หมอกซ่อนดาว

ตอนที่ 38 : หมอกซ่อนดาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 116
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    3 ก.ย. 62

              ชายหนุ่มประคองมารดาเดินไต่สะพานไม้ข้ามคูน้ำเล็ก ๆ ที่ขุดไว้รอบ ๆ ร้านอาหารเพื่อประดับตกแต่งและเป็นทางระบายน้ำไปในตัว ในคูน้ำปลูกพืชและไม้น้ำประดับไว้อย่างกลมกลืน บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย ด้านหลังทางเข้ามีรั้วไม้สูงตีเป็นระแนงล้อมรอบไว้ทั้งหมด ด้านนอกประตูมีลานกว้างสำหรับจอดรถของลูกค้า ก่อนหน้าจะเกิดเรื่องของเธียรวิชญ์รั้วไม้ยังไม่มีกั้นชัดเจน ทำให้ง่ายต่อการเข้าออก หลังจากที่กันธิชากู้เงินมาปรับปรุงร้านอาหารเสียใหม่ เธอจึงทำทุกอย่างให้ดูเป็นสัดส่วนมากขึ้น ก็เพื่อความปลอดภัยทั้งของลูกค้าและครอบครัวของเธอด้วย

              หญิงสาวทำทางเข้าออกไว้ทางเดียวสำหรับบุคคลทั่วไป แต่จะมีประตูลับเล็ก ๆ ใกล้กับบ้านที่อาศัยรู้กันเฉพาะคนในครอบครัวเท่านั้น ประตูหลักนี้ติดไฟสว่างไสว ทำให้มองเห็นบริเวณโดยรอบร้านอาหารได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

              เสียงดนตรีเพลงไทยสบาย ๆ จากเครื่องเล่นเปิดขับกล่อมลูกค้าเบา ๆ ร้านที่ขยายพื้นที่ออกไปทำให้ดูกว้างขวางขึ้น ไม่ดูแออัดเหมือนแต่ก่อน สนามหญ้าขนาดพอเหมาะมีเด็กหญิงและชายหลายคนกำลังวิ่งเล่นกันอยู่ บ้างก็นั่งชิงช้า บ้างก็วิ่งไล่จับกันเป็นที่สนุกสนาน ส่วนผู้ปกครองก็มีเวลารับประทานอาหารและพูดคุยกันท่ามกลางบรรยากาศอันรื่นรมย์  

              คุณภคพรรู้สึกประทับใจในบรรยากาศนับตั้งแต่เริ่มก้าวเข้ามาในบริเวณร้าน แต่เรื่องอะไรจะแสดงออกให้บุตรชายรู้ง่าย ๆ บรรยากาศของร้านกับนิสัยเจ้าของร้านมันคนละเรื่องกัน อย่างแรกอาจสร้างความประทับใจได้ก็จริง แต่อย่างหลังอาจตรงข้าม คุณภคพรและเธียรวิชญ์ถูกต้อนรับเป็นอย่างดีจากเด็กเสิร์ฟหน้าแปลกที่เขาเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน

              “จะรับอะไรดีครับ” เด็กหนุ่มถามหลังวางแก้วน้ำสีเขียวอ่อนและน้ำเปล่าให้กับพวกเขาแล้ว

              “นี่น้ำอะไร” คุณภคพรปลายตามองน้ำในแก้ว

              “น้ำใบเตยกับน้ำเปล่าครับ สำหรับรับรองลูกค้าทุกโต๊ะ”

              คุณภคพรยกแก้วขึ้นใกล้กับจมูกแล้วจิบเล็กน้อยก่อนวางลงด้วยสีหน้าพอใจ

              “หอมดีนี่”

              เด็กหนุ่มได้แต่ยิ้มจนเห็นฟันที่มีคราบเหลือง ๆ เกาะอยู่ แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่ดูเบิกบานแสนซื่อ

              “ฉันไม่เคยเห็นหน้าเรา เพิ่งมาอยู่ใหม่หรือไง”

              ฟังจากคำถามเขาก็พอเดาได้ว่าลูกค้าหน้าคมคนนี้คงมาใช้บริการที่ร้านนี้บ่อย

              “ครับ ผมเป็นเพื่อนไอ้อิฐ เพิ่งมาทำได้วันสองวันเองครับ”

              เธียรวิชญ์พนักหน้ารับรู้ ก่อนเอ่ยสั่งอาหารสองสามอย่าง หลังจากนั้นสายตาแลกวาดมองไปทั่วร้าน หวังจะเห็นคนที่ต้องการพบ และเมื่ออิฐเดินผ่านมาเขาจึงเรียกเข้ามากระซิบถาม

              “คุณธารอยู่หรือเปล่า”

              “อยู่ครับ อีกสักพักคงออกมา”

              บุตรชายหันไปยิ้มให้มารดาที่นั่งมองสำรวจโน่นนี่ไปทั่ว

              “คุณแม่ชอบหรือเปล่าครับ”

              “ก็ดี บรรยากาศไทย ๆ แบบนี้ ก็ดูสบายหูสบายตาดี”

              “ถ้าคุณแม่ชอบ วันหลังผมจะพามาอีกนะครับ” บุตรชายยิ้มสดใส

              “จะมาทำไมบ่อย ๆ อาหารไทยร้านอื่นมีออกถม”

              “แต่ร้านนี้น่ะ คุณนายภคพรให้ผ่านแน่นอนครับ”

              “ร้านน่ะผ่าน แต่เจ้าของร้านน่ะต้องดูก่อนย่ะ” คุณภคพรค้อนขวับให้บุตรชาย เขาอมยิ้มไม่พูดอะไรอีก เมื่ออาหารจานแรกถูกนำมาวาง คุณภคพรก็ทดลองชิมทันที

              “อร่อยไหมครับ”

              “พอใช้ได้”

              เธียรวิชญ์อมยิ้ม สองแม่ลูกรับประทานอาหารอย่างถูกปาก แม้จะไม่เอ่ยชมให้มากความ แต่การสั่งอาหารเพิ่มของคุณภคพรก็ทำให้เธียรวิชญ์ยิ้มแทบไม่หุบ

              “เอามาลองชิม” ข้ออ้างของคนเป็นแม่ ที่ชิมจนพร่องไปเกือบหมดจาน

              กันธิชาเดินเข้ามาทักทายลูกค้าเช่นเคยก่อนเล่นดนตรี และก็ถึงโต๊ะของเธียรวิชญ์กับมารดา

              “นี่คุณแม่ผมเองครับ”

              หญิงสาวยกมือไหว้ผู้อาวุโสด้วยกริยาสุภาพเรียบร้อยไม่ต่างจากจันทร์รวี แม้ภายนอกจะดูทะมัดทะแมง ปราดเปรียว แต่มารยาทกับผู้ใหญ่เธอก็ไม่ละเลย เพราะมารดาเคยสอนไว้เสมอว่า

 

              เราทำการค้า นอกจากความซื่อสัตย์แล้ว กริยามารยาทย่อมเป็นสิ่งสำคัญ สองมือที่ยกไหว้ นอกจากจะไม่เสียอะไรแล้ว ยังอาจได้กำไรมหาศาล เธอและชลธิษาจึงยึดถือปฏิบัติเรื่อยมา

 

              “ไหว้พระเถอะ” คุณภคพรรับไหว้พร้อมกับรอยยิ้มแผ่วบาง

              “คุณแม่ท่านอยากมา...ทานอาหารไทยน่ะครับ ก็เลยพามาที่ร้านคุณ” จะให้พูดว่ามา ดูตัวก็คงไม่เหมาะ

              “มีอะไรขาดเหลือเรียกเด็กได้เลยนะคะ”

              “อาหารอร่อยดีนะ” คุณภคพรเอ่ยชมจริงใจ พลางพิศมองใบหน้าของหญิงสาว ผู้หญิงคนนี้ไม่สวยฉูดฉาดบาดตาแต่มองสบาย ท่วงทีกริยาสุภาพอย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้าแทบไม่มีเครื่องสำอางหนาปกปิด มีเพียงรอยลิปสติกสีอ่อนเคลือบริมฝีปากได้รูปสวยไว้เรื่อ ๆ ความงามแบบน่ะหรือที่ทำให้บุตรชายของนางพึงใจ

              “ขอบพระคุณค่ะ แม่ครัวคงจะปลื้มใจน่าดู” กันธิชายิ้มเกือบหัวเราะ กริยาทุกอย่างไม่มากไม่น้อยจนเกินงาม

              “ที่นี่มีแม่ครัวกี่คนล่ะ”

              “หลัก ๆ เลยก็สองคนค่ะ ถ้ายุ่งมาก ๆ บางทีหนูก็จะเข้าไปช่วยทำด้วย”

              “เก่งนะ อายุแค่นี้บริหารร้านได้ใหญ่โตขนาดนี้ได้” คำพูดเอ่ยชมจริงใจ

              “เป็นเพราะแม่ของหนูท่านสร้างไว้ก่อนแล้วน่ะค่ะ หนูก็แค่ต่อยอดเท่านั้น”

              คุณภคพรยิ้มชื่นชมอย่างปิดไม่มิดในความถ่อมตัวอีกทั้งน้ำเสียงสำนวนการพูดก็ชวนฟัง แบบนี้สินะบุตรชายของนางถึงได้หลงเสน่ห์ผู้หญิงคนนี้ ทันทีที่เหลือบไปเห็นสายตาของบุตรชายที่เปล่งประกายวาววับก็นึกหมั่นไส้

              “เชิญคุณป้ากับคุณเธียรวิชญ์ตามสบายนะคะ หนูต้องเตรียมตัวไปเล่นดนตรีแล้ว”

              “ตามสบายเถอะ”

              “ผมจะรอฟังนะครับ” ไม่พูดเปล่ายังส่งรอยยิ้มตามไปด้วย

              คุณภคพรเห็นความสุขในดวงตาของบุตรชายชัดเจน ไม่เหมือนเวลาอยู่กับจันทร์รวี แม้จะมีรอยยิ้มแต่ก็รู้ว่า ฝืนเต็มที แล้วแบบนี้นางจะยังบังคับจิตใจของคนเป็นลูกได้ลงคอเชียวหรือ นับตั้งแต่สูญเสียหัวหน้าครอบครัว นางก็พยายามเคี่ยวเข็ญบุตรชายมาตลอด เขาแทบไม่มีเวลาเล่นสนุกสนานเที่ยวเตร่แบบวัยรุ่นคนอื่น ๆ ทั่วไป เพราะมีภาระที่ต้องสานต่อ

ธุรกิจของครอบครัว จนเมื่อเขาเรียนจบนางจึงได้วางมือ วางใจ ปล่อยทุกอย่างให้เขาดูแล

 +++++++++++++++

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น