หมอกซ่อนดาว

ตอนที่ 39 : หมอกซ่อนดาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 149
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    3 ก.ย. 62

              กันธิชาหยิบกีตาร์ตัวเดียวที่มีขึ้นมาลูบคลำ ปลายนิ้วสะดุดกับตัวอักษรที่สลักไว้ เธอก้มมองอักษร ‘S’ นั้นด้วยดวงตาพร่ามัวเพราะหยาดน้ำที่เคลียคลอก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกเดินถือกีตาร์ออกไปนั่งที่เก้าอี้ตัวประจำ

              เสียงดนตรีจากเครื่องเล่นสากลค่อย ๆ ขับกล่อมลูกค้าด้วยเพลงประจำ คุณภคพรแม้จะอยู่ในวัยที่ล่วงเลยกลางคนแต่กระนั้นก็ยังฟังเพลงที่หญิงสาวเล่นอย่างเสนาะหู

              “เพลงอะไร แม่ว่ามันฟังดูเศร้าชอบกล”

              “ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ คุณธารจะเล่นเพลงนี้ทุกครั้งก่อนเล่นเพลงอื่น ๆ และจะเล่นดนตรีสดเฉพาะวันที่ยี่สิบของเดือนเท่านั้นครับ”

              “อ้าว! ไม่ได้เล่นทุกวันหรอกเรอะ”

              “เปล่าครับ วันอื่น ๆ ก็ใช้ดนตรีไทยธรรมดาเปิดจากเครื่องเล่นสลับกับเพลงทั่วไป”

              “น่าแปลก เพลงนั้นมีความหมายยังไง แล้วทำไมต้องเล่นเฉพาะวันที่ยี่สิบ”

              “เรื่องนี้ไม่มีใครทราบครับ นอกจากตัวคุณธารกับน้องสาว”

              “มีน้องสาวด้วยเรอะ”

              “ครับ น้องสาวเธอพิการ ต้องนั่งรถเข็น เธอทำบัญชีของร้านน่ะครับ เลยอยู่ด้านใน”

              “แล้วพ่อแม่ล่ะ อยู่ไหนกัน”

              “เท่าที่ทราบ เสียหมดแล้วครับ เหลือกันอยู่แค่ สองคนพี่น้อง”

              “ต๊าย! อาภัพจริง”

              “เพราะแบบนี้ล่ะสิ แกถึงสงสารแม่หนูนั่น ที่ต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว”

              “ชีวิตของเธออาจจะมองว่าน่าสงสาร แต่ผมกลับไม่สงสารเธอนัก ผมรู้สึกว่าเธอเก่งมากด้วยวัยอย่างเธอที่สามารถดูแลครอบครัวและสร้างตัวเองได้ขนาดนี้”

              “ก็คงลำบากไม่น้อย” น้ำเสียงคุณภคพรไม่บ่งบอกความรู้สึก มีเพียงหัวใจเท่านั้นที่รู้สึก ชื่นชม

              “ยุคสมัยนี้ คู่ชีวิต ต้องสามารถเดินเคียงกัน ไม่ใช่เท้าหน้าเท้าหลังอย่างแต่ก่อน” คุณภคพรเอ่ยเรียบ ๆ

              “ถ้าผมจะเลือกผู้หญิงสักคนเป็นคู่ชีวิต ผู้หญิงที่ผมเลือกต้องสามารถทำให้ผมวางใจได้ว่าจะสามารถดูแลทุกอย่างได้ต่อจากผม ถ้าในวันหนึ่งผมต้อง...จากไป”

              “พูดอะไรของแก ปากไม่เป็นมงคล” คุณภคพรเสียงขุ่นทันที

              “คุณแม่ก็เห็นนี่ครับว่าทุกวันนี้อันตรายมีอยู่รอบตัวผม ศัตรูอยู่ในที่มืด ไม่รู้ว่ามันจะเล่นงานผมอีกเมื่อไร”

              “แม่เกลียด!” แววตาของคุณภคพรขุ่นขึ้ง สีหน้าบึ้งตึง “เมื่อไรพวกมันจะตาย ๆ กันไปให้หมดซะที” เมื่อนึกถึงว่าตัวเองต้องสูญเสียสามีและเกือบจะเสียบุตรชายไปอีกคนกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่เดือน ความแค้นเคืองที่อยู่ในใจก็ปะทุแน่นขึ้นมาอีก

              “เมื่อไรเวรกรรมหรือกฎหมายจะเล่นงานพวกมันซะที”


              เสียงเพลงบนเวทีเงียบลง กลายเป็นเสียงดนตรีจากเครื่องเสียงธรรมดา หญิงสาวเดินกลับมาที่โต๊ะของชายหนุ่มอีกครั้ง พร้อมกับกล่องเล็ก ๆ ในมือ

              “กล่องอะไรจ๊ะหนู”

              “ขนมช่อมะลิซ้อนค่ะ วันนี้แถมพิเศษให้ลูกค้าที่มากับคุณพ่อคุณแม่หรือมาเป็นครอบครัว”

              “แสดงว่าวันนี้คงเป็นวันพิเศษสำหรับคุณธารมาก ๆ”

              “ใช่ค่ะ” คำรับอ่อนเสียงลง แต่คุณภคพรไม่ทันสังเกต

              “หน้าตาน่ากินเชียว ฉันไม่ค่อยได้กินขนมไทย ๆ แบบนี้นักหรอก ส่วนใหญ่หนูรวีซื้อแต่พวกขนม...” คุณภคพรหุบปากฉับเมื่อเหลือบไปเห็นรอยยิ้มเฝื่อน ๆ ของบุตรชาย กันธิชาทราบดีว่าครอบครัวของเธียรวิชญ์คงสนิทสนมคุ้นเคยกับจันทร์รวีมาก เพราะคนเป็นแม่ยังอดเอ่ยถึงไม่ได้

              “นั่นสิคะ แล้วทำไมวันนี้คุณรวีไม่มาด้วยล่ะคะ”

              เธียรวิชญ์ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มชำเลืองมองมารดา

              “ผมตั้งใจมากับคุณแม่สองคนครับ เลยไม่ได้ชวนคนอื่น”

              คนเป็นแม่อยากแกล้งบุตรชายนัก ออกตัวแรงจริงนะพ่อตัวดี

              “รู้จักหนูรวีด้วยรึ”

              “ค่ะ เธอเคยมากับคุณเธียรวิชญ์ แล้วตัวเธอเองก็เคยแวะมาทานอาหารที่นี่ด้วย”

              ชายหนุ่มเองก็เพิ่งรู้ว่าจันทร์รวีเคยมาทานอาหารที่นี่โดยไม่มีเขามาด้วย

              “อ้อ” คุณภคพรรับคำ “ว่าแต่...ขนมนี่ชื่ออะไรนะ” คุณภคพรเดาใจบุตรชายออกแต่แรกจึงไม่อยากทำลายความสุขจึงชวนคุยเรื่องอื่นแทน

              “ขนมช่อมะลิซ้อนค่ะ ปกติจะทำในวันแม่ แต่บางทีก็ทำตามความอยากค่ะ”

              อันที่จริงเธอยั้งไว้ตรงที่ แม่เคยสอนพ่อให้ทำและบิดาของเธอก็ชอบทานขนมชนิดนี้มาก คนเป็นแม่จากลาอย่างธรรมชาติที่นำพาเกินจะฉุดรั้ง แต่คนเป็นบิดากลับพลัดพรากจากหายไม่รู้ข่าวคราว สิ่งเดียวที่เธอยังหวังในใจลึก ๆ ว่าสักวันจะได้กลับสู่อ้อมกอดของคนเป็นพ่ออีกสักครั้งทั้งที่ยังมีลมหายใจ ทุกค่ำคืนได้แต่สวดมนต์ภาวนา เธอสูญเสียมารดาไปแล้วตลอดกาล แต่สำหรับบิดาเธออาจมีโอกาสพบเจอแม้จะเลือนรางแต่ก็ยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว อาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่ง ที่ไหนสักแห่ง ที่เธอยังตามหาไม่พบ

              “เอาเวลาที่ไหนทำล่ะเนี่ย”

              “เมื่อช่วงเย็นนี่เองค่ะ ก็เลยขึ้นมาเล่นดนตรีช้ากว่าทุกครั้ง”

              การพูดยิ้มแย้มนอบน้อม ทำให้ชวนฟัง คนสนทนารุ่นแม่จึงไม่เบื่อที่จะซักถามโน่นนี่เรื่อยไป แต่ก็รู้ว่าเรื่องไหนควรไม่ควรแม้จะอยากซักไซ้ให้ละเอียดยิบตามฉบับคุณนายภคพร แต่ก็ยังสงวนท่าที

              “เห็นทีฉันต้องกลับก่อน อาหารอร่อย เพลงเพราะ ฉันชอบที่นี่นะ”

              “ถ้าเช่นนั้นวันหลังเชิญใหม่นะคะ”

              “ถ้ามีโอกาสจะแวะมา แล้วจะพาเพื่อน ๆ ของฉันมาอุดหนุนด้วย”

              หญิงสาวหันไปสบตาชายหนุ่ม เขายิ้มละไมดวงตาเป็นประกายสดใส

              “ขอบคุณค่ะ คุณป้า”

              คุณภคพรเดินนำบุตรชายออกมาก่อน เธียรวิชญ์จึงมีเวลาเล็กน้อยเป็นการส่วนตัวกับหญิงสาว

              “พรุ่งนี้ตอนบ่ายผมจะแวะมานะครับ”

              “เอ๊ะ!” หญิงสาวอุทานแปลกใจ “มาทำไมคะ” เพราะพรุ่งนี้ร้านเธอปิดครึ่งวัน ร้านจะปิดครึ่งวันในวันเสาร์เพื่อให้คนทำงานครัวได้พักผ่อนกันบ้าง หลังจากวุ่นวายกันมาแทบทั้งอาทิตย์นี่เป็นกติกาใหม่ที่เธอตั้งขึ้นมาพักใหญ่แล้ว

              “ผมจะมาเรียนกีตาร์น่ะสิครับ” เขาหาเรื่องใกล้ชิดเธอได้อย่างแนบเนียน “ผมรู้ว่าพรุ่งนี้ร้านคุณปิดครึ่งวัน”

              “ใครบอกคะ ว่าฉันจะสอนคุณ ฉันอยากพักผ่อนค่ะ”

              “ผมนี่แหละครับ แต่ถ้าคุณเหนื่อยผมก็ไม่รบกวน แค่จะมานั่งเล่นที่ร้านคุณเท่านั้น พรุ่งนี้พบกันนะครับ” ไม่ต้องรอรับคำ เขาก็ก้าวยาวตามมารดาออกไป กันธิชามองตามแผ่นหลังกว้างสูงตรงนั้นไปก่อนคลี่ยิ้มบางเบาแล้วถอนใจ

+++++++++++++

ฝากผลงานด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น