มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 17 : ประมุขมังกรแห่งเหยียนหลง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,147
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 123 ครั้ง
    18 เม.ย. 62

          ตอนที่ 16 : ประมุขมังกรแห่งเหยียนหลง

 

 

          ภารกิจสร้างบ้านพักเป็นที่ซุกหัวนอนจึงเริ่มต้นขึ้นด้วยประการทั้งปวง เป็นความจริงที่ข้าสามารถควักเศษเหรียญซื้อบ้านสักหลังในเมืองได้โดยที่ไม่ต้องออกแรงอะไร ทว่าอย่างไรเสียข้าก็เป็นคนต่างถิ่นที่เพิ่งย้ายเข้ามาในสายตาของพวกมนุษย์ ย่อมต้องถูกสอดส่องสายตาเข้ามาในรั้วบ้านอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

 

          ซึ่งข้าอยากจะหนีเรื่องเหล่านั้นไปให้ไกล ข้าถูกนินทาจนเบื่อแล้ว ลงมาโลกมนุษย์คราวนี้ก็ไม่อยากซ้ำรอยเดิม

 

          ...อีกอย่างพื้นที่แถบนี้สงบร่มรื่น ล้อมรอบไปด้วยป่าไผ่ทึบที่ตามรอยแยกมีกระแสลมเย็นพัดผ่าน ทั้งยังอยู่ส่วนลึกสุดของหมู่บ้าน ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครหน้าไหนเข้ามารบกวน

 

          เป็นที่ที่ดีที่จะฝึกเด็กต้องสาปคนหนึ่งให้กลายเป็นคนมีพรสวรรค์

         

          กระนั้นแล้วการสร้างบ้านสักหลังมิอาจสำเร็จได้ด้วยมีดทื่อ ๆ เพียงเล่มเดียว ข้าโครงศีรษะหลังจากคิดคำนวณเสร็จสรรพแล้วว่าต้องใช้อะไรบ้างในการก่อสร้าง คงต้องวกกลับเข้าไปในเมืองอีกครั้ง

 

          แต่ก่อนไปก็ไม่ลืมหันไปบอกกับเด็กหนุ่มที่กำลังใช้มีดขึ้นสนิมเกรอะกรังพยายามตัดต้นไผ่สูงชะลูดอย่างยากลำบาก เหวี่ยงแขนไปไม่กี่ครั้งก็หอบหายใจหนัก เม็ดเหงื่อผุดผายขึ้นบนดวงหน้าเยาว์วัย

 

          อืม...

 

          ข้าลูบคางเบา ๆ อันที่จริงข้าสามารถใช้เงาหักโค่นป่าไผ่ให้ราบคาบเป็นหน้ากองได้ในพริบตา บางทีระยะเวลาในการสร้างบ้านอาจกระเถิบลดน้อยลงไปด้วย...

 

          แต่ไม่ดีกว่า ถือเสียว่าเป็นการฝึกรูปแบบหนึ่ง

 

          เมื่อตรึกตรองได้ดังนั้นจึงปล่อยให้ศิษย์ตัวน้อยออกแรงตัดไม้ไผ่ต่อไป เจ้าเงาน้อยที่เกาะอยู่บนศีรษะของข้าทอดถอนใจแผ่วเบา มองร่างที่ชุ่มโชกด้วยหยาดเหงื่อด้วยความเห็นอกเห็นใจ [น่าสงสารไอ้หนูคนนี้จริง ๆ~]

 

          "ข้าจะออกไปซื้อของในเมืองสักหน่อย เจ้าจะเอาอะไรด้วยหรือไม่"

 

          เด็กน้อยที่กำลังนั่งพักเหนื่อยอยู่บนตอไม้ส่ายหน้าจนผมพลิ้วไสวไปตามแรงลม ดวงตากลมหลุกหลิกไปมาเหมือนชั่งใจว่าควรจะพูดหรือไม่ ริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรง ก่อนเอ่ยตอบเสียงแผ่ว "... แค่ท่านรีบกลับมาก็พอแล้ว"

 

          "ประจบเป็นนี่"

 

          ข้าเปล่งเสียงหัวเราะในลำคอ อดไม่ได้ที่จะวางมือลงบนหัวทุยแล้วออกแรงขยี้เบา ๆ ให้เส้นผมสีน้ำตาลนั้นยุ่งเหยิง หยอกล้อพอให้แก้มขาวแดงปลั่งจึงลดมือลงพร้อมกับเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี

 

          ทิ้งให้ศิษย์น้อยชาวมนุษย์หน้าแดงก่ำราวจับไข้ทรุดตัวลงกองกับพื้นทั้งอย่างนั้น มือน้อย ๆ ยกขึ้นกุมแก้มที่ขึ้นสีจนคล้ายจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งวางทาบลงบนบริเวณที่ถูกสัมผัสด้วยแววตาเลื่อนลอย

 

          ยังรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือคู่นั้น

 

          [...]

 

          กลุ่มก้อนความมืดตัวจ้อยที่มองดูเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้นถึงกับครุ่นคิดหนัก หากมีเนื้อกายคงนั่งไขว่ห้างแล้วลูบหน้าตัวเองไม่หยุด ปากก็บ่นพึมพำฟังแทบไม่ได้ศัพท์เหมือนรำพึงอยู่กับตัวเอง

 

          [เจ้างูขาวอัปลักษณ์นั่นคงต้องพยายามหน่อยล่ะนะ~~ ศัตรูเยอะขนาดนี้ เกรงว่าจะต้านรับไว้ไม่ไหว ( ) ช่วยไม่ได้~ ใครใช้ให้เฮยหยางของข้ามีเสน่ห์เหลือร้ายกัน] เงาดำหัวเราะเย้ยหยัน [ฮุ ๆ สมน้ำหน้าเจ้าแล้ว ไอ้งูเน่าบัดซบ !]

         

        บ่นอะไรของเจ้า

 

          [ไม่มีอะไรหรอก (ʃƪ¬¬) เรารีบไปซื้อของกันเถอะ แฮะ ๆ~]

 

          ข้าหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างยากที่จะเชื่อ เสียงหัวเราะเมื่อครู่นี้ยังดังหลอนอยู่ในหูของข้าอยู่เลย กระนั้นแล้วก็มิอยากซักไซ้ให้มากความจึงคล้อยตามบทสนทนาดังกล่าว แต่มืดค่ำเช่นนี้จะมีของขายหรือ

 

          [จากที่ข้าแวะไปสำรวจมา รู้สึกว่าจะมีตลาดเปิดตอนกลางคืนอยู่นะ~ เฮยหยางก็ลองแวะเข้าไปดูก่อน หากไม่เจอของที่ต้องการค่อยว่ากันใหม่อีกที]

 

          ข้าพยักหน้ารับคำพลางคิดในใจว่า ...เจ้าเอาเวลาไหนไปเดินเล่นกัน พร้อมกับก้าวขาเดินไปตามถนนที่ประดับไปด้วยโคมไฟส่องสว่างตลอดทาง มิให้ค่ำคืนนี้มืดมิดและเงียบเหงาจนเกินไป ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวกลับต้องหยุดชะงักเมื่อมีเสียงร้องเรียกฉุดรั้งเอาไว้จากด้านหลัง

 

          "คุณชาย คุณชายท่านนั้นน่ะ ! เจ้าของเรือนผมสีดำขลับงดงามราวม่านน้ำตกผู้นั้นหยุดก่อน"

 

          ข้าขมวดคิ้วมุ่นพลางเดาะลิ้นเบา ๆ อย่างไม่สบอารมณ์

 

          ข้าเป็นตัวดึงดูดความวุ่นวายหรืออย่างไร เหตุใดจึงต้องมีคนเข้ามายุ่มย่ามเสียทุกที !

 

          ทว่าแม้จะแผ่รังสีความไม่พอใจไปแล้วชายผู้นี้กลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว ทำราวกับว่าไม่รับรู้ถึงความหงุดหงิดที่ฉายออกมาจากนัยน์ตาคู่คม ยังคงกล่าวเจรจาพาทีต่อไปด้วยรอยยิ้มการค้าและแววตาที่หาความจริงใจมิได้เลยแม้แต่เศษเสี้ยว

 

          "ข้าเป็นหมอดูชื่อดังที่สุดในพระนคร เห็นคุณชายท่านนี้มีโหงวเฮ้งดีจึงอยากถือวิสาสะทำนายดวงชะตาให้แก่ท่าน" ผู้ที่อ้างตัวเป็นหมอดูมีชื่อยิ้มเผล่เมื่อเห็นข้าเหลือบมองด้วยหางตา "ราคาเป็นกันเอง ไม่กี่อีแปะเท่านั้น"

 

          [เพ้ย ๆๆ ! เฮยหยางอย่าให้ความสนใจกับทารกหน้าเลือดคนนี้เลย !] เจ้าเงาน้อยร้องบอก ข้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงให้อีกฝ่ายพูดต่อ

 

          [มีประกาศติดไว้ทั่วเมืองเลยล่ะว่าให้ระวังผู้ที่อ้างตนเป็นหมอดูให้ดี เพราะทำนายแค่นิดเดียว แต่เรียกเงินตั้งแพง ! ...บางคนยอมจ่าย แต่พอจะควักเงินออกจากถุง ไอ้หมอดูก็อาศัยความมืดช่วงชิงเงินไปแบบที่เหยื่อไม่ทันตั้งตัว]  

 

          เจ้าความมืดทำเสียงฮึดฮัด [ที่มันเรียกลูกค้าตอนกลางค่ำกลางคืนก็ด้วยเหตุนี้นี่แหละ เลวระยำจริง ๆ !]

 

          ข้าร้องอ๋อในใจ ...หัวขโมยในคราบหมอดูนี่เอง

 

          ข้าหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ได้ตอบรับ แต่ในขณะเดียวกันก็มิได้ปฏิเสธ ซึ่งในสายตาของหมอดูหน้าเงินแล้วถือว่าเป็นอันตกลงรับข้อเสนอไปโดยปริยาย ชายวัยกลางคนที่หน้าตาดูไม่น่าไว้วางใจเดินสำรวจรอบกายข้าอยู่สองสามครั้ง พิจารณาใบหน้าของข้าอยู่หลายหนแล้วจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงนบน้อม

 

          "ดูจากลักษณะใบหน้าของท่านแล้ว นิสัยโดยพื้นฐานเป็นคนเรียบง่าย สมถะ ไม่ชอบเข้าสังคม คนภายนอกจึงมองว่าท่านหยิ่งยโส ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเป็นคนธรรมดาผู้หนึ่ง ทั้งยังไม่ชอบเอาเปรียบใครและไม่ชอบให้ใครมาเอาเปรียบตน"

         

          [บ๊ะ ! ทำไมถึงทายแม่นขนาดนี้นะ] เจ้าตัวยุ่งหลุดอุทานข้างกกหู [... แต่ที่ข้าได้ยินมาเป็นเรื่องจริงนะ ถึงจะดูดวงแม่นขนาดไหนก็ไม่ควรฉกฉวยเงินลูกค้า ! เฮยหยางระวังไว้นะ เมื่อกี้ข้าเห็นมันแอบเล็งถุงเงินเจ้าอยู่]

 

          ข้ารับคำสั้น ๆ ใบหูก็กระดิกเงี่ยฟังหมอดูที่ร่ายไม่หยุดอย่างน้ำไหลไฟดับ คงเป็นเพราะข้าไม่เปลี่ยนสีหน้าจึงตีความไปเองว่าข้ายังไม่พอใจกับผลคำทำนายกระมัง

 

          "ทว่าด้วยเนื้อกายอันหยาบกระด้าง สีผิวขาวซีดดุจหิมะในฤดูเหมันต์ ทำให้หลายครั้งหลายคราต้องผจญกับเรื่องราวไม่คาดคิด นำพาให้ท่านไกลห่างจากความสงบที่ฝันหา ข้าน้อยขอแนะนำให้ท่านทานผลไม้ธาตุร้อนเป็นประจำและแช่น้ำร้อนประสมดุลร่างกาย"

 

          สิ้นคำนั้นไหล่ของข้าก็ลู่ลงเล็กน้อยด้วยความเศร้าสลดใจ แววตายิ่งหมองคล้ำ ...แค่ผิวซีดนิดหน่อยถึงกับชะตาชีวิตอับจนเลยหรือนี่

         

          [เอาน่า... ก็ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นนะ !] เจ้าตัวเล็กพูดปลอบใจ

 

          "กระนั้นแล้วในเรื่องที่ร้าย ๆ มักจะมีสิ่งดี ๆ ซ่อนอยู่เสมอ ด้วยเส้นวาสนาที่ปรากฏขึ้น ท่านมีดวงสมพงษ์กับผู้ที่อายุน้อยกว่า ไม่จำกัดว่าจะมาในความสัมพันธ์รูปแบบไหน ภายภาคหน้าคนเหล่านั้นจะนำผลประโยชน์กลับมาให้ท่าน ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม"

 

          "..."

 

          ข้าไม่ตอบโต้เสมือนมนุษย์ตรงหน้าเป็นเพียงแค่ลมอากาศ หมอดูหนุ่มยิ่งเลิ่กลั่ก มือไม้เริ่มอยู่ไม่สุข ด้วยความกลัวว่าจะไม่ได้เงินติดไม้ติดมือกลับไปจึงรีบกล่าวยืนยันเสียงหนักแน่น

 

          "ข้าเอาหัวเป็นประกันเรื่องนี้ได้ !"

         

          [อืม ก็น่าจะจริงนะ !~ นับตั้งแต่พวกบ่าวไพร่ที่เจ้าเก็บจากข้างถนน บรรดาศิษย์ลูกเต่าแดนเหนือ คราวนี้ก็มาเจอเข้ากับเด็กน้อยชาวมนุษย์อีก ! ...ดูท่าทางเฮยหยางจะเป็นที่นิยมในหมู่เด็กน้อยล่ะ o(´*)]

 

          เจ้าเงาน้อยว่าด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน ต่างจากข้าที่ลอบถอนหายใจเบา ๆ เมื่อมีใบหน้าของเด็กคนหนึ่งลอยขึ้นมาในหัว

         

          ไม่นับเจ้าเด็กไม่รู้จักโตผู้นั้นนะ

         

          "เอาล่ะ ! ข้าก็... ทำนายให้ท่านพอสมควรแล้ว ราคาทั้งหมดคือ--"

 

          "..."

 

          "มะ เมื่อครู่นี้ท่านว่าอย่างไรนะ ?!"

 

          "ผู้ใดถาม"

 

          "หา..."

 

          ข้ากล่าวเสียงเฉื่อยชา "ข้าเพียงแค่ยืนนิ่งเพื่อขบคิดอะไรบางอย่างเท่านั้น มิได้ฟังคำพูดไร้แก่นสารของเจ้าเลยแม้แต่น้อย" ข้าแสร้งถอนหายใจเหนื่อยหน่ายแล้วปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา

 

          "พูดคนเดียวราวกับเป็นคนบ้าก็มิปาน..."

 

          [เฮยหยาง... จะ เจ้ากำลังชักดาบงั้นรึ ?!]

 

            เลียนแบบเจ้ามาทั้งนั้น

 

          [ช่วยด้วยขอรับ~ 。゚(⊃ω⊂)゚。ข้าถูกใส่ร้าย !? แงแง~ ]

 

          ข้ากลอกตาไปมา หวังว่าเจ้าจะยังไม่ลืมนะว่ามีแค่ข้าคนเดียวที่ได้ยินเสียงแหลม ๆ ของเจ้าน่ะ...

 

          หมอดูผู้นั้นหน้าถอดสี ตาตี่เล็กเบิกกว้าง ชี้หน้าข้าด้วยปลายนิ้วสั่นเทาแล้วตะคอกเสียงกราดเกรี้ยว ต่างจากเมื่อครู่นี้ที่เสียงเล็กเสียงหวาน "กะ กะ แก !? ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ข้ารึก็อุตส่าห์ทำนายให้ ! ...ไม่น่าเสียเวลาให้กับเด็กอย่างแกเลยจริง ๆ" ว่าจบก็เดินกระฟัดกระเฟียดจากไป

 

          ข้ากะพริบตาปริบ ๆ เมื่อถูกตวาดใส่เสียงดังลั่น ยกมือขึ้นมาเกาแก้มตัวเองเล็กน้อยด้วยความรู้สึกซับซ้อนในใจ ก่อนสาวเท้าเดินไปซื้อของในตลาดต่อโดยไม่มีอะไรมาขัดขวางระหว่างทางอีก

 

            พอถูกคนที่เด็กกว่าเป็นชั่วโคตรมาด่าทอว่าข้าเป็นเด็กเช่นนี้แล้ว... ก็มิทราบว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี

         

          ข้ากลับมาที่บ้านหลังเดิมอีกครั้งด้วยข้าวของพะรุงพะรังเต็มไม้เต็มมือ กวาดตามองกองไม้ไผ่จำนวนหนึ่งที่วางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบบนพื้นแล้วกล่าวชมเปาะ "ไม่เลว... ไม่เลว"

 

          หนุ่มน้อยที่กำลังวักน้ำล้างหน้าจากบึงใกล้ ๆ เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของข้า ดวงหน้าใสกระจ่างเผยรอยยิ้มกว้างอย่างไม่ปิดบัง ก่อนรีบเข้ามาช่วยข้าจัดวางเรียงเครื่องไม้เครื่องมือให้เป็นที่เป็นทาง เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วข้าก็คว้าเอาขวานที่เพิ่งซื้อมาใหม่เตรียมจะไปจามต้นไม้ต่อ

 

          จะใช้ไม้ไผ่อย่างเดียวก็คงไม่ได้ จำเป็นต้องมีท่อนไม้สักท่อนสองท่อนเผื่อไว้สักหน่อย

 

          ในช่วงจังหวะที่ข้ากำลังเหวี่ยงแขนออกไปก็พึงนึกขึ้นมาได้ว่า... ข้ายังไม่เคยถามชื่อของเด็กคนนี้เลย ข้าขมวดคิ้วมุ่นแล้วหลุบตามองต่ำ รู้สึกเก้อกระดากอยู่ในใจ สงสัยข้าจะแก่แล้วกระมัง ถึงได้เลอะเลือนถึงเพียงนี้

 

          และดูเหมือนเด็กหนุ่มร่างผอมบางจะรู้ตัว ปากน้อย ๆ อ้าออกเตรียมบอกนามของตนหลังจากที่รอจังหวะมาเนิ่นนาน

 

          "ข้ามีนามว่า--"

 

          "ไม่จำเป็น" ข้าบอกปัดพลางดึงขวานกลับมาข้างลำตัว คิ้วที่ขมวดจนเป็นปมคลายออกเหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้ว "ข้าไม่อยากรู้ชื่อของมนุษย์สักเท่าใดนัก... ข้าตั้งชื่อใหม่ให้เจ้าดีกว่า"

 

          "เอ๊ะ..."

 

          "เสี่ยวหมั่นโถว"

 

          "..."

 

          "นี่คือชื่อของเจ้า ต่อจากนี้ข้าจะเรียกเจ้าว่าหมั่นโถวน้อย" ข้ายกยิ้มมุมปากแล้วง้างขวานตัดต้นไม้ต่อทันที

 

          เด็กน้อยที่ได้รับนามใหม่มาอย่างงุนงงได้แต่ยืนนิ่งสับสนอยู่อย่างนั้น ทว่าเมื่อเห็นผู้เป็นอาจารย์กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงาน จะมามัวคิดสงสัยก็กระไรอยู่ จึงคว้ามีดเสียมเล่มใหม่ไปตัดต้นไผ่ต่อด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยคำถาม

         

          ... ทำไมต้องเป็นก้อนหมั่นโถวด้วยนะ ?

 

          และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่เด็กหนุ่มที่ไม่เข้าใจ เจ้าเงาน้อยก็เช่นกัน หลังมันฟังจบก็ร้องแหวใส่เสียงดัง [ชื่อเขาดี ๆ มีไม่เรียก แต่ตั้งชื่อเป็นของกินเนี่ยนะ !]

 

          [เฮยหยาง... นี่เจ้าชอบกินหมั่นโถวขนาดเอามาตั้งชื่อเด็กคนนี้เลยหรือ ?!]

 

          [เอ๊ะ หรือว่ามีความนัยแฝงอยู่ เพ้ย ๆๆ ! อะไรกันนี่ เจ้าอย่าเมินข้านะ ข้ารู้ว่าเจ้าได้ยิน เฮยหยางงง ตอบคำข้าก่อน~~]

 

          ข้าแสร้งทำเป็นหูดับไม่ได้ยินเสียงแหลมเล็กน่ารำคาญที่ดังเหนือศีรษะ มือที่ถือขวานบีบกระชับแน่นขึ้นแล้วออกแรงตัดต้นไม้ให้โค่นล้มเพียงครั้งเดียว มิใช่ว่าข้าชอบก้อนแป้งขาวถึงขนาดเอามาตั้งชื่อศิษย์ตัวจ้อย เจ้าเงาช่างคิดไร้สาระจริง ๆ

 

          ...อย่างไรเสียข้าก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจ ชื่อนี้นี่แหละ เหมาะกับเจ้าหนูนี่ที่สุดแล้ว

 

          กระนั้นแล้วคำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบ มันคงค้างคาใจมากกระมัง

 

          จนถึงป่านนี้ทั้งเจ้าเงาดำและเสี่ยวหมั่นโถวลูกศิษย์ตัวน้อยของข้าก็ยังถามไม่เลิกว่าทำไมถึงไม่ยอมเรียกชื่อจริง ๆ แล้วเหตุใดต้องเป็นก้อนแป้งนึ่งด้วย ! ข้านิ่งเงียบพลางเคาะพัดที่ทำเองลงบนฝ่ามือเบา ๆ ปราดนิ้วชี้ให้เด็กน้อยที่นับว่าเริ่มพูดมากขึ้นไปนั่งสมาธิใต้น้ำตกด้วยแววตาเฉยชา

 

          "...โธ่ ท่านเฮยหยางขอรับ"

 

          "อย่าพูดมาก ปฏิบัติเดี๋ยวนี้"

 

          "ขอรับ..." เสี่ยวหมั่นโถวรับคำสั่งเสียงอ่อย เดินอ่อนแรงไปนั่งสั่นสะท้านใต้น้ำตกต่อ

 

          ข้าส่ายหน้าไปมาด้วยความระอาใจพลางเก็บพัดเข้าชายเสื้อ อะไรมันจะสงสัยกันได้ขนาดนั้น

         

          ที่ข้าตั้งชื่อให้แบบนั้น เพราะข้ามีความตั้งใจว่าจะขุนเจ้าเด็กนี่ให้อ้วนกลมเป็นก้อนหมั่นโถวอย่างไรเล่า ! มิได้มีเหตุผลสลับซับซ้อนอะไรเลย เห็นร่างซูบผอมที่ราวกับว่าหากต้องลมพายุแรง ๆ ก็จะปลิวไปทั้งอย่างนั้นแล้วมันขัดหูขัดตา         

         

          อีกอย่าง... รู้ชื่อไปก็เปล่าประโยชน์

 

          หากเสี่ยวหมั่นโถวควบคุมพลังไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องตายจากไปกลายเป็นเถ้าธุลี นามของเจ้าที่พยายามบอกข้าทุกครั้งที่มีโอกาสจึงไม่มีความสำคัญอะไร ...สักวันข้าคงได้หลงลืมเจ้าไปตามกาลเวลาอยู่ดี

 

          แต่น่าเศร้าที่แม้ว่าข้าจะพยายามป้อนน้ำป้อนอาหารดี ๆ ให้สักเท่าใด ก้อนหมั่นโถวตัวน้อยก็ไม่อวบอ้วนขึ้นเลยสักนิด มีเพียงเนื้อหนังที่ดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้น

 

          หลังจากที่สั่งให้เด็กหนุ่มที่ร่างกายไม่ผอมแห้งเหมือนเมื่อก่อนถอดเสื้อครึ่งบนออก ข้าก็ได้ทำการพลิกซ้ายพลิกขวาอยู่นาน ปลายนิ้วแตะลงสำรวจชีพจรอย่างถ้วนถี่ โดยไม่สนใจเสี่ยวหมั่นโถวที่หน้าแดงจนไม่อาจแดงไปได้มากกว่านี้ ถูกสายตาลึกล้ำกวาดดูทั่วตัวไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจให้เคยชินได้

 

          ...แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกก็ตาม

 

          ข้าขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ก่อนสั่งให้อีกฝ่ายใส่เสื้อผ้ากลับตามเดิม แม้ชีพจรจะเต้นถี่ไปสักหน่อย แต่โดยรวมก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ รูปร่างไม่ได้แตกต่างจากครั้งที่แล้วที่ตรวจดู แต่เด็กคนนี้กินจุจะตายไป ทำไมถึงไม่อ้วนขึ้นเลยนะ

 

          ...หรือว่าร่างกายของไอ้หนูนี่จะมีปัญหา ข้าควรเรียกหมอมาดูดีไหมนะ

 

          [จริง ๆ ต้องเรียกว่าหน่วยก้านดี เติบโตตามวัย ที่กินเยอะขนาดนั้น เพราะไม่อยากให้เจ้าเสียเงินซื้อค่าวัตถุดิบไปเปล่า ๆ ต่างหากล่ะ ! ...อีกอย่างเจ้าเป็นคนลงมือทำอาหารเองเชียวนะ ! จะกินทิ้งกินขว้างได้อย่างไร]

 

          เจ้าเงาน้อยถอนหายใจเหยียดยาว หากตบบ่าข้าได้คงตบไปนานแล้ว [เฮ้อ... เป็นเฮยหยางที่คิดมากไปเองนั่นแหละ]

 

          งั้นหรือ...

 

          [จะว่าไปเจ้าก็ไม่ได้กลับขึ้นไปบนนั้นนานแล้วนะ ไม่คิดถึงบ้านบ้างเลยรึ ?]

 

          ข้าเผลอเบิกตากว้างแล้วร้องอุทานเสียงดังลั่น

 

          "ข้าลืมไปเสียสนิทเลย !"

 

.

.

.

 

          ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองเหล่าข้ารับใช้ที่ถูกลืมนั่งกอดคอกันร้องไห้เป็นครั้งที่สามของวัน แทบจะหลังทุกมื้ออาหาร ทุกเช้าสายบ่ายเย็น น้ำตาก็ยังคงไหลนองเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้าจนมองกันแทบแยกไม่ออกแล้วว่าใครเป็นใคร

 

          แม้ระยะเวลาบนโลกมนุษย์เมื่อเทียบกับดินแดนกึ่งสวรรค์แล้วเรียกได้ว่าเทียบกันไม่ติดกลับสร้างความเดือดร้อนให้กับบ่าวไพร่ประจำวังเฮยหลงเป็นอย่างมาก

 

          เพราะนายท่านเฮยสุดที่รัก... ไปไหนไม่ยอมบอกอีกแล้ว !

 

          ทั้งยังหายไปนานกว่าทุกที จดหมายลาสักฉบับก็ไม่มีเขียนทิ้งไว้ บ้านท่านก็มี ทำไมไม่กลับ !!

 

          เหล่าจิ้งเหลนดำร่ำไห้จนน้ำตาแทบจะไม่มีให้ไหล มือปัดกวาดเช็ดถูหยากไย่และละอองฝุ่นในตำหนักร้างที่ไร้ซึ่งเงาของเจ้าของให้สะอาดสะอ้านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันด้วยใจดวงน้อย ๆ ที่เฝ้ารอคอยหวังให้เจ้านายกลับมา

         

          กระนั้นแล้ว...

 

          ทำไมเป็นข้ารับใช้มังกรดำมันไม่ง่ายเลย !?

 

          รับแรงกดดันที่มองไม่เห็นจากนายท่านไป๋ไม่พอ ยังเป็นนกหวาดเกาทัณฑ์ ต้องมากลัวว่านายท่านจะทิ้งขว้างกลับไปเป็นงูเน่าข้างถนนอีก ชีวิตของพวกข้าน้อยช่างบัดซบยิ่ง ! ราวกับแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ผู้ถือนั้นคือนายท่านมังกรดำก็มิปาน

 

          ที่หากท่านดึงให้ตึง ข้าดิ้นพล่าน หากท่านคลายผ่อนลง พวกข้าหวาดระแวง ... คิดดูแล้วก็ไม่มีทางไหนดีเลยสักทาง เฮงซวย !

 

          ...ฮึก นายท่าน  เมื่อไรท่านจะกลับมา พวกข้าจวนจะรับมือไม่ไหวแล้วนะขอรับบ (`) มันสุดจะทนแล้ว อุแงงง !!~

 

          แม้ระยะหลัง ๆ มานี้นายท่านไป๋จะไม่ค่อยแวะเวียนมาถามไถ่กดดันให้อกสั่นขวัญแขวนก็ยังมิอาจนิ่งนอนใจได้ ทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่หยุดพัก ยากที่จะข่มตานอนหลับ หรือหากล้มตัวนอนถึงหมอนแล้วก็จะสะดุ้งตัวตื่นเป็นพัก ๆ เพียงเพราะแค่ได้ยินเสียงลมพัดกระทบใบไม้ก็หลงคิดไปว่านายท่านกลับมาแล้ว

 

          ดังนั้นยามที่บรรดาข้ารับใช้จิ้งเหลนจิ้งจกเห็นหน้าของผู้เป็นนายที่เฝ้ามองหาอยู่ทุกคืนวันอีกครั้ง แทบจะหลั่งน้ำตาออกมาเป็นสายเลือดเลยทีเดียว

 

          นับตั้งแต่วันที่นายท่านไปสร้างความดีความชอบ ณ ดินแดนเต่า ทำให้ชื่อเสียงดังกระฉ่อนไปทั่วพิภพแดนกึ่งสวรรค์ มีแต่คนอยากเข้าหาทำความรู้จัก จดหมายเทียบเชิญมาเป็นกะตั้กจนแทบล้นทางเดิน ไหนจะแขกผู้มาเยือนที่ยากจะรับมืออีก...

 

          "นายท่านเฮยหยาง !?"

 

          พวกเรารอดแล้วโว้ยยยยย !!!?

 

          เสียงโหวกเหวกโวยวายเคล้าด้วยเสียงร้องไห้คร่ำครวญล้อมรอบกายข้าเสมือนมีผู้ใดตายในวังเฮยหลง ข้าแอบเหงื่อตกในใจ แค่สอนศิษย์เพลินไปหน่อย ที่นี่ถึงกับมีคนตายเลยงั้นรึ

 

          "ฮึกก ! นายท่านเฮย ข้าคิดถึงท่าน !!"

 

          "นายท่าน นายท่าน ! แงงงง อย่าหายไปไหนโดยไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้สิขอรับ T__T ข้าน้อยคิดว่าท่านจะทิ้งพวกเราไปเสียแล้ว"

 

          "ฮึก... ฮืออ~ อย่าทำแบบนี้อีกนะขอรับ ข้าใจไม่ดีเลย"

 

          เสียงร้องไห้ดังระงมขึ้นอีกระลอกจนข้าพูดปลอบแทบไม่ทัน ชายเสื้อทั้งสองข้างเปียกชุ่มด้วยหยาดน้ำตา ข้ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดูท่าทางจะอาการหนักกว่าที่คิด

 

          "เอาล่ะ ๆ ... ข้าขอโทษ เลิกร้องไห้เถิดหนา ตาจมูกแดงก่ำไปหมดแล้ว"

 

          ข้ากล่าวขอโทษแบบขอไปที มือลูบหน้าลูบหลังแต่ละคนที่ใบหน้าดูผิดรูปไปจากเดิม ร้องไห้จนตาบวมหน้าบวมกันเลยทีเดียว ข้าหัวเราะน้อย ๆ อย่างจนใจ

 

          เมื่อเสียงร้องไห้แผดจ้าแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสะอึกสะอื้นจึงค่อยวางใจ ข้าปรายตามองจดหมายเทียบเชิญที่กองสุมเป็นภูเขาตรงหน้าอย่างเฉยชา ไม่มีความคิดที่จะหยิบเปิดอ่านแม้แต่ฉบับเดียว ดูเหมือนว่าตั้งแต่งานเลี้ยงกลางศาลาริมน้ำคราวก่อน ตัวตนของข้าจะแจ่มชัดมากยิ่งขึ้น ไหนจะวีรกรรมที่ข้าก่อไว้ที่แดนเต่าอีก

 

          ... ไม่ใช่เรื่องดีเลย

 

          และเจ้าพวกจิ้งเหลนในโอวาทของข้าช่างปรับตัวเก่งราวกับเป็นจิ้งจก แม้หน้าตาจะแดงก่ำจากการร้องห่มร้องไห้มานานก็ยังอุตส่าห์ถามว่า...

 

          "แล้วนายท่านเฮยขอรับ... ท่านจะทำอย่างไรกับจดหมายเทียบเชิญพวกนี้หรือขอรับ ?"

 

          "หือ เอาไปเผาทิ้งเสียก็สิ้นเรื่อง"

 

          "..."

 

          นายท่านเฮยนี่ช่าง... เฮ้อ เหล่าจิ้งเหลนดำถอนหายใจหดหู่พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย แล้วเคลื่อนกายออกเปิดประตูห้องทำงานให้นายท่านมังกรดำผู้สง่าผ่าเผยเดินเข้าไปนั่งกางแผนที่อย่างสบายใจ

 

          หึ ข้ายังไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะย้ายบ้านหรอกนะ !

 

          วันเวลาไหลผ่าน ในที่สุดฤดูใบไม้ผลิที่ทุกคนเฝ้ารอก็มาถึง เซินหลานเหอ มังกรแห่งฤดูวสันต์ได้ทำหน้าที่ของตนเองจนสำเร็จลุล่วง เต่าและหงส์ได้เจรจาเป็นพันธมิตรกันโดยมีตัวกลางคือแดนมังกรอย่างที่พี่หงคาดการณ์เอาไว้

 

          ทุกอย่างช่างลงตัวเสียนี่กระไร

 

          ข้าประสานมือทั้งสองข้างไว้ที่ท้ายทอย นอนกางแข้งกางขาอย่างสบายอารมณ์ภายในสวนหย่อม พลางสูดลมหายใจลึกเข้าเต็มปอดท่ามกลางหมู่มวลบุปผาที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่น สายตาเหม่อมองก้อนปุยเมฆสีขาวที่กระจายตัวอยู่บนผืนฟ้า

 

          ว่าไปแล้ว... ข้ายังไม่ได้ไปพบกับท่านผู้นั้นเลย

 

          [อ่อ เจ้าจะไปงั้นรึ ? เช่นนั้นเชิญเจ้าไปคนเดียวเถิด ข้าอยากอยู่ชมนกชมไม้ที่นี่มากกว่า]

 

          ข้าหลุดยิ้มขบขัน

 

          อย่างเจ้าเงาน้อยน่ะหรือจะปฏิเสธไม่ออกไปเที่ยวเล่น

 

          แม้น้ำเสียงจะไม่ได้แสดงออกถึงอาการหวาดกลัว แต่ข้าก็จับสังเกตได้อยู่ดีจึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มกริ่ม

 

        เจ้ากลัวงั้นรึ ?

 

          เจ้าเงาน้อยเงียบไปชั่วอึดใจ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น [ก็ใช่น่ะสิ ! เพ้ย อย่าตอกย้ำให้ข้าชอกช้ำใจได้หรือไม่ ข้า เงาทมิฬผู้แข็งแกร่ง ไม่เคยกลัวสิ่งใด...] ก่อนน้ำเสียงจะขาดห้วงไปอย่างคนขลาดเขลา

 

          [มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นแหละที่ข้ากลัว]

 

          [หึ ! ดังนั้นเชิญเจ้าไปหาพ่อบุญธรรมตามสบายเถิด ไม่ต้องมาสนใจข้าหรอก] สุ้มเสียงดูตัดพ้อขึ้นมาทันใด ข้าหัวเราะแผ่วเบาเมื่ออีกคนรีบพูดต่อ [แต่ว่า ๆ !~ หากมีขนมเลิศรสก็... ช่วยหยิบติดไม้ติดมือกลับมาด้วยนะ !]

 

        เห็นแก่กินเหลือเกินนะ

 

          ข้าแซะไปประโยคหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตกปากรับคำอยู่ดีพร้อมกันนั้นก็ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง บิดขี้เกียจสักเล็กน้อยก่อนออกเดินทางไปยังที่พำนักของพ่อบุญธรรมของข้า

 

          ...ไม่สิ ท่านประมุขมังกรแห่งเหยียนหลงต่างหาก

 

          และที่สำคัญไปกว่านั้นครั้งนี้ข้าไม่ลืมที่จะเขียนจดหมายฉบับน้อยวางไว้บนโต๊ะทำงาน บอกให้บ่าวไพร่รู้ว่าข้าจะกลับมาก่อนมื้อเย็น มิเช่นเหล่าจิ้งเหลนอันน่าชังของข้าคงได้น้ำตาไหลหมดตัวไปเสียก่อน

 

          ข้าแอบยิ้มบางเบาด้วยความเอ็นดู กลัวจะถูกข้าทอดทิ้งกันขนาดเชียว คิดแล้วก็น่าตลกดี เพราะพวกมันก็น่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว

 

          ว่าข้าไม่เคยทิ้งขว้างสิ่งใด หากสิ่งนั้นไม่คิดคดทรยศ

 

          พูดถึงบิดาที่ข้ากำลังเดินทางไปเยี่ยมเยียน อย่างที่เคยบอกไปว่าแดนมังกรเรานั้นกว้างใหญ่ไพศาลจำต้องมีประมุขหลายท่านคอยช่วยกันสอดส่องดูแล และประมุขแห่งเหยียนหลงคือผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลบรรดามังกรแห่งเหยียนหลงทั้งเจ็ดที่ถือกำเนิดขึ้น

 

          ดังนั้นจะเรียกว่าเป็นพ่อบุญธรรมก็มิผิดนัก

 

          ทว่าคำเล่าลือกลับกล่าวว่าประมุขผู้ท่านเป็นคนแปลก เก็บเนื้อเก็บตัว ไม่เปิดเผยตัวตนให้ผู้ใดได้ยลนัก...

 

          ซึ่งมันค่อนข้างตรงกันข้ามกับความจริงเลยล่ะ

 

          สาเหตุที่เจ้าเงาน้อยมีทีท่าหวาดเกรงต่อประมุขแห่งเหยียนหลงถึงเพียงนั้น เป็นเหตุผลเดียวกันกับคนอื่น ๆ ที่ไม่ใคร่อยากจะเข้ามาทักทายกับท่านประมุข ไม่เว้นแม้กระทั่งบุตรบุญธรรมตนอื่น ๆ

 

          มีแต่ข้าเท่านั้นที่ไม่หวาดกลัว

 

          ข้าประสานมือคารวะโค้งกายลงต่ำ เอ่ยวาจาแสดงความเคารพต่อผู้เป็นใหญ่เบื้องหน้า ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วในตำหนักอันเรียบง่ายนั้นมีเพียงความว่างเปล่า

 

          ไม่มีใครอยู่

 

          "ข้าเฮยหยางขอคารวะท่านประมุขซือเฉิง"

 

          "หึ ๆ ... คนที่หาข้าเจอ เห็นทีจะมีเพียงเจ้านะ หยางเอ๋อร์"

         

          เพราะประมุขผู้ปกครองมังกรทั้งเจ็ดนั้น

 

          เป็นมังกรไร้สี

 

          ข้าระบายยิ้มบางเบาเมื่อได้ยินสรรพนามอันคุ้นเคย แม้จะมาแค่เสียงก็ตามที "ตัวท่านโปร่งใสเสียขนาดนี้ หากดวงตามิแหลมคมพอ เกรงว่าจักมิมีผู้ใดมองเห็น"

 

          เสียงหัวเราะทุ้มแผ่วดังคลอเคลียอยู่ใกล้ใบหู พลันภาพตรงหน้าก็ปรากฏขึ้นเป็นเนื้อกายอันเลือนราง แสงแดดที่ตกกระทบลงมานั้นทำให้เห็นเป็นร่างของคนผู้หนึ่ง ที่แม้จะพร่ามัวไปบ้างก็ยังรับรู้ได้ว่าเป็นชายหนุ่มผู้งามสง่า เจ้าของดวงหน้าหล่อเหลาผสมผสานเข้ากับรอยยิ้มอันงดงามได้อย่างลงตัว

 

          ซือเฉิง นี่คือนามของท่านผู้นี้

 

          หากผู้อื่นมองท่านประมุขไม่เห็น เสมือนอีกฝ่ายไร้ตัวตน สามารถทะลุตัวผ่านไปได้อย่างง่ายดาย สำหรับข้านั้นกลับต่างออกไป ด้วยดวงตาคู่นี้จึงยังพอดูออกได้ว่าที่ตรงนั้นมีร่างโปร่งแสงของชายสูงศักดิ์ยืนอยู่ด้วยบรรยากาศอันพิศวงอาบล้อม

 

          ถึงจะมีคนโง่บางกลุ่มให้สมญานามท่านผู้นำว่าเป็น มังกรพิการ เพราะไม่มีสีประจำตัวเป็นของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ปกครองมังกรแห่งเหยียนหลงทั้งเจ็ดสี

 

          แต่สำหรับข้าแล้ว ตาเฒ่าตนนี้ร้ายกาจที่สุด แกร่งที่สุด และเป็นศัตรูที่โค่นล้มยากที่สุด เป็นเหตุผลเดียวที่ข้าดีใจเหลือล้นที่ได้เกิดมาเป็นมังกรดำ

 

          ไม่มีสี ทั้งยังไร้ตัวตน อาจเรียกได้ว่าพิการ

          แต่แท้จริงแล้วคือสามารถดึงพลังของมังกรทุกสีมาใช้ได้ต่างหากล่ะ

 

          พิกงพิการอันใด ผายลมชัด ๆ !!

 

          ทีนี้ก็คงเดากันได้ว่าทำไมถึงไม่มีใครอยากเข้าหาประมุขซือเฉิงสักเท่าใดนัก มาแต่เสียง ไม่เห็นรูปกาย ผู้คนต่างหวาดผวาไปตาม ๆ กัน คิดแล้วก็น่าขัน สัตว์เทพผู้กล้าแกร่งกลับหวาดกลัวมังกรไร้สีด้วยเหตุผลเฉกเช่นเด็กน้อยกลัวผีสางไม่มีผิด

 

          "ปกติเจ้าจะแวะมาพูดคุยกับข้าคลายเหงาอยู่เป็นประจำ เหตุใดช่วงนี้จึงไม่ค่อยมาเยี่ยมเยียนเล่า ติดธุระหรือ"

 

          สุรเสียงนุ่มนวลเอ่ยถามด้วยความสงสัย ข้ายิ้มทะเล้นแล้วตอบกลับด้วยท่าทางทีเล่นทีจริง

 

          "ท่านก็น่าจะทราบดีว่าข้าไปกระทำความดีความชอบมา งานจะล้นมือก็คงไม่แปลกนัก"

 

          "เด็กคนนี้ช่างโกหกได้หน้าซื่อตาใส หากข้ามีเนื้อกายคงยกมือเขกหัวเจ้าไปแล้ว" ประมุขซือเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ พลางยกกำปั้นขึ้นเหมือนจะเขกกระหม่อมตามที่ว่าไว้ ข้ารีบแกล้งหลบทันควัน "บินหนีลงไปเที่ยวเล่นโลกมนุษย์น่ะสิไม่ว่า หึ ๆ คราวนี้ลงไปแล้วเจอของเล่นถูกใจงั้นหรือ"

 

          "ไม่หรอกขอรับ..." ข้าเว้นช่วงไปครู่หนึ่งแล้ววาดยิ้มบางเบา "ของเล่นชิ้นนั้นอีกไม่นานคงชำรุดเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา ข้ามิได้คาดหวังอะไรมากนัก"

          ข้าหลับตาลงสักพักหลังเอ่ยจบ ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาคนตรงหน้าที่ราวกับหากคลาดสายตาไปจะหายวับไปกับตาได้ทุกเมื่อแล้วถามไถ่ด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก

 

          "แล้วท่านเล่า... ตัวท่านดูจางลงไปมากกว่าทุกครั้งที่พบกัน เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ"  

 

          จริงอยู่ว่าบิดาบุญธรรมของข้านั้นเป็นแข็งแกร่ง ไร้เทียมทาน ไม่มีทางที่จะได้รับอันตรายใด ๆ แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นอยู่ก็มิอาจทำให้ข้าสบายใจได้ ประมุขแห่งเหยียนหลงไม่พูดอะไร แต่เคลื่อนกายย้ายลงไปนั่งบนเก้าอี้ข้างหน้าต่างที่เปิดอ้าพัดพาความสดชื่นจากสายลมฤดูใบไม้ผลิเข้ามาภายในตำหนักอันเงียบเหงา

 

          "มานั่งตรงนี้เถิด"

 

          ข้าเดินไปนั่งตามเสียงเรียกของอีกฝ่ายอย่างไม่อิดออด มือประคองยกกาน้ำชาลวดลายมังกรโผบินใส่จอกที่วางอยู่ ประมุขซือเฉิงพยักหน้าลงเป็นเชิงขอบคุณพลางยกจอกน้ำชาขึ้นจิบ

 

          ข้าเม้มปากพยายามกลั้นยิ้มเมื่อนึกขึ้นได้ว่า ...ภาพที่คนอื่นเห็นคงเป็นจอกที่ลอยได้กลางอากาศกระมัง พอคิดได้ดังนั้นก็อดขำในใจมิได้แล้วยกจอกน้ำชาดื่มตามด้วยความสำรวม

 

          หลังจากจิบชาไปสักพัก สุ้มเสียงนุ่มลึกจึงเอื้อนเอ่ย "ข้าเพียงแค่ต้องการกักพลังให้ได้มากกว่าที่เคยก็เท่านั้น หยางเอ๋อร์มิต้องกังวล"

 

          "เหตุใดท่านต้องกระทำเช่นนั้นด้วย" ข้าขมวดคิ้วฉงนใจ "สงครามก็มิมี ทุกคนล้วนปรองดอง ท่านจะกักเก็บพลังไว้เพื่อสิ่งใดกัน"

 

          "เพื่อสร้างเนื้อหนังอันถาวร"

 

          "..."

 

          ข้าเงียบเสียงไป ก่อนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ สดับฟังคำที่พรั่งพรูออกจากปากของท่านประมุขอย่างสงบ

 

          "มันน่าเศร้านักที่ลูก ๆ ของข้าต่างหลีกเลี่ยงไม่ยอมมาพบหน้าข้า เพียงเพราะไม่แน่ใจว่าข้ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ไม่รู้ว่าข้ามีหน้าตาเช่นไร... ลืมเลือนบิดาที่ฟูมฟักเลี้ยงดูจนหมดสิ้น"

 

          น้ำเสียงที่เปล่งออกนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกหลายประการ ความเศร้าสร้อย หงอยเหงา และตัดพ้อ ไหนจะดวงตาที่ทอดยาวออกไปสุดลูกหูลูกตานั่นอีก ผู้ที่กุมอำนาจทั้งปวงก็มีเรื่องหม่นหมองใจเหมือนกัน อีกใจหนึ่งข้าก็นึกสงสาร

 

          แต่อีกใจ... กลับนึกริษยาเสียอย่างนั้น

 

          "ความกังวลใจของท่านนั้นเป็นสิ่งที่ข้าฝันหามาโดยตลอด" ข้ายิ้มฝืดเฝื่อนแล้วผ่อนลมหายใจเบา ๆ "ท่านผู้เฒ่า ความจริงแล้วข้าอิจฉาท่านเหลือเกิน"

 

          "ริษยาที่ข้าไร้ตัวตน มิมีผู้ใดพบเห็นน่ะหรือ" ท่านประมุขเท้าคางถาม

 

          ข้าพยักหน้าแล้วยิ้มอ่อนล้า "กล่าวได้ถูก มิมีผู้ใดมารบกวนช่วงเวลาจิบน้ำชายามบ่ายดีจะตายไป ...แต่ก็ต้องมีมารผจญขัดขวางความสงบอยู่ร่ำไป น่าปวดหัวจริง ๆ"

 

          และคงไม่ต้องบอก

          ว่าผู้ที่ได้รับบทเป็นมารนั้นคือใคร

 

          "ความต้องการของเราสวนทางกันเสียอย่างนั้น เจ้าอยากไร้ตัวตนกลับมีคนเข้าหา ข้าอยากพบปะพูดคุยกลับมีแต่คนหลีกเลี่ยง ดื่มจอกนี้ ฉลองให้กับชีวิตที่กลับตาลปัตรเถิด"

 

          "รับบัญชา" ข้าหัวเราะแผ่ว ๆ แล้วดื่มชาจอกนั้นหมดรวดเดียว

 

          เราสองต่างนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างคนที่ไม่ได้พบหน้ากันมานาน ประมุขซือเฉิงเป็นคนที่สองรองลงมาจากท่านพี่หงที่ข้าสามารถเปิดอกคุยกันได้อย่างสนิทใจ ไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำ หรือวางตัวจนเกินพอดี

 

          "หยางเอ๋อร์เป็นคนแปลกมากนะ รู้ตัวหรือไม่"

 

          ข้าขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อจู่ ๆ ท่านประมุขก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนามาคุยเรื่องนี้ ข้าเคี้ยวขนมในปากจนหมดแล้วถามกลับ "ทำไมหรือขอรับ ?"

 

          "หึ ๆ ทุกคนชอบมองเจ้าว่าเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่เห็นหัวใคร เป็นมังกรคลั่งที่น่าเกรงกลัว ...ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเจ้าใจเย็นและเป็นคนมีเหตุผล" ประมุขแห่งเหยียนหลงคลี่ยิ้มเย้าแหย่ "แม้จะติดพูดคำหยาบที่แก้อย่างไรก็แก้ไม่หายเสียที"

 

          แต่ก็มิวายมามีเหน็บแนมภายหลัง ข้าจิ๊ปากเบา ๆ ด้วยความขัดใจ คนที่หยาบคายน่ะไม่ใช่ข้า แต่เป็นเจ้าหยวกกล้วยนั่นต่างหากเล่า ! แต่ละคำที่พ่นออกมาจากปากหยักสวย ๆ นั่นทำเอาข้าแทบกระอักเลือดอยู่รอมร่อ

 

          เพ้ย ! ท่านจะมากล่าวหาข้าแบบนี้มิได้ !!

 

          "ใครจะเหมือนเจ้าไป๋หยินตัวบัดซบ ปากดี แต่ใจร้อนยิ่ง"

 

          ท่านประมุขซือเฉิงทำตาโตแล้วยกมือขึ้นทาบอก ตัดพ้อใส่ข้าด้วยน้ำเสียงอาดูร "ข้ามิได้กล่าวถึงเด็กคนนั้นเลยแม้แต่น้อย ...แย่จริง ในใจของหยางเอ๋อร์มีแต่หยินเอ๋อร์แล้วหรือนี่ คงจะขาดกันมิได้แล้วจริง ๆ"

 

          ประมุขกล่าวเสียงหยอกล้อ ข้าถึงได้รู้ตัวว่าพลาดไป

 

          ข้าพูดแก้ต่างให้ตัวเองทันควัน ... แต่ดูเหมือนจะพูดเร็วไปเสียหน่อย

 

          "ข้าเพียงพูดลอย ๆ เท่านั้น เจ้าหยวกกล้วยมันชอบกวนประสาทข้านี่ ท่านพ่อ-- ขะ ข้าหมายถึง ท่านผู้เฒ่า"

 

          ข้ากระแอมไอเบา ๆ อย่างนึกกระดากอาย รีบพูดจนไม่ทันได้หยุดคิดไตร่ตรอง เผลอเอ่ยสรรพนามที่เคยใช้ยามเยาว์วัยไปจนได้

 

          อายุป่านนี้แล้วยังติดคำเรียกน่าอายเช่นนั้นอีก ไม่งามเลยจริง ๆ

 

          ประมุขแห่งเหยียนหลงเมื่อได้ยินคำเรียกขานอันคุ้นเคยกลับยิ้มกว้าง มองหน้าข้าอยู่สักพักแล้วพูดด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ ตลอดเวลา

 

          "เรียกข้าว่าท่านพ่องั้นหรือ ? ข้าไม่ได้ยินมานานแล้ว ลูกรัก"

 

          เหมือนความเขินมันกระจุกอยู่บนใบหน้า แม้จะไม่ได้ส่องกระจกก็พอรับรู้ได้ว่ามันต้องขึ้นเป็นริ้วสีชาด ข้าตอบกลับเสียงอ่อนพลางเบือนหน้าหนีไม่ยอมสบตากับตาแก่ขี้แกล้ง

 

          "ข้าจะไม่เรียกแบบนั้นแล้ว ขออภัยท่านประมุขด้วย"

 

          "ขออภัยอันใดกัน ข้าล่ะชอบใจนัก หยางเอ๋อร์"

 

          "..." ข้าก้มหน้าเม้มปาก "เราเลิกคุยเรื่องนี้เถิดขอรับ"

 

          "ลูกคนนี้ยังขี้เขินเหมือนเดิม" ท่านพ่อหัวเราะเบา ๆ แต่ก็ไม่ได้หยอกเย้าต่อ ขยับย้ายไปสนทนาเรื่องอื่นแทน "ว่าไป... ลูกรัก ฤดูประลองก็เริ่มต้นแล้ว ลูกมิสนใจจะเข้าร่วมประลองหน่อยหรือ"

 

          ข้าส่ายหน้าเป็นพัลวัน "ไม่ล่ะขอรับ ปล่อยให้คลื่นลูกใหม่ซัดกันให้เต็มที่เถิด ข้าอายุมากแล้วมิใคร่อยากลงสนามประลองกับคนหนุ่มนัก"

 

          "พูดจาราวกับตัวเองเป็นคนแก่ก็มิปาน เจ้าอายุน้อยกว่าข้ากี่ปีกัน"

 

          "...ก็หลายรอบอยู่"

 

          "..."

 

          "หึ... ฮะฮะฮะ !!"

 

          สองพ่อลูกบุญธรรมประสานเสียงหัวเราะก้องกังวานแข่งกันในตำหนักลับแล พูดคุยเปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อย ๆ จนกาน้ำชาหมดไปแล้วหลายกา ขนมหมดไปแล้วหลายถาดกระทั่งพระอาทิตย์ที่ลอยโด่งลาลับขอบฟ้าถึงรู้สึกตัว

 

          "หยางเอ๋อร์จะกลับเลยหรือไม่ ?"

 

          ข้านิ่งงันไป ดวงตาสีนิลหลุบต่ำ "ข้าอยากอยู่สนทนากับท่านต่ออีกสักหน่อย"

 

          "เช่นนั้น..."

 

          หากเจ้าเงาน้อยอยู่ก็คงได้พูดแซะอยู่ข้างหูว่า [ช่วงเวลาพ่อลูก] เป็นแน่ ข้าเผยรอยยิ้ม ...ช่วยไม่ได้ ช่วงนี้ข้ากับท่านพ่อไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน ไม่แปลกเลยที่อยากจะอยู่ด้วยไปนาน ๆ

 

          แต่พอลองคิด ๆ ดูเรื่องที่ท่านพ่อเอ่ยแนะว่าให้ข้าลงประลองแล้ว แม้ว่าข้าจะไม่ได้ไปในฐานะผู้ประลองก็จริง แต่หากไปในฐานะผู้เข้าชมก็มิมีปัญหา ข้าก็พอรู้อยู่ว่าท่านพ่ออยากให้ข้าออกไปเปิดหูเปิดตาดั่งเช่นที่ท่านพี่หงเคยทำ

 

          ห่วงไม่เข้าเรื่องกันจริง ๆ แต่เอาเถิด ข้าจะรับความหวังดีนั้นไว้ก็แล้วกัน

 

          อีกอย่างของอร่อยก็น่าจะเยอะด้วย ถูกใจเจ้าเงาน้อยเขาล่ะ

 

          ...แล้วหากมีใครถามว่าข้ากลับไปทันมื้อเย็นหรือไม่ ข้าตอบได้เลยว่า

 

          "นายท่านขอรับ ! หากท่านไม่รีบกลับมาตอนนี้ ข้าน้อยจะสวาปามอาหารที่พวกข้าทำให้ท่านสุดฝีมือแล้วนะขอรับ !"

 

          และผลสรุปสุดท้ายอาหารเย็นมื้อนั้นก็ถูกอุ่นเป็นรอบที่สองและสามและสี่ต่อไปเรื่อย ๆ

 

 

          พี่หยางเป็นทุกอย่างให้เธอแล้วจริง 555555 สร้างบ้านได้ ทำอาหารเป็น ไม่ต้องเป็นแล้วคู่สมรสพระราชทาน มาเป็นผัวหนูเถอะคนดี 55555

 

          ขอบคุณคุณ anonymous และคุณ II_ILY ที่โดเนทค่าขนมให้เรานะคะ T/////T ฮื้อ เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มันตื้นตันอยู่ในอก ทั้งฉีดน้ำ สาดน้ำ ประแป้ง น้องเขินไปหมดเลยเจ้าค่ะคุณพี่ *บิดตัวเขิน*

 

          (อนึ่งระบบโดเนทของ readawrite จะมีรูปไอคอนต่าง ๆ เป็นของกิน แต่เนื่องด้วยเทศกาลสงกรานต์จึงมีไอคอนพิเศษเป็นดินสอพองเอย ขันน้ำเอย บลา ๆ)

 

          ดีใจมากจริง ๆ นะ ! ขอบคุณมากจริง ๆ  ค่ะ *ไหว้อย่างกุลสตรีไทย*

 

          ตอนนี้แอบเขียนยากนิดหนึ่ง เพราะมีหลายฉาก orz เขียนเพลินสุดก็ฉากน้องจิ้งดำ 55555 มีตลค. เพิ่มมาอีกสองคน ท่านประมุขขข (///7///) อุแง ในที่สุดก็ได้เขียนถึงคนนี้สักที ฮื้อ ใจสั่นมาก ๆ *ลูบคลำแป้นคีย์บอร์ด* จะรอวันที่ท่านมีบทมากกว่านี้นะคะ--

 

          ตอนแรกว่าจะแปะข้อมูลของทั้งสองคน แต่ไม่ดีกว่า 555 ใช้พลังอิมเมจิ้นกันให้เต็มที่นะคะทุกคน ท่านประมุขตัวใสขนาดนี้ไม่รู้ว่าจะบรรยายยังไงดี ถถถ

 

          (จริง ๆ แล้วมีภาพ FA อยากแปะมาก แต่พื้นที่ไม่พอ จะแปะบทถัดไปนะคะ--)

 

          ...อืม รู้สึกว่าจะมีใครบางคนหายตัวไปแฮะ สงสัยเราจะคิดมากไปเอง อะเฮะ !

          สำหรับใครที่กำลังรอน้องขาวอยู่ ไม่ต้องรอแล้วนะคะ :V แค่ก--

 

          1 เมนต์ = กำลังใจ

 

#มังกรปรปักษ์

#หยินคู่หยาง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 123 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #347 Amujan (@e782546) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:31
    พี่หยางน่าจะเป็นลูกรักของท่นประมุขนะ ตอนหลุดพูดชื่อพ่อนี้น่ารักกก พี่หยางน่ารักที่สุดเลยย
    #347
    1
    • #347-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 17)
      18 มีนาคม 2563 / 20:35
      5555 XD ใช่แล้วค่ะะ ลูกรักก ก็เป็นลูกคนเดียวที่เห็นพ่ออ่ะเนอะ จะเอ็นดูก็ไม่แปลก
      ดีใจที่ชอบโมเมนต์พ่อลูกนะคะ <3
      #347-1
  2. #219 jackkn (@homeplace) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 21:35
    เราสัมผัสได้ถึงความหล่อและบทเยอะของท่านประมุข!
    #219
    1
    • #219-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 17)
      14 กรกฎาคม 2562 / 15:32
      ท่านพ่อต้องหล่ออยู่แล้ววว !!! //ถือป้ายไฟ บทจะมาเมื่อไรต้องรอดูค่ะ 5555
      #219-1
  3. #151 นกน้อย5 (@2612547) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 10:19
    ท่านประมุขก็ชงเก่งนะคะ

    พี่เฮยนิยมในหมูเด็กน้องไป๋ต้องเข้าใจพี่นะ55
    #151
    1
  4. #125 kannikacot (@kannikacot) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 เมษายน 2562 / 12:43

    ท่านไป๋ได้คู่แข่งเพิ่ม​มาอีกก​ แต่งงานไปคงตามจ้องทั้งวัน​คิคิ​ ขอบคุณค่ะ

    #125
    1
    • #125-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 17)
      25 เมษายน 2562 / 13:50
      555555555 จ้องจนตัวพรุนแน่นอน ! XD ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะะ <3
      #125-1
  5. #124 Rindis (@Rindis) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 16:48

    เราขอโมเมนต์ของคู่รองด้วยได้ปะ///ส่งสายตาปิ๋งๆ


    #124
    1
    • #124-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 17)
      24 เมษายน 2562 / 18:14
      มีแน่นอนค่ะ XD แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้-- 55555
      #124-1
  6. #123 Rindis (@Rindis) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 16:43

    เราเห็นด้วยกับเงาน้อยนะ!!ถ้าน้องไป๋ยังไม่โผล่มาเรื่องนี้จะกลายเป็นฮาเร็มแล้วนะ!!!

    #123
    1
    • #123-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 17)
      24 เมษายน 2562 / 18:13
      :V อุ๊-- แบบนี้ต้องรีบมีบทซะแล้ววววว 5555555
      #123-1
  7. #121 หอยเป่าหื้อ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 17:11

    ชอบมาก เป็นกำลังใจนะไรท์

    #121
    1
    • #121-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 17)
      20 เมษายน 2562 / 19:52
      T////T ดีใจที่ชอบนะคะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่า <3
      #121-1
  8. #120 baekhyun_1a (@baekhyun_1a) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 01:13
    ตั้งตารอโมเมนต์หยินหยาง!!
    #120
    1
  9. #119 parabola321 (@parabola321) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 00:15
    ไม่ได้เข้ามาอ่านนานเลยนะเนี่ย คิดถึงพี่หยาง พี่หยางเป็นทุกอย่างแล้วจริงๆค่ะ55555

    ปล.คนค่าตัวแพงคนนั้นจะมาเมื่อไหร่คะ555555555
    #119
    1
  10. #118 raabporn2016 (@raabporn2016) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 23:57
    เจ้างูเผือกหายไปอย่างไรเล่าไรท์ แต่ไม่ต้องแต่งเร็วๆนี้หร๊อก!!//ปั่นFA ต่อแพรบ
    #118
    1
  11. #117 prankmaprank (@prankmaprank) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 21:38
    นายท่านคนนั้นยังคงคอนเส็ปท์​ค่าตัวแพงเช่นเคย... อุแงงงงงง555555
    #117
    1
    • #117-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 17)
      18 เมษายน 2562 / 22:27
      เด๊ะนายท่านก็มีบทน่าาา 55555555
      #117-1
  12. #116 poonim2544 (@poonim2544) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 21:21
    แม่คะ หนูจะเอาคนนี้! อบอุ่นเหลือเกินนน รอนะคร้าาา
    #116
    6
    • #116-4 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 17)
      18 เมษายน 2562 / 22:28
      ข้อความมันเด้งซ้ำค่ะ--
      #116-4
    • #116-5 poonim2544 (@poonim2544) (จากตอนที่ 17)
      18 เมษายน 2562 / 22:35
      อยากได้ทุกคนเลยค่ะ อุ้ย ลั่น 55555+ ไรท์เป็นกันเองมากกก รอวันติดท็อป100นะคะ!
      #116-5