หมอกซ่อนดาว

ตอนที่ 43 : หมอกซ่อนดาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 150
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    10 ก.ย. 62

              บรรยากาศอยู่ในความเงียบชั่วอึดใจ เขาเห็นขอบตาแดง ๆ ของกันธิชาก็รู้ดีว่าหญิงสาวคงเสียใจมาก เธอนั่งมองข้าวของทุกชิ้นอย่างเสียดาย

              “พี่ว่าธารไปพักผ่อนก่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพี่จะเข้ามาช่วยเก็บ”

              กันธิชาโผเข้ากอดร่างชายหนุ่มไว้แน่น ไม่มีเสียงสะอื้นไห้ ไม่มีเสียงคร่ำครวญ นอกจากลำตัวที่สั่นเทาน้อย ๆ

              “เชื่อพี่นะ ไปพักผ่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”

              “ธารเหนื่อยจังค่ะพี่โย”

              “มันพังได้เราก็ซ่อมแซมใหม่ได้ อย่ากลัวนะพี่จะช่วยธารเอง”

              “เชื่อพี่โยเถอะค่ะ พรุ่งนี้ชลไม่ไปเรียน ชลจะอยู่ช่วยทุกคน” เมื่ออีกคนกำลังอ่อนแอ อีกคนหนึ่งก็ต้องเข้มแข็ง ชลธิษาปลุกปลอบใจพี่สาวไม่กี่คำ ดวงตาของคนเป็นพี่ก็ฉายแววเข้มแข็งขึ้นมาอีกครั้ง

              “ขอบคุณทุกคนมากนะคะ ไม่ต้องห่วงค่ะ ธารยังไหว”

              “ได้ยินแบบนี้พี่ก็สบายใจ ธารซะอย่าง เรื่องยอมแพ้ไม่มีอยู่แล้ว”

              ทุกคนกลับไปนอนเพราะยังดึกมาก ใจจริงกันธิชาอยากจัดการทุกอย่างเสียในตอนนั้น แต่ก็รู้ว่าทุกคนเหนื่อยมาทั้งวันถ้าต้องให้อดหลับอดนอนตลอดทั้งคืนร่างกายคงแย่ แต่กว่าทุกคนจะข่มตาหลับก็กินเวลานาน

              กันธิชาตื่นเช้ากว่าทุกคน นำป้ายปิดร้านลงไปติดที่หน้าประตู แล้วรีบมาจัดการเก็บข้าวของที่ตกกระจายเกลื่อนกลาดเสียหาย ชลธิษาตามมาพร้อมกับเฟื่องฟ้าและพิกุล หญิงสาวคอยจดรายการของที่ต้องซื้อใหม่เพิ่มเติม วาโย อิฐและป๊อกเด็กเสิร์ฟเพื่อนอิฐที่รับเข้ามาใหม่ ช่วยกันเก็บซากจานชามที่พังลงถุงดำเตรียมทิ้งขยะ เฟื่องฟ้าเก็บกวาดร้าน ทุกคนต่างก็ช่วยกันทำงานมือเป็นระวิง ไม่มีใครนิ่งดูดาย

              “อยากรู้จริง ๆ ว่าเป็นฝีมือใคร พ่อจะอัดให้น่วมเลย” วาโยว่าอย่างขุ่นแค้น

              “หนูธารก็ไม่น่าจะมีศัตรูที่ไหน”

              “บางทีศัตรูเราก็อาจจะมีโดยไม่รู้ตัว พวกหน้าซื่อใจคดมีเยอะแยะ” วาโยยังปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือของเธียรวิชญ์

              “ฉันว่าร้านอาหารด้วยกันนี่แหละ อิจฉาร้านเราขายดีกว่า” พิกุลจีบปากจีบคอพูด

21 รี้ด

              “ก็อาจจะเป็นไปได้อย่างที่นังพิกุลมันว่านะคะหนูธาร”

              “แต่ในระยะนี้ก็มีร้านอาหารไทยของเราอยู่แค่ที่เดียว ร้านอาหารอื่น ๆ คนก็แน่นร้านยิ่งกว่าของเราเสียอีก จะว่าพวกเขาอิจฉาเลยให้คนมาทำลาย ข้อนี้ไม่น่าเป็นไปได้หรอกค่ะ”

              “หรือว่าจะเป็นคนที่แอบชอบนายเธียรวิชญ์อยู่ มันไม่พอใจที่ธารไปสนิทสนมกับนายเธียรวิชญ์นั่นหรือเปล่า”

              “ไม่น่าเป็นไปได้นะคะ แบบนี้คนพวกนั้นมิต้องเล่นงานทุกคนที่สนิทกับคุณเธียรวิชญ์หมดสิคะ”

              “มันก็จ้องเล่นงานเฉพาะผู้หญิงไง” วาโยสันนิษฐานพยายามใส่ร้ายเธียรวิชญ์เต็มที่

              “หรือว่าจะเป็นศัตรูเก่าของพ่อคะ” ชลธิษากระซิบแผ่วเบาพอให้ได้ยินกันสองคน กันธิชาแทบหมดแรง การต่อสู้กับคนพวกนั้นไม่ต่างอะไรกับการสู้กับหมาบ้าอันธพาล มีแต่เจ็บกับเจ็บ เสียกับเสีย ไม่มีวันสิ้นสุด แต่เธอก็ยังไม่ปักใจคนเป็นพี่ส่ายหน้าน้อย ๆ ไม่เห็นด้วยนัก

              “เราจะไม่เจอกับพวกมันอีกแล้วชล”

              หลังจัดการเก็บทุกอย่างเรียบร้อย วาโยกับกันธิชารีบไปหาซื้อข้าวของมาชดเชยของที่เสียหายให้ทันเปิดร้านในวันรุ่งขึ้น เงินทุนที่เก็บออมไว้ต้องถูกนำมาใช้จนเกือบหมด

               เธียรวิชญ์แวะมาที่ร้าน เห็นป้ายหน้าร้านปิดอยู่ก็รู้สึกแปลกใจ เขาผลักประตูเข้าไปเห็นทุกคนกำลังนั่งจัดเรียงจานชามขึ้นชั้น ทุกคนหันมามองชายหนุ่ม ไม่มีใครพูดอะไรนอกจากวาโย

              “คุณมาทำไม!

              “เกิดอะไรขึ้นครับ ผมเห็นร้านปิด” เขากวาดตามองกล่องของที่วางเรียงรายซึ่งกำลังถูกจัดเก็บขึ้นชั้น

              “เมื่อคืนมีคนร้ายเข้ามาทำลายข้าวของในร้านเราเสียหายเกือบหมดค่ะ” ชลธิษาอธิบาย

              “แล้วทำไมไม่มีใครบอกผมเลยล่ะครับ”

              “ทำไมต้องบอกคุณ คุณสำคัญแค่ไหน อีกอย่างคุณจะช่วยอะไรพวกเราได้”

              สายตาของเธียรวิชญ์วาวโรจน์ มองอีกฝ่ายเขม็ง วาโยจึงหุบปากเมื่อเห็นสายตาเอาจริงคู่นั้น ไม่ได้กลัวแต่ยังไม่อยาก มีเรื่องโว้ย!

              “ไม่มีใครเป็นอะไรใช่ไหม” น้ำเสียงอ่อนโยนจับใจ เมื่อหันไปทางกันธิชา

              “ไม่มีค่ะ” หญิงสาวตอบอย่างถนอมคำพูด

              “พวกมันโกรธแค้นอะไรคุณ ถึงได้ทำแบบนี้ ผมจะให้เพื่อนที่เป็นตำรวจรีบตามหาตัวคนร้ายมาลงโทษ”

              “คงไม่มีหวังร็อก” น้ำเสียงลอย ๆ ของวาโยแว่วมา “ก็ในเมื่อผู้บงการมันยังลอยนวล”

              “ผู้บงการที่คุณว่า หมายถึงใคร!” น้ำเสียงเธียรวิชญ์ห้วนจัด

              “ก็คุณนั่นแหละ!” วาโยสวนทันควัน “เพราะคุณอยากได้ที่ดินแปลงนี้ แต่ทำทีเป็นพ่อพระช่วยเหลือ ลับหลังก็ให้ลูกน้องมาเล่นงานพวกเรา ใช่หรือเปล่าล่ะ”

              “สิ้นคิด! ถ้าผมคิดจะทำจริง ผมคงไม่ลงทุนขนาดนั้นหรอก”

              กันธิชาไตร่ตรอง จริงอย่างที่ชายหนุ่มว่า ถ้าเขาต้องการที่ดินแปลงนี้จริง ไม่จำเป็นเลยที่เขาจะต้องจ้างคนมาทำลายข้าวของ ในเมื่อที่ดินแปลงนี้ก็เป็นชื่อของเขาอยู่แล้วแต่แรก ไม่จำเป็นที่จะต้องมาทำดีกับเธอแม้แต่น้อย

              “จริงอย่างคุณเธียรวิชญ์ว่านะคะพี่โย เลิกปรักปรำคุณเธียรวิชญ์เถอะค่ะ” ชลธิษาไกล่เกลี่ย

              เธียรวิชญ์มีสีหน้าเคร่งเครียดเพราะความเป็นห่วงทุกคน เขาเกรงว่าพวกมันจะย้อนกลับมาอีก

              “ถ้าเป็นแบบนี้ พวกคุณคงไม่ปลอดภัย ย้ายที่อยู่ใหม่ชั่วคราวไหมครับ”

              “จะให้พวกฉันไปอยู่ไหนล่ะคะคุณ” เฟื่องฟ้าย้อนถาม

              เธียรวิชญ์นิ่งคิดชั่ววินาทีก่อนตัดสินใจแน่วแน่

              “บ้านผมครับ”

              “หา!” เฟื่องฟ้ากับพิกุลอุทานออกมาพร้อมกัน วาโยหันขวับมามองอย่างไม่พอใจ มีเพียงกันธิชากับชลธิษาเท่านั้นที่มีสีหน้าเรียบเฉยเพราะถึงอย่างไรเธอสองคนก็ไม่มีวันทิ้งร้านนี้อยู่แล้ว

              “ฉันไม่ไปไหนหรอกค่ะ ขอบคุณสำหรับความหวังดีของคุณ”

++++++++++++++++

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น