มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 16 : ลูกศิษย์คนแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,298
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 142 ครั้ง
    11 เม.ย. 62

          ตอนที่ 15 : ลูกศิษย์คนแรก


 

          "ท่านเฮยหยางขอรับ ข้าขยับฝ่ามือเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ขอรับ ?"

 

          "หักมือขึ้นมาอีก... ใช่ แบบนั้นนั่นแหละ เรียนรู้ได้เร็วดีนี่ หมั่นโถวน้อย"

 

          ข้ายกยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ มีศิษย์คนแรกกับเขาก็เจอของดีเข้าให้เลย นับว่าฟ้ามีตาเป็นครั้งแรก หลังจากเจอแต่เรื่องเฮงซวยมาโดยตลอดจนแทบมิได้พักหายใจ ข้าหลับตาลงพลางทอดถอนใจด้วยความยินดี

 

          ทว่าเสียงเล็ก ๆ เสียงหนึ่งก็ดึงให้หลุดออกจากภวังค์อีกครั้ง

 

          "ท่านเฮยหยางเลิกเรียกข้าแบบนั้นสักทีเถิดขอรับ... มันน่าอายเวลาคนอื่นได้ยินนะ"

 

          ข้ายักไหล่ไม่แยแสกับอาการก้มหน้างุดขัดเขินของเด็กน้อยที่นานวันเริ่มมีเนื้อมีหนังมากยิ่งขึ้น มือก็ขยับโบกพัดด้ามไม้ไผ่ไปด้วย "ช่างปะไร เรื่องของเขา มิใช่เรื่องของเรา ฝึกซ้อมไป !"

 

          เด็กหนุ่มที่ดูแล้วอายุอานามไม่น่าจะเกินสิบสองปีเดินคอตกวกกลับไปฝึกวรยุทธต่อตามคำสั่งของผู้เป็นอาจารย์... อันที่จริงจะเรียกว่าเป็นอาจารย์ก็เรียกได้ไม่เต็มปากนัก เพราะคนผู้นี้ดูไม่ค่อยอยากจะรับเขาเป็นศิษย์สักเท่าใด

 

          เอาล่ะ ! ดังนั้นต้องพยายามให้ได้มากกว่านี้แล้ว

 

          หนุ่มน้อยที่ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ไม่เคยเรียกขานชื่อจริงของเขาเลยสักครั้งกำหมัดฮึดสู้ด้วยดวงตากลมโตเปล่งประกายดุจลูกกวาง มือน้อย ๆ ขยับวาดลวดลายเตรียมพร้อมเข้าโจมตีฟางข้าวที่มัดลวก ๆ เป็นหุ่นจำลอง การเคลื่อนไหวทุกย่างก้าว ทุกจังหวะอยู่ภายใต้สายตาอันคมกริบของเฮยหยาง

 

          ดวงหน้าที่ค่อนไปทางสง่างามนั้นเรียบเฉย แต่ในใจนั้นกลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายและง่วงงุนสุดพรรณนา ขยับยกพัดสีใบไผ่ขึ้นมาบังใบหน้าครึ่งล่างแล้วหาวหวอด แทนที่จะได้นอนเล่นพักผ่อนสบาย ๆ เหตุใดข้าต้องมานั่งดูทารกหัดเดินฝึกวิชาด้วยหนอ

 

          คงต้องเท้าความเดิมยาวกันสักหน่อย

 

          ย้อนกลับไปหลังจากที่ข้าก้าวพ้นธรณีประตูวัดได้ไม่นานกลับต้องเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด ถูกหัวขโมยตัวจุ้นที่ปากคาบหมั่นโถวร้อน ๆ วิ่งชนเข้า ก้อนแป้งสีขาวนวลจำนวนหนึ่งที่อยู่ในอ้อมแขนร่วงหล่นกระจัดกระจายเต็มพื้นถนน ด้วยความที่ผู้คนสัญจรไม่มาก ร่างผอมแห้งจึงรีบกระวีกระวาดกวาดขนมขึ้นมาใหม่ ทำเอาข้าอยากตีมือทิ้งทันที

 

          เจ้าจะเก็บของที่ตกพื้นมากินต่อมิได้ !?

 

          [ปัญหามิได้อยู่ตรงนั้น !! เจ้ามนุษย์ร่างท้วมหน้าตาน่ากลัวกำลังเดินพรวดพราดมาทางนี้แล้ว~  เฮยหยาง ! ช่วยเด็กคนนี้เร็วเข้า--]

 

        ไม่

 

          [หา !!?]

 

          เจ้าเงาน้อยอุทานเสียงหลงเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง ไม่รอให้อีกฝ่ายร้องโวยวาย ข้าจึงรีบพูดต่อทันทีด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ตามองเจ้าหนูที่ยังคงก้มหน้าก้มตาเก็บก้อนแป้งนึ่งต่อด้วยท่าทางร้อนรน

 

        ไม่ว่าเด็กคนนี้จะยากจนข้นแค้นเพียงใด ก็มิมีสิทธิ์ไปขโมยของของผู้อื่นอยู่ดี หากข้ายื่นมือเข้าไปช่วยก็ถือว่าเป็นการปกป้องคนผิด

 

          [แล้วเจ้าจะปล่อยให้พ่อค้าอ้วนฉุคนนั้นกระทืบเด็กคนนี้ตายงั้นรึ ?!]

 

          ในจังหวะที่เด็กน้อยเก็บกวาดขนมขึ้นมาใหม่จวนจะเสร็จนั้น ชายร่างท้วมก็ตามมาถึงพอดี ใบหน้ากลมดุจขนมชื่อดังอย่างซาลาเปาขึ้นสีแดงเลือดด้วยความเดือดจัด ดูจากสภาพที่เหงื่อโซมกายจนสาบเสื้อเปียกปอน คงวิ่งท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุเป็นระยะเวลานาน

 

          ด้วยอุณหภูมิที่ขึ้นสูงอยู่แล้ว ไม่แปลกเลยที่โทสะจะปะทุได้ง่ายอย่างยั้งไว้ไม่อยู่

 

          "นี่แก !!? ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ! ริอาจขโมยหมั่นโถวของข้ากลางวันแสก ๆ เช่นนี้ ช่างไม่กลัวตาย !!!"

 

          จะด่าทออย่างไรก็ว่าไปเถิด แต่อย่าตะโกนข้ามหัวข้าได้หรือไม่

 

          ข้าลอบปาดเหงื่อที่ไม่เกิดขึ้นสักหยาดหยดเบา ๆ ด้วยความหนักใจ พลันรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาพ่อค้าผู้นี้อย่างประหลาด และแล้วความสงสัยก็กระจ่างชัดเจนเมื่อจำได้ว่าเป็นชายหนุ่มคนเดียวกันกับที่ข้าเคยเจอเมื่อคราวก่อนที่ลงมาโลกมนุษย์ ถึงยามนี้จะโมโหกราดเกรี้ยวไปบ้างจนดูไม่ออกว่าแท้จริงแล้วเป็นคนขยันขันแข็ง จริงใจ และดูแลเอาใจใส่ลูกค้าเป็นอย่างดี

 

          ถามว่าข้าจำได้อย่างไรน่ะหรือ เพราะหางตาเหลือบเห็นตัวอักษรพยางค์เดียวกลางหลัง ซึ่งเป็นแซ่ของตระกูลที่ทำขนมชนิดแป้งมาเนิ่นนาน ลองนับดูคร่าว ๆ ก็เกือบร้อยปีแล้วกระมัง

 

          และเมนูยอดนิยมที่สุดเห็นทีจะเป็น... แป้งขาว ๆ กลม ๆ ที่เจ้าหนูนี่ขโมยมานั่นแหละ

 

          อย่างที่บอกขึ้นชื่อว่าเป็นตระกูลที่ทำอาหารมานานหลายชั่วคน เรียกได้ว่าสายเลือดรักอาหารเข้าขั้นวิกฤต เห็นทิ้งขว้างเป็นไม่ได้ ต้องเข้าไปตักเตือนหรือด่าทอคำสองคำถึงจะพอใจ

         

          แต่... ไอ้หนูคนนี้ นอกจากจะขโมยมาไม่พอ ยังทำหมั่นโถวเนื้อนุ่มหล่นตุบลงพื้นอีก

 

          [น่าสงสารเหลือเกิน~ 。゚(´Д`゚)゚。]

 

          ข้าหรี่ตาลงพลางพรูลมหายใจด้วยความสังเวช การสอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องผู้อื่นมิใช่เรื่องดี แต่หากไม่ทำอะไรเลย... อาจนึกเสียใจภายหลัง ทั้งการปล่อยให้เด็กถูกรังแกก็มิใช่วิสัยของข้าเช่นกัน เพราะต่อให้เป็นผู้กระทำผิดจริง ก็มิสมควรถูกลงโทษด้วยวิธีการรุนแรง

 

          กระนั้นแล้วก็มิได้หมายความว่าจะได้รับการยกโทษ

 

          เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีแมกไม้ตัวสั่นระริก ไม่แม้แต่จะปริปากอ้อนวอนขอความเมตตา กลับเหลือบมองข้าอย่างหวาด ๆ สลับกับจ้องเจ้าของหมั่นโถวที่ตัวเองแอบขโมยมาด้วยแววตาไหววูบที่ข้าเรียกว่ารู้สึกผิด

 

          "..."

 

          จนแล้วจนรอดสุดท้ายข้าก็ก้าวขาออกมายืนขวางคั่นกลางระหว่างพ่อค้าขายหมั่นโถวและเด็กน้อยที่เงียบกริบเป็นนกกา นกกระจอกไม่มีเสียง ยกมือข้างหนึ่งขึ้นห้ามปรามพลางกล่าวเจรจาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและน้ำเสียงเป็นมิตร

 

          "พี่ชายท่านนี้ โปรดใจเย็นก่อนเถิด"

 

          "ข้าจะทำใจเย็นลงได้อย่างไร ! หมั่นโถวของข้า ข้าทำด้วยมือ ทำด้วยใจรัก หากเจ้าเด็กนี่ซื้อ ข้าจะไม่ว่าสักครึ่งคำ แต่นี่... นอกจากจะไม่ซื้อแล้วยังขโมย ซ้ำยังทำตกเปื้อนดินทรายอีก ! เห็นความรักของข้าเป็นอะไร ข้าจะตบหัวสั่งสอนมัน !!"

          [... เดือดดาลดีแท้] เจ้าเงามืดเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

 

          ข้าพยักหน้าด้วยความเข้าใจ แม้ในใจจะกลั้นขำแทบตาย ตัดพ้อราวกับคนรักสวมหมวกเขียว*ก็มิปาน คงจะรักหมั่นโถวฝีมือตัวเองมากจริง ๆ

 

          "ข้าทราบดีว่าเด็กน้อยผู้นี้กระทำผิดจริง ทว่าการใช้กำลังแก้ไขปัญหาก็มิใช่วิธีการที่ถูกต้อง มีสิ่งใดยืนยันได้ว่าหากท่านลงไม้ลงมือแล้วเด็กคนนี้จะไม่ขโมยอีก มิสู้ให้เขาเข้าใจถึงความเพียรพยายามในการทำขนมสักชิ้นจะมิดีกว่าหรือ ?"

 

          ใบหน้าถมึงทึงเหมือนพร้อมปะทะพลันหยุดชะงัก คิ้วบาง ๆ ขมวดเข้าหากันราวกับกำลังใช้ความคิด ข้าแอบยิ้มมุมปาก คุยง่ายมากกว่าที่นึกเอาไว้ แล้วจะรอช้าอยู่ไย รีบตะล่อมให้อีกฝ่ายเห็นด้วยอย่างแนบเนียน

 

          "ท่านก็ให้เด็กน้อยช่วยท่านทำหมั่นโถวขายตามจำนวนที่เขาหยิบขโมยไป ให้เขารู้คุณค่าของอาหารที่ทำขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรง เข้าใจว่าแป้งนึ่งก้อนกลม ๆ แท้จริงแล้วไม่ง่ายเลยที่จะทำออกมาให้ดูนุ่มฟูน่ากิน"

 

          "อืม..."

 

          "แล้วก็..." ข้าชายตามองเด็กหนุ่มที่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา แต่ก็มิได้วิ่งหนีไปไหน ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ติดจะดุสักเล็กน้อย "เด็กน้อยเอ๋ย เจ้าเป็นผู้กระทำผิด ต้องพูดว่าอย่างไร ?"

 

          "... ขออภัยขอรับ"

 

          ว่าง่ายกว่าที่คิด

 

          ข้ากระตุกยิ้มวูบหนึ่งด้วยความชอบใจพอดีกับพ่อค้าวัยกลางคนที่ทำมือทุบกำปั้นอย่างคนตัดสินใจได้แล้ว ดวงตาเรียวส่องประกายวิบวับ รีบปรี่เข้ามาดึงแขนเด็กน้อยพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงฮึกเหิม "ดี ! ข้าเห็นด้วยตามนั้น ไอ้หนู นับว่าเป็นบุญของเจ้าแล้วที่จะได้รู้สูตรลับในตำนานของร้านข้า ! ตามมาทางนี้ !!"

 

          ทว่าลากตัวเด็กผอมแห้งไปได้ไม่กี่ก้าว ชายร่างอ้วนก็เหลียวหันมาเอ่ยชวนข้าให้แวะเวียนไปที่ร้านของตนด้วยรอยยิ้มแจ่มใส "ขอเรียนเชิญคุณชายด้วยนะขอรับ ขอบคุณท่านที่เตือนสติข้า มิให้เผลอทำสิ่งโหดร้ายลงไป หากท่านแวะไปที่ร้านของข้า จะแถมเมนูพิเศษให้เชียวล่ะ !"

 

          ข้ายิ้มรับแล้วตอบกลับ "จะไปอย่างแน่นอน"

 

          หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์เมื่อครู่นี้มาได้สักพักใหญ่ กลุ่มความมืดตัวจ้อยที่เงียบมานานก็ไต่ขึ้นมาที่ข้างแก้มของข้า พลางถูไถไปมาแล้วถอนหายใจด้วยน้ำเสียงกลัดกลุ้มขัดกับการกระทำที่ออดอ้อน

         

          [เฮ้อ~~]

 

          ข้าเลิกคิ้วถามเป็นนัย ๆ ว่ามีเรื่องอันใดน่าหนักใจ ก่อนจะยิ้มกริ่มเมื่อได้รับคำตอบ

 

          [เฮยหยางนี่ช่าง... ข้าทุกข์ใจเหลือเกิน~ ฉายามังกรคลั่งอันใดกัน ไร้สาระสิ้นดี ! ที่ข้าเห็นก็แค่คนผู้หนึ่งที่จิตใจดีเท่านั้น !! คอยดูเถิด (*`益´*) หากข้ารู้ว่าเดรัจฉานตนใดปล่อยข่าวลือโง่เง่านี่ ข้าจะเด็ดหัวมัน !!!]

 

(เหล่าจิ้งเหลนดำตัวสั่นงันงกโดยไม่ทราบสาเหตุ)

 

          หากอยู่กันเพียงสองคนในห้องหับ ข้าคงได้หัวเราะเสียงดังด้วยความขบขันไปแล้ว อดไม่ได้ที่จะแสร้งถามเสียงเย้าแหย่ในใจด้วยแววตาฉายแววเจ้าเล่ห์

 

          ไหนว่าจะไม่เอ่ยชมข้าอีกเล่า ?

 

          [...]

 

          เจ้าเงาน้อยนิ่งอึ้งไปชั่วอึดใจ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชัน [หึ ! ข้าแค่เผลอตัวไปหน่อยเท่านั้นแหละ ...เจ้าเฮยหยาง ! เจ้าคนนิสัยไม่ดี~ ใครชมเจ้ากัน ขี้ตู่ไปเองชัด ๆ !~]

 

          ข้าได้แต่ส่ายหน้าไปมากับอารมณ์แปรปรวนของเจ้าตัวเล็กที่เกาะอยู่บนบ่า แล้วสาวเท้าออกจากจุดเดิมเดินสำรวจรอบ ๆ ตลาดอันคึกคักท่ามกลางแสงตะวันเจิดจ้า

 

          จะว่าไป... นอกจากลงมาเที่ยวโลกมนุษย์แล้ว ข้าก็ไม่มีแผนที่จะทำอันใดอื่นเลย เย็นวันนั้นจึงถือโอกาสแวะเวียนไปตามคำเชิญที่ได้รับเมื่อช่วงบ่าย ข้าจำแผนผังเมืองนี้ได้เกือบทั้งหมด การเดินไปถึงหน้าร้านขายหมั่นโถวจึงมิใช่เรื่องยากเย็นอะไร

 

          "เร่เข้ามา เร่เข้ามา !~ หมั่นโถวร้อน ๆ จ้า"

 

          ข้าอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนหรี่ตาลงซึมซับบรรยากาศอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมา จากอดีตที่เป็นแค่แผงลอยข้างถนนขยับขยายกลายเป็นร้านอาหารขนาดย่อมที่มีคนเข้าออกตลอดเวลา

 

          เชื่อได้เลยว่าหากเวลาผ่านไป จะต้องกลายเป็นภัตตาคารมีชื่อแห่งหนึ่งในเมืองนี้อย่างแน่นอน

 

          ที่แปลกตาไปกว่านั้นคือบริเวณหน้าร้านมีเด็กน้อยดวงตาสีน้ำตาลไหม้ที่อยู่ในชุดที่สะอาดสะอ้านและทะมัดทะแมงกว่าเก่ากำลังใช้มือนวดแป้งอย่างขะมักเขม้นจนเหงื่อไหลย้อย โดยที่ข้าง ๆ กันนั้นมีหัวหน้าพ่อครัวที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีคอยกำกับอยู่ไม่ห่าง

 

          "หมั่นโถวน่ะมีหลายสูตร หลายแบบ ! บ้างก็ใส่แค่น้ำอุ่นแล้วนวดแป้งเลย บ้างก็ใส่นมแพะนมแกะให้รสชาติมันหวานนวลเนียนขึ้น แต่สูตรของข้าคือทำตามใจปากลูกค้า บางคนอยากกินมันเทศด้วยก็ผสมมันเทศนึ่งเข้าไป นวดจนกว่าจะเป็นเนื้อเดียวกัน..."

 

          เด็กน้อยรับคำด้วยการผงกหัวทุกครั้ง มือน้อย ๆ ก็นวดขยำแป้งที่เริ่มจับตัวเป็นก้อนด้วยสีหน้าตั้งอกตั้งใจ "แบบนี้ใช่หรือไม่ขอรับ ?"

 

          "ใช่แล้ว ๆ เก่งใช้ได้นี่ไอ้หนู คราวนี้ก็พักแป้งทิ้งไว้ก่อน เอาผ้ามาคลุมด้วย แป้งจะได้ไม่แข็ง !"

 

          "ขอรับ !"

 

          เป็นภาพที่น่ารักและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ลูกค้าคนอื่น ๆ ในร้านคงคิดไปในทางเดียวกัน เพราะใบหน้าของทุกคนเปื้อนรอยยิ้มด้วยความเอ็นดู คงเพราะสาเหตุนั้นวันนี้คนจึงดูแน่นร้านมากกว่าทุกที ข้าเดินเบียดเสียดฝูงชนเข้าไปทักทายพ่อค้าขายหมั่นโถว... อา เรียกว่าเจ้าของร้านน่าจะเหมาะกว่า เมื่อเขาเห็นหน้าข้าก็ต้อนรับด้วยการจัดโต๊ะส่วนตัวให้ทันที

 

          "นี่คือหมั่นโถวสูตรพิเศษเฉพาะร้านเรา ! เชิญรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยนะขอรับ !!"

 

          จบคำก็รีบวิ่งไปดูเด็กน้อยต่อทันที ข้าวาดยิ้มบางพลางบิหมั่นโถวร้อนกำลังดีที่ส่งกลิ่นหอมฉุยเข้าปาก เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนหลอมละลายทันทีเมื่อเข้าสู่โพรงปาก เพียงแค่ใช้ลิ้นดุนเล็กน้อยก็หลุดขาดออกจากกัน กระทั่งความหวานเล็ก ๆ จากน้ำตาลทรายที่ผสมกันจนเข้าเนื้อยังแทรกขึ้นมาบนปลายลิ้น

 

          ... อร่อยจนหยุดกินไม่ได้เลย

 

          ด้วยความที่ข้าเป็นลูกค้าพิเศษจึงได้รับหมั่นโถวหลายรสชาติ ฟักทองเอย มันเทศเอย เผือกเอย จากใช้มือบิก็อ้าปากกัดเข้าเต็มคำสลับกับจิบน้ำชาหอมกรุ่น อันที่จริงไม่ต้องดื่มชาเลยก็ได้ เพราะเนื้อหมั่นโถวเนียนนุ่ม ไม่ฝืดคอเลยแม้แต่น้อย ข้าเลียริมฝีปากเบา ๆ ใบหูก็สดับฟังเสียงจู้จี้จุกจิกของพ่อค้าที่มิได้หวงสูตรแต่อย่างใดไปพลาง

 

          เรียกได้ว่าถ้าร้านคู่แข่งได้มายินเข้าคงทำหมั่นโถวเลียนแบบตามเป็นแน่

 

          "ไอ้หนูพอเอาหมั่นโถววางในลังถึง*แล้วก็รอเวลา แต่อย่านึ่งนานเกินไปเล่า ! มิเช่นนั้นแป้งจะขึ้นเป็นจุดสีเหลืองไม่น่ารับประทาน"

 

          "แล้วก็ที่หมั่นโถวร้านข้าผิวเนียนสวยมากกว่าร้านไหน ๆ ก็เพราะว่านำผ้าขาวบางมาปูบนซึ้งไว้ก่อนแล้วจึงค่อยวางก้อนหมั่นโถวเรียงลงไป เดี๋ยวพอสุกได้ที่แล้วเจ้าจะเห็นถึงความแตกต่าง ! "

 

          "ที่สำคัญอย่าวางทับซ้อนกันเชียว ประเดี๋ยวจะบู้บี้เอา ถึงรสชาติจะสำคัญ แต่หน้าตาของอาหารก็ควรดูดีด้วย"

 

          และอื่น ๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่าแอบจดตามกันไม่ทันเลยทีเดียว คงเพราะด้วยนิสัยใจคอกว้างขวาง ไม่แปลกเลยที่จะมีลูกค้าเข้ามาแวะเวียนอยู่เป็นประจำ คิดไปพลางมือก็บิหมั่นโถวเป็นชิ้นเล็ก ๆ แอบส่งให้เจ้าเงาน้อยที่ซ่อนในชายเสื้อไปพลาง

 

          [งืม ๆ~ อร่อยมาก ! รสชาติหวานกำลังดี ! เนื้อแป้งเนียนนุ๊มนุ่มมม ~~ อ๋า เฮยหยางไว้แวะมาร้านนี้บ่อย ๆ นะ ข้าชอบ !] เจ้าเงาทะมึนร้องครวญ กินไวเสียจนข้าป้อนแทบไม่ทัน [กลิ่นช่างหอมเย้ายวนใจเหลือเกิน ข้าหยุดกินไม่ได้เลย แง~]

 

          ข้ายิ้มขำพลางตอบรับในใจ แน่นอน ข้าเองก็ชอบที่นี่เหมือนกัน อาหารอร่อย บริการดี จะไม่แวะมาอีกได้อย่างไร

 

          ตอนนั้นเองเสียงแหบห้าวของพ่อค้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง มือหนาปรบดังแปะ ๆ ด้วยความชื่นชมเมื่อเห็นผลงานของอดีตหัวขโมยที่ดูดียิ่งกว่าตอนที่เขาฝึกทำครั้งแรกเสียอีก "เอาล่ะ ! เจ้าก็ทำหมั่นโถวทดแทนส่วนที่เจ้าขโมยไปหมดแล้ว หากอยากกินก็มาช่วยงานที่ร้านข้า เข้าใจหรือไม่ ?!"

 

          "ขอรับ... ขอบคุณท่านที่เมตตา" เด็กหนุ่มยิ้มน้อย ๆ ทำให้ดวงหน้าเล็กดูสมวัยขึ้นมาบ้าง พ่อค้ายิ้มกว้าง มือวางลงบนบ่าเล็กเบา ๆ

 

          "หึ ๆ ไปขอบคุณคุณชายท่านนั้นเถิด เอ้า ! เอาเสี่ยวหลงเปาไปให้คุณชายเขาด้วยล่ะ เมนูตัวใหม่ของร้านเราเชียวนะ ในที่สุดก็จะได้มีอะไรขายนอกจากก้อนหมั่นโถวสักที !! เฮ้อ..."

 

          [เสี่ยวหลงเปา !!!]

 

          เจ้าเงาดำกรีดร้องดีใจราวกับว่าจะได้เป็นผู้รับประทานเสียเอง ข้าแอบหัวเราะในลำคอเบา ๆ โชคดีที่มุมโต๊ะตรงนี้ค่อนข้างส่วนตัว มิเช่นนั้นคงถูกครหาว่าเป็นคนบ้านั่งหัวเราะเหงาหงอยอยู่เพียงลำพัง

 

          ตึกตัก.. ตึกตัก...

 

          เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าสืบเข้ามาใกล้ ข้าจึงวางก้อนแป้งเนื้อดีลงบนจานลายดอกไม้ ยกชายเสื้อสีดำเข้มขึ้นเช็ดปากเล็กน้อย ก่อนเหลียวหน้าหันไปมองเด็กน้อยชาวมนุษย์ที่มือทั้งสองข้างถือเข่งไม้ไผ่ขนาดเล็กที่มีควันลอยฉุยส่งกลิ่นชวนน้ำลายสอแล้ววางลงบนโต๊ะเงียบ ๆ

         

          "..."

         

          ข้าไม่เอ่ยวาจาอันใด เพียงแค่กวักมือเรียกให้อีกฝ่ายนั่งลงข้าง ๆ

 

          นัยน์ตาสีน้ำตาลฉายแววไม่มั่นคงและลังเลใจ กลอกลูกตามองซ้ายขวาไปมา ทว่าเมื่อเห็นข้ายิ้มกดดัน สุดท้ายแล้วจึงสูดลมหายใจลึก ๆ นั่งลงบนเก้าอี้กลมแต่โดยดี เราไม่ได้พูดอะไรกัน ข้าเพียงส่งหมั่นโถวก้อนหนึ่งให้ เด็กหนุ่มหน้าตาซูบเซียวรับด้วยสองมืออย่างมีมารยาท แต่กลับไม่มีทีท่าจะหยิบขึ้นมากิน

 

          ความเงียบงันทับซ้อนด้วยบรรยากาศพิศวงยังคงดำเนินต่อไป จนกว่าจะมีคนทนไม่ไหว...

 

          เจ้าเงาน้อยเรียกชื่อข้าด้วยน้ำเสียงซับซ้อน ต่างจากยามปกติที่สดใสร่าเริง [เฮยหยาง...]

 

          ไม่ใช่ว่าข้าไม่รู้สึก

          เด็กคนนี้มีอะไรบางอย่าง

 

          ข้าระบายยิ้มบางเบา ปลายนิ้วเคาะลงกับโต๊ะเป็นจังหวะอย่างไม่มีรีบร้อน

 

          และอะไรบางอย่างที่ว่านั่น ทำให้ข้านึกสนอกสนใจ

          ยอมแม้กระทั่งสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องยุ่งยากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตัวข้าที่คิดหลีกหนีให้ไกลห่างจากความวุ่นวาย กลับเดินตามมาถึงที่นี่...

 

          บางอย่าง...

          ที่ทำให้เลือดมังกรในกายเดือดพล่าน

 

          "ท่าน...."

 

          ข้าเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเป็นเชิงถาม

 

          "เป็นตัวอะไร ?"

 

          เพียงเท่านั้น ริมฝีปากสีซีดก็เหยียดยิ้มขึ้นเป็นเส้นโค้ง จิตสังหารที่เก็บซ่อนอยู่ส่วนลึกพวยพุ่งออกจากร่างเสมือนลมกระโชกแรงพัดโบกใส่หน้าของเด็กน้อยให้ด้านชา ร่างซูบผอมสั่นเทา ฟันกระทบกันดังกึก ๆ ความหนาวเหน็บที่แผ่ออกมาจากบุรุษเบื้องหน้า ทำให้รู้สึกราวกับว่าอยู่ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำ หนาวเย็นเสียดแทงลึกเข้าไปถึงอวัยวะภายในและกระดูกดำ

 

          ข้าแสยะยิ้มมุมปาก สองมือประคองถ้วยชาขึ้นจิบแล้วดึงพลังกลับเข้าร่างอีกครั้งภายในเสี้ยววินาที

 

          [ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ เด็กคนนี้มีของล่ะ ! หาได้ยากยิ่งที่จะสามารถทนพลังที่เจ้าซัดไปเมื่อครู่นี้ได้]

 

          ใช่ เป็นแค่มนุษย์ แต่กลับทนพลังของข้าได้โดยที่ไม่ล้มลงไป... น่าประทับใจจริง ๆ

 

          ...และขนาดกลบกลิ่นอายจนหมดสิ้นแล้วแท้ ๆ ยังสัมผัสได้อีกงั้นหรือ ข้าแกว่งจอกชาในมือเบา ๆ มิได้สนใจสายตาที่ดูหวาดกลัวคู่นั้นเลยแม้แต่น้อย เด็กคนนี้มิอาจดูแคลนได้เลยจริง ๆ ที่ทำท่าทีหวาดระแวงในตอนแรกก็คงด้วยเหตุผลนี้

 

          มนุษย์น้อยคนนักที่จะรับรู้ได้ถึงพลังที่ซ่อนเร้นในกายเรา

 

          หากกล่าวว่าพันปีจะมีสักคนก็มิได้เกินจริงแม้แต่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมนุษย์กลุ่มนั้นจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ที่แอบแฝงอยู่ในร่างกาย พลังที่คนอื่นไม่มีวันเข้าใจ จะทำให้ถูกมองว่าเป็น...

 

          ตัวประหลาด

 

          ดังนั้นคงไม่ต้องบอกว่าที่อยู่ได้ไม่นานนั้นเกิดจากอะไร โดนฆ่าบ้างล่ะ... โดนทุบตีบ้างล่ะ... โดยกลั่นแกล้งสารพัดจนไม่อยากมีลมหายใจอยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว

 

          กระนั้นแม้ฟังดูโหดร้ายไปบ้าง แต่หากฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ ควบคุมพลังได้จนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จากคนไร้ค่าก็จะกลายเป็นคนที่ทุกคนยอมรับ ยกย่องสรรเสริญบูชาราวกับเป็นเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์

 

          ถูกต้องแล้ว นี่คือคุณสมบัติของการเป็นเซียน

 

          หากขุนและขัดเกลาอีกสักนิด ในอนาคตอันใกล้คงเป็นยอดจอมยุทธิ์ที่หาจับตัวได้ยากยิ่ง บางทีสวรรค์อาจได้คนใช้งานเพิ่มขึ้นอีกสักคนก็เป็นได้...

 

          ข้าลองถามหยั่งเชิงด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย "แล้วเด็กน้อยเอ๋ย เจ้าคิดว่าข้าคือตัวอะไร ?"

         

          เด็กหนุ่มชำเลืองตามองข้าอย่างระแวดระวัง ก่อนเอ่ยกระซิบตอบราวกับกลัวว่าจะมีผู้ใดมาได้ยินบทสนทนาประหลาด ๆ นี้เข้า ข้าแกล้งทำเป็นเอียงหน้าแล้วขยับเข้าใกล้ให้ได้ยินชัด ๆ ทั้ง ๆ ที่ความจริงต่อให้ห่างไกลกันเป็นโยชน์ อย่างไรเสียข้าก็ได้ยิน

 

          แต่พอเห็นท่าทางระวังตัวแจแบบนี้แล้ว... ก็อดแกล้งไม่ได้

 

          "เป็นมาร... ปีศาจแปลงกายมาหรือ"

 

          "มิใช่"

 

          "เป็นเซียนหรือ"

 

          ข้าหัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบ "มิใช่อีกนั่นแหละ"

 

          "แล้วท่านคืออะไร ?"

 

          ข้าหยุดคิดไปชั่วขณะ เงยหน้าขึ้นมองดวงดาราที่ส่องแสงเจิดจรัสอยู่บนท้องฟ้าอย่างเลื่อนลอย เหนือผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ สูงกว่าภูผาชัน บนสุดของเมฆาและดวงดาว ที่แห่งนั้น... คือบ้านเกิดของเรา ชาวสัตว์เทพ ที่ที่ข้าถือกำเนิดขึ้นและได้ชื่อว่าเป็นมังกรรับใช้ของสรวงสวรรค์

 

          "ตัวตนของข้า... อยู่เหนือกว่านั้น"

 

          อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งมวล

 

          ข้ามิใช่เซียนที่คอยปรนนิบัติรับใช้ฟากฟ้าด้วยความจงรักภักดี มิเคยกราบแทบเท้าถวายชีวีเพื่อความประสงค์ของผู้เป็นใหญ่ มิใช่สัตว์เดรัจฉานไร้หัวนอนปลายเท้าหรือมารที่คิดทำลายผลาญทุกสิ่งอย่าง

         

          มิได้ขึ้นตรงต่อสวรรค์ แต่ในขณะเดียวกันก็มิได้ทำตัวเป็นปรปักษ์กับเบื้องบน

         

          สรุปแล้วตัวข้าคืออะไร ?

 

          ความจริงข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน มีตำราหลายเล่มกล่าวว่าข้าคือมังกรดำผู้โหดเหี้ยม เป็นสัตว์เทพตนหนึ่งที่นำภัยธรรมชาติมาสู่แดนมนุษย์ด้วยพายุฝนฟ้าคะนอง ซึ่งก็น่าขันดี เพราะข้าชอบดินแดนแห่งนี้มากกว่าอะไร

 

          แต่สุดท้ายแล้วต่อให้ข้าเป็นตัวอะไร... ข้าก็คือข้า มังกรดำแห่งเหยียนหลง มิอาจแปรผันเป็นสิ่งอื่นได้

 

          หากยังไม่หลงลืมตัวตน ข้ามีนามว่าเฮยหยาง เป็นมังกรเงาที่ปรารถนาความสงบสุขที่สุดในโลกหล้า

 

          "ท่านมิใช่ตัวอันตรายใช่ไหม"

 

          ข้าฟังแล้วกลั้นขำจนไหล่สั่น แอบยิ้มเยาะในใจแล้วคิดว่า-- [ยิ่งกว่าอันตรายเสียอีก ไอ้หนูเอ๊ย !~]

 

        ...

 

          ข้าถอนหายใจเมื่อถูกคนพูดแทรก แม้จะไม่มีใครได้ยินนอกจากข้าก็ตามที ขอบใจที่ตอบแทนข้าก็แล้วกัน

 

          [ด้วยความยินดี !]

 

        ประชด

 

          [เสียใจจัง~]

 

          เสแสร้งได้อย่างน่าชื่นชม มารยาทล้านเล่มเกวียนก็มิอาจเทียบได้

 

          "หากข้าเป็นตัวอันตรายจริง ๆ มนุษย์อ่อนแอเช่นเจ้าคงไม่มีลมหายใจจนถึงตอนนี้หรอก"

 

          "นั่นสินะขอรับ..."

 

          ข้าเท้าคางลงกับโต๊ะพลางเอ่ยต่อ "แต่ที่น่าแปลกใจคือการที่เจ้ามีชีวิตอยู่มาได้จนถึงตอนนี้มากกว่า ทั้ง ๆ ที่สมควรตายไปแล้วตั้งแต่รู้ว่ามีอะไรผิดปกติบนร่างกาย"

 

          จากใบหน้าซีดขาวแฝงความงุนงงเปลี่ยนเป็นตึงเครียดโดยฉับพลัน "ท่านรู้ด้วยหรือว่าคำสาปของข้าคือ..."

 

          ข้ากล่าวตัดบท "มันคือพรสวรรค์ที่เบื้องบนมอบให้" แต่จะเรียกว่าเป็นคำสาปก็มิผิดนักหรอก "หากรู้จักวิธีใช้และควบคุมล่ะก็นะ"

 

          "ท่านรู้วิธีควบคุมมัน !!?"

 

          เด็กน้อยเอ่ยโพล่งขึ้นมาเสียงดัง ดวงตากลมเบิกกว้างจนแทบหลุดออกเบ้า รวมถึงมือที่ตบลงบนโต๊ะอย่างห้ามความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่

 

          "อย่าเสียงดังไป" ข้ายกปลายนิ้วชี้ขึ้นทาบลงบนริมฝีปาก ปรามให้อีกฝ่ายอยู่ในความสงบ แม้เสียงที่ร้องตะโกนเมื่อครู่นี้จะไม่ดังมาก แต่ก็เรียกความสนใจของคนในร้านพอสมควร ข้ายกตะเกียบคีบเสี่ยวหลงเปาที่เย็นชืดจ่อปาก แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วรอจังหวะพูดต่อ "ถึงข้ารู้ก็ไม่สอนเจ้าอยู่ดี"

 

          !!!

 

          รสชาติหอมหวานจากน้ำซุปที่เคี่ยวมาอย่างยาวนานนั้นยากที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูด เมื่อบดกรามเคี้ยวเนื้อหมูก็ได้รสสัมผัสที่เนียนละเอียด และแป้งนุ่มหยุ่นที่ห่อรอบไส้ใน ... อืม อร่อยดี ถ้ากินตอนร้อน ๆ คงอร่อยกว่านี้ ข้าคิดพลางเคี้ยวเสี่ยวหลงเปาในปากอย่างสุขี

 

          เจ้าเงาน้อยที่หายตกตะลึงก็พ่นลมหายใจออกมา [เฮยหยางไม่อ่อนโยนเลย เห็นแก่เด็กตาดำ ๆ เถิด~ ทีศิษย์ลูกเต่า เจ้ายังใจดีด้วยเลย]

 

          "ข้ามิใช่คนใจดีอะไร หากอยากได้สิ่งใดย่อมต้องมีของแลกเปลี่ยน"

 

          ข้าตอบกลับทั้งเจ้าเงาน้อยและเด็กที่นั่งก้มหน้าพร้อมกัน พอนึกย้อนกลับไปแล้ว.. ชีวิตของข้าขาดทุนย่อยยับบ่อยเกินไป หากจะเรียกร้องเอากำไรคืนกลับมาบ้าง เดรัจฉานตัวไหนก็ห้ามข้ามิได้ !

 

          เด็กน้อยชาวมนุษย์เงียบอยู่นานจนข้านึกว่าถอดใจ ก่อนเสี้ยววินาทีถัดมาจะเงยหน้าขึ้นช้อนตากลม ๆ สบประสานเข้ากับดวงตาสีนิลของข้า ประกายความแน่วแน่สาดส่องออกมาจนข้ารู้สึกได้

 

          "ตอนนี้ข้าไม่มีขอรับ ...แต่ภายภาคหน้าจะมี"

 

          "หือ ?"

 

          "ขอเพียงท่านสอนข้า อบรมข้า ให้ข้ารู้จักวิธีควบคุมพลัง ฝึกฝนข้าให้เป็นยอดคน... ต่อให้เป็นชีวิตของใคร ทรัพย์สินเงินทองจำนวนมหาศาลเพียงใด ข้าก็จะหามาให้ท่าน"

 

          เด็กน้อยหลบตาลงด้วยความประหม่าเมื่อเห็นข้าจ้องตาไม่กะพริบแล้วกลั้นใจพูดต่อด้วยน้ำเสียงขาดห้วง "ขอเพียงท่านรับข้าเป็นศิษย์... ให้ข้ากราบท่านเป็นอาจารย์"

 

          "..."

 

          "ได้โปรดเถิด ข้าขอร้องท่าน"

 

          ว่าจบเด็กน้อยก็โขกหน้าผากลงกับโต๊ะสามครั้ง เพื่อแสดงเจตจำนงอันมุ่งมั่นไม่สั่นคลอน ข้านิ่งงันไปสักพักใหญ่อย่างคนเขลาที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาสั้น ๆ เรียกหาคู่คิดข้างเคียงที่มัวแต่กัดกินก้อนหมั่นโถวไม่สนใจความเป็นไป

 

        เงาน้อย...

 

          [หืม ?]

 

          กว่าฤดูประลองสัตว์เทพจะมาถึง เรามีเวลาเหลือเท่าไร

 

          [สุดท้ายก็ใจอ่อนจนได้] เงาดำหัวเราะร่วน [... มากพอให้เฮยหยางเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้มีอนาคตนั่นแหละนะ]

 

          ด้วยเหตุผลนานัปการที่มิอาจสาธยายได้หมดในเวลาหนึ่งชั่วยาม ข้ามังกรดำเฮยหยางจึงมีศิษย์คนแรกเป็นเด็กมนุษย์เนื้อตัวมอมแมมและผอมแห้งเก้งก้าง ข้าลูบหน้าตัวเองเบา ๆ ทั้ง ๆ ที่ความจริงจะบอกปัดไปก็ได้ จะทำตัวเป็นคนใจร้ายหน่อยก็มิใช่เรื่องยากอะไร... แต่จนแล้วจนรอดเมื่อต้องยอมรับสภาพความเป็นจริง ข้าก็พยายามหาข้ออ้างดี ๆ เพื่อให้ตัวเองสบายใจ

 

        ช่างเถิด ถือเสียว่าเป็นการพักผ่อนอีกรูปแบบหนึ่ง

 

          [... นี่มันเลี้ยงต้อยชัด ๆ ]

 

          หุบปาก

 

          และสิ่งแรกที่ข้าทำหลังจากที่มีลูกศิษย์ตัวน้อย มิใช่เริ่มสวมบทบาทเป็นอาจารย์ผู้เคี่ยวเข็ญคอยอบรมสั่งสอนศิษย์แต่อย่างใด แต่เป็น...

 

          "พาข้าไปบ้านเจ้าสิ"

 

          "แต่บ้านข้ามัน..."

 

          แม้เด็กน้อยจะคัดค้านหัวชนฝาด้วยสีหน้าราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบก็มิอาจทำให้ข้าเลิกล้มความตั้งใจได้ สุดท้ายก็นำทางข้าไปยังบ้านของตัวเองอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก ข้าสืบเท้าเดินตามช้า ๆ ด้วยสารรูปที่มอมแมมคลุกดินเปื้อนฝุ่นแล้ว ข้าก็สามารถคาดเดาได้อย่างง่ายดายว่าสภาพความเป็นอยู่ของลูกศิษย์ตัวจ้อยเป็นเช่นไร

 

          แต่ก็มิได้คิดว่าจะขนาดนี้...

 

          ข้าพยายามทำสีหน้าให้เรียบนิ่งเป็นปกติ แม้ในใจจะรู้สึกวูบโหวงไม่น้อย กระท่อมเล็ก ๆ ท้ายหมู่บ้านแห่งนี้โกโรโกโสเกินกว่าจะอยู่อาศัยเป็นที่ซุกหัวนอน หลังคาไม้สีซีดเป็นรูโหว่ขนาดคนตกลงมาได้ ประตูไม้ซอมซ่อจะพังมิพังแหล่ เมื่อเดินเข้าไปข้างในแล้วยิ่งสะท้อนใจ เด็กอายุเท่านี้ที่หากเทียบกับอายุพวกเราแล้วยังเป็นแค่ดวงวิญญาณรอการเกิดใหม่กลับต้องอยู่ในสภาพแบบนี้เพียงลำพัง...

 

          ชีวิตจะบัดซบมากเกินไปแล้วกระมัง

 

          ข้ารู้สึกอับจนคำพูดเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะเริ่มสอนสั่งใด ๆ ควรจะมีบ้านที่มันมั่งคงกว่านี้สักหน่อย ข้าก้มตัวลงหยิบมีดเสียมด้ามไม้สนิมเขรอะขึ้นมาจากพื้นแล้วโยนให้กับเจ้าของบ้านตัวน้อยที่ยืนพะวักพะวนอยู่ข้างหลัง

 

          "เจ้าไปตัดต้นไผ่มา"

 

          "ขอรับ ?"

          "เราจะสร้างบ้านกัน"

 

 

          จริง ๆ แล้วมีต่อนะคะ แต่มันจะยัดเยียดเนื้อเรื่องมากเกินไปเลยใส่บทถัดไปแทน ฉากที่สปอยก่อนหน้านี้ก็จะอยู่ในตอนที่ 16 ค่ะ คงพอ ๆ เดาได้ว่า XXX คือใครร XD

 

          สรุปแล้ว... น้องก็ยังไม่มีชื่อสินะ วงวารจี ๆ เรียกหมั่นโถวน้อยไปก่อนนะ--

 

          ฮื้อ ดูท่าทางจะมีคนชอบคู่พี่หงกับอาเซินเยอะเลยนะคะเนี่ย เดาว่าเป็นคู่นี้กันใหญ่เลยยย 55555 อา คู่นี้มีบทแน่นอนค่ะ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ( ͡° ͜ʖ ͡°) อย่ารีบร้อนกันนักซี่--

 

          เพิ่งย้อนกลับไปอ่านทอร์คตอนก่อน เที่ยวตจป. อะไรของเธออ่ะ ต้องตจว. สิวะ ! 5555 สงสัยเอาต่างประเทศกับต่างจังหวัดมารวมกันจนกลายเป็น >> ตจป... ประเด็นคือขี้เกียจแก้ด้วย แง (:3__)3 ใครอ่านถึงตรงนี้ก็พึงรู้ไว้นะคะว่าเราเด๋อ 555555

 

          และขอบคุณคุณ oneommento (จากเว็บ readawrite) นะคะที่แจ้งคำผิด -/\- บอกคำผิดไม่พอยังมาพร้อมความหมายเสร็จสรรพ omg ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ เราพยายามเขียนผิดให้น้อยที่สุดและตรวจทานทุกครั้ง แต่บางครั้งก็รอดสายตาไปได้ แง ซึ่งจะแก้ไขอย่างแน่นอนค่ะ แต่ขอเขียนให้ถึงตอนที่ 20 ก่อนแล้วจะแก้ทีเดียวนะ--

 

          แล้วก็..

 

 

          แทน!!

 

 

 

          แท่น!!

 

 

 

          แท๊น!!!

 

 

         




          นี่คือเจ้าเงาน้อยที่น่ารักในอิมเมจิ้นของเราเองค่ะ แฮะ ๆ (ง ´͈`͈)ว เขินจัง ไม่ได้วาดรูปนาน จริง ๆ แล้วน้องไม่ได้ดูยุ่งเหยิงขนาดนี้นะคะ แต่เผอิญเราวาดบนรถขากลับ 5555 บางทีว่าง ๆ เฮยหยางก็จะดึงเส้นด้ายที่โผล่ออกมาตรงนั้นมาพันใหม่ให้ดูเรียบร้อยกว่าเดิมเสมือนก้อนไหมพรม

 

          ใครอยากวาด FA ก็ส่งมาได้นะคะ !! *อ้าแขนรอรับ* ส่งได้ที่แฟนเพจ KN.26 จะหน้าเพจ ทักแชทก็ได้ตามสะดวกค่ะ หรือ DM มาทางทวิต @26Khunnang ก็ได้นะ ///7/// จะวาดเงาน้อย พี่หยาง น้องหยินหรือใครก็ได้ เจ้เหมาหมด แง

 

          แต่มีลางสังหรณ์ว่า fc เงาน้อยจะเยอะ (... แน่ล่ะ วาดง่ายสุดละ--)

 

          ขอบคุณที่ติดตามนะคะ เรารักทุกคนมาก ๆ เลย แล้วก็สุขสันต์วันสงกรานต์ค่า ! ใครเดินทางไปเล่นน้ำที่ไหนก็ขอให้ระมัดระวังนะคะ อย่าลืมใส่ซองกันน้ำมือถือด้วยล่ะ XD  

 

          *สวมหมวกเขียว ; ถูกสวมเขา สามีที่ถูกภรรยานอกใจ

          *ลังถึง = ซึ้ง (แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ยินเลยใส่ไว้เผื่อใครไม่รู้)

 

          1 เมนต์ = กำลังใจ

 

#มังกรปรปักษ์

#หยินคู่หยาง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 142 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #122 Rindis (@Rindis) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 20:29

    หิวเหรอพี่เฮยถึงได้ตั่งชื่อแบบนั้น

    #122
    3
    • #122-2 Rindis (@Rindis) (จากตอนที่ 16)
      25 เมษายน 2562 / 15:10
      จะกินเด็กหรือถูกเด็กกินจ๊ะ
      #122-2
    • #122-3 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 16)
      25 เมษายน 2562 / 17:33
      แค่ก ๆ อันนี้ก็คงแล้วแต่สถานการณ์จะพาไปค่ะ-- 555
      #122-3
  2. #115 baekhyun_1a (@baekhyun_1a) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 12:39
    น่ารีกแท้ เจ้าเงาน้อยคือซนอ่ะ
    #115
    1
    • #115-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 16)
      13 เมษายน 2562 / 14:20

      เงาน้อย : ขอบคุณสำหรับคำชมนะ ~ แฮะ ๆ
      #115-1
  3. #113 Alinas (@Alinas) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 21:28

    นิสัยน่ารักไม่เหมือนมังกรดำเลย555555

    #113
    1
    • #113-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 16)
      11 เมษายน 2562 / 21:38
      55555 เป็นคำชมใช่ไหมคะเนี่ย-- XD
      #113-1
  4. #112 Alljae (@Alljae) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 20:45
    รออ่านต่อจ้าาาาา
    #112
    1
    • #112-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 16)
      11 เมษายน 2562 / 20:56
      ขอบคุณที่ติดตามนะคะะะ <3 *ส่งจูบ*
      #112-1
  5. #111 raabporn2016 (@raabporn2016) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 14:56
    ทำไมอยากวาด พี่หยินพี่หยางนุ้งเงากับอาหมั่นโถ่ว ในสงกานต์ชั่นสงการ์ตแปลกๆนะ -*-//
    #111
    6
    • #111-4 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 16)
      11 เมษายน 2562 / 20:55
      จริงค่ะ ร้อนมากกกกกก T ___ T นอนตากแอร์วนไป สงกรานต์นี้ก็อยู่บ้านค่ะ 555555 ดูคนอื่นเล่นน้ำวนไป
      #111-4
    • #111-6 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 16)
      12 เมษายน 2562 / 14:47
      55555 XD ฝากส่องเผื่อด้วยนะคะ-- เดินทางปลอดภัยน้า
      #111-6
  6. #109 JKthunhaw (@0902143426) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 01:28
    วาดรูปวงกลมระบายสีดำส่งเข้าประกวดค่ะ
    #109
    1
  7. #108 prankmaprank (@prankmaprank) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 23:09

    แบบเต็มเลยค่ะ​
    #108
    1
  8. #107 raabporn2016 (@raabporn2016) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 22:19
    ติดตามเผจไรท์แล่วววว เด๊ะวาด FA
    #107
    3
  9. #106 no_oyai (@no_oyai) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 20:49
    แบบเต็มๆๆคร้า จุใจ^_^
    #106
    1
  10. #105 ราชินีขี้เซา (@0983163561) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 20:27
    เงาน้อยน่ารัก *_*
    #105
    1