หมอกซ่อนดาว

ตอนที่ 40 : หมอกซ่อนดาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 150
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    5 ก.ย. 62

              เธียรวิชญ์หนีบกีตาร์เดินไต่สะพานข้ามมาพร้อมกับกันธิชาที่เพิ่งออกไปเปิดประตูรั้วให้ หญิงสาวให้เขานั่งคอยที่ม้านั่งเล็ก ๆ ในสนามหญ้าข้างร้านอาหาร ก่อนจะเดินหายเข้าไปในบ้านเพื่อยกขนมมาให้เขา ขณะที่ชายหนุ่มกำลังยืนมองโน่นนี่อย่างสบายอารมณ์เสียงห้าว ๆ แปร่งหูก็ดังแทรกขึ้นทำลายทุกอย่างมลายหายไปในพริบตา

              “คุณมาทำไม” เจ้าของร่างสูงโปร่งกอดอกเต๊ะท่ามองเขาอย่างไม่พอใจ

              “มาให้คุณธารสอนกีตาร์” ตอบตามตรง จะได้รู้ ๆ กันไป

              “ทำไมต้องให้ธารสอน ไปเรียนตามร้านก็ได้ มีเปิดสอนเยอะแยะ”

              “ก็อยากให้คุณธารสอน มีอะไรไหม” ประโยคท้ายก่อกวนอารมณ์คนฟังไม่ใช่เล่น

              “แต่ธารไม่ใช่ครู อีกอย่างวันนี้เป็นวันหยุด แทนที่ธารจะได้พัก คุณก็มารบกวนเวลาพักของเธอ”

              “ไม่เห็นคุณธารว่าอะไรสักคำ” มุมปากของเธียรวิชญ์ยกยิ้ม สีหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อน คนถามเองเสียอีกที่ดูจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

              “คุณออกห่าง ๆ จากธารดีกว่า ผมไม่อยากให้เธอต้องเดือดร้อนเพราะคุณ”

              “ผมรู้น่ะว่ากำลังทำอะไรอยู่ แล้วผมก็ไม่มีเจตนาจะทำให้เธอเดือดร้อน หากเธอเดือดร้อนเรื่องอะไร ผมก็พร้อมจะช่วย คุณไม่ต้องห่วงหรอก” เขายิ้มซื่อราวกับไม่รู้จุดประสงค์ของอีกฝ่าย

              “คุณนี่มันพูดไม่รู้เรื่อง!” เสียงของวาโยไม่เบานัก กันธิชาถือจานขนมเดินเข้ามาทันได้ยินประโยคนั้นพอดี

              “ใครพูดไม่รู้เรื่องคะ” หญิงสาววางจานขนมลงมองหน้าสองหนุ่มสลับกันไปมา

              เงียบไม่มีใครตอบ อีกคนทำหน้าสบายใจเหลือเกินตรงข้ามกับชายหนุ่มคนที่ยืนข้าง ๆ เธอกลับดูหน้างอง้ำบูดบึ้งดวงตามองอีกฝ่ายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ กันธิชาพอจะเข้าใจเหตุการณ์ขึ้นมาบ้าง เธอจึงอยาก เล่นงานทั้งคู่บ้างอยากหาเรื่องถกเถียงกันดีนัก

              “คุณเธียรวิชญ์อยากเรียนกีตาร์ใช่ไหมคะ”

              “ครับ วันนี้ผมยืมกีตาร์จากลูกน้องในบริษัทมาด้วย” ท่าทางแจ่มใสยิ่งนัก

              “งั้นพี่โยช่วยสอนคุณเธียรวิชญ์หน่อยนะคะ ธารจะเข้าไปช่วยยัยชลทำบัญชี” อันที่จริงทำเสร็จตั้งแต่ก่อนหน้าเขามาเป็นชั่วโมงแล้ว แต่เพราะไม่อยากเข้าข้างใครออกข้างใคร จับให้คนไม่ถูกกันอยู่ด้วยกันเสียเลย

              “ไม่เอาหรอก!” ทั้งคู่เอ่ยปากแทบจะประสานเสียงกัน ต่างคนต่างมองกันอย่างไม่ถูกชะตา

              “พี่โยคะ ช่วยธารหน่อยนะคะ งานธารยุ่งจริง ๆ คุณเธียรวิชญ์เรียนกับพี่โยเถอะค่ะ พี่โยเล่นกีตาร์เก่งไม่แพ้มืออาชีพเลยค่ะ อ้อ! แล้วเดี๋ยวธารจะออกมาดูผลงานนะคะ” หญิงสาวหันหลังขวับซ่อนยิ้มก่อนเดินดิ่งเข้าไปในบ้าน ปล่อยให้แมวหนุ่มสองตัวขู่กันไปตามลำพัง

              เมื่อก้าวเข้าไปในบ้านจึงลอบมองลอบฟังจากช่องหน้าต่างเล็กแม้ระยะจะค่อนข้างห่าง แต่ยังได้ยินคนสอนดุนักเรียนหนุ่มด้วยสำเนียงห้วนสั้นตลอดเวลา แล้วก็มีเสียงนักเรียนหนุ่มเถียงครูอยู่แทบทุกคำ ทุกประโยค เสียงกีตาร์ที่ได้ยินจึงฟังดูราวกับรัวกลองรบเสียมากกว่าเสียงดนตรี หญิงสาวหมดความอดทนกับชายหนุ่มสองคนเต็มที ชลธิษายิ้มเมื่อเห็นสีหน้าบอกบุญไม่รับของพี่สาวที่กำลังจะเดินออกไป

              “จะออกไปห้ามทัพเหรอคะ”

              “แหงล่ะสิ ขืนปล่อยไว้แบบนี้มีหวังแก้วหูพวกเราระเบิดกันพอดี อยู่ตั้งไกลยังได้ยิน”

              “พี่ธารจะจัดการสองคนนั่นยังไงเหรอคะ”

              “ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน”

              กันธิชาถอนใจก่อนเปิดประตูเดินตรงไปหาต้นเสียงอันน่า รำคาญนั้น

              “พอเถอะค่ะ หนวกหู” หญิงสาวหมดความเกรงใจบุคคลทั้งคู่ ไม่ต้องรักษากันแล้วมารยาท ก็เพราะที่ผ่านมาอีกคนนั้นสนิทชิดเชื้อมาหลายปี ส่วนอีกคนก็เริ่มที่จะเคยคุ้นมากพอจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมา

              “ทำอะไรกันคะ กลับไปกันได้แล้วค่ะ ทั้งคู่น่ะแหละ”

              “คุณก็กลับไปก่อนสิ” วาโยว่า

              “เรื่องอะไร ผมมาทีหลังคุณ ก็ต้องกลับทีหลังสิ” นักธุรกิจหนุ่มยอกย้อนหน้าตาเฉย

              กันธิชาถอนใจ “ตกลงกันไม่ได้”

              สายตาที่หญิงสาวมองมายังคนทั้งคู่มีประกายเหนื่อยอ่อนแล้วเปลี่ยนเป็นมีเลศนัยบางอย่างซ่อนไว้แทน

              “พวกคุณสองคนว่างมากใช่ไหมคะ ถ้าว่างมาก โน่นเลยค่ะ” หญิงสาวชี้ไปที่ต้นเข็มเล็ก ๆ ในถุงดำที่ตั้งเรียงรายไว้นับร้อยต้น

              “ไปช่วยกันปลูกต้นเข็มพวกนั้นให้หน่อยได้ไหมคะ ฉันทำแนวไว้แล้ว”

              “ได้สิธาร เรื่องแค่นี้เอง งานพวกนี้พี่ทำได้สบายอยู่แล้ว แต่บางคนจะไหวหรือเปล่า”


              เธียรวิชญ์ไม่ฟังเสียง เดินตรงไปที่ต้นไม้ที่วางไว้แล้วหยิบเสียมเล็ก ๆ ขึ้นมาขุดหลุมตามแนวที่หญิงสาวขึงเชือกไว้

              “แข่งกัน ใครจะปลูกได้มากกว่ากัน” วาโยร้องท้า เธียรวิชญ์ไม่ตอบรับ แต่รีบขุดหลุมให้เร็วขึ้นนั่นถือเป็นการรับคำท้าอย่างเห็นได้ชัด วาโยเคยคุ้นกับงานประเภทออกแรงมากกว่าเธียรวิชญ์ แต่กระนั้นก็ยังทิ้งห่างเขาไม่มาก

              “แบบนี้ต้นไม้ธารไม่ตายหมดเหรอคะ พี่โยเล่นอะไรแผลง ๆ”

              “ก็คอยดูสิ ถ้าของใครตายก็ถือว่าแพ้”

              “งั้นแบบนี้ ผมก็ต้องมาที่นี่ทุกวัน”

              “มาทำไม!

              “อ้าว! ถามได้ ก็มาคอยรดน้ำดูแลน่ะสิ”

              “งั้นเอากติกาเดิม ปลูกได้มากกว่าชนะ ต้นเข็มไม่อ่อนแอ ตายง่ายหรอกน่ะธาร”

              กันธิชากอดอกยืนมองพวกเขาอย่างเหนื่อยใจ คิดผิดหรือเปล่าเรา

              สองหนุ่มต่างขุดและวางพร้อมกลบต้นไม้แข่งกันเป็นว่าเล่น แต่แล้วขณะกำลังลงมือปลูกต้นไม้อยู่นั้น เธียรวิชญ์ก็สะดุ้งโหยงลุกพรวดขึ้นยืน สลัดมือขวาอย่างแรง สีหน้าเจ็บปวดแต่ปราศจากเสียงร้องโอดครวญ

              “เป็นอะไรคะคุณเธียร”

              ชายหนุ่มอึกอัก ก่อนตอบด้วยสีหน้าเจ็บปวด

              “ผมคงโดนแมงป่องต่อยเข้าน่ะครับ”

              “สมน้ำหน้า!” วาโยรำพึงกับตัวเอง ไม่สนใจคนเจ็บ ปลูกต้นไม้ต่อแต่ไม่เร่งรีบเหมือนตอนแรก เพราะถึงยังไงเขาก็ชนะเห็น ๆ

              “ล้างมือก่อนเถอะค่ะ”

              “ปวดมากไหมคะ”

              “เอาการอยู่ครับ”

              “สำออยสิไม่ว่า” คราวนี้ได้ยินชัดเจนกันหมด “แค่แมงป่องต่อย ไม่ตายหรอกน่ะ” วาโยละมือจากงานเดินมามองด้วยสายตาเยาะเย้ย

              กันธิชามองหน้าคนพูดด้วยสายตาปราม

              “รอตรงนี้นะคะ เดี๋ยวฉันมา”

              “งั้นเดี๋ยวพี่กลับก่อน พรุ่งนี้จะมาปลูกให้จนเสร็จ” วาโยเดินไปล้างมือ แล้วผิวปากเดินเอามือล้วงกระเป๋ากลับออกไปอย่างไม่สนใจคนเจ็บเพราะมั่นใจว่ายังไงเขาก็ ชนะในการปลูกต้นเข็มอยู่แล้ว

              กลับไปซะได้ก็ดีเธียรวิชญ์มองตามชายหนุ่มรุ่นน้องไปอย่างโล่งใจ

              คล้อยหลังกันธิชาที่รีบวิ่งไปนำน้ำมะนาวกับผงชูรสที่มีติดบ้านไว้ จุดประสงค์ไม่ได้มีไว้สำหรับใช้ในการปรุงอาหารแต่มีไว้เผื่อยามจำเป็นเช่นกรณีในวันนี้ คิ้วมุ่น ๆ ที่ทำราวกับเจ็บปวดก็คลายออก เหลือไว้เพียงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ถ้าเขาไม่ใช้วิธีนี้มีหรือจะได้ใกล้ชิดหญิงสาว มีหวังก้างชิ้นโตเมื่อครู่ต้องดักคออยู่ทั้งวันเป็นแน่ กันธิชาเดินถือถ้วยเล็ก ๆ วางไว้บนโต๊ะแล้วใช้สำลีจุ่มน้ำในถ้วยแล้วนำมาโปะที่บาดแผล ชายหนุ่มไม่รู้สึกอะไรนอกจาก เย็น

              “เบาปวดไหมคะ”

              “เอ่อ...ครับ ดีขึ้นมากเลย” ก็จะให้ตอบยังไงล่ะ ในเมื่อเขาไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลยตั้งแต่แรก

              “มองไม่เห็นรอยเลยนะคะ สงสัยจะต่อยไม่ค่อยถนัด ถ้าต่อยถนัดจะเป็นรอยแดงเล็ก ๆ โชคดีนะคะเนี่ย”

              “ครับ มันคงไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายผม” เขาพูดให้ดูอ่อนโยน จิตใจงาม

              “ถ้ามีอาการอะไรผิดปกติก็บอกนะคะจะได้พาไปโรงพยาบาล บางคนแพ้อาจเสียชีวิตได้”

              ชายหนุ่มก้มหน้าเพราะต้องปิดซ่อนรอยยิ้ม ก่อนเงยขึ้นมาตีหน้าเศร้า

              “แบบนี้ ผมจะตายไหมครับ” เขาทำตาปริบ ๆ

              หญิงสาวชักนึกหมั่นไส้ขึ้นมาตงิด ๆ สีหน้าแบบนี้ถ้าตายก็คงดวงสั้นมากจริง ๆ

              “คงไม่หรอกค่ะ หมายถึงไม่ได้ตายเพราะพิษแมงป่อง แต่จะตายเพราะเหตุอื่นมากกว่า”

              “ผมแค่...อยากเห็นคุณยิ้ม”

              “จะยิ้มได้ยังไงคะ ก็คุณเจ็บ” เผลอพูดความในออกไปเสียแล้ว หญิงสาวกลอกตาไปมา แล้วเบนหน้าหลบ อีกฝ่ายยิ้มกรุ้มกริ่มเต็มดวงหน้า

              “เป็นห่วงผมเหรอครับ” น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวาน

+++++++++++++

ฝากคุณเธียรและหนูธารด้วยน๊าาาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น