มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 20 : วันนี้เมื่อห้าร้อยปีก่อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,112
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 127 ครั้ง
    17 พ.ค. 62

        ตอนที่ 19 : วันนี้เมื่อห้าร้อยปีก่อน

 

 

          [ฮึก... ฮือออ]

         

        ถือว่าข้าขอร้อง... เจ้าหยุดร้องไห้เสียทีเถิด

         

          ช่างเป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่แสนสดใสเหลือเกินนะ เจ้าว่าไหม ?...

 

          ข้ากุมขมับอย่างรวดร้าว เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วยามแล้วที่นั่งฟังเสียงสะอื้นฮักปานจะขาดใจ มืออีกข้างก็ใช้ผ้าผืนบางซับน้ำตาที่ไม่ทราบว่ารินไหลจากส่วนไหนของกลุ่มเส้นด้ายที่อดีตเคยนุ่มฟูน่าสัมผัส ยามนี้กลับดูฟิบแบนอย่างบอกไม่ถูก

 

          เจ้าเงาน้อยหายใจฟืดฟาดใส่ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น [ฮะ เฮยหยาง แต่ว่า... ฮืออ ข้าเสียใจ เสียที่ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่ยืนดูเจ้าถูกมัน ! มัน..... แงงง !!!] มันซุกลงกับบ่าของข้าอย่างไม่ยอมรับความจริงแล้วแผดเสียงร้องไห้จ้าอีกรอบ

 

          ข้าทั้งโอ๋ทั้งกล่อม ใช้สารพัดวิธีให้มันหายเศร้า แต่ไร้ผล ข้าถอนหายใจหดหู่พลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยลูบเส้นด้ายสีดำที่เปียกชื้นเบา ๆ อย่างนุ่มนวลระคนอ่อนใจ

 

          กว่างานประลองสัตว์เทพรอบที่สองจะจบลงก็กินเวลาไปนานหลายวัน และตลอดหลายวันที่ว่า... เจ้าตัวเล็กร่ำไห้ไม่หยุด ภายในหัวสมองน้อย ๆ ของมัน ภาพเหตุการณ์น่าสะเทือนใจในคราวนั้นยังติดตาไม่จางหาย

 

          คิดแล้วก็แค้นใจ อยากจะสับร่างของมันเป็นหมื่น ๆ ชิ้นแล้วโยนให้มดปลวกกินยิ่งนัก !!!

 

          เจ้าก้อนทะมึนพักหายใจครู่หนึ่ง สูดน้ำมูกเสียงดังอย่างพยายามข่มกลั้นอารมณ์ให้สงบลง [เจ้า... เจ้าแข็งแกร่งจริง ๆ นะ ทั้ง ๆ ที่คนที่ควรจะเครียดจนอกแตกตาย ควรเป็นเจ้า ไม่ใช่ข้าเสียด้วยซ้ำ ฮึกก....]

 

          น้ำเสียงแหลมเล็กแปรเปลี่ยนเป็นแหบแห้ง พ่นคำสาปแช่งและด่าทอไม่หยุดจนข้าต้องประคองถ้วยชาให้จิบ แล้วว่ากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนอกอ่อนใจ แววตาไม่ฉายแววสั่นไหวเมื่อพูดถึงเรื่องราวในคืนนั้น

 

          เพียงแค่ถูกเหยียดหยามหนึ่งครั้ง มิได้หมายความว่าชั่วชีวิตนี้จะอับจนไร้หนทางเสียเมื่อไร

 

          ความมืดตัวน้อยส่ายหน้าไม่เห็นด้วยจนตัวสั่นคลอน น้ำเสียงสั่นเครือไม่ต่างจากอารมณ์ที่อ่อนไหวและบอบบางดุจขนนกที่ร่วงหล่น

 

          [ตะ แต่... เมื่อมีครั้งแรกก็.. ก็จะมีครั้งที่สอง สาม ฮึก... และครั้งต่อ ๆ ไปนะ]

 

          ข้ายิ้มฝืดเฝื่อนโดยพลันเมื่อเจ้าก้อนยุ่งเริ่มสะอึกสะอื้นอีกครั้ง อยากยกมือก่ายหน้าผากตัวเองแล้วสบถออกมาดัง ๆ เหลือเกิน

 

          ข้ายอมรับว่าเป็นข้าเองที่ประมาทเลินเล่อ หลงลืมไปชั่วขณะว่าเจ้าหยวกกล้วยเป็นผู้ครอบครองพลังแห่งอสนีบาต ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนจะเคลื่อนไหวได้รวดเร็วประดุจสายฟ้า

 

          เพียงกะพริบตาเดียว ลมหายใจก็ถูกช่วงชิงไปโดยไม่ทันตั้งตัว

 

          ข้าเม้มปากแน่นแล้วค่อย ๆ ผ่อนลงหายใจอย่างเชื่องช้า หากบอกว่าจำรสสัมผัสแผ่วเบาในครั้งนั้นมิได้แล้วก็คงเป็นเรื่องลวงหลอกกัน เพราะข้า...

 

          ยังรู้สึกได้ถึงความอ่อนนุ่มบางเบาที่เคยเคลือบอยู่บนริมฝีปากคู่นี้

 

          แต่ไม่เห็นต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ จะอาละวาดร้องโวยวายป่าวประกาศไปทั่วว่าเพิ่งโดนจูบสูบวิญญาณมานั้น ออกจะน่าขันเกินไป ข้ามิใช่สตรีในห้องหอ จะมากระดากอายกับจุมพิตแบบเด็ก ๆ ก็กระไรอยู่

 

          พอคิดได้ดังนั้นจึงเอียงหน้าหันไปมองเจ้าตัวเล็กสีดำแล้วคลี่ยิ้มอ่อนโยน

 

        เช่นนั้นพวกเราไปงานประลองกันดีหรือไม่ วันนี้เป็นรอบชิง คงมีอะไรน่าสนใจพอให้เจ้าคลายเครียดได้บ้าง นั่งคุดคู้อยู่แต่ในตำหนักแบบนี้ไม่สมกับเป็นเจ้าเลยนะ

 

          เจ้าเงาน้อยคิดหนัก ก่อนเอ่ยแย้งด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล [แต่ว่า....]

 

        อะไรที่แล้วมาก็ปล่อยให้มันแล้วไปเถิด

 

          ข้าพรูลมหายใจเหนื่อยอ่อนกับคนเจ้าน้ำตา เข้าใจดีว่าทำไมมันถึงไม่มีกะจิตกะใจออกไปเที่ยวเล่นดังเช่นทุกครั้ง เพราะอย่างไรเสียก็มิอาจหลีกเลี่ยงเจ้าหยวกกล้วยที่คว้าชัยไปในรอบที่สองได้อยู่แล้ว

 

          ทว่าต่อให้มิได้เจอกันวันนี้ วันหน้าก็ต้องได้พบกันอยู่ดี

 

          ข้าว่าเสียงดุแกมตำหนิ อย่ามัวแต่ร้องไห้คร่ำครวญ หากเจ้าอยากช่วยข้าจริงก็ต้องเป็นหูเป็นตาให้กับข้ามิใช่หรือ แล้วฟูมฟายอยู่เช่นนี้ เจ้าจะช่วยข้าได้อย่างไรกัน

 

          [อืม...] เจ้าเงามืดขานรับเสียงอ่อย [หากข้าเข้มแข็งได้สักครึ่งหนึ่งของเฮยหยางก็คงดี]

 

          ข้ายกยิ้มเอือมระอาและไม่ได้ว่ากล่าวอันใดอีก ก่อนคว้าอีกฝ่ายไว้ในอุ้งมือแล้วสาวเท้าเร็ว ๆ ออกจากตำหนักเฮยหลงไป

 

          อย่างไรก็ตามแม้ว่าข้าจะดูเฉยชาไม่รู้สึกรู้สาอันใดตามที่เงาน้อยว่า แต่แท้จริงผู้ใดจะรู้เล่าว่า...

 

          เวลานี้หากข้าเห็นอะไรเป็นสีขาวล้วนขัดตาขัดใจอย่างบอกไม่ถูก

 

          [ฤดูประลองสัตว์เทพรอบสุดท้าย... หมุนเวียนมาอีกคราแล้วสินะ] เจ้าความมืดพึมพำเสียงเบา สุ้มเสียงดูสดใสไม่มัวหมอง [ข้ายังจำวันนี้เมื่อห้าร้อยปีที่แล้วได้อยู่เลย]

 

          ข้าเผยยิ้มบาง ตอนที่ข้าได้รับชัยชนะน่ะหรือ ?

 

          [ใช่ ครั้งนั้นน่ะนะเจ้าไม่ยอมให้ข้าลงแข่งด้วย แถมขู่ว่าห้ามบอกจุดอ่อนของคู่ต่อสู้อีกต่างหาก ! ] เงาน้อยบ่นกระปอดกระแปด ก่อนจะหัวเราะแผ่ว ๆ ในช่วงสุดท้าย [ข้าทั้งตื่นเต้นและเป็นกังวล วุ่นวายใจไปหมด... ก็แหม~ ข้าดูแลเจ้ามาแต่อ้อนแต่ออก จะไม่ให้เป็นห่วงก็คงเป็นไปไม่ได้]

 

          [แต่สุดท้าย... เจ้าก็ชนะ ข้าภูมิใจในตัวเจ้าจริง ๆ นะ]

 

          ข้าหรี่ตาลงแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือหัวเราะ เช่นนั้นก็น่าเสียดาย ปีนี้ข้าก็อดทำให้เจ้าภาคภูมิใจแล้วน่ะสิ

 

          มันส่ายหน้าจนเส้นด้ายพันยุ่งเหยิงยิ่งกว่าเก่า [ไม่จริงหรอก เฮยหยางทำให้ข้าภูมิใจอยู่เสมอนั่นแหละ ต่อให้เจ้าโง่งม ซื่อบื้อ หรือเกรี้ยวกราดในบางครั้ง เจ้าก็ยังเป็นเฮยหยางของข้าอยู่ดี~ ( ´͈ `͈ ) ]

 

        ...ข้าจะถือว่านั่นเป็นคำชมก็แล้วกัน

 

          "โอ้ ! คารวะท่านมังกรดำ"

         

          ข้าเลิกคิ้วเล็กน้อย หันไปมองที่มาของเสียงทุ้มห้าว เป็นบุรุษผู้หนึ่งกำลังฉีกยิ้มร่าเริงอยู่ ใบหูนุ่มฟูสีเหลืองอมส้มทั้งสองข้างสั่นดุ๊กดิ๊กไปมา รวมถึงหางสั้น ๆ ที่โผล่พ้นออกจากเนื้อผ้า

 

          "จิ้นเค่อ ?"

 

          "มิคิดฝันว่าท่านมังกรดำจะหวนกลับมาชิงชัยอีกครา !"

 

          ข้าส่ายหน้าอย่างจนใจ "กล่าววาจาไร้สาระ เจ้าก็น่าจะรู้ว่าข้ามาในฐานะผู้ชม"

 

          พยัคฆ์หนุ่มหัวเราะร่า "ฮะฮะ มันอดไม่ได้นี่ขอรับ ข้ายังจดจำวันที่ท่านอวดฝีไม้ลายมือได้เป็นอย่างดี น่าเสียดายนักที่มิได้ชมกระบวนท่าการต่อสู้อันลึกลับของท่านอีก"

 

          "เจ้าพูดเกินไปแล้ว"

 

          "ไม่เกินจริงแม้แต่น้อย ข้าเชื่อเหลือเกินว่าหากท่านลงแข่งในครั้งนี้ด้วย จักต้องได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน !"

 

          ข้ายิ้มจางแล้วปล่อยหมัดใส่ไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ เป็นเชิงหยอกล้อ

 

          ข้ากับจิ้นเค่อเคยประมือกันบนสนามประลองแห่งนี้เมื่อนานมาแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเป็นสหายต่างเผ่าพันธุ์เพียงคนเดียวที่ข้ายอมรับ และคบหาเป็นมิตรสหายกันอย่างจริงใจ

 

          ขึ้นชื่อว่าเป็นพยัคฆ์แล้วไซร้ นิสัยจะดุร้ายและรักสันโดษก็คงมิแปลก ทว่ามันใช้ไม่ได้กับจิ้นเค่อที่เป็นเสือโคร่งตัวใหญ่ แต่นิสัยซื่อตรงยิ่งกว่าสุนัข มารดาของเขาเป็นพยัคฆ์สาวทรงเสน่ห์ที่ตกหลุมรักความเถรตรงของสุนัขบ้าน จนให้กำเนิดเป็นจิ้นเค่อที่ข้าตั้งฉายาให้ลับ ๆ ว่าเป็น เสือนิสัยหมา

 

          แม้สายเลือดหลักจะข่มสายเลือดรอง ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกเป็นพยัคฆ์ร้ายผู้น่าเกรงขาม ทว่าลักษณะนิสัยที่ได้รับตกทอดมานั้นเหมือนกับผู้เป็นพ่อไม่ผิดเพี้ยน ทั้งความซื่อสัตย์ จริงใจ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น และออกจะบ้า ๆ บอ ๆ ในหลายต่อหลายครั้ง

 

          คนเช่นนี้อาจน่ารำคาญในสายตาคนอื่น แต่อีกนัยหนึ่งคือสามารถเปิดอกคุยกันได้อย่างตรงไปตรงมา

 

          ที่สำคัญไปกว่านั้นคือประสาทสัมผัสในเรื่องการรับรู้กลิ่นของจิ้นเค่อนั้นเป็นที่ประจักษ์ทั่วแดนกึ่งสวรรค์ จริงอยู่ว่าสัตว์เทพทุกตนมีประสาทการรับรู้ที่แหลมคมอยู่แล้ว แต่คงมิเท่ากับจิ้นเค่อที่เพียงแค่สูดดมเพียงครั้งเดียว ก็รู้แจ้งทันทีว่าสิ่งนั้นคืออะไร

 

          ซึ่งได้เปรียบมากในการต่อสู้ ศัตรูบางประเภทอาจลวงตาคนได้ แต่มิอาจปิดบังกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้

 

          อ๋อ ใช่... ส่วนหางที่สั้นกว่าปกตินั้น มิได้เป็นเพราะสายเลือดครึ่งหนึ่งเป็นสุนัขแต่อย่างใด ครั้งหนึ่งจิ้นเค่อเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อครั้งที่ตนยังเด็ก เกิดคึกคะนองมากไปหน่อยจึงถูกบิดาลงโทษให้ตัดหางออกไปครึ่งหนึ่ง      

 

          ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าสาเหตุของการลงโทษอย่างน่าเจ็บแสบนั้นคืออะไร เพราะมิอยากขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตที่ไม่น่าจดจำของสหายสักเท่าใดนัก... แต่สุดท้ายก็พลั้งปากถามออกไปด้วยความสงสารว่า "เจ็บมากหรือไม่ ?"

 

          เพราะหางถือว่าเป็นอวัยวะสำคัญของสัตว์จำพวกสี่ขา มีส่วนช่วยในการทรงตัว ยึดจับ กระทั่งติดต่อสื่อสารภายในเผ่า แม้จะถูกตัดไปแค่ครึ่งเดียวก็น่าจะส่งผลกระทบร้ายแรงในการดำเนินชีวิต

         

          ซึ่งจิ้นเค่อก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ "ไม่เท่าไรหรอก ! เจ็บเหมือนมดกัด"

 

          แต่ดูจากสีหน้ากล้ำกลืนฝืนใจยามตอบคำถามนั้น ข้าก็พยักหน้าเข้าใจว่าคงจะเจ็บเหมือนมดกัดจริง ๆ

 

          แต่เป็นมดกัดทั้งรัง !

         

          และด้วยนิสัยใจคอเช่นนี้ เป็นกันเอง ไม่ถือตัว ทั้งยังให้เกียรติคู่สนทนา ไม่แปลกเลยที่ข้าจะคุยเล่นได้ง่ายกว่าปกติ บื้อ ๆ ซื่อ ๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ข้าค่อนข้างชอบใจมากทีเดียว

         

          เพราะหากเจ้าเล่ห์มากแผนการเช่นใครบางคนมากเกินไป บิดาจะโบกหัวให้ทิ่ม !

 

          ยืนสนทนากันได้สักพัก ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลประกายส้มที่ถักเป็นเปียเล็ก ๆ คาดหน้าผากก็ทำท่าหลุกหลิกอยู่ไม่สุข คิ้วเข้มเดี๋ยวขมวดเดี๋ยวคลายออก ตาใสแจ๋วจ้องมาที่ข้าเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่กล้าพอ

 

          ข้ายิ้มบาง ก่อนสอบถาม "เห็นเจ้าทำหน้าสงสัยมาตั้งแต่เมื่อครู่นี้แล้ว ตัวข้ามีอะไรแปลกไปหรือ"

 

          และคำว่าแปลกในที่นี้มิได้หมายถึงรูปร่างหน้าตา

 

          แต่เป็นกลิ่นแปลกปลอมที่อาจติดปะปนมากับเนื้อผ้าหรือผิวหนัง

 

          จิ้นเค่อพยักหน้าเงียบ ๆ ช้อนตามองข้าเป็นเชิงขออนุญาตว่าตรวจสอบได้หรือไม่ เมื่อเห็นข้าพยักหน้าก็เดินเข้ามาใกล้กว่าเดิมเล็กน้อย จมูกโด่งเป็นสันฟุดฟิดไปมาเหนือลม ก่อนถอยห่างออกมาก้าวหนึ่งแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงฉงน

 

          "ท่านมังกรดำ เหตุใดจึงมีกลิ่นของมังกรขาวติดตัวท่านเล่า"

 

          "..."

 

          ข้าที่มิคิดว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้ถึงกับไปไม่เป็น จิ้นเค่อเอียงคอถามต่อไปด้วยท่าทางไร้เดียงสา "ไปฟัดกันมาหรือ ?"

 

          เมื่อสิ้นคำนั้น ข้าก็ได้ทำการดึงหูอันนุ่มฟูของอีกฝ่ายทันที ! โดยมีเสียงให้กำลังใจจากเจ้าเงาน้อยดังอยู่ไม่ขาด จิ้นเค่อที่มิคิดว่าจะได้รับแรงประทุษร้ายร้องลั่นไปทั่วรอบลานประลอง ผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ถึงกับหันมามองเป็นตาเดียว

 

          กระนั้นแล้วข้าก็ยังไม่หยุดออกแรงบีบขยี้กึ่งกระชาก มือเค้นคลึงใบหูอย่างหนักหน่วงจนจิ้นเค่อน้ำตาเล็ดร้องขอชีวิต

 

          "โอ๊ยยย ๆๆๆ !!! ขะ ขออภัย ให้อภัยข้าด้วย ! ข้าเพียงแค่สงสัย มิได้ตั้งใจถามละลาบละล้วงแต่อย่างใด ! เจ็บบบ"

 

          ข้ายอมคลายมือออก ทว่ายังไม่คลายความสงสัย เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันจนเป็นปม พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

 

          "แล้วจักมีกลิ่นของเจ้าไป๋หยินได้อย่างไร ในเมื่อวันนี้ข้ายังมิได้เฉียดกายเดินผ่านมันเลยเสียด้วยซ้ำ" ข้าแค่นเสียงดังหึแล้วหรี่ตาลงอย่างจ้องจับผิด "จมูกเจ้าคงเพี้ยนไปแล้วกระมัง"

 

          ผ่านมาตั้งหลายวันแล้ว กลิ่นมันจะยังติดอยู่ได้อย่างไร ?!

 

          พยัคฆ์หนุ่มที่กำลังลูบหูตัวเองป้อย ๆ ถึงกับหยุดมือ ก่อนส่ายหน้าปฏิเสธด้วยสีหน้าจริงจัง "ถึงนิสัยข้าจะเพี้ยน แต่ความสามารถของข้ามิมีทางผิดเพี้ยน !" เจ้าตัวยืนยันหนักแน่นแล้วอธิบายต่อ

 

          "แม้กลิ่นอายจะบางเบามากก็จริง ทว่ายังสัมผัสได้ถึงความเป็นหยางรุนแรงที่ซุกซ่อนอยู่ในนั้น แต่... วันนี้ท่านกับเขายังมิได้พบกันเลยงั้นหรือ ?"

 

          จิ้นเค่อทำหน้าคิดไม่ตกพร้อมโคลงศีรษะไปมาอย่างพยายามหาข้อสรุป

 

          "บางที... กลิ่นคงลอยมาตามลมกระมัง"

 

          ข้ากัดปากแล้วพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแนบเนียน "คงจะเป็นเช่นนั้น แล้วเจ้าก็อย่าได้ปากพล่อยพูดเช่นนี้อีก ฟัดอันใดกัน ผู้อื่นฟังเข้าจะได้แสลงหูเอา"

 

          ดวงตาคมสีน้ำตาลอ่อนกะพริบปริบ ๆ "แสลงหูตรงไหนกัน ท่านทั้งสองเป็นคู่ปรับกันมาแต่ชาติปางก่อน ตั้งแต่รุ่นบรรพชนจนถึงปัจจุบัน แม้นมีราชโองการจากสวรรค์ก็มิได้หมายความว่าพวกท่านจะเลิกสู้กันเสียหน่อย"

 

          อ๋อ ที่แท้คำว่า "ฟัด" ของมันหมายถึง...

 

          ข้าลูบหน้าตัวเองหวังเรียกสติกลับคืนมา เป็นข้าที่คิดมากไป จิ้นเค่อซื่อเสียขนาดนี้ จะรู้ความหมายโดยนัยอีกอย่างที่แอบแฝงอยู่ได้อย่างไร

         

          "แต่เอ๊ะ... หรือพวกท่านจะ--"

 

          ไม่รอให้คนพูดจบ มือดึงหางสั้น ๆ นั่นอย่างแรงจนอีกฝ่ายล้มพับทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นด้วยสีหน้าราบเรียบประหนึ่งมิได้กระทำการทารุณร่างกายผู้อื่นแม้แต่นิด จิ้นเค่อกรีดร้องโหยหวนในใจ ได้แต่กัดฟันเช็ดน้ำตาตัวเองลวก ๆ ก่อนเอ่ยขอตัวด้วยท่าทางน่าขัน มือกุมหางกุมหูตลอดเวลา

 

          [... เฮยหยาง] กลุ่มก้อนสีดำร้องทักขึ้นมา

 

        หือ ?

         

          [ข้างหลังเจ้า]

 

          ข้าที่กำลังยิ้มกึ่งหัวเราะหยุดชะงัก พร้อมกับเหลียวหน้าหันไปมองด้านหลังด้วยความงุนงงเป็นต้องเบิกตากว้าง ดวงตากลมโตหลายสิบคู่จับจ้องมาที่ข้าด้วยแววตาเป็นประกายสุกใส

 

          "ศิษย์ลูกเต่า... ?"

 

          กลุ่มคนที่ข้าเอ่ยเรียกแย้มยิ้มกว้าง พวงแก้มขึ้นสีแดงระเรื่อ บรรดาศิษย์ลูกเต่าตัวน้อยโค้งตัวลงอย่างนอบน้อมและพร้อมเพรียงกันเป็นแถวจนข้าแอบตกใจ รีบสะบัดมือบอกให้ทำตัวตามสบาย

 

          "เป็นอย่างไรกันบ้าง ?"

 

          "สบายดีขอรับ ! แล้วท่านเฮยหยางเล่า... สบายดีนะขอรับ ?"

 

          "ข้าเองก็สบายดี มิได้เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ต้องเป็นกังวล"

 

          แต่น่าเสียดายที่อยู่สนทนาได้ไม่นานนัก เนื่องด้วยดินแดนเต่าเพิ่งปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระครั้งแรกนับตั้งแต่อดีตประมุขอู่กุยไห่ขึ้นปกครอง หลายสิ่งหลายอย่างจึงมีข้อจำกัดอยู่มาก

 

          เพราะถึงแม้จะปล่อยเด็ก ๆ ให้ออกมาผจญภัยภายนอก ยังต้องมีอาจารย์คอยมาประกบดูแลอยู่ไม่ห่าง เพื่อป้องกันมิให้สร้างเรื่องเดือดร้อนกลับไปให้เป็นที่โจษจัน ...อันที่จริงแค่เรื่องภายในก็มากพอแล้ว

         

          ข้าทราบดีว่าอู่จ้าวหลิวอยากพัฒนาแดนเหมันต์ให้ก้าวหน้าทัดเทียมเท่ากับแดนอื่น ๆ ทว่าสิ่งที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนานนั้น จำต้องใช้ระยะเวลาในการโค่นล้ม

 

          ถอนให้ลึกถึงรากถึงโคน

 

          ข้าฝากคำพูดถึงอู่จ้าวหลิวกับเหล่าลูกศิษย์ตัวจ้อยที่พยักหน้ารับคำกันอย่างแข็งขัน ข้าผลิยิ้มด้วยความเอ็นดู ก่อนโบกมือลาเมื่ออาจารย์ของพวกเขาเรียกให้รวมตัวกัน

 

          [ดูท่าทางแดนเหนือกำลังไปได้ด้วยดีนะ !]

 

        เป็นเช่นนั้นข้าก็วางใจ ข้าเอ่ยพลางยกมือขึ้นปัดฝุ่นแถว ๆ ไหล่ แต่แท้จริงแล้วคือลูบเกี่ยวเส้นด้ายเบา ๆ ด้วยแววตาอ่อนแสง

 

          ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วเราไปเดินเล่นรอเวลากันเถิด

 

          ชายเสื้อสีประจำกายพลิ้วไหวยามกระแสลมพัดหวนกระทบร่าง กลิ่นหอมบางเบาจากหมื่นบุปผางามลอยคลุ้งแตะปลายจมูก ช่างขัดกับภาพการสู้รบอันดุเดือดโดยสิ้นเชิง กระนั้นแล้ว ณ ที่แห่งนี้มีผู้คนมากมายได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ พบเจอมิตรภาพที่งอกเงยขึ้นกลางสมรภูมิอันดุเดือด กระทั่งได้รับชื่อเสียงและเกียรติยศที่จะอยู่ติดตัวจวบจนสิ้นลมหายใจ

 

          และข้าเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

          วันนี้เมื่อห้าร้อยปีก่อนข้าชนะ ...แล้วปีนี้เล่าผู้ใดจักเป็นผู้ชนะ

 

          เสียงโห่ร้องของผู้ชมดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ฤดูประลองรอบสุดท้ายได้เปิดฉากขึ้นแล้ว โดยครั้งนี้จะมีการแข่งขันทั้งหมดสองรอบ รอบแรกจะไม่ต่างจากรอบก่อน ๆ คือสุ่มจับคู่ต่อสู้ อาศัยไหวพริบพลิกแพลงตลบตะแลงฝ่ายตรงข้ามให้พ่ายไป เพื่อหาผู้ชนะเพียงสองคน ก่อนเข้าสู่รอบตัดสิน

 

          ซึ่งนี่คือของจริง

 

          ไม่มีใครนึกแปลกใจเลยหรือว่าด้วยเหตุใดฤดูประลองสี่สัตว์เทพอันศักดิ์สิทธิ์ ถึงให้ผู้เข้าแข่งขันต่อสู้ในร่างแปลง แทนที่จะเป็นร่างจริงอันทรงพลัง

 

          ประการแรกพวกเราชาวสัตว์เทพใช้ชีวิตในร่างแปลงมากกว่าร่างจริง และด้วยความที่ต้องใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในร่างอันเปราะบางเช่นนี้ ทำให้ทุกคนต่างลุกฮือขึ้นมาฝึกฝนอย่างหนัก ถือคติว่าหากร่างจริงมีพละกำลังเป็นสิบเท่า ร่างแปลงจะด้อยกว่ามิได้ สนามประลองแห่งนี้นอกจากจะเป็นที่ระบายอารมณ์อันคุกรุ่นแล้ว ยังเป็นเครื่องมือวัดความแข็งแกร่งไปในตัว

 

          เจ้าเงาเปรยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย [เรียกง่าย ๆ ว่าอวดนั่นแหละ ขนาดร่างแปลงข้ายังไร้เทียมทานเสียขนาดนี้~ แล้วร่างจริงเล่าจะขนาดไหนอะไรทำนองนั้นกระมัง]

 

          [ได้วัดความสามารถของตัวเอง~ ได้รับชื่อเสียงเงินทองติดตัว~ ใครบ้างจะไม่ชอบ ! (๑) ข้าล่ะคนหนึ่งที่ชอบ]

 

          ประการที่สองหากไม่ถึงคราวจำเป็นจริง ๆ ชาวสัตว์เทพจะไม่ใช้ร่างจริงในการต่อสู้ สำหรับเราแล้วการต่อสู้ในร่างจริงนั้นคือเกียรติอันสูงสุด ฝ่ายตรงข้ามจะต้องมีพละกำลังทัดเทียมกันเท่านั้น ถึงจะประมือสู้รบกันได้อย่างสมศักดิ์ศรี

 

          และนั่นคือการแข่งขันรอบสุดท้าย

 

          แน่นอนว่าข้านั้นได้ละทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเองไปนานมากแล้ว จะสู้ในร่างแปลงร่างจริง กำลังจะอ่อนด้อยกว่าหรือแกร่งกล้ากว่าล้วนไม่อยู่ในสายตา

 

          จะสู้ก็ต้องสู้ ผลแพ้ชนะเป็นอย่างไรไม่สำคัญ

 

          แต่มันสำคัญที่ว่าระหว่างทางเราได้อะไรกลับมาบ้างต่างหาก นั่นล่ะ ถึงจะเรียกว่าเป็นการต่อสู้ที่แท้จริง

 

          ชั่วเวลาธูปครึ่งดอกผ่านพ้นไป แผ่นป้ายในกระบอกไม้ไผ่ถูกเขย่าไปมาจนเกิดเสียงดังกระทบกัน ก่อนป้ายชื่อสองอันจะตกลงบนโต๊ะที่มีถาดรองรับ ผลการเสี่ยงทายประจักษ์สู่สายตา โดยคู่แรกที่จะต้องออกมาปะทะกันเป็น "สองธาตุคู่ตรงข้าม"

 

          น้ำกับไฟ เต่าและหงส์

 

          ค่อนข้างน่าสนใจมากทีเดียว น้ำดับไฟ แต่ในขณะเดียวกันไฟก็สามารถระเหยน้ำให้เหือดแห้งหายไปได้ด้วยเช่นกัน

 

          ข้าลูบคางครุ่นคิด เป็นการจับคู่ที่ลงตัวยิ่ง ก่อนจะดีดนิ้วดังเป๊าะ ! อย่างนึกสนุกขึ้นมา ลงพนันกับเจ้าเงาน้อยคนละข้าง โดยข้าอยู่ฝั่งเต่าและมันอยู่ข้างหงส์ หากบนลานประลองกำลังปะทะฝีมือกันอย่างเดือดดาล ก็คงมิสู้กับการดึงเหตุผลร้อยแปดข้อมาข่มกันเองว่าใครจะเป็นผู้ชนะบนสังเวียนนี้

 

        พลังของเต่าคือม่านพลังล่องหน เห็น ๆ กันอยู่ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ !

 

          [เกราะกำบังจะแข็งแกร่งไร้เทียมทานมาจากไหนก็มีข้อจำกัดในการใช้ !] มันเถียงคอเป็นเอ็น [ใช้ไม่ได้ตลอด ! ใช้นาน ๆ พลังก็หมด หงส์เพลิงต่างหากที่แน่จริง ไฟบรรลัยกัลป์พร้อมล้างผลาญ ! แถมแน่งน้อยยังมีเสน่ห์เย้ายวนใจมากกว่าอีกต่างหาก~]

 

        นั่นใช่เหตุผลรึ ?!

 

          ต่อล้อต่อเถียงกันอยู่นานจวบจนการแข่งขันของคู่นี้จบลงและพักครึ่งแรก ผลการตัดสินชี้ขาดว่าเพลิงอันร้อนแรงทำให้น้ำทะเลระเหยกลายเป็นไอไปกับอากาศ ถุงเงินใบน้อยที่ซุกซ่อนอยู่ในแขนเสื้อถูกรีดไถไปซื้อขนมขบเคี้ยวจำนวนมหาศาล...

 

          ข้าแอบน้ำตาตกใน ไม่น่าพนันกับมันเลย !

 

          เจ้าเงาดำทำเสียงระริกระรี้ วิ่งวนรอบ ๆ ตัวข้าด้วยท่าทางเปี่ยมสุข ต่างจากเมื่อเช้าที่เซื่องซึมกินไม่ได้นอนไม่หลับ [หึ ๆ ข้าอิ่มอกอิ่มใจเหลือเกิน เฮยหยางงง~ ข้าว่าคู่ต่อไปก็น่าสนใจไม่เบานะ]

 

          มันเอ่ยด้วยน้ำเสียงอำมหิตอย่างไม่คิดจะปิดบังความขัดเคืองใจ [ข้าล่ะอยากเห็นงูเผือกนั่นได้แผลสักสองสามแผลจังเลยนะ~ (✿╹◡╹)]

 

          ... อืม ดูท่าทางไฟแค้นครั้งนี้คงยากที่จะดับโดยง่าย

 

          ข้าครุ่นคิดในใจ นัยน์ตาปราดไปมองบนลานประลองที่มีร่างสูงของใครคนหนึ่งยืนอยู่ เส้นผมสีขาวโพลนเปล่งประกายราวกับเรืองแสงได้ แผ่นหลังนั้นเหยียดตรงอย่างสง่างามและผึ่งผายในเวลาเดียวกัน ทว่าเมื่อระฆังส่งเสียงใสกังวานได้เพียงแค่สองครั้ง

 

          กลับเกิดการลอบโจมตีขึ้น !

 

          มีดบินที่ไม่รู้ว่าลอยมาจากไหนปักเข้ากับระฆังสีทองที่แขวนอยู่จนเกิดรอยร้าว เฉียดผ่านใบหูของผู้ทำหน้าที่โฆษกเพียงนิดเดียว ความเงียบเข้าแทรกซึมในชั่วอึดใจ ก่อนตามด้วยเสียงกรีดร้องของหญิงสาวที่ถูกอาวุธแหลมคมกรีดไล่ตั้งแต่หลังหูจนไปถึงกลางหลัง หยาดโลหิตหยดไหลลงสู่พื้นจนเป็นแอ่งน้ำเจิ่งนอง

 

          ไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สัญชาตญาณที่เงียบสงบมานานกลับส่งเสียงหวีดร้องเตือนภัยว่าให้รีบออกจากที่นี่ !

 

          สถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าไม่มีใครกล้ากระทำการอุกอาจกลับเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่หลวง ความตื่นเต้นระทึกใจที่แฝงด้วยความสุขสงบมลายหายไปในพริบตา และที่เลวร้ายไปกว่านั้น...

 

          ทั้ง ๆ ที่มีจิตมุ่งร้ายครอบคลุมไปทั่วจนหายใจไม่ออกถึงเพียงนี้ กลับไม่มีใครรู้สึกตัวจนกระทั่งเกิดเรื่อง

 

          ไม่เว้นแม้แต่ข้าที่จับสังเกตอะไรไม่ได้เลย

 

          ท่ามกลางความโกลาหลและเสียงตะโกนอย่างเจ็บปวดรวดร้าวของผู้เคราะห์ร้าย ฝูงชนแตกตื่นหนีเอาตัวรอด สถานการณ์อยู่เหนือการควบคุม กลิ่นคาวเลือดแทนที่กลิ่นหอมละไมจากมวลผกาแข่งกันชูช่อ บุปผาแย้มงามสีขาวบริสุทธิ์ต้องหยาดโลหิตจนชุ่มโชกกลายเป็นดอกไม้สีแดงเข้มที่ไม่น่าดูชมเอาเสียเลย

 

          [เฮยหยาง !? ระวัง !!!]

 

          แรงกดดันหนักหน่วงจากบรรยากาศที่อาบล้อมด้วยความโหดเหี้ยมกดทับไปทั่วร่าง รูม่านตาขยายและหรี่เล็กลง ประสาทสัมผัสทั้งห้าถูกปรับให้เฉียบคมอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ ก้าวถอยหลังเบี่ยงตัวรับแรงโจมตีของกระบองยาวที่ฟาดลงมาด้วยมือเปล่า ตวัดสายตาคมกริบมองเจ้าของอาวุธที่เป็นนิยมไม่แพ้กระบี่ เป็นบุคคลนิรนามที่อยู่ในชุดสีดำมิดชิดและสวมหน้ากากไว้อย่างรัดกุมจนมองลอดผ่านมิได้

 

          ข้าแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม จมดิ่งกับรสชาติที่ไม่ได้ลิ้มลองมานาน

 

          เงาน้อยยังจะเขกหัวตัวเองแก้เก้อเป็นพัน ๆ ครั้ง เพราะช่วงนี้เฮยหยางมิได้มีเรื่องกับเจ้าบัดซบนั่นมานาน จึงหลงลืมไปว่าแท้จริงแล้ว... ฉายามังกรคลั่งอะไรนั่น มิได้มาเพราะโชคช่วย

 

          มันมองศัตรูตรงหน้าด้วยความเวทนาจับจิต เฮยหยางไม่ใช่คนใจดี ถึงเวลาเอาจริงก็เด็ดขาดเสียจนข้าเองก็ไม่กล้าขัด จึงได้แต่กล่าวเตือนเบา ๆ ว่า

 

          [.... เฮยหยางออมแรงด้วยนะ]

         

        รู้แล้วน่า

 

          ข้าขานรับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ดึงกระบองยาวที่ยึดจับไว้เข้าหาตัว ก่อนกำหมัดแน่นต่อยเข้าไปยังท้องน้อยของมันจนได้ยินเสียงอวัยวะภายในเคลื่อนที่ถึงจับโยนทิ้งไปข้างทางอย่างไม่แยแส พร้อมกันนั้นจึงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อประเมินสถานการณ์

 

          สนามประลองอันทรงเกียรติถูกย้อมด้วยทะเลเลือด เหล่าจอมยุทธ์เตรียมตัวตั้งรับการต่อสู้ คนที่ไม่เป็นวรยุทธ์ต่างกรีดร้องอย่างอกสั่นขวัญผวากับเกาทัณฑ์ที่มองไม่เห็น เด็กน้อยร้องคร่ำครวญน้ำตานองยามเห็นมารดาหายใจรวยริน เนื่องจากใช้ร่างกายเป็นโล่บังรับลูกธนูที่พุ่งมาแต่เพียงผู้เดียว

 

          เพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ กลับเกิดความสูญเสียมากมายขนาดนี้

 

          แววตาของข้าเย็นเยียบจนลูกตาสีดำวาววับ

 

          และให้ความรู้สึกน่าขนลุกขนพองอย่างบอกไม่ถูก เจ้าเงาน้อยแอบลูบเส้นด้ายนิ่ม ๆ ของตัวเองเป็นการปลอบขวัญ เฮยหยางเวลานี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน !

 

          แล้วเจ้าหยวกกล้วยเล่า... ข้ารีบหันไปมองยังลานประลองเห็นเจ้าของดวงหน้าหยกกำลังรับมือกับศัตรูที่ล้อมหน้าล้อมหลังด้วยสีหน้าตึงเครียด พยัคฆ์หนุ่มอีกคนพยายามเข้าช่วยอย่างเต็มกำลัง ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้เข้าแข่งขันอีกสองคนที่ร่วมมือกันกำจัดศัตรูอย่างยากลำบาก เนื่องด้วยก่อนหน้านี้เสียพลังไปมากกับการต่อสู้รอบแรก

 

          จากการประเมินด้วยตาเปล่า เป้าหมายของพวกมันพุ่งตรงไปที่ลานประลองอย่างชัดเจน

 

          [แม้จะไม่รู้จุดประสงค์ที่แน่ชัด...แต่ดูท่าทางพวกมันคงต้องการกำจัดตัวเก่ง ๆ ก่อนล่ะนะ]

 

          ข้าหัวเราะเสียงเหี้ยม เปลือกตาค่อย ๆ ปิดลงซ่อนนิลกาฬที่สาดประกายความเหี้ยมเกรียมขึ้นมาหลายส่วน เช่นนั้นพวกมันคงโง่แล้วที่ไม่รีบกำจัดข้า

 

          เจ้าเงาดำหัวเราะต่อกระซิก รีบกล่าววาจายกยอในทันใด [ใช่ ๆ~ ก็เพราะเฮยหยางของข้าเก่งกาจที่สุดนี่นา !~]

 

          ข้าพุ่งทะยานไปที่สนามประลองทันที ใช้เงาบางส่วนตรึงร่างของศัตรูที่กำลังกระโจนใส่ไป๋หยินให้หยุดชะงัก อาศัยเวลาเพียงเสี้ยววินาที จัดการให้มันสลบกลางอากาศก่อนปลายเท้าจะแตะลงสู่พื้นดิน

 

          ข้าค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับคนที่จ้องมองมาที่ข้าด้วยแววตาล้ำลึก ความทรงจำเมื่อหลายคืนก่อนแล่นเข้ามาในสมองจนริมฝีปากขบเม้มแน่น พร้อมกันนั้นก็ซัดฝ่ามือใส่จุดตายของศัตรูที่พุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว

 

          เด็ดขาดและแม่นยำ

 

          "...."

 

          จากริมฝีปากที่ขบกัดจนซีดขาวแปรเปลี่ยนเป็นเหยียดยิ้มกว้างอย่างลำพองใจ ข้าเชิดหน้าขึ้นพลางปรายตามองอีกฝ่ายด้วยแววตาท้าทาย

 

          "เห็นน้องหยินกำลังสนุก จะรังเกียจหรือไม่... หากพี่รองขอเล่นสนุกด้วยคน ?"

 

          เจ้าหยวกกล้วยทำหน้าตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ก่อนมุมปากจะยกสูงขึ้นจนแทบไม่สังเกตเห็น นัยน์ตาสีเงินเป็นประกายสนุกสนานพร้อมกับวาจาเย้ยหยันที่ไม่ได้ยินมานาน

 

          "อย่ามาเกะกะขวางทางข้าก็แล้วกัน"

 

          ข้าแค่นหัวเราะเสียงเย็น ก่อนตอบกลับด้วยดวงตากระหายเลือด "นั่นมันคำพูดข้าต่างหาก"

 

เฮยหยางลงสนามประลอง !

 

 

          พี่หยางผัวหนู Y //// Y ฮือออ ใครกันที่เขินอายกะอีแค่งูฉกปาก(?) ไม่มี๊ ไม่มี มีแต่คุณพี่ผู้สง่าผ่าเผยเท่านั้น !

 

          อวยหนักมากจนเจ้าของมองแรงใส่แล้วค่า 5555555555

 

          ขอบคุณสำหรับแรงหวีดแรงเชียร์ตอนที่แล้วนะคะ ขอมอบยาดมให้ทุกคนน ดีใจจังที่เราไม่ได้เขินอยู่คนเดียว XD ฮั่นแน่ จะให้น้องขาวขอรางวัลหนัก ๆ จากคุณพี่อีกรอบเหรอ ! พวกคุณนี่มันจริง ๆ เลยยย หุ ๆ เราไม่ให้พี่หยางคนดีถูกเอาเปรียบนานนักหรอก ! *นิ้วไขว้หลัง again*

 

          จริง ๆ ตอนก่อนเราคิดหนักมากเลยนะ ถึงพล็อตจะวางไว้แบบนั้นแต่แรก พอเขียนเข้าจริง ๆ ก็รู้สึกว่ามันเร็วไปไหมน้า แต่จะเปลี่ยนพล็อตใหม่ก็ใช่เรื่อง เลยฮึ่บ ! มันต้องเขียนฉากแล้วว่ะฉากนี้ ! (ไม่งั้นจะยัดใส่ส่วนไหนของเรื่องกัน--)

 

          สรุปก็กลั้นใจเขียนค่ะ ฮือ เหมือนประเคนลูกให้ป้อชายไงไม่รู้อ่ะค่ะ แง Y p Y

 

          แต่พออ่านคอมเมนต์แล้วชื่นใจหนักมาก ขอบคุณมากนะคะ เป็นปลื้มสุด ๆ ยิ้มจนแม่มองด้วยสายตาเอือมระอาเลยอ่ะ บ้าจริงเชียว ՞′ᵕ₎♡

 


ขอบคุณภาพสวย ๆ จากคุณ '@เอก G-oo2'

 

          แล้วก็เป็นกำลังใจให้นักเขียนที่ต้องแต่งฉากต่อสู้ที่โคตะระไม่ถนัดสุด ๆ ด้วยนะคะ *นอนกลิ้งไปมา* ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า See ya !

 

          1 เมนต์ = กำลังใจ

 

#มังกรปรปักษ์

#หยินคู่หยาง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 127 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #185 1สีคราม (@2612547) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 16:52
    ไม่ได้ฟัดกันมาค่ะก็แค่จูบกัน55
    #185
    1
    • #185-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 20)
      22 พฤษภาคม 2562 / 16:16
      ///7/// ใช่แล้ววว-- แค่ก ๆ
      #185-1
  2. #184 kannikacot (@kannikacot) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 04:05

    ต้องมีครั้งที่2 3 ต้องมีอร้ายย//เงาน้อยโหดมาก​ ขอบคุณค่ะ

    #184
    1
    • #184-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 20)
      19 พฤษภาคม 2562 / 14:04
      และครั้งต่อ ๆ ไป-- 5555 XD ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ! <3 เลิฟ
      #184-1
  3. #183 Yumimaru (@YUMECH) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 / 21:48

    เอาเลยค่าาาาา แต่น้องเสือพูดน่าคิดจริงๆนะ เราก็คิดเหมือนเฮยหยางงงง

    #183
    1
    • #183-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 20)
      19 พฤษภาคม 2562 / 14:03
      5555555 XD คำพูดมันสองแง่สองง่ามอ่ะเนอะ--
      #183-1
  4. #182 prankmaprank (@prankmaprank) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 / 18:29
    สามีภรร...(โดนท่านเฮยมองแรงใส่มาแต่ไกล)​แค่กๆๆๆ​ พวกเขาร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่​กันล่ะเธอ
    #182
    1
    • #182-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 20)
      18 พฤษภาคม 2562 / 20:21
      บะ บ้าน่าาาา ////v//// อย่าเอาเรื่องจริงมาล้อเล่นแบบนี้สิคะ ! *โดนพี่หยางตี*
      #182-1
  5. #181 Highbuff (@pimnaje-77) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 / 13:26
    ณ จุดนี่พี่หยางหลัวมากค่ะ มาเป็นของหนูเถอะ~
    #181
    1
    • #181-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 20)
      18 พฤษภาคม 2562 / 20:20
      เร่เข้ามา เร่เข้ามาาา ~ ถือบัตรต่อคิวกันได้เลยค่า-- แค่ก ๆ ; ///v//// ; พี่หยางเสน่ห์แรงมากจริง ๆ
      #181-1
  6. #179 ILOVEMRCHU (@ILOVEMRCHU) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 / 05:17
    แบบไปไม่เป็นเลยใช่มั้ยล่ะเฮยหลาง
    #179
    1
  7. #178 ILOVEMRCHU (@ILOVEMRCHU) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 / 05:17
    แบบไปไม่เป็นเลยใช่มั้ยล่ะเฮยหลาง
    #178
    1
  8. #177 fighting writeee♡ (@sedna0327) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 / 00:43
    เห็นเม้นจะพลิกโพคือชั้นนี่เลิ่กลั่กมากแบบ อย่าาาาาาาาาาา!!
    #177
    1
  9. #176 JKteerak (@0902143426) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 22:48
    ณ จุดนี้ต้อง #หยางหยิน แล้วนะคะ555555555
    #176
    1
    • #176-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 20)
      17 พฤษภาคม 2562 / 22:52
      บะ บ้าน่า พลิกโพงั้นรึ !---
      #176-1
  10. #175 Adara (@Adara) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 22:38
    ชอบมากๆค่ะะ ฮือออ จะได้เห็นพี่หยางโชว์ความเทพแล้ว #น้ำตาจะไหล ชอบความน้องหยินพี่รอง5555
    #175
    1
    • #175-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 20)
      17 พฤษภาคม 2562 / 22:41
      จังหวะนี้ต้องทีมพี่หยางแล้ววว XD 5555 อายุมากกว่าต้องข่มไว้ก่อน-- แค่ก
      #175-1