มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 21 : สู้เคียงบ่าเคียงไหล่เป็นครั้งแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 126 ครั้ง
    26 พ.ค. 62

        ตอนที่ 20 : สู้เคียงบ่าเคียงไหล่เป็นครั้งแรก

 

 

          พลังคือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ตัวจ้อย สัตว์เทพผู้น่ายำเกรง กระทั่งสัตว์เดรัจฉานไร้ถิ่นฐาน เพื่อตอบสนองตัณหาความอยากก็ดี เพื่อลาภยศสรรเสริญก็ดี หรือเพื่อความรัก... ที่มิอาจรู้ได้ว่าจริงใจหรือแค่เข้ามาลวงหลอกกัน

 

          ถึงกระนั้นพลังก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการไม่เสื่อมคลาย

 

          ไม่เว้นแม้แต่ข้า... ทว่าที่ทำไปทั้งหมดมิใช่เป็นเพราะหลงใหลไปกับอำนาจของพลังอันแข็งแกร่ง

 

          แต่เพื่อความอยู่รอด

 

          ทั้งพลังที่ว่ายังแตกแขนงมากมายไม่รู้จบ โดยทั่วไปพลังของสี่สัตว์เทพจะแบ่งตามสภาพร่างกายในขณะนั้น ...ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าพลังในร่างจริงและร่างแปลงนั้นไม่เหมือนกัน ความซับซ้อนของมันยังคงเป็นปริศนาให้สืบเสาะหาคำตอบอยู่ร่ำไป

 

          ตามปกติแล้วในร่างแปลงจะมีพลังสองประการสถิตอยู่

 

          หนึ่งคือพลังที่ชาวสัตว์เทพต้องมี หากไม่สามารถใช้ได้ก็ถือว่ามิใช่หนึ่งในสี่สัตว์เทพ และไม่มีสิทธิ์ขึ้นประชันฝีมือบนลานประลองอันทรงเกียรติ

 

          อย่างสายเลือดมังกรจะเป็นมิติลวง เต่าก็เป็นม่านพลังน้ำอะไรเทือก ๆ นั้น

 

          สองคือพลังที่ได้จากการฝึกฝนหรือสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ตัวอย่างเช่นข้าที่สืบเชื้อสายจากมังกรทมิฬ พี่หงเฟินฮวาผู้ควบคุมเพลิง เซินหลานเหอมังกรแห่งวารี และไป๋หยินผู้ครอบครองพลังแห่งแสง

 

          โดยแก่นพลังของบรรพบุรุษรุ่นแรกจะยังคงเดิมไม่แปรผัน ทว่าวิธีการถ่ายทอดอาจต่างออกไป ก่อกำเนิดเป็นพลังใหม่ที่ทำลายล้างยิ่งกว่าเดิม

 

          ดั่งเช่นไป๋หยินที่ใช้สายฟ้าได้อย่างคล่องแคล่ว ต่างจากมังกรขาวรุ่นก่อน ๆ ที่มิเคยก้าวข้ามมาถึงจุดนี้

 

          ซึ่งจำต้องใช้สื่อกลางในการถ่ายทอดพลัง เหมือนแฝดหงส์ชมพูที่ใช้กระบี่และกริช เพราะหากใช้พลังออกไปตรง ๆ จนเกินขีดจำกัด อาจก่อให้เกิดข้อเสียนานัปการ เบาสุดคือเป็นลมล้มพับไป หนักสุดก็สูญเสียการควบคุม ถูกพลังนั่นกลืนกิน ไม่เหลือเศษซากเถ้าธุลีใด ๆ ไว้ดูต่างหน้า

 

          ข้าเห็นมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว อวดดีว่าตัวเองเก่งกาจไร้เทียมทาน มิยอมใช้อาวุธเป็นตัวกลาง เพียงเพราะคิดว่ามันเป็นแค่ของประดับกาย สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้มา ...อาจเป็นชีวิตที่ไม่ยืนยาวดั่งเช่นสัตว์เทพทั่วไป

 

          อย่างไรก็ตามนั่นมิใช่ปัญหาสำหรับมังกรแห่งเหยียนหลง

 

          ที่ได้รับทุกข้อยกเว้น และได้ชื่อว่าเป็นมังกรที่มีอายุยืนยาวและแข็งแกร่งที่สุดเมื่อเทียบกับมังกรสายอื่น

 

          แผ่นหลังพลันชิดติดกันส่งผ่านอุณหภูมิสองขั้วที่ร้อนผ่าวและหนาวเย็น สีขาวตัดกับสีดำดั่งหยินหยาง สายตาคมกริบสองคู่กวาดมองศัตรูรอบทิศด้วยรังสีอำมหิตชวนเหงื่อตก ปากขยับเอ่ยคำประกาศิตพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

 

          "จับเป็น/จับตาย"

 

          สิ้นเสียงของข้าและไป๋หยินที่ดังขึ้นกลางวงล้อม ดวงตาต่างสีสอดประสานเข้าหากัน ข้ามองหน้าอีกฝ่ายด้วยแววตาว่างเปล่าแล้วเอ็ดไปคำหนึ่ง "เจ้าจะไม่เก็บพยานไว้สอบปากคำหาตัวผู้บงการหน่อยหรือ"

 

          เจ้าหยวกกล้วยเงียบเสียงไปเหมือนเพิ่งนึกได้ "... เป็นข้าที่ใจร้อนเอง"

 

          "ดูท่านิสัยขี้ใจร้อนของเจ้าจะทำอย่างไรก็แก้ไม่หายสินะ" ข้าถอดทอนใจพลางสะบัดมือไปมาอย่างคร้านที่จะใส่ใจ ก่อนเรียวคิ้วขมวดเข้าหากัน ปล่อยให้เจ้าไป๋หยินทำหน้าตูมรับมือกับศัตรูเพียงลำพัง

 

          ความสามารถในการปกปิดตัวตนดุจเกาทัณฑ์เงียบงันเป็นอาวุธลับของข้า

 

          ทั้งยังเป็นพลังที่ได้เปรียบเป็นอย่างยิ่งในการต่อสู้แบบหมาหมู่เช่นนี้ ทว่า... หากใช้ออกไปตรง ๆ เหมือนครั้งที่แล้วมา เกรงว่าจะสร้างความโกลาหลยิ่งกว่าเดิม ประเดี๋ยวฝูงชนเห็นต้นหญ้าเป็นข้าศึก*จะแย่เอา

 

          ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เห็นทีคงต้องใช้มือเปล่าเข้าสู้แล้วกระมัง

 

          ทันใดนั้นเองหนึ่งในพวกมันตะเบ็งเสียงหัวเราะลั่นราวกับตัวเองเป็นผู้ชนะบนสังเวียนเปื้อนเลือดแห่งนี้ก็มิปาน อาจเป็นเพราะเห็นข้ายังคงยืนนิ่งเฉย เท้าไม่ขยับแม้แต่ครึ่งก้าวเลยได้ใจกล่าววาจาเน่าเหม็นให้ระคายหู

 

          "ฮะฮะ !!! นี่น่ะหรือคือท่านมังกรดำผู้ลือนาม ! สุดท้ายก็เป็นแค่ไอ้กระจอกยืนรอรับความตาย ไม่ต่างจากเศษสวะข้างถนน !"

 

          ทั้งน้ำเสียงและแววตาฉายความเย้ยหยันอย่างชัดเจน ข้าคิ้วกระตุกไม่หยุด ระหว่างความรู้สึกหงุดหงิด อยากกะซวกลูกตาของมันออกมาเหยียบขยี้เล่นด้วยฝ่าเท้านั้นปะปนมาด้วยความสับสนเล็กน้อย

 

          นัยน์ตาสีรัตติกาลแลมองชายชุดดำสองคนที่นอนแหมะอยู่กับพื้นแล้วลูบคางครุ่นคิด

 

          ถึงข้าจะไม่ค่อยอวดเก่งว่าตัวเองมีความสามารถเหนือผู้อื่น แต่ก็มิเคยคิดว่าจะเผชิญหน้ากับความตายเร็ว ๆ นี้เช่นกัน ในขณะที่กำลังขบคิดเป็นจริงเป็นจังอยู่นั้น เจ้าตัวเล็กสีดำบนไหล่ก็ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธแล้วแผดเสียงเกรี้ยวกราดจนแสบแก้วหู

 

          [ได้ข่าวว่าเฮยหยางเพิ่งซัดลูกน้องเจ้าไปหยก ๆ ! กลัวจนสติเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร หา?!]  ปลายเส้นด้ายชี้หน้าศัตรูตรงหน้าอย่างหาเรื่อง เพลิงโทสะลุกโชนทันทีที่ลูกชายถูกต่อว่าเสีย ๆ หาย ๆ

 

          [(*`益´*) ใครกันแน่ที่ยืนรอความตาย ! เก็บปากไว้บอกคำนั้นกับตัวเองเถิด~ ไอ้หน้าปลาจวด !!!]

 

          ข้ากัดปากตัวเองแน่น พยายามข่มกลั้นอารมณ์อย่างยากลำบาก มิให้เผลอหลุดขำออกไปท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด เหลือบมองเจ้าตัวที่ส่งเสียงฮึดฮัดไม่หยุดด้วยความเอ็นดู กลับบ้านไปคงต้องมอบขนมเอาใจเสียหน่อยแล้ว

 

          อันที่จริงสู้ด้วยกำปั้นก็ดีเหมือนกัน

         

          ข้าลอบเลียริมฝีปากที่แห้งผากด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกายราวกับพบของเล่นฆ่าเวลาที่ถูกใจ กลิ่นคาวเลือดมันก็หอมหวานดีหรอก ...แต่เสียงกรีดร้องโหยหวนยามกระดูกป่นปี้ไปทั้งร่างกายก็น่าสนใจไม่หยอก

 

          [... จริงๆ สายเลือดมังกรดำในตัวเจ้าก็มีมิใช่น้อยเลยนะ]

 

          ข้าแค่นหัวเราะในลำคอ กล่าวกับคนข้างเคียงที่กระถดถอยหลังดีดตัวกลับมายืนข้างกายอีกครั้ง โดยที่มิได้หันหน้าไปมองแม้แต่ครึ่งเสี้ยว "เชิญน้องหยินลงมือก่อน"

 

          ดวงหน้าหยกนวลเนียนของมังกรขาวพลันบึ้งตึง มิทราบว่าไม่ชอบใจกับสรรพนามที่อีกฝ่ายใช้หรือเป็นเพราะคนไม่ยอมสบตายามสนทนา หรือเพราะว่าเมื่อครู่นี้ก็เพิ่งสู้ไป บุรุษในอาภรณ์สีขาวปักดิ้นเงินยืนคิดสักพัก ก่อนเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ ๆ แล้วกระซิบเสียงทุ้มแผ่วข้างกกหู

 

          "เช่นนั้นพี่หยางโปรดหลับตาสักประเดี๋ยว"

 

          ข้าชะงักไปครู่หนึ่งอย่างเสียกิริยา ก่อนยินยอมหลับตาลงแต่โดยดี เนื่องจากรู้ดีว่าเจ้าหยวกกล้วยจะกระทำสิ่งใด พลังของไป๋หยินคือแสงสว่างสีขาวเจิดจ้า เป็นอาวุธอันตรายที่ทำให้ข้าพลาดพลั้งมานักต่อนัก

 

          ก่อนที่จะสะดุ้งตัวเมื่อนึกขึ้นได้ว่าบนลานประลองแห่งนี้มิได้มีแค่ข้ากับไป๋หยินเท่านั้น

 

          "พวกเจ้าสามคนตรงนั้นน่ะ !?" ข้าเปิดปากออกคำสั่งเสียงดังฟังชัด ทั้ง ๆ ที่ยังคงปิดเปลือกตา "หลับตาลงเดี๋ยวนี้ !!!"

 

          ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและความเฉียบขาด แม้ใจของเหล่านักสู้ต่างเผ่าพันธุ์ไม่คิดจะยอมศิโรราบ ร่างกายกลับปฏิบัติตามคำสั่งเสียอย่างนั้น หัวใจดวงน้อย ๆ ทั้งสามดวงหลั่งน้ำตา เข้ารอบมาไกลก็ตั้งขนาดนี้แล้ว ทั้งยังเป็นผู้เข้าแข่งขันรอบสุดท้าย เหตุใดจึงต้องพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ด้วย !

 

          ข้าแอบกล้ำกลืนอยู่ในใจ มิได้อยากตะคอกออกคำสั่งแกมบังคับไปแบบนั้นเลย แต่ถ้าไม่ทำมีหวังได้เสียคลื่นลูกใหม่ไปอีกหลายคน เพราะเพียงเสี้ยววินาทีที่ได้เผชิญหน้ากับลำแสงนั่น นัยน์ตาอาจมืดบอดจนมองไม่เห็นสิ่งใด

 

          และเมื่อรู้ตัวอีกที.... ก็อาจสายเกินไป

 

          พลันร่างกายกระตุกเกร็งเมื่อมือข้างขวาถูกจับไว้ด้วยฝ่ามือเนียนนุ่มอันแสนคุ้นเคย ข้าสูดลมหายใจลึกเข้าเต็มปอด ตอบรับความอบอุ่นที่โอบล้อมด้วยการกระชับมือข้างนั้นแน่นขึ้น

 

          "อย่าให้ถึงตายก็แล้วกัน" แกล้งพูดสมทบไปแบบนั้น เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีคำว่าออมมืออยู่ในหัวสมองของมันอยู่แล้ว

         

          ถึงกระนั้นพวกมันก็มิใช่พวกสมองหมู* เมื่อเห็นไป๋หยินเอียงหน้ากระซิบกระซาบกับข้าอย่างโจ่งแจ้งเสียขนาดนั้น รวมถึงตอนที่ข้าตะโกนบอกกับผู้ท้าประลองอีกสามคนให้ระวัง ย่อมผงะถอยกลับไปตั้งหลักเป็นธรรมดา

 

          และแน่นอนว่าผู้ใดจะปล่อยให้มันรอดไปให้โง่ !

 

          แม้จะปิดเปลือกตาแน่น แต่ก็มิได้หมายความว่าความสามารถจะถูกปิดกั้น ลอบสะกดให้เงาที่กำลังเคลื่อนไหวหยุดชะงัก ใบหูเงี่ยฟังเสียงอสนีบาตครั่นคร้ามไปทั่วสนามประลองด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ไม่เผยไต๋ให้ศัตรูเคลือบแคลงว่าทำไมเมื่อครู่นี้ร่างกายถึงหยุดอยู่กับที่คล้ายถูกบางสิ่งพันธนาการฉุดรั้งเอาไว้

 

          ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง กลับพบว่า...

 

          "ไม่ตาย"

 

          ไป๋หยินพูดเสียงเรียบ ดวงตาสีเงินฉายแววมืดครึ้ม

 

          กระทั่งเจ้าหยวกกล้วยก็ทำอะไรมันไม่ได้งั้นหรือ... ข้ารีบยกมือห้ามปรามเด็กขี้โมโหให้หยุดใช้พลังด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

 

          "รอดูก่อน"

         

          เจ้าก้อนเส้นด้ายเด้งตัวลงจากไหล่ข้าแล้ววิ่งวนไปรอบ ๆ ก่อนกระโดดมุดเข้าไปในชายเสื้อคนนี้ทีคนโน้นที ว่าไปแล้ววิธีตรวจสอบของมันก็ออกจะ... พิลึกพิลั่นไปนิด ถึงจะทำเพื่อตรวจจับหาสิ่งผิดปกติ และดูว่าพวกมันเป็นสัตว์ประเภทใดก็เถิด

 

          ข้าลูบคางตัวเองเบา ๆ เมื่อตระหนักได้ถึงความจริงข้อนั้น ก่อนจะเลิกคิ้วสูงเมื่อจู่ ๆ เจ้าเงามืดก็หลุดร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด

 

          [ไร้สี ไร้กลิ่น ตรวจสอบไม่ได้ ?!!]

 

          ข้ากะพริบตาช้า ๆ เหมือนเกราะกำบังของตระกูลอู่งั้นหรือ ?

 

          ความมืดตัวจ้อยรีบส่ายหัวเป็นพัลวัน [ไม่ ๆ ! แตกต่างราวฟ้ากับเหว ม่านพลังน้ำเจ้ายังพอมองเห็นด้วยตาเปล่า... แต่นี่มัน--]

 

        ใช่ มองไม่เห็นอะไรเลย

 

          แต่ด้วยสภาพร่างกายที่ไหม้เกรียมจนเผยผิวกระดำกระด่าง เป็นไปไม่ได้ที่เมื่อกี้จะไม่ได้รับแรงโจมตีจากไป๋หยิน

 

          ราวกับว่าไม่มีอะไรกำบังไว้ตั้งแต่แรก

 

          เนตรคมมีประกายดำมืดพาดผ่าน ริมฝีปากที่เหยียดเป็นเส้นตรงยกโค้งขึ้นเป็นแสยะยิ้มมุมปาก

 

          เป็นศัตรูที่ค่อนข้างตึงมืออยู่เหมือนกัน

 

          [เฮยหยางระวังตัวด้วย]

 

          ถึงเจ้าไม่บอกข้าก็รู้

 

          ข้ายิ้มเยาะในใจ แววตาเย็นเยือกราวกับจะแช่แข็งทุกสิ่ง พลางแตะมือลงบนบ่าแกร่งเป็นเชิงบอกว่าให้ข้าเป็นคนจัดการเอง โดยไม่รอฟังคำตอบ นำพาตัวเองมุ่งตรงไปข้างหน้า เอี้ยวตัวพลิ้วหลบทวนที่สวนมาแล้วสนองกลับด้วยฝ่าเท้าประทับบนหน้ากากจนเกิดรอยร้าวและดีดตัวออกอย่างแรง กระทั่งได้ยินเสียงกรามร้าวพร้อม ๆ กับฟันที่หลุดออกจากปาก

 

          หน้ากากหลุดออกแล้ว แต่ใบหน้าที่บิดเบี้ยวและเลือดกบปากก็มิได้มีลักษณะพิเศษที่น่าจดจำและบ่งชี้ว่าเป็นสัตว์เผ่าใด น่าเสียดายจริง ๆ ข้าถอนหายใจด้วยความเสียดาย หากมีรูปพรรณที่ชัดเจนกว่านี้ก็คงดี

 

          เจ้าเงาน้อยตัวสั่นเทาด้วยความสยดสยอง [ช่างเป็นภาพที่ไม่น่าดูเอาเสียเลย !]

 

          ไป๋หยินเองก็ไม่น้อยหน้า หลังจากที่ลอบสังเกตฝ่ายตรงข้ามว่าจะมีกลเม็ดเด็ดพรายอะไรให้ได้ชมก็เริ่มบุกอีกครั้ง พุ่งเข้าประชิดตัวเหล่านักฆ่าในชุดดำอย่างรวดเร็ว คร่าชีวิตของพวกมันได้อีกสามตัว

 

          ว่องไวเสียจนราวกับหายจากที่หนึ่งไปปรากฏอีกที่หนึ่ง

 

          ข้าวาดยิ้มพึงพอใจ ก่อนแสร้งทำเป็นก้าวเท้าพลาด ร่างกายซวนเซทรงตัวไม่อยู่แล้วเสียหลักถลาไปข้างหน้าด้วยนัยน์ตาเบิกโพลง พวกมันกระหยิ่มยิ้มย่องได้ใจเมื่อเห็นข้าพลาดท่า เจ้าหยวกกล้วยเบิกตากว้าง รีบฝ่าวงล้อมหมายจะปรี่เข้ามาช่วย แต่ถูกสกัดไว้จนดิ้นไม่หลุด มือที่ถูกยื่นมานั้นห่างกันเพียงคืบ

 

          เจ้าเงาดำกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม [... มารยาของเฮยหยางมิอาจดูเบาได้]

 

        หุบปาก

         

          ข้านึกใคร่ครวญในใจ หากมีหัวคิดกันสักหน่อยก็คงคิดได้ว่ามังกรดำผู้มีกิตติศัพท์ด้านการต่อสู้อันโชกโชนไม่มีทางสะดุดล้มหัวทิ่มเช่นนี้แน่ น่าเสียดายที่ความโง่บังตาจึงมองไม่ออกว่านี่คือละครฉากหนึ่ง

 

          และข้าพนันได้เลยว่าเจ้าหยวกกล้วยก็รู้ว่าข้าแกล้งทำ ดูสายตาเป็นประกายนั่นสิ !

 

          [หึ ! น่าจับควักลูกตานัก]

 

          ข้ากลั้วหัวเราะด้วยความขบขันระคนอ่อนใจกับการแสดงปาหี่ อาศัยจังหวะนั้นดึงกระชากเอากระบี่ที่พุ่งมาเข้าหาตัว โดยมิสนใจว่ามือข้างนั้นจะถูกคมกรีดเป็นทางยาว

 

        พลั่ก !

 

          แล้วสวนหมัดเข้าใส่จนอีกฝ่ายตาเหลือกทรุดตัวคุดคู้กับพื้นด้วยท่าทางทรมาน เลือดจากฝ่ามือไหลแหมะ ๆ หยดลงพื้น ร่างกายที่โงนเงนกลับมาผึ่งผายเหมือนเก่า ข้ายิ้มเย็นยามเมื่อคาดเดาได้ว่าใบหน้าภายใต้หน้ากากนั้นซีดเผือด

 

          เพียงชั่วพริบตากลุ่มนักฆ่าที่รายล้อมก็ล้มลงไป เนื้อตัวสะบักสะบอมขึ้นจ้ำเขียวเกือบม่วง อวัยวะภายในบอบช้ำ รวมถึงกระดูกที่ข้าค่อนข้างมั่นใจว่าหักเป็นท่อน ๆ ด้วยขนาดความยาวที่เท่ากัน

 

          ไป๋หยินทำหน้าผิดหวังเสียเต็มประดา ข้านึกหมั่นไส้ตีแขนมันอย่างไม่ออมแรงจนคนเบ้หน้า เจ้าเงาน้อยเครียดขึ้งเมื่อเห็นสายตาไม่น่าไว้วางใจของเจ้างูอัปลักษณ์ ! ทว่าทำอะไรไม่ได้นอกจากเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยอง

 

           [เฮยหยางมิได้อ่อนแอถึงขนาดต้องให้เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าช่วย !]

 

          ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจนั้น สัญชาตญาณกลับร้องเตือนให้ระวังภัย สายตาหลายคู่กลับมาเพ่งมองร่างที่นอนเกลื่อนอยู่บนพื้นอย่างระแวดระวัง ขนอ่อนทั่วกายพลันลุกชันเมื่อชีพจรที่ดับสูญกลับมาเต้นอีกครั้ง พร้อมกับร่างที่ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นด้วยรอยยิ้มอันน่าขยะแขยงเต็มใบหน้า

 

          สุ้มเสียงแหบพร่าน่ารังเกียจดังขึ้น "คิดรึ... ว่าจะฆ่าพวกเราได้"

 

          ผิดปกติ นี่มันผิดปกติ ! ถึงจะเป็นชาวสัตว์เทพก็มิอาจหลีกหนีความตายได้... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน !!

 

          ทุกคนตกอยู่ในสภาวะเคร่งเครียดถึงขีดสุด บรรยากาศอาบล้อมไปด้วยกลิ่นอายสังหารพร้อมฆ่าฟัน จรดสายตามองศัตรูที่ยืนโซเซ แขนขาดูไร้เรี่ยวแรงแกว่งไปแกว่งมาคล้ายกับกระดูกบางส่วนยังไม่เข้าที่เข้าทาง

 

          [.... ถึงพวกมันจะฟื้นคืนชีพ แต่ร่างกายยังต้องการเวลาฟื้นฟูอีกมาก ข้าขอแนะนำให้เจ้าฉวยโอกาสนี้ส่งมันไปปรโลกของจริงอีกครั้ง !]

 

        ฟังดูเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว

 

          ตอนนั้นเองในขณะที่ข้ากำลังปรี่เข้าไปฟาดฟันกับมันอีกครั้ง กลับมีน้ำเสียงของคนคุ้นเคยเรียกเอาไว้จากด้านหลัง

 

          "เฮยหยาง !!!"

 

          ข้าหยุดฝีเท้าแล้วเหลียวหน้ากลับไป เป็นจื่อซูเหวินในร่างบุรุษที่หอบแฮก ๆ ราวกับวิ่งมาเป็นระยะเวลานาน ถึงกระนั้นดวงหน้าคมเฉี่ยวกลับซีดขาวหมดราศี ปากสีกลีบบัวร้องตะโกนบอก "ข้าแจ้งเรื่องนี้กับท่านประมุขแล้ว ! อีกไม่นานจะมีคนมาช่วย !!"

 

          ข้านึกตรึกตรองกับสิ่งที่ได้ยิน แม้ท่านประมุขจะทราบเรื่องและส่งคนมาช่วยอย่างไรก็ต้องใช้เวลา ประชาชนตาดำ ๆ คงได้ตกตายกันไปเป็นเบือ เรารอขนาดนั้นไม่ได้ ข้าเงยหน้าขึ้นสบสายตากับดวงตาสีลูกหว้าด้วยความจริงจัง

         

          "จื่อซูเหวินเจ้าไปดูแลประชาชนที่กำลังแตกตื่น เจ้ามีพลังหว่านล้อมจะต้องเกิดประโยชน์อย่างแน่นอน"

 

          "แต่--"

 

          "อย่าคิดว่าตัวเองไร้ค่า ! เจ้ามีพลังมากกว่านั้น ไป !!!"

 

          มังกรม่วงสะท้านเฮือกเมื่อได้ยินน้ำเสียงดุดันแฝงความเฉียบขาด ไม่มีความลังเลแม้แต่นิดในดวงตาคู่นั้น ความหวาดกลัวภายในใจเลือนหายไปกับฝุ่น จื่อซูเหวินพยักหน้ารับคำซ้ำ ๆ ก่อนวิ่งหายไปจากครรลองสายตา

 

          ฝากที่เหลือด้วยนะ น้องสาม

 

          ข้าหลุบตาลงต่ำแล้วผลิยิ้มนุ่มนวลด้วยรังสีอำมหิตที่โอบล้อมอยู่เบื้องหลัง "เอาล่ะ... ได้เวลาของเราแล้ว"

 

          ทุกการลงมือนั้นเหี้ยมโหด ไร้ซึ่งความเมตตาใด ๆ  และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะทันทีที่ฝ่ามือเย็นเฉียบแตะลงบนผิวกายส่วนใดส่วนหนึ่ง อวัยวะภายในสั่นสะเทือนอย่างหนักราวกับถูกบีบเขย่าไปมาจนบางคนแทบยืนไม่อยู่

 

          ได้ยินเสียงคำรามกดต่ำของสัตว์บาดเจ็บและเสียงกระดูกบางส่วนที่แตกละเอียด ความเจ็บระทมรวดร้าวแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ทว่ายังไม่ถึงฆาต กลับเคลื่อนไหวได้ว่องไวไม่มีตกอย่างน่าอัศจรรย์

 

          ถึงคราวนี้ข้ากับไป๋หยินจึงเปลี่ยนเป้าหมายเป็นพูดจายั่วยุอีกฝ่ายให้หลุดปากบอกข้อมูลน่าจะเป็นการดีกว่า ต่อสู้ยืดเยื้อต่อไปก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด นอกจากได้รับความสะใจกลับมา

 

          ข้าเหยียดยิ้มพลางปรบมือชื่นชมสองสามครั้ง "ฝีมือร้ายกาจไม่เบา... คงมีอาจารย์ดีสอน"

 

          แม้พวกมันจะมีฝีมือเก่งกล้า ทว่ากลับชื่นชอบคำเยินยอยิ่งกว่าอะไร ครั้นได้ยินคำชมก็อดไม่ได้ที่จะยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ "หึหึ ใช่แล้ว ! นายท่านของเรามีความสามารถไม่เป็นสองรองใคร ไม่แปลกเลยที่เราจะได้รับความแข็งแกร่งนั้นมาสามส่วนในเจ็ดส่วน !"

 

          สามส่วนในเจ็ดส่วน ?

          แสดงว่ามันต้องเก่งกาจมากเป็นแน่

 

          ในช่วงจังหวะที่ข้ากำลังคิดจะตะล่อมให้มันบอกข้อมูลมากกว่านี้ หนึ่งในนั้นกลับกล่าววาจาเยาะเย้ยถากถาง "ถึงเจ้าจะพยายามฆ่าข้าสักกี่ครั้งก็เปล่าประโยชน์ ยอมแพ้ยังดูเป็นหนทางที่ฉลาดกว่า" พูดจบก็เปล่งเสียงหัวร่ออย่างไม่กลัวตาย

 

          ข้าดึงมีดบินที่ปักอยู่บนพื้นแล้วขว้างออกไปสุดแรง

 

          ปลายมีดแหลมถูกเจาะกลางหน้าผากของเจ้าตัวพูดมาก เสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเงียบหายไปกับอากาศ ดวงตาสีนิลกาฬหยีลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ก่อนพูดวจีช้า ๆ ชัด ๆ ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

         

          "ในเมื่อฆ่าไม่ตาย"

 

          "ก็เจ็บไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะตายก็แล้วกัน"

 

          [... เหมือนได้ยินเสียงประตูนรกเปิดต้อนรับเสียแล้วสิ ! เช่นนั้นข้าขอตัวไปจิบชาทานขนมก่อนนะ ลาล่ะ~] พูดจบเจ้าตัวเล็กก็แล่นฉิวหนีไปไกล ไว้เฮยหยางอารมณ์ดีเมื่อไร ไว้ข้าจะกลับมานะ !

 

          ข้าบิดคอดังกรอบแกรบ พอกันทีกับการล้วงข้อมูล ช่วงนี้ไม่ได้ยืดเส้นยืดสายมานาน รู้สึกกระดูกกระเดี้ยวมันผิดรูปไปไม่น้อยเลยทีเดียว ข้าแย้มยิ้มกว้างมองฝ่ายตรงข้ามที่ถอยกรูดด้วยความหวาดระแวง พลางหมุนข้อมือไปมาเป็นการข่มขวัญ

 

          ที่ผ่านมาข้ายังไม่ได้เอาจริงเลยเสียด้วยซ้ำ

 

          "พี่หยาง โปรดปรานีด้วย"

 

          เจ้าหยวกกล้วยกล่าวเตือนเสียงหยอกล้อ ข้าถลึงตาใส่พร้อมกับเอ่ยต่อว่า "บอกตัวเองก่อนดีกว่านะเจ้าน่ะ"

 

          ไป๋หยินยิ้มมุมปากขณะกำลังบีบคอของใครบางคนจนตัวลอยสูงเหนือพื้นดิน ร่างนั้นดิ้นทุรนทุรายจนใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ ก่อนจะถูกเขวี้ยงกระแทกกับศัตรูอีกคนที่กำลังพุ่งเข้ามา

 

          ข้ายิ้มอย่างรื่นรมย์ กำหมัดแน่นพุ่งเข้าปะทะกับพวกมันที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดยั้ง

 

          จะตายหรือไม่ตายแล้วอย่างไร ในเมื่อความเจ็บปวดทรมานที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของจริง และข้านี่แหละ จะทำให้พวกมันรู้เอง.... ว่าการตายทั้งเป็นนั้นให้ความรู้สึกเช่นไร

 

          อีกอย่างได้ระบายอารมณ์ที่คุกรุ่นราวไฟสุมขอนอยู่ในอกบ้างก็ดี ถือว่าเป็นกิจกรรมการคลายเครียดอย่างหนึ่ง ข้าไม่ถือสาพวกมันที่กล่าววาจาดูถูกหรอก

 

          "อั่ก !!!"

 

          เจ้าเงาน้อยร้องโอดโอยในใจ รู้สึกเจ็บแทนคนที่โดนต่อยจนฟันกระเด็นไปอีกซี่ [นี่ขนาดว่าไม่ถือสานะ... ฟันหลุดหมดปากแล้วกระมัง]

 

          จนเวลาดำเนินผ่านพ้นไป จากหนึ่งเค่อเป็นชั่วยาม ทั้งสองฝ่ายห้ำหั่นกันไปเรื่อย ๆ อย่างดุเดือดและไม่มีท่าทีที่จะหยุดลง กระทั่งพระอาทิตย์ลอยโด่งเหนือศีรษะ จึงเห็นว่ากำลังมีฝ่ายหนึ่งที่เสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด

 

          ต่อสู้กันมาตั้งนานสองนานมังกรหนุ่มทั้งสองกลับมิมีเหงื่อไคลไหลเลยสักหยด เหล่าชายชุดดำที่โดนอัดกระเด็นวนซ้ำไปมาเหมือนลูกหนังเริ่มท้อใจ แม้จะแสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นด้านความคล่องแคล่วและความว่องไว ก็มิอาจเทียบเคียงกับมังกรคู่หยินหยางที่พร้อมอกพร้อมใจส่งถีบไม่ยั้งจนฟื้นฟูพลังแทบไม่ทัน

 

          พลังที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นนั้นไม่ถูกใช้งานมาสักพักหนึ่งแล้ว ดูท่าทางมังกรดำและมังกรขาวต่างสนุกกับการได้สวมบทบาทผู้ล่า และหยอกล้อเหยื่อให้ตายลงช้า ๆ อย่างโหดเหี้ยม

 

          นี่ขนาดหยุดพักหายใจแค่ครู่เดียว ! ฝ่าเท้าลอยมาแต่ไกลแล้วนั่น ?!

 

          แม้จะไม่ตาย แต่ความเจ็บแสบที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของจริง ยิ่งถูกโจมตี ยิ่งใช้ระยะเวลาในการรักษา ในที่สุดก็มิอาจต้านทานไหว ไม่ขอทนเป็นที่รองมือรองตีนอีกต่อไป !

 

          เจ้าก้อนทะมึนเคี้ยวขนมดังหงุบหงับ [อันที่จริงควรคิดได้ตั้งแต่ถูกอัดจนกระดูกแหลกเป็นรอบที่สามแล้วล่ะนะ~] พร้อมกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความเวทนา [คิดจะเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงก็มีชะตากรรมเช่นนี้แล ...]

 

          พวกมันหอบหายใจอย่างหนักด้วยความเหนื่อยล้า เสื้อผ้าหลุดลุ่ยและฉีกขาดอย่างน่าอดสู ตระหนักได้แล้วว่ามังกรสองตนตรงหน้านั้นบ้าระห่ำเกินกว่าจะรับมือ ทั้งยังดูสนุกสนานกับการต่อสู้เหลือเกิน เหมือนกับว่าหากให้สู้กันจนถึงวันมะรืนนี้ก็ทำได้อย่างไรอย่างนั้น !

 

          ใบหน้าเขียวช้ำกัดฟันกรอดด้วยความโมโห อยากฉีกร่างอันสง่างามนั่นให้ขาดเป็นสองท่อน แต่ด้วยร่างกายที่บอบช้ำจึงทำได้แค่เร้นกายหนีหายไปด้วยความเจ็บแค้นราวสุนัขจนตรอก

 

          แต่ก็ยังมิวายมีคำพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงคั่งแค้น

 

 

".... มันจะไม่จบแค่นี้แน่ ...."

 

 

          ข้าปล่อยให้ผู้ท้าประลองอีกสามคนไล่ตามไป เมื่อกลุ่มผู้ลักลอบเข้ามาสร้างความวุ่นวายหนีหายไป ภาพความเสียหายของงานประลองยิ่งชัดเจน สนามประลองพังพินาศจนไม่เหลือเค้าเดิม ผู้คนรอบนอกถูกควบคุมโดยจื่อซูเหวินและคนที่ท่านประมุขมังกรส่งมา มีทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้

 

          สุดท้ายฤดูประลองสี่สัตว์เทพที่ทุกคนตั้งตารอกลับมีจุดจบที่ไม่มีใครคาดคิด

 

          ข้ามองภาพตรงหน้าแล้วเปรยขึ้นเสียงแผ่วเบา "น่าเสียดาย... ในเมื่อเป็นเช่นนี้งานประลองคงมิอาจจัดต่อได้จนกว่าจะพบตัวผู้บงการ"

 

          เจ้าหยวกกล้วยไหวไหล่น้อย ๆ แล้วตอบกลับด้วยแววตาซุกซน "ถึงอย่างไรเสียข้าก็ชนะอยู่แล้ว" ว่าจบก็ริมฝีปากก็ยกขึ้นส่งยิ้มให้ด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้ เห็นแล้วอยากหยิกให้เนื้อเขียว

 

          ข้าพ่นลมหายใจด้วยความรำคาญปนหงุดหงิด "หลงตัวเองนัก"

 

          "ถึงกระนั้นวันนี้ท่านก็ยังมา"

 

          "...."

 

          เจ้าของดวงตาสีเงินยวงยังคงยกยิ้มจาง ก่อนหลุบตาลงเล็กน้อย ทว่ามิอาจปิดบังความดีใจที่เอ่อล้นอยู่ภายใน "นั่นสำคัญที่สุดแล้ว แม้ว่าข้าจะมิได้แข่งรอบสุดท้ายตามที่ตั้งใจเอาไว้ก็ตาม"

 

          ข้าหลบตามองไปทางอื่น บังเกิดความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย "อืม..."

 

          และงานประลองรอบสุดท้ายก็จบลง

 

          ไม่มีใครรู้ว่ากลุ่มนักฆ่าเหล่านั้นเป็นใคร ไม่รู้ถึงสาเหตุว่าด้วยเหตุใดพวกมันถึงกล้ากระทำการอุกอาจอย่างไม่เกรงกลัว ณ ใจกลางลานพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังทิ้งแผลเป็นอันยากจะลืมเลือนในใจผู้คนให้อกสั่นขวัญผวา หรือบางทีนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า

 

ความสงบสุขที่ข้าฝันหา อาจไม่มีทางเกิดขึ้นอีกต่อไป

 

 

          แม้บทนี้จะหนักเรื่องสู้ แต่ก็มีฉากกุ๊กกิ๊กให้ชื่นใจนะคะ XD (ความในใจ// เหนื่อยกับคิวบู๊ฉิบหายเลยค่าาาาา--)

 

          อือหือออ รังสีความเท่ของพี่หยางสาดส่องขนาดนั้นเชียว ตาย ๆ เชิญต่อแถวรอคิวได้เลยค่าาา me // แจกบัตรคิวค้างคืนกับพี่หยาง 1 วัน 1 คืนให้กับทุกคน

 

          ไป๋หยิน : //โผล่มาสับคอแล้วยึดบัตรทั้งหมดไว้ใช้คนเดียว

 

          พี่หยาง+เงาน้อย+คนต่อคิว : .....

         

          *ฟื้นคืนจากความตาย* ว่าไปก็ไม่น่าเชื่อเลยว่าเราจะเดินทางมาถึงตอนที่ 20 กันแล้ว (อีโม)*มือทาบอก*

 

          รู้สึกไม่สูญเปล่ากับปิดเทอมเทอมนี้ ที่ตั้งใจไว้ว่าจะอัปให้ได้มากกว่า 15 ตอนก็สำเร็จ ตรงนี้ต้องขอบคุณทุกคนด้วยที่คอยซัปพอร์ตกันเสมอ พวกคุณน่ารักมาก เอาจริง ๆ 555555 ทำไมคอมเมนต์กันได้น่ารักขนาดนี้ ; //// ; เขินมาก

 


 ขอบคุณภาพสวย ๆ จากคุณ 'ขนมปัง' เจ้าเก่าเจ้าเดิม

 

          และขอขอบคุณคุณ Allen Sita (จากเว็บ readawrite) ที่โดเนทชานมไข่มุก(50.) นะคะ ดีใจมากกก ฮื้ออ เราจำคุณได้นะ ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์น่ารัก ๆ นะคะ (อีโมเขิน) อ่านแล้วใจฟูมากมาย  จะเก็บหอมรอมริบค่าขนมอย่างดีเลย ฮือ

 

          ... พูดตรง ๆ เราจำคนเมนต์ได้เกือบทุกคนเลยนะ โดยเฉพาะคนที่เมนต์บ่อย/เมนต์ยาวนี่แบบ อือหือคุณณณ ! เราโคตรเขินเลยอ่ะ บ้าจริง 55555555555555 นี่พูดจริง ๆ นะ ไม่โม้ (:3__)3 ด้วยเกียรติของนักเขียนที่ตอบเมนต์กลับอย่างบ้าคลั่ง แค่ก-- SEE YA !

 

          *เห็นต้นหญ้าเป็นข้าศึก ; เมื่อตื่นตกใจก็หวาดระแวงไปเสียหมดจนเห็นต้นไม้ใบหญ้าเป็นทหารฝ่ายศัตรู

          *สมองหมู ; โง่เขลา

 

          (ถ้าเจอคำผิดหนูขอโทษ orz สมองเบลอไม่ไหวแล้ว)

 

          1 เมนต์ = กำลังใจ

 

#มังกรปรปักษ์

#หยินคู่หยาง

                                                                                            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 126 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #389 CB_____17 (@CB_____17) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 19:27
    มันเป็นใคร!!

    ใครทำลูกชั้น!! แต่ลูกฉันสู้ ลูกฉันเก่ง! //เบะปากมองบน🙄
    #389
    0
  2. #197 MyDarkSideOfMe (@MyDarkSideOfMe) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 21:59
    คิดถึงเหล่าจิ้งเหลนน้อยหละ 555
    #197
    1
    • #197-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 21)
      2 มิถุนายน 2562 / 22:30
      เดี๋ยวตอนต่อ ๆ ไป เหล่าจิ้งจะมีบทค่ะ XD 555555555
      #197-1
  3. #196 1สีคราม (@2612547) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 08:06
    ชอบเงาน้อยมากเลยจะ สถานการณ์ไหนก็น่ารักน่าเอ็นดู

    สองผัวเมียนี้จะโหดไปถึงไหน555+
    #196
    1
  4. #195 CrossA (@almar) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 00:41
    สู้ศึกอยู่ดีๆ มามีโมเม้นหวานนี่มันก็จะฟินๆหน่อยนะ 5555

    เคียงบ่าเคียงไหล่ พี่หยางน้องหยิน มันก็จะฟินๆหน่อย
    #195
    1
  5. #194 prankmaprank (@prankmaprank) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 23:34

    หูยยยย เอาใจช่วยพี่หยางกับพี่ไป๋นะฮะ ศัตรูคราวนี้จัดการยากอยู่ อยากรู้จริงๆ ว่าผู้บงการนี่ใครกัน
    #194
    1
  6. #193 parabola321 (@parabola321) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 23:19

    ทำไมเขินพี่หยางอะ รู้สึกว่าพี่หยางเท่มากๆเลยค่ะ555555 ชอบนะค...คะ..แค่กๆ//หลบเท้าไป๋หยิน
    #193
    1
  7. #192 JKteerak (@0902143426) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 22:44
    นี่ไม่รู้ว่าตัวเองยิ้มอะไรกับฉากที่เฮยหยางแกล้งล้ม พระนางสวีทได้ไม่ทันไรจะมีเรื่องอีกแล้วหรอ เห็นถ้าคราวนี้ไป๋หยินต้องแก้ตัวจากตอนที่อยู่ในเมืองเต่าซะแล้ว
    #192
    1
  8. #191 Yumimaru (@YUMECH) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 21:55

    สนศัตรูนิดนึงค่ะ อย่าพึ่งจีบกันนนนน เฮยหยางตูเก็บกดแปลกๆนะหรือเพราะสู้กับไป๋หยินแล้วไม่ชนะเลยเก็บกดรอระบายกันนะ อืมมม แต่พูดอีกทีอย่าพึ่งจีบกันค่ะนี่กะจะประกาศให้ชาวโลกรู้กันยันศัตรูเลยใช่มะ5555

    #191
    1
  9. วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 21:55

    โอ้ยยยยยย เพราะแบบนี้ไงเราถึงชอบเรื่องนี้มาก ฉากแต่ละฉากดึงนิสัยและเอกลัษณ์ของแต่บะนัวละครได้ดีมาก ปกติคือเรื่องไหนอัพช้าๆจะดองไว้ แต่เรื่องนี้มาตอนไหนต้องอ่านตอนนั้น คือชอบมากๆ ชอบคนเขียน

    ตัวละคร ชอบภาษาที่เขียนได้สวยเข้าใจง่าย ชอบเอกลักษณ์ของแต่ตัวบะคร และ เงาน้อยน่ารักมาก!!

    อืมมม ว่างๆเดี๋ยวส่งFAให้อีก 555+ ปอลิง.ขอบขอบคุณไรท์มากๆเลยนะคะทีีแต่งนิยายดีๆแบบนี้ให้เราอ่าน ชอบมากค่ะ สู้ๆเราเป็นกำลังใจให้นะคะ สนุกมากจริงๆ เนี่ยแฟนคลับเงาน้อยแล้วเนี่ย! ปอลิง2.เราเอง ขนมปัง 555+
    #190
    1
  10. #189 fighting writeee♡ (@sedna0327) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 21:17
    ทำไมตอนกระซิบไม่ลักไก่หอมแก้ไปเลย ชั้นไม่เก้ท!!!
    #189
    1
    • #189-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 21)
      26 พฤษภาคม 2562 / 21:28
      ไป๋หยินต้องหัดมียางอายบ้าง เพราะอยู่นอกบ้าน !! (... อยู่ในบ้านลักไก่ได้เยอะกว่าด้วย แค่กๆ)
      #189-1
  11. #188 ILOVEMRCHU (@ILOVEMRCHU) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 20:44
    ไม่น่าตัดข้ามตอนกระซิบเลยจริงๆ
    #188
    1
  12. #187 ILOVEMRCHU (@ILOVEMRCHU) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 20:43

    โอ้ยยยย ตอนก้มกระซิบกันน่ะเเบบคิดไปใกลว่าไป๋หยินจะฉวยโอกาสเฮยหยางเเบบไหนสุดท้ายก็ไม่รู้ว่าเป็นเเบบไหนเพราะตัดข้าม
    #187
    1
  13. #186 ILOVEMRCHU (@ILOVEMRCHU) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 20:43
    โอ้ยยยย ตอนก้มกระซิบกันน่ะเเบบคิดไปใกลว่าไป๋หยินจะฉวยโอกาสเฮยหยางเเบบไหนสุดท้ายก็ไม่รู้ว่าเป็นเเบบไหนเพราะตัดข้าม
    #186
    1
    • #186-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 21)
      26 พฤษภาคม 2562 / 20:45
      เค้าเปล่าตัดข้ามน้า มันมีแค่นั้นจริง ๆ (///7///) ปิดหน้าเขิน 555555555555555
      #186-1