มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 19 : ลมหายใจรดหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,262
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 144 ครั้ง
    9 พ.ค. 62

          ตอนที่ 18 : ลมหายใจรดหน้า

 

 

          "... จะปล่อยแขนข้าได้หรือไม่"

 

          "ไม่"

 

          ดื้อจริง

 

          ข้าถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไรแล้วก็มิทราบ ปรายตามองแขนข้างขวาที่ถูกยึดจับไว้แน่นไม่ยอมปล่อยก็ต้องทอดถอนใจอีกครั้ง สองขาเดินตามแรงชักจูงของคนข้างเคียงที่ดูไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด

 

          ในขณะเดียวกันเจ้าก้อนยุ่งก็สบถด่าไม่หยุดปาก หากไม่ติดว่าแขนถูกจับไว้ คงได้ยกมือขึ้นคลึงขมับด้วยความเหนื่อยล้า

 

          [ไอ้งูเผือกหน้าเหม็น ไอ้ตัวอัปมงคล !! (☄◣д◢)เฮยหยางงง~ เหตุใดเจ้าถึงยอมให้มันจับมือถือแขนเช่นนี้เล่า ! สะบัดแขนสิ ต่อยหน้ามันสิ !?]

         

        เงาน้อย...

 

          ข้าปรามเสียงดุให้มันสงบลง พลางชำเลืองมองดวงหน้าคมสันซีกหนึ่งที่แลดูเพิกเฉยต่อทุกสิ่งอย่าง เพลานี้... นัยน์ตาสีเงินกลับสาดประกายอำมหิตแรงกล้าเสียจนเหงื่อกาฬไหลรินเต็มแผ่นหลัง

 

          ข้าเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก เมื่อสายตาคมกริบตวัดมองมาที่ข้าอย่างดุดัน และด้วยท่าทางเช่นนี้ ข้าจึงได้ข้อสรุปว่า

 

          ... อย่าเพิ่งไปขัดใจคนเขาดีกว่า

 

          ทันทีที่เจ้าหยวกกล้วยปรากฏตัว หนุ่มลูกครึ่งมังกรก็หายลับไปกับกลีบเมฆ ไม่เว้นแม้กระทั่งฝูงชนขนาดย่อมที่ล้อมรอบกายจื่อซูเหวินก็พากันวิ่งแตกกระเจิงกันไปคนละทิศคนละทาง เหมือนผึ้งแตกรังไม่มีผิด !

 

          ข้าลูบอกโล่งใจ ในที่สุดทุกอย่างก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ทว่าพักหายใจหายคอได้ไม่นานก็ต้องเหงื่อตกอีกรอบ

 

          แต่ที่ผิดปกติขั้นร้ายแรงคือเจ้าไป๋หยินจ้องหน้าข้าอย่างกินเลือดกินเนื้อนี่แหละ !

 

          ข้าอดไม่ได้ที่จะร้องครวญในใจ ข้าก็อยู่ของข้าดี ๆ แท้ ๆ

 

          ก่อนที่จะหลุดอุทานออกมาดัง "เพ้ย" เมื่อข้อมือถูกฉุดกระชากจนต้องลุกขึ้นยืน ยังไม่ทันได้ตรึกตรองอะไรก็ถูกลากออกจากลานประลองไปเสียแล้ว

 

          จื่อซูเหวินโบกมือหยอย ๆ ให้กับคู่สมรสพระราชทานด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มแล้ววางมือทาบอก นอกจากจะได้ดูเหล่าจอมยุทธ์ปะทะฝีมือกันอย่างดุเดือด ยังได้ชมศึกรักคู่หยินหยางอีกด้วย ช่างเป็นบุญตายิ่งนัก

 

          กระทั่งคนสองคนที่จับมือจูงกันหายไปจากครรลองสายตา มังกรลำดับสามก็อดพึมพำเสียงเบาไม่ได้

 

          "ไหน้ำส้มตกแตกกระจายเกลื่อนทั่วลานประลองเช่นนี้ จะมีผู้ใดหาญกล้ายุ่มย่ามกับพี่รองอีกหรือไม่... ก็คงแล้วแต่บุญวาสนา"

 

          อันที่จริงต้องพูดว่า 'คงแล้วแต่บุญกรรม' จะฟังดูเหมาะกว่า

 

          จื่อซูเหวินใช้ผ้าเช็ดหน้าสีม่วงอ่อนซับเหงื่อบนหน้าตัวเองเบา ๆ ตระหนักได้ว่าหากเผลอหว่านเสน่ห์ใส่พี่รองเล่นดั่งกาลก่อน คงมีสภาพไม่ต่างจากมังกรลูกครึ่งตนนั้น เพียงแวบเดียวที่ได้เห็นสายตาที่พร้อมจะฆ่าคนให้ตายเช่นนั้น ทำเอาอายุสั้นไปหลายสิบปี

 

          ดูเถิด ยังขนลุกขนพองไม่หาย ดวงตาสีลูกหว้าหลุบลง ...เห็นทีคงต้องแวะไปวังหงหลง ฟังเสียงบทสวดให้จิตใจผ่องแผ้วเสียหน่อยแล้ว

 

          พิษรักแรงหึงช่างน่ากลัวเหลือเกิน

 

          ในเวลาเดียวกันนั้นเอง บรรยากาศอันครึกครื้นมีชีวิตชีวารอบนอกสนามประลองพลันเงียบกริบเป็นป่าช้า มีเพียงสายลมพัดดังวิ้วตอกย้ำความวังเวง ข้ามองภาพตรงหน้าด้วยแววตาว่างเปล่า ภายในใจนั้นสับสนว่าควรหัวร่อหรือร้องไห้ดี

 

          สิงสาราสัตว์ทุกตัวย่อมมีประสาทสัมผัสที่แหลมคม ดังนั้นเมื่อพวกมันรับรู้ได้ถึงภัยอันตราย สิ่งแรกที่ต้องทำคือการซ่อนตัวในที่ที่คิดว่าผู้ล่าไม่มีทางมองเห็น

 

          ไม่ว่าจะเป็นใต้โต๊ะ หลังเสา ข้างต้นไม้ กระทั่งในพุ่มไม้ก็ยังมี !

 

          ข้าทั้งขำทั้งเวทนา ผู้ที่สมควรได้รับฉายาว่าเป็นมังกรคลั่ง เห็นทีควรจะเป็นเจ้ามังกรเกเรที่แผ่รังสีอาฆาตไม่หยุดหย่อนมากกว่า ดูดวงตาแต่ละคู่ที่จับจ้องสิ มีแต่ความหวาดหวั่นเกรงกลัว ทั้ง ๆ ที่มันได้ชื่อว่าเป็นมังกรหยกรูปงาม แต่กลับไม่มีใครกล้าสบตาหรือโปรยผ้าเช็ดหน้าใส่เลยแม้แต่คนเดียว

 

          และตอนนั้นเองคนที่เงียบขรึมมานานตั้งแต่ลากคอข้าออกจากที่นั่งชมก็ง้างปากพูดได้สำเร็จ

 

          "เจ้าคุยอันใดกับมัน ?"

 

          ข้าคิ้วกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ยินสรรพนามที่อีกฝ่ายใช้ ...ยามอยู่กันเพียงสองคน ไป๋หยินให้เกียรติข้าโดยการเรียกท่านเสมอ ซ้ำน้ำเสียงยังหยาบกระด้างจนรู้สึกได้ แม้ใจจะนึกสงสัยก็มิได้เก็บมาคิดให้มากความ ตอบกลับไปหน้าตาเฉยว่า

 

          "มิได้มีอันใดเป็นพิเศษ เพียงแค่ชื่นชมกระบวนท่าในการต่อสู้เท่านั้น"

 

        เปรี๊ยะ...

 

          ดวงตาสีเงินดุจเพชรวาวโรจน์ประหนึ่งมีเปลวเพลิงลุกพรึบขึ้นภายใน ใบหน้าหล่อเหลาถมึงทึงยิ่งกว่าเก่า เรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันพร้อมกับเค้นเสียงถามอีกครั้ง

 

          "...ชมมันงั้นรึ"

 

          ฝูงชนที่ทำตัวลีบที่สุดเท่าที่จะลีบได้กรีดร้องไร้เสียง ประสานมืออ้อนวอนขอร้องต่อสรวงสวรรค์ให้ช่วยกำราบมังกรร้ายสองตนนี้ที !

 

          แต่ดูเหมือนคำอธิษฐานจะไม่เป็นผลสักเท่าใดนัก กลิ่นอายอำมหิตอันไม่น่าพิสมัยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ชวนบีบคั้นให้กลั้นใจตายยิ่งนัก !

 

          หากพวกท่านทั้งสองจะทะเลาะกันก็เชิญขึ้นไปวิวาทบนสนามประลองเถิด ! มาปะทะคารมอะไรตรงนี้ เห็นใจคนหาเช้ากินค่ำหน่อยมิได้หรือ นอกจากลูกค้าจะหนีหาย พ่อค้าแม่ขายอย่างพวกข้าก็ต้องหลบเอาตัวรอดอีก !

 

          ฮึก... ใครก็ได้หยุดท่านไป๋หยินที !!

 

          "..."

 

          ข้าอดทนเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่หลุดหัวเราะออกมา ได้ยินเสียงกัดฟันกรอด ๆ แสดงความขัดเคืองใจจากคนตรงหน้า ไหนจะเสียงร่ำไห้วิงวอนของกลุ่มคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีก คิดแล้วก็สงสารจึงรีบอธิบายให้เด็กตัวโตเข้าใจ

 

          "อืม ความจริงแล้วก็ไม่หรอก ออกจะตำหนิติเตียนเสียด้วยซ้ำ"

 

          ข้าหรี่ตาลงแล้วขยับวาดรอยยิ้มเมื่อเห็นคนเริ่มคลายโทสะ ...หากเปรียบมังกรผู้เกรียงไกรเป็นสุนัขหวงก้างก็คงจะไม่งามนัก ข้ากระแอมเบา ๆ ก่อนพูดต่อด้วยริมฝีปากที่ยกสูงขึ้นทีละนิด

 

          "ดูท่าเรื่องที่น้องสามพูดคงจะเป็นเรื่องจริง"

 

          "...?"

 

          ขณะที่ไป๋หยินกำลังเอียงคอนึกว่าจื่อซูเหวินเคยกล่าวอะไรไว้นั้น ข้าก็แกล้งชะโงกหน้าเข้าไปใกล้แถว ๆ ซอกคอแล้วทำท่าฟุดฟิดคล้ายสูดดม จากนั้นก็กลับมายืนตรงอีกครั้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนโบกมือพัดไปมาไล่กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ไม่มีอยู่จริงพร้อมกับยิ้มเผล่ใส่คนที่ทำหน้าเหลอหลาไม่เลิก

 

          "กลิ่นน้ำส้มสายชูลอยคละคลุ้งไปทั่วลานประลองแล้วนะ เจ้าไม่รู้ตัวเลยหรือ"

 

          ข้าเอ่ยถามเสียงเย้า แม้มิทันเห็นตอนไป๋หยินเผชิญหน้ากับมังกรลูกครึ่งก็พอคาดเดาได้ว่าอะไรเป็นอะไร บางทีไอ้หนุ่มปากมากคนนั้นอาจนอนฝันร้ายติดต่อกันหลายคืน ...แต่ก็นะ เจ้าหยวกกล้วยเคยทำเรื่องดี ๆ เป็นที่ไหนกัน

 

          ทำตัวเหมือนเด็กไม่มีผิด

 

          ไป๋หยินนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี "อืม"

 

          ข้ายิ้มขำปนเอ็นดู ไม่ปฏิเสธเสียด้วย น่ารักจริง

 

          อาศัยจังหวะที่มันคลายมือออกก็เปลี่ยนไปคว้าจับมือข้างนั้นแทน ความอบอุ่นแทรกผ่านปลายนิ้วจนเผลอบีบกระชับให้แน่นยิ่งขึ้น ดวงตาสีพระจันทร์เสี้ยวเบิกกว้างมองตรงมาที่ข้าเหมือนไม่เชื่อสายตา

 

          ข้ายกยิ้มกริ่ม ก่อนเอ่ย "วันนี้ข้าอารมณ์ดี จะเลี้ยงถังหูลู่เอาใจเด็กดื้อเสียหน่อย"

 

          เจ้าความมืดตัวจ้อยที่สะลึมสะลือใกล้หลับเต็มทีถึงกับตื่นเต็มตา ตวาดแหวเสียงแหลมสูงทันที [เฮยหยาง ! นี่เจ้าคิดจะทำอะ-- !?]

 

        โอ๊ะ...

 

          ข้าแสร้งร้องอุทานด้วยน้ำเสียงจืดชืดไร้อารมณ์สุดขีด เหลือบหางตามองกลุ่มหญิงงามเนื้อกายอวบอิ่มออกเดินชดช้อยอวดราศีเลือกซื้อเครื่องประดับกันอย่างสนุกสนานเป็นการประกอบ

 

        นั่นดรุณีน้อย--

 

          [ไหน ๆ !~ ... ขะ ข้าไปก่อนนะ ! (*´>ω<`)เฮยหยางก็ดูแลตัวเองดี ๆ ไว้ข้าจะรีบกลับมา !!]

 

          พูดไม่ทันขาดคำก็เป็นอย่างที่คิด ข้าไหวไหล่เอือมระอา สายตาทอดยาวไปยังก้อนเส้นด้ายสีทะมึนที่กระโดดเด้งดึ๋งขึ้นไปเกาะบนหัวไหล่นวลเนียนแล้วถอนหายใจ

 

          เห็นสาวก็ทิ้งกันเสียแล้ว น่าหดหู่ใจเหลือเกิน

 

          ครั้นเมื่อความตึงเครียดที่แผ่ขยายเป็นวงกว้างจนไม่มีผู้ใดกล้าขยับหายไป เหล่าสัตว์น้อยใหญ่จึงต่างทยอยออกจากที่ซ่อนตัว เดินเบียดเสียดกันจับจ่ายซื้อของและชมงานเทศกาลอีกครั้งราวกับว่าสภาพเมืองร้างเมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้น

 

          ปรับตัวกันได้เร็วเหลือเกินนะพวกเจ้าน่ะ

 

          ข้าลากเจ้าหยวกกล้วยไปซื้อถังหูลู่ที่เสียบอยู่บนฟางข้าวที่มัดกันเป็นท่อน ๆ พร้อมกับวางเงินสำหรับผลไม้เคลือบน้ำตาลจำนวนสองไม้ใส่มือของพ่อค้าที่สั่นเทาเป็นเจ้าเข้าจนเศษเหรียญกระเด็นกระดอนตกพื้น

 

          แต่ข้าก็ไม่ได้สนใจ ยื่นถังหูลู่อีกอันให้คนข้าง ๆ "เอ้านี่"

 

          ไป๋หยินทำหน้าเครียด แต่พอเห็นข้ายังถือจ่อหน้าไม่เลิกก็ยอมรับของกำนัลจากมือข้าไปอยู่ดี ข้าพยักหน้าด้วยความพึงพอใจแล้วกล่าวชมไปคำหนึ่ง "เด็กดี"

 

          ไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือเปล่า เหมือนหูของมันจะแดงนะ ?

 

          จะว่าไปภาพชายชาตรีสองคนยืนจับมือกันแล้วมืออีกข้างถือถังหูลู่กินกันคนละไม้นี่มันช่าง... น่าอดสูอย่างไรชอบกล

 

          ข้าคิดแล้วกัดไปหนึ่งคำเต็ม ๆ รสหวานอมเปรี้ยวของผลไม้และความหอมหวานจากน้ำตาลที่เคี่ยวมานานหลายชั่วยามหลอมละลายอยู่ในปาก ขึ้นชื่อว่าเป็นสินค้าที่ขายในฤดูประลองจะใช้ของดาษดื่นไม่ได้อยู่แล้ว

 

          ได้กลิ่นของอร่อยอีกแล้ว ไว้ระหว่างทางลองแวะซื้ออย่างอื่นกินด้วยดีกว่า

 

          "ก่อนหน้านี้..." สุรเสียงทุ้มต่ำแผ่วเบาราวเสียงกระซิบดังแว่วอยู่ข้างใบหู "ท่านหายไปไหนมา"

 

          ปลายเท้าที่กำลังก้าวเดินพลันหยุดชะงัก ข้ายืนนิ่งใคร่ครวญสักพักแล้วย้อนถามด้วยสีหน้าราบเรียบ "เจ้าถามทำไม"

 

          "ข้าเป็นห่วง"

 

        ตึกตัก...

 

          ข้าหลุดหัวเราะ ก่อนที่จะแกว่งซานจาเคลือบน้ำตาลในมือช้า ๆ ราวกับความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายเป็นเพียงแค่ภาพมายา "คิดแล้วก็น่าตลกดี ก่อนหน้านี้เราห้ำหั่นแทบเป็นแทบตายบนสนามรบ ...พอมายามนี้กลับเป็นห่วงเป็นใยกันเสียแล้ว"

 

          ข้ามังกรดำ เจ้ามังกรขาว เราสองต่างเป็นเพชรตัดเพชร เชือดเฉือนกันทีละน้อยด้วยคำพูด ฝังกรงเล็บแหลมคมลงบนผิวเนื้อให้เลือดซิบ เมื่อฝ่ายตรงข้ามล้มลงก็กระทืบซ้ำ

 

          แต่... มันก็ผ่านมานานมากแล้ว

 

          ทันทีที่ข้ากล่าวจบ สีหน้าของเจ้าหยวกกล้วยก็ดูย่ำแย่ขึ้นมาทันใด แววตาเซื่องซึมต่างจากปกติที่จองหองอวดดี เห็นดังนั้นข้าจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงติดตลกเล็กน้อย

 

          "แต่เห็นทีคงต้องเชื่อแล้วกระมัง มิเช่นนั้นเจ้าคงไม่แวะมาเยี่ยมเยียนตำหนักข้าทุกวันเว้นวันใช่หรือไม่"

         

          จากที่ก้มหน้าลงคล้ายสำนึกผิด ไป๋หยินค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองลึกเข้ามาในดวงตาของข้าเหมือนต้องการหาอะไรบางอย่าง ผ่านไปสักพักกว่าน้ำเสียงทุ้มจะเอื้อนเอ่ย "...ท่านดูแปลกไปนะ"

 

          ข้าเลิกคิ้วถาม "อย่างไร"

 

          "กำแพงที่ท่านสร้างไว้... ดูลดน้อยลง"

 

          "..."

 

          ข้าเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนกล่าวต่อ "ข้ามิใช่เด็กไร้เหตุผลเช่นเจ้า" แล้วเชิดหน้าเล็กน้อยอย่างผู้เหนือกว่า ยกมือขึ้นกอดอกตัวเองพร้อมตอบกลับด้วยท่าทางจริงจัง

 

          "แม้ข้าจะยังไม่ไว้ใจในตัวเจ้า แต่ก็มิได้ตัดรอนน้ำใจ ...พูดแค่นี้เจ้าคงเข้าใจแล้วกระมัง"

 

          ข้าเม้มปากแน่นหลังพูดจบ รู้สึกเก้อเขินไม่น้อยที่ต้องมาพูดอะไรแบบนี้ แต่พอเห็นสีหน้าดีใจออกนอกหน้าของมันแล้วนึกหมั่นไส้ ปลายนิ้วชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างคาดโทษ

 

          "แต่อย่าได้ใจให้มันมากนะ ข้ายังจับตาดูเจ้าอยู่"

 

          "ขอรับ ๆ ... พี่หยาง"

 

          เจ้าหยวกกล้วยตอบเสียงทะเล้นยอมรับคำแต่โดยดี นัยน์ตาเป็นประกายระยิบระยับจนดวงหน้าสว่างไสว มือที่กุมกันนั้นสอดประสานแนบแน่นยิ่งกว่าเดิมจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้อากาศลอดผ่าน

 

          ข้ายิ้มและไม่ได้พูดอะไรอีก

 

          พี่หยางเช่นนั้นหรือ... ฟังแล้วก็จั๊กจี้หูดี

 

          หลังจากนั้นโฆษกคนเดิมก็ประกาศรายชื่อผู้เข้าแข่งขันคนต่อไป ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นคนแซ่ไป๋ที่กำลังกัดถังหูลู่กินหน้าสลอน พอกินจนหมดไม้ก็โยนทิ้งข้างทางเสมือนมิได้ยินเสียงที่เขาประกาศเรียกเป็นครั้งที่สอง

 

          ข้ากล่าวเตือนเสียงอ่อน "นั่นเขาเรียกแล้วนะ ไปสิ" ไล่เสร็จก็งับถังหูลู่กินต่อ พอหันกลับไปก็เจอเข้ากับไป๋หยินที่จ้องข้าตาไม่กะพริบ

 

          มันขมวดคิ้วไม่เลิก เอ่ยถามข้าด้วยน้ำเสียงฉงน "ท่านไม่ไปดูข้าหรือ"

 

          ข้านึกไตร่ตรองดูอีกที แต่คำตอบก็ยังคงเดิมจึงส่ายหน้าปฏิเสธไป "อืม ไม่ดีกว่า"

 

          "..."

 

          ข้าหลุบตาต่ำแล้วถอนหายใจเหนื่อยหน่าย

 

          เจ้าตัวบัดซบนี่... พอไม่ได้ดั่งใจก็แผ่รังสีทะมึนไม่น่าเข้าใกล้ทุกที ข้ายกมือขึ้นเป็นเชิงปรามให้คนใจเย็นพร้อมกล่าวต่อ "ถึงไปดูก็เหมือนไม่ได้ดูอยู่ดี ข้าพนันเลยว่ารอบต่อไปเจ้าจะชนะขาดลอย โดยที่ไม่ต้องออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ"

         

          มังกรขาวมีท่าทีสงบลง มองหน้าข้าแล้วยิ้มมุมปากด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้ "เชื่อใจข้าถึงเพียงนั้น ?"

 

          ข้ากลอกตาใส่คนช่างหลงตัวเอง ก่อนจะยิ้มขำเมื่อเห็นสีหน้าอยากรู้ให้ได้ของเด็กตัวใหญ่

 

          "เชื่อข้าเถิด ใครก็ตามที่รู้ตัวว่าโชคชะตาหล่นทับให้ออกมาสู้กับเจ้า... คงถอนตัวกันแทบไม่ทัน"

 

          เจ้าหยวกกล้วยทำหน้าเหมือนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะเจ้าตัวนั้นรู้ดีว่างานประลองมีแค่รอบแรกเท่านั้นที่มีสิทธิ์ถอนตัวได้ แต่... ไม่ว่าใคร ๆ ก็อยากเอาชนะบนสังเวียนแห่งนี้ทั้งนั้น

 

          กระนั้นรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านไปทั่วลานประลองเมื่อครู่ก็มิอาจดูแคลนได้เช่นกัน

 

          สรุปแล้วก็เป็นอย่างที่คาดเอาไว้ บุคคลโชคร้ายที่แผ่นป้ายถูกหยิบออกมาให้สู้กับมังกรขาว ยอมยกธงขาวน้อมรับความพ่ายแพ้โดยสดุดีท่ามกลางเสียงโห่ร้องของผู้ชม

 

          ชะตาเกือบขาดแล้วไอ้หนุ่ม ดีที่ไหวตัวทัน...

 

          เจ้าหยวกกล้วยออกจากสนามประลองและสาวเท้าเร็ว ๆ มาหาข้าที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว ไม่พูดพร่ำทำเพลงทรุดกายลงข้าง ๆ ด้วยใบหน้าบึ้งตึง

 

          "ทำหน้ามู่ทู่มาเชียว"

 

          "...."

 

          ข้าเลิกคิ้วมองคนที่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาด้วยความแปลกใจ "นี่เจ้าอยากลงแข่งมากขนาดนั้นเชียวหรือ"

 

          จื่อซูเหวินที่นั่งอยู่ข้างกันรีบเอ่ยแย้ง "ข้าว่ามิใช่หรอก คงเป็นเพราะอดแสดงฝีมือต่อหน้าพี่รอง น้องห้าจึงไม่พอใจ" ว่าจบก็ป้องปากหัวเราะคิกคักอย่างมีจริต แต่ก็มิวายถูกไป๋หยินเขม่นใส่

 

          "จริงรึ ?" ข้าหันไปถาม

 

          "..."

 

          ความเงียบคือคำตอบ ข้าหัวเราะจนไหล่สั่นพอเงยหน้าขึ้นหมายจะหยอกล้อต่อเป็นต้องยิ้มค้างเมื่อจู่ ๆ มันก็แค่นหัวเราะเสียงเย็น พลางเหลือบมองมาที่ข้าด้วยสายตาที่ทำให้รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวแปลก ๆ

 

          "ข้าคิดว่าเจ้าควรรอชมการประลองรอบต่อไปน่าจะดีกว่า"

          "หือ ?"

 

          "แล้วอย่าได้กะพริบตาเชียว"

 

          ข้ายิ้มเจื่อนแล้วเสหลบตา ...เหตุใดจึงรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ เช่นนี้เล่า ! จากที่เป็นฝ่ายแกล้งเขาดันจบแบบนี้เสียได้ บัดซบจริง ๆ ท้ายที่สุดฤดูประลองสี่สัตว์เทพรอบแรกจึงจบลงด้วยความรู้สึกที่ยังติดค้างอยู่ในใจ

 

          ว่าแต่เจ้าเงาน้อยกลับบ้านรึยังนะ ?

 

 

        แกร๊ง ๆๆๆ !!!

 

          สั่นระฆังเสียงกังวานประกาศก้อง งานประลองสัตว์เทพรอบที่สอง เริ่มได้ !

 

          ไม่ว่าจะด้วยคำขู่ของผู้ใด ข้าก็ได้นั่งประจำที่รอชมการปะทะของเหล่านักสู้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้คนค่อนข้างจะเยอะเป็นพิเศษต่างจากรอบแรกที่ยังพอมองเห็นช่องว่างบนถนนให้เดินเล่นได้บ้าง เนื่องด้วยรอบที่สองผู้ท้าประลองไม่มีสิทธิ์ถอนตัวเหมือนรอบก่อนนั่นเอง

 

          การประลองรอบนี้คือการห้ำหั่นกันเองระหว่างสัตว์สายเลือดเดียวกัน

 

          ข้าพูดไม่ผิดหรอก เต่าสู้กับเต่า หงส์สู้กับหงส์ พยัคฆ์สู้กับพยัคฆ์ และมังกรสู้กับมังกร     อาจจะกระอักกระอ่วนใจบ้างในตอนแรก แต่สุดท้ายความเห็นใจจะไม่เกิดขึ้นในสนามประลองอันเหี้ยมโหดที่ทุกคนหวังเพียงสิ่งเดียวคือชัยชนะ

 

          และคู่ต่อสู้ที่น่าสนใจในวันนี้ก็คือ... ฝาแฝดหงส์ชมพู พี่น้องตระกูลเฝิ่น

 

          นัยน์ตาข้าสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น

 

          พี่กับน้องต้องสู้กันเอง น่าสนใจ น่าสนใจ ! ข้าลูบคางนึกย้อนกลับไปตอนที่เดินสวนทางกับฝาแฝดคู่นี้ระหว่างตามหาเจ้าเงาดำ แม้มีโครงหน้าและความสูงประมาณเดียวกัน แต่กิริยาท่าทางที่แสดงออกมานั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน

 

          พี่สาวคนโตร่าเริงกระฉับกระเฉง ยามเพ่งพิศดูรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงสวยบนดวงหน้าเยาว์แล้วเป็นต้องยิ้มตาม ส่วนน้องชายคนเล็กนั้นดูสุขุมเรียบร้อยกว่า กระนั้นก็สัมผัสได้ว่าหวงพี่สาวเพียงคนเดียวมากแค่ไหน

 

          พี่ไปไหนน้องเดินตาม พี่ทำอะไรน้องเฝ้าดู

 

          แต่สิ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกัน นอกจากเรือนผมสีชมพูนั้นคือความมีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโส เพียงแค่ข้ากวาดตาไปมองครู่เดียว ทั้งสองพลันหยุดยืนนิ่งแล้วโค้งศีรษะทุยทำความเคารพข้าอย่างไร้ซึ่งความหยิ่งยโสในชาติตระกูล

 

          น่าเอ็นดูยิ่ง ข้ายิ้มบางแล้วพยักหน้ารับ

 

          ทว่าดูอย่างไรก็เป็นพี่น้องที่รักใคร่กันดี จะทำใจทนทำร้ายคนในครอบครัวไหวหรือไม่นั้น... ก็ขึ้นอยู่กับจิตใจล้วน ๆ

 

          [เอาล่ะ !] กลุ่มก้อนสีดำกระแอมไอขึ้นมา [ข้าเงาทมิฬสุดหล่อ จะขอทำหน้าที่เป็นโฆสกส่วนตัวให้กับเฮยหยางเอง~ ขอรับรองว่าข้อมูลไม่มีผิดพลาด ไว้ใจข้าได้เลย!~]

 

        ถึงจะไม่ได้ขอ... แต่ก็ขอบใจ

 

          [แฝดผู้พี่มีนามว่า เฝิ่นลี่ฉุน ส่วนแฝดผู้น้องชื่อว่า เฝิ่นหวังจิ้ง ทายาทตระกูลเฝิ่นที่ขึ้นชื่อในเรื่องการค้าอัญมณี] มันอธิบายอย่างฉะฉาน [และอย่างที่ทราบกันดีว่าหงส์ทุกตนล้วนครอบครองพลังที่เกี่ยวข้องกับความร้อน พนันได้เลยว่าสนามประลองครั้งนี้จะต้องร้อนระอุเป็นแน่แท้ ขอแนะนำให้ท่านผู้ชมหาของเย็น ๆ กินดับร้อนเพื่ออรรถรสในการรับชมนะขอรับ~]

 

          เจ้าเงาน้อยร้องอุทานเสียงเริงร่า [อ๊ะ ! แต่ไม่มีผลกับเจ้าที่ตัวเย็นชืดนี่เนอะ ดังนั้นช่างมันเถิด~]

 

          "..."

 

          ข้าลอบกลอกตาด้วยความเบื่อหน่าย พลางทอดสายตาไปยังกลางลานประลองที่มีร่างของคนสองคนยืนประจันหน้ากัน คนหนึ่งดูเข้มแข็งไม่สั่นไหว ส่วนอีกคนหนึ่ง...

 

          จะเป็นอย่างไรต่อไปนะ

 

          เสียงระฆังส่งสัญญาณเริ่มการต่อสู้ เด็กสาวผู้ปราดเปรียวเข้าโจมตีทันทีด้วยกริชคมจนเกิดเสียงดังเคร้ง ! เฝิ่นหวังจิ้งตั้งรับด้วยฝักกระบี่ได้อย่างทันท่วงที เกิดเสียงโลหะดังกระทบกันถี่รัว

 

          อายุยังน้อย แต่กระบวนท่าไม่เลวเลยทีเดียว

 

          [ไอ้หยา~ กริชฝังทับทิมเสียด้วย ถ้าเกิดพังขึ้นมาข้าคงเสียดายแย่ ไว้แอบไปแกะขายดีกว่า--]

 

        เงาน้อย...

 

          [บู้ววว~  ไม่ได้ทำจริงเสียหน่อย ! เฮยหยางจริงจังเกินไปแล้ว... อ๊ะ ทำไมเจ้าหนูนั่นถึงถอยร่นไปแบบนั้นล่ะ ตั้งรับอย่างเดียวแบบนี้ จะเสียเปรียบเอาหนา~~]

 

          เด็กหนุ่มเจ้าของดวงตาสีดอกทับทิมเม้มปากแน่น ปัดป้องทุกการโจมตีของพี่สาวที่เริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยฝักกระบี่สีดำเข้มตัดกับลวดลายหงส์บินสีแดงอิฐ ทว่าไม่ว่าอย่างไรก็มิอาจฟาดฟันกระบี่เล่มนี้ได้

 

          แม้ว่านี่จะเป็นกฎ เป็นข้อบังคับที่ทุกคนต้องเผชิญ และไม่ใช่ครั้งแรกที่คนในครอบครัวต้องสู้กันเอง

 

          แต่ไม่ไหว...

 

          ข้าทำไม่ได้ ข้าทำร้ายพี่สาวตัวเองไม่ได้ !

 

          เฝิ่งลี่ฉุนที่กระหน่ำแทงอยู่ฝ่ายเดียวเริ่มเลือดขึ้นหน้า ดีดตัวออกห่างเป็นระยะหนึ่งจั้ง จรดปลายกริชแหลมคมชี้ขึ้นไปยังใบหน้าของน้องชาย ปากเล็กประกาศเสียงดังก้องอย่างห้าวหาญไปทั่วลานประลอง

 

          "โยนความขี้ขลาดของเจ้าทิ้งไปเสีย !!! ตราบใดที่เราสองยืนอยู่ที่นี่ ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องนั้นถูกตัดขาด !" ฉับพลันร่างบอบบางแต่มิอ่อนแอทะยานตรงไปข้างหน้า "มองข้าเป็นเพียงศัตรูที่เจ้าต้องโค่นล้มเท่านั้น !"

 

          "ท่านพี่..."

 

          เด็กหนุ่มเคลื่อนตัวหลบหลีกอย่างว่องไว ฝักกระบี่ถูกหมุนพลิกด้านเป็นเส้นขนานรับคมกริชอีกครา โดยไม่มีทีท่าจะเป็นฝ่ายบุกเลยแม้แต่น้อย ข้าที่นั่งดูอยู่สักพักถึงกับอ้าปากหาว ไม่ต่างจากเจ้าเงาดำที่ทำท่าจะผล็อยหลับอยู่บนไหล่

 

          ... ยังไม่เริ่มเอาจริงกันเสียที

 

          "หากเจ้าไม่ยอมชักกระบี่ออกจากฝักลุกขึ้นสู้ ไม่ต้องเรียกข้าว่าพี่ !"

 

          เด็กหนุ่มส่ายหน้าเป็นพัลวัน  "ไม่ ท่านพี่... ข้าทำไม่ได้"

 

          "งั้นหรือ" นัยน์ตาสีกลีบบัวหรี่ลง พลางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลง "เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้" เมื่อสิ้นเสียงของเฝิ่นลี่ฉุน มวลสารบางอย่างปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนาง ก่อนพุ่งเข้าจู่โจมใส่ฝ่ายตรงข้ามที่รอต้านรับไว้อยู่แล้วทันที

 

          ก้อนพลังสีร้อนแรงกระทบกับฝักกระบี่เกิดเสียงดังฉ่า ท่ามกลางความสงสัยของทุกคน เฝิ่นหวังจิ้งได้สติเป็นคนแรก ตาเบิกกว้างมองเนื้อกระบี่ที่ส่องแสงแวววาวยามต้องแสงอาทิตย์

 

          ฝักกระบี่ถูกหลอมละลาย

 

          ข้าดีดนิ้วแล้วร้องอ๋อ ความสามารถของเด็กคนนี้ก็คือ

 

          [ลาวา !]

 

          "ฝักกระบี่น่ะซื้อใหม่ได้ แต่ตัวกระบี่..." รอยยิ้มสดใสกระจ่างเต็มใบหน้า "เจ้าคงไม่อยากให้เป็นแบบนั้นใช่ไหม นั่นน่ะ.. กระบี่เล่มนั้น พวกเราอุตส่าห์ดั้นด้นไปหาด้วยกันมานี่นา"

 

          ไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไร ความจริงแล้วข้าเองก็ไม่ได้อยากทำร้ายเจ้าเหมือนกัน

 

          แต่...

 

          "พวกเราเดินกันมาไกลถึงเพียงนี้แล้วนะ กว่าเราจะมาถึงตรงนี้ได้ มันไม่ง่ายเลยมิใช่หรือ" น้ำเสียงอ่อนหวานยังคงเอ่ยต่อไป นางรู้ดีว่าภายใต้หน้ากากอันเฉยชาของน้องชายนั้นเต็มไปด้วยความไม่มั่นคงมากแค่ไหน "หากถอยหลังกลับก็น่าเสียดาย เสียดายทั้งเวลาทั้งความรู้สึก"

 

          "ดังนั้นแล้ว น้องรักของพี่..."

 

          "..."

 

          "อย่าทำให้ข้าผิดหวัง"

 

          เพียงเท่านั้นนัยน์ตาสีแสดของเฝิ่นหวังจิ้งสาดประกายเจิดจ้า แรงกระตุ้นเพียงน้อยนิดถูกขับเคลื่อนเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ปลายกระบี่ถูกตวัดเป็นเส้นตรงกลางอากาศ ความร้อนระอุครอบคลุมพื้นที่ที่ทั้งสองยืนอยู่ กระทั่งคนรอบนอกก็ยังรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่ขึ้นสูง

 

          เฝิ่นลี่ฉุนเผยยิ้มกว้าง ทั้ง ๆ ที่เม็ดเหงื่อผุดผายไหลจรดปลายคางและหยดลงสู่พื้นดิน ก่อนจะระเหยหายไปอย่างรวดเร็ว ลำคอแห้งผากเหมือนยืนอยู่กลางทะเลทราย

 

          นี่แหละ ความสามารถที่แท้จริงของอาหวัง

          อาหวัง น้องชายที่ข้าภาคภูมิใจ

 

          [คะ คลื่นความร้อน ?!!] เจ้าเงามืดร้องเสียงหลงด้วยความแตกตื่น ส่วนข้านั้นกลับหัวเราะเสียงแผ่ว ตระกูลเฝิ่นครอบครองเด็กที่มีความสามารถถึงสองคนด้วยกันเช่นนี้ หากผู้ใดคิดจะเป็นปฏิปักษ์คงต้องคิดใหม่

 

          และท้ายที่สุดผู้ที่ล้มลงไปคือ... เฝิ่นลี่ฉุน นางหยัดกายลุกขึ้นก่อนไอออกมาอย่างหนักจนคนเป็นน้องรีบโผเข้ามาช่วยลูบหลัง พักได้ครู่หนึ่งก็ตะเบ็งเสียงหัวเราะด้วยความชอบใจ 

 

          "ฮะฮะ ! สมแล้วที่เป็นน้องพี่ ...ในที่สุดเจ้าก็สำแดงพลังให้ข้าชมสักที" เอ่ยด้วยดวงหน้ายิ้ม ๆ แล้ววางมือลูบหัวน้องชายที่น้ำตาคลอเบ้า "เก่งมาก"

 

          บรรยากาศอันอบอุ่นโอบล้อมเด็กทั้งสองที่ยิ้มให้กัน สายใยครอบครัวที่พี่มีต่อน้องและน้องมีต่อพี่แผ่กระจายไปรอบ ๆ ทุกคนต่างอมยิ้มกับภาพที่เห็น คนบางกลุ่มที่มาดูเพื่อความสนุกสะใจถึงกับซับน้ำตา จากสนามประลองอันเหี้ยมโหดรุนแรงกลายเป็นนุ่มนวลขึ้นทันตาเห็น

 

          ข้าปรบมือชื่นชมอยู่หลายครั้ง แม้มังกรจะไม่ยึดติดกับคำว่า 'สายเลือดผู้ให้กำเนิด' ข้าก็พอเดาได้ว่าความอบอุ่นใจระหว่างคนในครอบครัวนั้น... คงไม่ต่างจากตอนที่ท่านพ่อถามไถ่ข้าด้วยความเป็นห่วงหรือในตอนที่ข้าใช้เวลาร่วมกันกับมังกรแห่งเหยียนหลง

 

          คำว่าครอบครัวเป็นอย่างไร ข้ารู้ดี โอ้... ใช่ รวมถึงเจ้าเงาน้อยด้วยนะ

 

          "เอาล่ะ..." ข้าเปรยขึ้นมาเบา ๆ เบนสายตามองไปยังร่างสูงที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล "อย่าแพ้เด็กเขาล่ะ"

 

          เจ้าหยวกกล้วยกระตุกยิ้มมุมปาก

         

          ข้าเองก็ไม่อยากสาธยายความเก่งกาจของมันมากนักหรอก รู้เพียงว่าเจ้าหยวกกล้วยได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็วเสียจนมองตามแทบไม่ทัน หลังจากที่แสงสีขาวสว่างวาบไปทั่วจนมองไม่เห็นสิ่งใด เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งคู่ต่อสู้ก็อยู่ในสภาพเจ็บปางตายเป็นที่เรียบร้อย

 

          [ปีศาจชัด ๆ !!!]

 

          ไม่เลว...

 

          ข้าเผลอปรบมือชื่นชมอยู่สองสามครั้ง เจ้าหยวกกล้วยก้าวเดินออกจากสนามประลองอย่างสง่าผ่าเผย รอยยิ้มถูกจุดขึ้นบนดวงหน้าเกลี้ยงเกลา ก่อนสายตาคู่นั้นจะหันมาสบกับข้าเหมือนต้องการสื่อความนัยบางอย่างที่...

 

          ไม่น่าไว้วางใจเป็นอย่างยิ่ง !

 

          ขนอ่อนทั่วสรรพางค์กายพลันลุกชันในวินาทีนั้น ข้าลูบแขนตัวเองเบา ๆ รู้สึกกล้ำกลืนอยู่ในใจ...ช่วงนี้ข้าแกล้งมันบ่อยด้วยสิ คราวก่อนไม่รับสร้อย คราวนี้หัวเราะเยาะต่อหน้า จะถูกเอาคืนหรือไม่ก็ไม่รู้

 

          ข้าพรูลมหายใจพลางเงยหน้าขึ้นมองฟ้าอย่างเลื่อนลอย ก่อนตัดสินใจได้ว่า

 

          อืม คืนนี้ข้าลงกลอนประตูหน้าต่างสักสองชั้นดีกว่า

 

          และทั้ง ๆ ที่รอบคอบถึงเพียงนั้นแล้วแท้ ๆ แต่ดูเหมือนจะไม่พอสำหรับเจ้าตัวบัดซบนี่ ! ข้าสูดลมหายใจลึกเข้าเต็มปอด พยายามยับยั้งชั่งใจไม่ให้เผลอใช้เงากระชากโยนมันออกไปนอกหน้าต่างที่เปิดกว้าง

 

          ข้าขมวดคิ้วเครียด ตาจ้องเขม็งไปยังแขกที่ไม่ได้รับเชิญด้วยความคลางแคลงใจ

 

          บัดซบ ! แล้วมันเปิดหน้าต่างเข้ามาได้อย่างไร

 

          ข้าไม่รีรอรีบพูดเปิดประเด็นทันที "เจ้าต้องการอะไร"

 

          "ข้ามาเอารางวัล"

 

          คิ้วกระตุกหงึก ๆ ข้าเอ่ยปฏิเสธเสียงแข็ง "ที่นี่ไม่มีรางวัลอะไรให้เจ้าทั้งนั้น กลับไปเสีย"

 

          "มีอย่างแน่นอน"

 

          "ก็บอกว่าไม่มี ! เอ๊ะ นี่เจ้า..."

 

          ข้าชะงักค้างมองมันที่ย่างสามขุมเข้ามาใกล้ ๆ ด้วยความหวาดระแวง ก่อนจะกะพริบตาถี่ ๆ เมื่อจู่ ๆ มันทำไหล่ลู่ลงพร้อมกับช้อนตามองข้าด้วยท่าทางน่าสงสาร

 

          "พี่หยาง..."

 

          "..."

 

          [อี๋แหยะ ! อย่ามาเรียกเฮยหยางเสียงอ่อนเสียงหวานแบบนั้นนะ !]

 

          จะขำเจ้าเงาน้อยก็กระไรอยู่

 

          ข้าเม้มปากเข้าหากันพยายามไม่สนใจเสียงออดอ้อนที่ดังอยู่ไม่ขาด เมื่อไป๋หยินเห็นท่าทีไม่สนใจไยดีก็กล่าวตัดพ้อด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด

 

          "ข้ารึก็เหนื่อยล้าถึงเพียงนี้แล้ว ท่านจะไม่มีรางวัลให้ข้าหน่อยหรือ"

 

          ข้าคิดในใจ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า ! เจ้าหยวกกล้วยเว้นช่วงไป ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความเจ้าเล่ห์ "รางวัลที่ท่านสามารถให้ได้ โดยที่ไม่ต้องออกแรงอะไร"

 

          ข้าชักจะสังหรณ์ใจแปลก ๆ ไม่รู้ว่ามันจะมาไม้ไหน "รางวัลอะไรของเจ้า"

 

          ไป๋หยินแย้มยิ้มบางเบา "พูดไปท่านก็ไม่เข้าใจ ข้าทำให้ดูเลยดีกว่า"

 

           [สวรรค์ลงโทษแล้ว !!! เฮยหยางหนีไป !?]

 

          เดิมทีข้านั้นก็ระแวดระวังตนอยู่แล้ว เมื่ออีกฝ่ายโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ก็รีบสะบัดตัวหนีทันควัน ...แต่ดูเหมือนจะช้าไปก้าวหนึ่ง ข้อมือถูกคว้าเอาไว้อย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันนึกใคร่ครวญหาทางออกก็ถูกไล่ต้อนจนแผ่นหลังชิดติดกำแพงเย็นเฉียบ

         

          เพ้ย ?!

 

          ขณะที่ข้ากำลังมึนงงอยู่นั้น เจ้าหยวกกล้วยก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกครั้ง ดวงตาสีเงินดุจอัญมณีเลอค่าสอดประสานสายตากับข้าในระยะประชิด จนกระทั่งมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองอยู่ในนั้น

 

          โดยไม่ทันตั้งตัวริมฝีปากก็ถูกฉกฉวยไปเสียแล้ว

 

          เงาดำหวีดร้องเสียงดังลั่น [อ๋าาาาาา !!!!! ไอ้งูเน่าเส็งเคร็ง !!!]

 

          "..."

 

          ดวงตาสีนิลเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง มือที่กำหมัดแน่นคลายลงโดยไม่รู้ตัว พอรู้สึกตัวก็พยายามขัดขืนต่อต้าน แต่ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ายืนทื่อเฉย ๆ รับรสสัมผัสที่อีกคนมอบให้อย่างคนโง่เขลา

 

          ร้อน...

 

          ไป๋หยินถอนริมฝีปากออก หน้าของเราไกลกันเพียงคืบ ข้านิ่งเงียบไม่โต้ตอบดั่งเช่นทุกครั้ง ปล่อยให้ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดใบหน้าตัวเองทั้งอย่างนั้น ไป๋หยินเลิกคิ้วเล็กน้อยเหมือนแปลกใจ ก่อนเอียงหน้ากระซิบคลอเคลียอยู่ข้างหูไม่ห่าง

 

          "... จะไม่พูดอะไรหน่อยหรือ"

 

          [เพ้ย ๆๆ !!! เฮยหยางงง ระ รีบเร้นกายตอนนี้เร็วเข้า ?!]

         

          เสียงที่ดังขึ้นในโสตประสาทส่วนลึกฟังดูไกลออกไป ตัวตนของเจ้าเงาน้อยเลือนหายไปจากความคิดของข้าโดยสมบูรณ์ เจ้ากลุ่มก้อนสีทะมึนร่ำไห้เสียงดัง อยากจะช่วยก็ช่วยไม่ได้ ก่อนสลบไปด้วยหัวใจที่แตกสลาย

 

          "เช่นนั้น..." ไป๋หยินกดยิ้มมุมปากลึกกว่าเดิม "ผู้น้อยขอล่วงเกินแล้ว"

 

          การกระทำดูอุกอาจ ทว่าสัมผัสนุ่มหยุ่นที่ทาบทับลงบนริมฝีปากของข้านั้นแผ่วเบายิ่งกว่าแมลงปอบินโฉบ เพียงชั่วเสี้ยววินาทีก็ผละออกไป เราสบตากันนิ่งงันแล้วทาบจูบอีกครั้ง

 

          ละเมียดละไมลัดเลาะไปตามกลีบปากสีซีดของข้าอย่างไม่รู้จักพอ ความรู้สึกเปียกชื้นทำเอาหัวใจคันยุบยิบ มือขยุ้มเสื้อสีดำของอีกฝ่ายไว้แน่น เคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบอันลึกล้ำอย่างเผลอไผล

 

          ไป๋หยินใช้ปลายนิ้วเกลี่ยริมฝีปากของข้าที่ฉ่ำวาวเบา ๆ สบเข้ากับนัยน์ตาสีเงินฉายแววเจ้าเล่ห์ก็รู้ว่าคนจะทำอะไร ทันทีที่เห็นดวงหน้าคมคายโน้มเข้ามาใกล้อีกครั้ง ข้าก็รีบยกมือกั้นไว้

 

          ข้าปรามเสียงแผ่ว "...พอแล้ว"

 

          แต่กลายเป็นว่ากลับถูกกลีบปากนุ่มจูบกลางฝ่ามือ ไล่จุมพิตไปยังปลายนิ้วทั้งห้าเหมือนอย่างที่เขาชอบทำ ไป๋หยินประทับจูบลงซ้ำ ๆ ก่อนริมฝีปากได้รูปจะคลี่ยิ้มด้วยแววตาเปี่ยมสุข เอื้อนเอ่ยวาจานุ่มนวลอย่างที่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน

 

          "แข่งรอบสุดท้าย... ท่านต้องมาดูข้านะ"

 

          "มะ" ไม่

 

          "มานะ"

 

          "...."

 

          "ข้าจะรอ"

 

          ด้วยน้ำเสียงเว้าวอนหรือผีสางเข้าสิงร่างชั่วขณะก็ตามแต่ ข้าก็เผลอพยักหน้ารับคำชวนไปอย่างมึนงงราวกับว่า... ยังคงมึนเมาในสุราที่มีชื่อว่าจุมพิต บุรุษเจ้าของเรือนผมสีขาวดุจหิมะผุดยิ้มพึงพอใจแล้วประกบจูบอีกครั้งเป็นการร่ำลา

 

          พลันเมื่ออาภรณ์สีดำดุจสีของท้องฟ้ายามรัตติกาลหายไปข้าก็ได้สติ ใบหน้าที่ซีดขาวไร้สีเลือดเป็นนิจกลับขึ้นสีแดงก่ำไล่ตั้งแต่พวงแกมไปยังใบหูและลำคอ ยกมือขึ้นลูบปากตัวเองซ้ำ ๆ

 

          ถูกเด็กมันลูบคมเสียแล้ว !

 

          ในคืนวันนั้น เหล่าจิ้งเหลนข้ารับใช้ประจำตำหนักเฮยหลงตื่นขึ้นมากลางดึก ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากห้องทำงานของนายท่าน พอลองย่องเข้าไปใกล้แล้วชะโงกหัวมองบานประตูที่เปิดแง้มก็เห็นนายท่านเฮยกำลังตวัดปลายพู่กันอย่างเกรี้ยวกราด เลื่อนสายตาลงมองกระดาษกองพะเนินที่ถูกขยำจนเละบนพื้นแล้วรู้สึกหนักใจ

 

          นายท่านเฮยขอรับ ! ถึงแม้ข้าน้อยจะไม่ทราบว่าท่านไปประสบพบเจอเรื่องอะไรมา แต่นายท่านก็มิควรสร้างความลำบากให้แก่พวกข้าน้อยนะขอรับ !  

 

          ทว่าเขียนไปได้ไม่นาน พู่กันชุ่มหมึกก็หยุดชะงักกลางอากาศจนน้ำหมึกหยดลงบนสิ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นแผนที่ มังกรดำถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะลงมือฉีกกระดาษนั่นจนขาดกระจุยอีกครั้ง !

 

          นั่งดูนายท่านดึงกระดาษแผ่นใหม่มาเขียนอย่างบ้าคลั่งจวนจะเป็นรอบที่ห้า แล้วหันมองตากันเงียบ ๆ

 

          ... นายท่านเฮยสติแตกไปเสียแล้ว เฮ้อ ได้แต่ทอดถอนใจปลงตก ก่อนลงมือปัดกวาดเศษกระดาษที่ปลิวว่อนออกมานอกห้องต่อไปอย่างขะมักเขม้น

 

 

          _:(´` ):_ หายไปนานเลย ฮื้อ ขอโทษที่อัปช้านะคะ สภาพร่างกายไม่พร้อมจริง ๆ ถ้าใครติดตามเพจก็จะรู้ว่าเราไม่สบาย หวัดรับประทานตั้งแต่ลงตอนที่แล้วเสร็จ ... แต่ตอนนี้เกือบหายดีแล้วค่ะ ! หลังจากที่อัดยาไปหลายเม็ด 5555 *ในเลขห้ามีน้ำตาซ่อนอยู่*

 

          ขอบคุณทุกความห่วงใย ชอบสุดคือรีดบอกว่า 'รอได้' 5555 *เอามือกุมใจ*

 

          เรือลำน้อย ๆ หลายลำก่อนหน้านี้ปลิวกระจาย เรือยอชต์เข้าพุ่งชนอย่างแรงแซงทุกโค้งค่า !! 55555555555555 XD

 

          จริง ๆ ชื่อตอนเต็ม ๆ คือ ริมฝีปากแนบชิด ลมหายใจรดหน้า แต่ใจคนเขียนไม่ไหว รู้สึกใจร้าว อาเฮยลูกแม่ หนูเปิดใจแค่นิดเดียว แต่ถูกเด็กมันเหิมเกริมใส่แบบนี้ หม่าม้าไม่โอเคมั่ก ๆ เลย *นิ้วไขว้หลัง*

 

          ... ฮื้อ เขินจังเว้ย ///7/// เป็นครั้งแรกของเราเลยที่เขียนฉากจูจุ๊บแบบนี้ *ปาดเหงื่อ* ดังนั้นถ้าทุกคนอ่านแล้วเขินก็คงจะดีนะคะ แฮะ


     


 



ขอบคุณภาพสวย ๆ จากคุณ 'LuckLife' เจ้าเก่าเจ้าเดิม

 

         

 ขอบคุณภาพสวย ๆ จากคุณ 'Jizayo จิ้งจอกจอมขี้เกียจ'

 

          แต้งกิ้วเวรี่มัชนะฮะ me//เซฟลงเครื่องรัว ๆ

 

          แล้วก็ *ตบบ่าไป๋หยิน* เธอคัมแบคกลับมาได้อย่างมีคุณภาพจริง ๆ 5555555555

 

          ปอลิง. เราเพิ่งเคยแต่งฉากต่อสู้ครั้งแรก orz ถ้าแปลกบอกได้นะคะ ตอนรีไรท์จะได้แก้ทีเดียว คิดถึงทุกคนมากกก บอกหลายรอบแล้วก็จริง แต่ก็... รักนะ แฮ่

 

          1 เมนต์ = กำลังใจ

 

#มังกรปรปักษ์

#หยินคู่หยาง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 144 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #380 nnnoookkk (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 00:12
    กรีสสสสสเขินอ่ะ แต่งดีมากค่ะ

    เป็นกำลังใจให้น้าาาา สนุกมากเลยค่ะ
    #380
    5
    • #380-1 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      8 มิถุนายน 2563 / 09:59
      ได้ยินแบบนี้แล้วชื่นใจมาก ๆ เลยค่ะ T__T ขอบคุณนะคะ ดีใจที่อ่านสนุกน้า
      #380-1
    • #380-3 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      8 มิถุนายน 2563 / 10:21
      น่ารักที่สุดเลยย ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้คุณเจอนิยายเรื่องนี้นะคะ ไม่งั้นเราคงไม่เจอนักอ่านน่ารัก ๆ แบบคุณแน่ ๆ <3
      #380-3
  2. #174 มิน (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 17:16

    เป็นนิยายที่สนุกมากๆเลยค่ะ ภาษาที่ใช้ดีมาก เงาน้อยน่ารักสุดๆ จะติดตามอ่านต่อไปนะคะ

    #174
    1
    • #174-1 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      17 พฤษภาคม 2562 / 22:37
      ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ ////\\\ อ่านแล้วชื่นใจมาก ๆ ขอบคุณที่ติดตามน้าา
      #174-1
  3. #173 prankmaprank (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 14:24

    แงงงงง​ เขินนนนนน​ ทำดีมากไป๋หยิน​ พี่หยางไฟเขียวให้แล้วนะ​ ยินดีด้วย
    #173
    3
    • #173-1 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      14 พฤษภาคม 2562 / 15:16
      XD 55555 ไฟเขียนอะไรกันนน เด็กได้คืบจะเอาศอกแบบนี้สมควรได้รับไฟแดงนาน ๆ ! แค่ก ๆ -- ดีใจที่อ่านแล้วเขินน้า ///7///
      #173-1
    • #173-3 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      17 พฤษภาคม 2562 / 22:35
      วงวารรร 5555
      #173-3
  4. #172 kannikacot (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 13:06

    เค้าจูบกันแล้วเขิน//เงาดำน้อยกลายเป็นของประดับฉากเลยฮุฮุ

    #172
    1
    • #172-1 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      14 พฤษภาคม 2562 / 14:10
      วงวารสุดคือเงาน้อย ต้องมาดูฉากบาดตาบาดใจแบบนี้ T v T
      #172-1
  5. #169 Rindis (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 18:12

    เลือดหมดตัวแล้วโว้ยยยยยยยยยย

    #169
    1
    • #169-1 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      10 พฤษภาคม 2562 / 22:19
      *ปาถุงเลือดใส่ด้วยความว่องไว* 5555555 XD
      #169-1
  6. #168 baekhyun_1a (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 02:11

    เฮือกก ฉากจูบนี่มันอะไรกันน ใจเต้นตึกตักๆๆๆกี้ดดดดด
    #168
    1
    • #168-1 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      10 พฤษภาคม 2562 / 12:39
      ดีใจที่อ่านแล้วเขินนะคะ ///u/// เป็นปลื้มมม เพราะคนเขียนก็ใจเต้นสุด ๆ ตอนเขียนน 555555
      #168-1
  7. #167 rinnarinrin (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 01:06

    น่ารักมากๆๆๆๆๆๆเลยค่ะ  ชอบความหึงหน้ามืดไหน้ำส้มแตกของพ่อพระเอกมาก

    แต่ก็ถือว่ามาได้ทันพอดีช่วยพี่เฮยพอดี55555 พี่เฮยเค้ายอมเปิดใจให้น้องไป๋แล้ว 

    แต่พ่อพระเอกคือได้คืบเอาศอกไปจูบเค้าเฉยเลยยย เบาพ่อเบา เดี๋ยวพี่เฮยเค้าหนี

    หวงพี่เฮยจัง แต่ก็เขินในความเด็กดื้อเอาแต่ใจของน้องไป๋ หายไวๆนะคะไรต์ สู้ๆค่ะ


    #167
    1
    • #167-1 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      10 พฤษภาคม 2562 / 12:39
      ฮื้อออ อ่านคอมเมนต์น่ารัก ๆ แบบนี้แล้วชื่นใจมาก ๆ XD จริงค่ะ อาไป๋ได้คืบแล้วจะเอาศอกสุด ๆ ... แล้วก็ได้สมใจด้วย 555555555 ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ แฮ่ ดูแลสุขภาพด้วยเช่นกันนะคะ !
      #167-1
  8. #166 0988687528 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 00:42

    เค้าจูบกัน
    #166
    1
    • #166-1 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      10 พฤษภาคม 2562 / 12:33
      แล้วหลายรอบด้วย (...)
      #166-1
  9. #165 YUMECH (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 22:29

    เอื้ออออ เลือดดดด ต้องการเลือดมาฮิลด่วนๆ

    #165
    1
    • #165-1 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      10 พฤษภาคม 2562 / 12:33
      *ปาถุงเลือดให้* XD คนเขียนก็ไม่ไหวแล้วเหมือนกันค่ะ แค่ก--
      #165-1
  10. #164 0902143426 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 20:53
    แงงงงงง อยากวาดแฟนอาร์ตเป็นบ้างแต่ทำมะด้าย ;_; ตอนนี้เราเขินมากเลยค่ะ ทั้งไห่น้ำส้มแตกทั้งจูบ
    #164
    1
    • #164-1 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      10 พฤษภาคม 2562 / 12:33
      (///v///) ฮื้อ ไม่เป็นไรนะคะ แค่มีใจอยากจะวาดให้ก็ปลื้มแล้ววว ดีใจที่อ่านแล้วเขินนะคะ รู้สึกดีมาก ๆ 55555
      #164-1
  11. #163 parabola321 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 20:52
    แงงงงงงงงงงง เขินง่ะ
    #163
    1
    • #163-1 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      10 พฤษภาคม 2562 / 12:32
      (///_\\\) คนเขียนก็ใจบางมากกก
      #163-1
  12. #162 ILOVEMRCHU (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 20:06

    โอ้ยยละลายย

    ละมุนมากมาย บิดเขินไปมาตอนนี้ผ้าเช็ดหน้าขาดไปเเล้วว
    #162
    1
    • #162-1 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      10 พฤษภาคม 2562 / 12:31
      Many thanks !!!
      #162-1
  13. #161 ILOVEMRCHU (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 20:06

    โอ้ยยละลายย

    ละมุนมากมาย บิดเขินไปมาตอนนี้ผ้าเช็ดหน้าขากไปเเล้วว
    #161
    1
    • #161-1 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      10 พฤษภาคม 2562 / 12:31
      ดีใจจังที่อ่านแล้วเขินน เพราะคนเขียนก็เขินมากตอนแต่งเหมือนกัน ///7///
      Omg ขอบคุณสำหรับเมนต์น่ารัก ๆ นะคะ <3
      #161-1
  14. #160 0983163561 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 19:58

    ตายแล้วเขาจูบกันแล้วกรี้ดดดดด
    #160
    1
    • #160-1 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      10 พฤษภาคม 2562 / 12:28
      เรือหลักพุ่งแรงมากค่ะหัวหน้าาา ///7/// อรั้ย
      #160-1
  15. #159 2612547 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 19:16
    ตายค่ะ

    ตาย คนอ่านนี้ตายค่ะ
    ตายไปพร้อมกับจูบบบบ
    #159
    1
    • #159-1 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      10 พฤษภาคม 2562 / 12:27
      (///7///) คนเขียนก็ไม่ต่างกันนน ใจเหลวมากก 55555
      #159-1
  16. #158 sedna0327 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 17:50
    นังไป๋หยินขโมยจูบลูกชั้นไปแล้ว!!!!!!!
    #158
    1
    • #158-1 kungnangca(จากตอนที่ 19)
      10 พฤษภาคม 2562 / 12:27
      แบบนี้ต้องโบยให้หลังลายยย XD 5555555
      #158-1