีเที่ยวไปไหนต่อไหนแล้ว

 

          [หึ ที่เงียบหายไปน่ะ เพราะงอนอยู่ต่างหากเล่า แต่ไม่มีใครมาง้อสักทีก็ต้องหายเอง... เชอะ ทั้ง ๆ ที่ปรึกษาข้าก็ได้ แต่ดันมาพึ่งคนอย่างมัน] คนขี้ใจน้อยประชดเสียงสูง [ใช่ซี่~ ข้ามันก็แค่คนนอก !]

 

        .... สงสัยต้องเอาขนมมาล่ออีกแล้วสินะ

         

          หลังจากที่เจ้าของวังเล่นตัวอยู่นานสองนาน ในที่สุดมันก็เชิญข้าไปนั่งพักที่ศาลากลางสวนหย่อม พร้อมพรั่งไปด้วยขนมมากมายหลายชนิด จัดเตรียมกาน้ำชาหลากรสชาติต้อนรับกันเป็นอย่างดี

 

          ข้าจิบชาไปอึกหนึ่ง หากไม่ติดว่าบ่าวไพร่กลั้นยิ้มกรุ้มกริ่มตลอดทาง ข้าคงจะสุนทรีได้มากกว่านี้ล่ะนะ...

 

          และเจ้าหยวกกล้วยช่างรู้ใจเมื่อเห็นข้าปรายตามองไปรอบ ๆ ก็สะบัดมือไล่ข้ารับใช้ที่คอยดูแลออกไปให้เหลือกันแค่สองคน เราสองคนจ้องตากันสักพักกว่าข้าจะอ้าปากเผยถึงสาเหตุที่ทำให้มานั่งอยู่ตรงนี้

 

          ที่ที่ไม่คิดจะย่างกรายเข้าใกล้หากไม่จำเป็น               

 

          ชั่วเวลาจิบชาหนึ่งถ้วยผ่านพ้นไป รอยยิ้มบางเบาที่เคยระบายอยู่บนดวงหน้าขาวผ่องเลือนหายไป เหลือเพียงความเย็นชาดุจหิมะเหมายันที่คุ้นตา

 

          ข้าพรูลมหายใจเหนื่อยล้าหลังพูดตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีการหยุดพัก "อย่างที่ข้าเล่าไป เราสองคนจะจัดการเรื่องนี้กันอย่างไรดี"

 

          เจ้าหยวกกล้วยเบือนหน้าหนีไม่ยอมสบตา "นี่มันเรื่องของเจ้า หาใช่เรื่องของข้าไม่" ตอบเสียงแข็งทื่อเสียขนาดนี้ แววตาฉายถึงความกรุ่นโกรธเสียขนาดนั้น กลัวข้าไม่รู้หรือว่าเจ้าไม่พอใจ !

         

          อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ แล้วมาหงุดหงิดอะไรใส่ข้าเล่า ข้าเองก็งุ่นง่านไม่ต่างกับเจ้าหรอก แค่เก็บอารมณ์ได้ดีกว่าเท่านั้นเอง

         

          [นี่ขนาดบอกว่าเก็บอารมณ์นะ~]

 

          เงาน้อย...

 

        [หึ ข้าไม่กวนแล้วก็ได้ ! อยู่ต่อมีหวังได้อกแตกตายแน่ ข้าไปล่ะ คุยธุระเสร็จก็รีบกลับบ้าน อย่าปล่อยให้มันฉวยโอกาสเล่า !!]

 

          ข้าบอกลาสั้น ๆ กับเจ้าก้อนเส้นด้ายนุ่มนิ่มที่สะบัดตัวจากไปอย่างรวดเร็ว พลางใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งว่าน่าจะหาขนมดี ๆ สักชิ้นให้มันหายฉุนเฉียวเมื่อกลับไป ก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับคนตรงหน้าอีกครั้ง

 

          "ไป๋หยิน"

 

          "...."

 

          "น้องหยิน.."

         

          "..."

 

          ข้าอยากจะยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความหนักใจเหลือเกิน เรียกชื่อก็แล้ว เขย่าตัวก็แล้ว ไม่แม้แต่จะสบตาหรือมีปฏิกิริยาตอบสนอง หันหน้าแบบนั้นนาน ๆ ถ้าคอเคล็ดขึ้นมาจะสมน้ำหน้าให้ !

         

          คิดไปคิดมาการจะกล่อมมังกรตัวเขื่องแสนหยิ่งผยองให้เห็นด้วยและยอมร่วมมือแต่โดยดีก็มีไม่กี่อย่าง แต่วิธีที่น่าจะได้ผลที่สุดก็คือ...

 

          "อาไป๋"

 

          ทำให้มันได้ใจนี่แหละ

 

          ข้าเม้มปากกลั้นขำ อย่าคิดว่าเชียวข้าไม่มันเห็นใบหูที่แดงเรื่อ ทั้งยังกระดิกเล็กน้อยยามข้าขานเรียกชื่อน่ะ เพียงชั่วอึดใจเจ้าหยวกกล้วยก็ค่อย ๆ เบนหน้าหันมามองข้าอีกครั้งด้วยสายตาพราวระยับ

 

          เด็กหนอเด็ก

         

          ข้ากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มแผ่ว "ข้ากับเจ้า หยินและหยางรวมกันเป็นหนึ่ง... หากเป็นดังคำที่สวรรค์ว่าไว้จริง แสดงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของเรา ไม่ใช่ของข้าเพียงผู้เดียว"

 

          มิอาจพรากจากกันได้

 

          แน่นอนว่าถ้อยคำนี้ข้ามิได้เอื้อนเอ่ยออกไป พูดไปมีหวังได้กัดลิ้นตัวเองตายกันพอดี ข้ากระแอมเบา ๆ ก่อนพูดต่ออย่างตรงไปตรงมา

         

          "หรือหากพูดกันตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม .. เราสองคนเป็นคน ๆ เดียวกัน มิอาจหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ที่จะอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กันได้อยู่แล้ว..." ข้าเว้นช่วงไปสักพักแล้วหัวเราะเบา ๆ "เว้นเสียแต่ว่าเบื้องบนจะมีราชโองการหย่าร้างมาให้"

 

          "... อย่าพูดเช่นนั้นอีก"

 

          ไป๋หยินว่าเสียงเครียดขึ้ง เหล่าจิ้งเหลนขาวที่แอบดูอยู่ตามจุดต่าง ๆ ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกด้วยความหวั่นใจ บรรยากาศก่อนหน้านี้เป็นใจแล้วอย่างไร มีหรือที่จะคาดเดาอารมณ์ผีเข้าผีออกของนายท่านทั้งสองได้ !

 

          ข้าน้อยใจคอไม่ดีเลยขอรับ...

 

          "อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แต่ผู้ฟังที่ดีควรปฏิบัติตัวอย่างไรหรือ อาไป๋ ?"

 

          ข้าแย้มยิ้มบางหลังเอ่ยติเตียนไป เจ้าหยวกกล้วยชะงักงันไปเล็กน้อยก่อนพยักหน้ารับคำด้วยท่าทีไม่ยินยอม ทว่าก็ไม่เอ่ยขัดขึ้นมาอีก ท่าทางเช่นนี้จึงเรียกรอยยิ้มอ่อนใจจากข้าได้ไม่ยาก

 

          "เด็กดี"

 

          "..."

 

          หน้าแดงอีกแล้ว

 

          "ดังนั้นเรื่องนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องภายในบ้านที่เราต้องช่วยกันจัดการก่อนที่อะไร ๆ จะเลยเถิดยากที่จะแก้ไข ...ข้าไม่ชอบเรื่องยุ่งยาก เจ้าเองก็ไม่ชอบ"

 

          ดวงตาสีนิลหรี่ลงช้า ๆ ปลายนิ้วพลันบีบประสานเข้าหากันเมื่อบทสนทนาล่วงเลยผ่านมาถึงช่วงที่น่ากระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ท้ายที่สุด...

 

          ข้าเลือกที่จะพูดมันออกไป

 

          "เรื่องของข้าคือเรื่องของเจ้า เรื่องของเจ้าคือเรื่องของข้า"

 

          "เพียงเท่านี้ก็มีเหตุผลพอแล้วให้เจ้าร่วมมือกับข้า หรือไม่ก็สุดแล้วแต่ท่านมังกรขาวจะนึกตรึกตรอง"

 

          ด้วยนัยน์ตาสีดำสนิทแวววาวฉายประกายความจริงใจ รวมถึงน้ำเสียงหนักแน่นดุจหินผายืนยันสิ่งที่พูดไปอย่างไร้ความลังเล ไม่ยากเลยที่จะสั่นคลอนหัวใจผู้ฟังให้เต้นเร้าไม่เป็นส่ำด้วยความยินดีที่เอ่อล้นภายในจิตใจ

 

          เจ้าหยวกกล้วยนิ่งงันไปสักพักใหญ่ ปล่อยให้ข้านิ่งเกร็งอย่างลุ้นในคำตอบ กว่าจะเค้นเสียงตอบกลับมาได้ก็เป็นเพียงประโยคเดียวที่ทำเอาข้าขมวดคิ้วไม่ชอบใจ

 

          "... ท่านพูดจาได้ร้ายกาจยิ่ง"

 

          "แล้วอย่างไร" ข้าถามย้ำอีกครั้ง พยายามไม่ติดใจที่คนร้ายกาจกล่าวหาว่าข้าเป็นคนร้ายกาจเสียเอง

 

          "ข้า... ตกลง"

 

          เมื่อได้ยินคำตอบ ข้าก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ไหล่ที่เกร็งมานานจนเริ่มปวดหนึบคลายลงช้า ๆ ไม่ต่างจากข้าราชบริพารที่ลูบอกกอดไหล่กันหลังจากผ่านเหตุการณ์อันน่าระทึกใจ

 

          แบบนี้ต้องรีบกลับไปรายงานเสียแล้วสิ !

         

          "แล้วที่ปฏิเสธไปก่อนหน้านี้คืออันใด ไหน้ำส้มตกแตกบ่อยไปแล้วกระมัง" ข้ายิ้มทะเล้นเป็นเชิงหยอกล้อ ไป๋หยินทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่ใบหูกลับขึ้นสีเข้มจัด เห็นแบบนั้น ข้ายิ่งได้ใจเอ่ยเย้าต่อ "ทำตัวเป็นเด็กยิ่ง"

 

          ไป๋หยินช้อนตามองข้าอย่างช้า ๆ ก่อนเหยียดยิ้มมุมปาก "ข้าก็เด็กกว่าท่านมากจริง ๆ หากนับตามอายุของมนุษย์ก็ถือว่า--"

 

          "ห้าร้อยปี ! แค่ห้าร้อยปี"

 

          "ต้องตั้งห้าร้อยปีต่างหาก พี่หยาง"

 

          ปะทะฝีปากกันสักพัก ข้าจึงเอ่ยขอตัวกลับบ้านกลับช่องไปง้อคนในครอบครัวสักหน่อย ก่อนจากลาชายชุดขาวก็เอนกายเข้ามากระซิบที่ข้างหู "ขอบคุณท่านที่ไว้ใจข้า" สุ้มเสียงนุ่มนวลและแผ่วเบาเช่นนี้ ชวนให้จั๊กจี้หัวใจอย่างบอกไม่ถูกจนข้าต้องเอียงตัวหลบ มันก็ช่างเซ้าซี้ตามมารดลมหายใจที่ซอกคอและใบหูไม่เลิก กระทั่งตีแขนหนัก ๆ อยู่นานกว่าจะหยุด

 

          ข้ากระตุกยิ้มหลังเผชิญกลวิธีการต่อสู้แบบใหม่ที่เหมือนหมาเล่นหยอกล้อกับเจ้าของเสียมากกว่า ก่อนเชิดคอตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ

 

          "อันที่จริงข้าก็แค่อยากลากเจ้ามาตกระกำลำบากด้วยเท่านั้นเอง จะให้ข้าเจอแต่ความบัดซบเพียงผู้เดียวก็น่าเสียดายแย่"

 

          ครั้นเมื่อข้ากล่าวจบ บุรุษเจ้าของฉายามังกรหยกพลันหัวเราะเสียงใสกังวานคล้ายกระดิ่งยามต้องลม ดวงตาคมหยีลงเป็นพระจันทร์เสี้ยว ขับให้ใบหน้างามผ่องอย่างยากจะละสายตาดุจจันทร์หลบโฉมสุดา* พร้อมประโยคทิ้งท้ายที่ทำให้ข้าเผลอยิ้มกว้างด้วยความระอาใจ

 

"เช่นนั้นมันคงเป็นความบัดซบที่ดีที่สุดในชีวิตของข้าแล้วกระมัง"

 

 

          ตัวละครใหม่อีกแล้วพี่ชายยย มาพร้อมกับเรื่องวุ่น ๆ ชวนกุมเฮด XD พี่หยาง ทำไมความสงบสุขถึงไม่มาหาพี่สักทีนะ ไม่เข้าใจ 5555555

 

          ... อ่อ ฉันคนเขียนเองนี่นา //ตบตีกับตัวเอง

 

          ตื่นเต้นมากก มาถึงช่วงที่อยากเขียนมากสักที ! (;//////; แต่งเพลินมากเลยก็หวังว่าจะอ่านกันสนุกนะคะ ! เย่ ในที่สุดทุกคนก็ได้รู้ว่าสองมังอายุห่างกันเท่าไร ฮาา เรายึดตามข้อมูลที่เคยอ่านว่ามังกร(จีน)มีอายุ 4,000 ปี ดังนั้นห่างกันประมาณนี้กำลังพอดี ! เย่

 

          ซึ่งอายุไม่สำคัญหรอกค่ะ อยู่ที่ใครดีใครได้ แก่กว่าเด็กว่า อย่าไปโฟกัสค่ะท่านผู้ชมม (:3__)3 สนแค่ความรักที่เขามีต่อกันก็พอแล้วค่ะ

 

          ...// บ๊ะ จบได้สวยสุด ๆ ไปเลยตัวฉัน !!!

 

 


ขอบคุณภาพสวย ๆ จากคุณ 'ขนมปัง' เจ้าเก่าเจ้าเดิม



ขอบคุณภาพสวย ๆ จากคุณ 'Thum_p'

 

          แอบเขินเบา ๆ กับฉากล้มทับกัน ฉากเบสิกแต่กินใจตลอดกาลของอิฉัน //เขียนอักษรเลือดว่าตายเพราะเขินจัด ยิ่งฉากสุดท้ายนี่... ตาย ตายไปเลยยย

 

          (ต้องมีคนเชียร์ประมาณว่า ทำไมไม่จูบกันล่ะ ๆ แน่เลยย :3 ฮืออ เราอยากเขียนฉากที่ทำให้ฟินได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีฉากจูบค่ะ คหสต.นะ ! เราว่ามันละมุนได้ฟีลกว่าเอะอะจูบ ๆ (...) คือยังไงก็ต้องมีอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ตอนนี้แค่นั้นเองง~)

 

          ไว้เจอกันใหม่หากปั่นทัน :V รักน้า

 

          *เสือหมอบ มังกรซ่อน ; คนที่มีความสามารถ แต่ปกปิดซ่อนคมเอาไว้

          *จันทร์หลบโฉมสุดา ; ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบให้ (ฉายาของเตียวเสี้ยน 1 ใน 4 สาวงามในตำนานจีน)

 

          1 เมนต์ = กำลังใจ

 

#มังกรปรปักษ์

#หยินคู่หยาง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 174 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #222 lakkee (@lakkee) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 15:47
    ขอบคุณ
    #222
    1
    • #222-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 23)
      14 กรกฎาคม 2562 / 15:34
      ด้วยความยินดีค่ะ XD
      #222-1
  2. #221 Dark Nigth (@s-night) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 19:47
    เกลียดความแบบ อีพี่ลอยลงมาแล้วคนน้องดึงสู่อ้อมกอด แล้วทำเป็นล้มอ่ะ เห็นภาพพพ555
    #221
    1
    • #221-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 23)
      14 กรกฎาคม 2562 / 15:33
      ดีใจจังที่อ่านแล้วเห็นภาพ 55555 ในหัวนี่แบบเป็นฉาก ๆ แอบมองบนนิดนึง เนียนมากเลยลูกกกก 5555
      #221-1
  3. #220 prankmaprank (@prankmaprank) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 12:57

    แงงงง ดีต่อใจมาก แน่นอนว่าพี่ไป๋ไม่มีทางยอมแน่นอน นี่ภรรยาข้าใครก็ริอาจอย่ามาแตะนะ!
    #220
    1
    • #220-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 23)
      14 กรกฎาคม 2562 / 15:33
      เขินนนนนนน 5555 ว่าที่เจ้าสาวของข้า ใครก็แตะไม่ได้ อาไป๋ต้องคิดแบบนี้แน่ ๆ เลยยย ฮาาา
      #220-1
  4. #214 baekhyun_1a (@baekhyun_1a) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 17:29
    ชอบมากเวลาเฮยหยางพูดกับไป๋หยิน มันแบบ มีบรรยากาศอ่อนโยนอ่ะ แบบโอ้ยยยย เขินๆๆๆ
    #214
    1
    • #214-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 23)
      14 กรกฎาคม 2562 / 15:29
      ความละมุนเป็นสิ่งลวงตา มาแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ไป 555555 ดีใจที่อ่านแล้วเขินนะคะะ //ส่งมินิฮาร์ท
      #214-1
  5. #213 1สีคราม (@2612547) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 07:54
    น้องไป๋นี้ก็ร้ายนะ
    พี่หยางมาปรึกษาสามี---แค่กๆ น้องไป๋
    #213
    1
    • #213-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 23)
      14 กรกฎาคม 2562 / 15:27
      ร้ายอย่างเธอ ต้องเจอคนอย่างฉันนน 555555
      #213-1
  6. #212 rinnarinrin (@rinnarinrin) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 18:04

    ชอบพี่เฮยมาก คือนอกจากพลังกายจะสูงส่งแล้วพลังประจำตัวยังยิ่งใหญ่มากสมกับเป็นมังกรดำจริงๆ 

    ด้วยความว่างเลยบังเอิญออกไปเที่ยวเล่นถึงวังมังกรเขียว ก็เจอตอนฝั่งนั้นวางแผนการร้ายๆเข้าพอดี

    สงสารพี่เฮยแป๊ป อยู่เฉยๆก็มีเรื่องวิ่งเข้าหาซะงั้น คือจะไม่ปล่อยให้พี่เฮยเค้าอยู่แบบสงบๆเลยใช่มะ??

    แต่พี่เฮยคือไปปรึกษาน้องไป๋ถึงที่จนโดนกินเต้าหู้แบบนี้ ก็เปิดใจให้น้องไป๋แล้วใช่มั้ยล่ะ อรุ่มๆ เขินนน

    #212
    1
    • #212-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 23)
      23 มิถุนายน 2562 / 21:16
      ขอบคุณที่ชอบพี่เฮยนะคะะ ;///v///; คอมเมนต์ยาวดีต่อใจมาก ๆ จับเหตุการณ์สำคัญได้ทุกประเด็น ! สำหรับพี่หยางคือ "ชีวิตพี่มีแต่เรื่องวุ่นวาย" ความสงบไม่มีอยู่จริงค่ะ 55555 แต่ก็ไม่รู้ว่าคุณพี่คิดถูกหรือคิดผิดที่ไปปรึกษากับอาไป๋จนถูกกินเต้าหูซะ 55555555
      #212-1
  7. #211 CrossA (@almar) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 17:09
    เขินไปหมด แต่อยากเขินมากกว่านี้ เมื่อไหร่สองคนนี้จะมีโมเม้น เขินๆฟินๆ กันสักที อ้อมไป อ้อมมากันอยู่นั่นละ

    เรารึก็เป็นหนึ่งในจิ้งเหลนขาวดำ ตามลุ้นเรื่องของเจ้านายอยู่ 555555
    #211
    1
    • #211-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 23)
      23 มิถุนายน 2562 / 21:15
      :3 เขินนิด ๆ เขินหน่อย ๆ แต่เขินยาว ๆ คร้าบบบบ คนปากหนักสองคนมาเจอกันก็จะประมาณนี้ 5555555 มาตามลุ้นตามเชียร์ไปพร้อมกันกับเหล่าจิ้งกันเถอะ ! XD
      #211-1
  8. วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 14:35

    ซี๊ดโดโด มาทีก็อ่านที ปกติจะดองรอจนจบแล้วค่อยอ่าน แต่ไม่ไหวสนึกจริง วีดหนักมาก!! เด๊ะเอาFAให้อีกแผ่น ฮื่อออออ สู้ๆนะไรท์
    #210
    1
    • #210-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 23)
      23 มิถุนายน 2562 / 21:14
      >//v//< ดีใจจังเลยยย ขอบคุณที่อ่านทันทีที่อัปนะคะ 5555555 เขินนน แต้งกิ้วน้าา ขนมปังก็สู้นะ !
      #210-1
  9. #209 Adara (@Adara) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 13:44
    สนุกกกก ไรท์คะะะ เมื่อไหร่จะเฉลยว่าทำไมก่อนหน้านี้น้องไป๋ถึงได้เกลียดพี่หยางขนาดนั้นอ่าาา เดาเองจนหมดมุขแล้ว555 รอค่ะๆ ตื่นเต้น
    #209
    1
    • #209-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 23)
      23 มิถุนายน 2562 / 21:11
      ดีใจที่อ่านแล้วสนุกนะคะะ *ส่งจูบ* (///7///)! ฮื้อออ เดากันไปก่อนน้า ยังไงก็มีเฉลยแน่นอน รอติดตามจนกว่าจะถึงตอนนั้นนะคะ 55555
      #209-1
  10. #208 ILOVEMRCHU (@ILOVEMRCHU) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 13:35
    ศรอๆๆๆรออ่านตอนต่อไปป
    #208
    1
    • #208-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 23)
      23 มิถุนายน 2562 / 21:08
      V////V ฮื้ออ เขิน ขอบคุณที่ติดตามน้าา
      #208-1
  11. #207 ILOVEMRCHU (@ILOVEMRCHU) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 13:35

    "เรื่องของข้าก็คือเรื่องของเจ้า เรื่องของเจ้าก็คือเรื่องของข้า " //ใช่คำนี้มั้ยนะ
    เขินจ้าคำนี้
    #207
    1
    • #207-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 23)
      23 มิถุนายน 2562 / 21:07
      คนเขียนก็เขินแรงมากค่าาา 555555
      #207-1