Harry Potter - [The Dark Heir] Ocx? feat. Lord Voldemort x Oc

ตอนที่ 59 : Before the Dark: Intro

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 373
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    20 ธ.ค. 62

STAR








Before the Dark: Intro


พ่อกับแม่ทำตัวแปลกไป...

แม่ไม่เคยเป็นแบบนี้ พ่อก็เหมือนกัน เกิดอะไรขึ้น

เด็กหญิงคิดกับตัวเองขณะถูกผู้เป็นแม่กึ่งจูงกึ่งลากให้รีบวิ่งตามไป เธอไม่เคยเห็นแม่ทำสีหน้าเป็นกังวลและหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อน

คุณพ่อ เราจะไปไหนกันคะ”

เราจะย้ายไปอยู่ที่อื่นสักระยะ ถือว่าเป็นการไปเที่ยวนอกเมืองก็ได้นะ” ชายหนุ่มร่างสูงโปรงในชุดสีดำหันมาตอบ เขายิ้มให้ลูกสาวและภรรยาอย่างยากลำบากแต่ก็ยังทำ ราวกับว่าการกระทำนี้เป็นสิ่งเดียวที่คิดว่าจะสามารถคลายความกังวลของทั้งครอบครัวลงไปได้

แต่แน่นอน มันไม่ได้ผล

เธอยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่แทรกออกมาจากน้ำเสียง มันไม่ใช่อะไรที่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘คลายกังวล’ ตามที่หวังไว้เลยสักนิด

แต่ก่อนที่จะทันได้คิดเรื่องต่าง ๆ ให้มากกว่านี้ ภาพของบ้านที่เธอคุ้นเคยมาหลายปีก็หายไป ตามด้วยความรู้สึกอึดอัดราวกับร่างกายถูกกดทับจากอากาศทุกทิศทุกทาง เด็กหญิงกำมือของแม่และพ่อซึ่งกำลังโอบกอดตัวของเธอเอาไว้แน่น

และความรู้สึกอึดอัดเหล่านั้นก็หยุดลง พร้อมกับทัศนียภาพรอบตัวที่เปลี่ยนไปราวกับใช้เวทมนตร์

เอลลี่” ผู้เป็นพ่อเรียกในขณะที่ยังสอดส่ายสายตาสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว “หายใจลึกๆ อีกเดี๋ยวก็หาย -- เอลลาดอร่า…” เขาหันมาหาภรรยา “เธอดูลูกด้วยนะ ฉันจะเข้าไปสำรวจในบ้านสักหน่อย”

เอลลาดอร่าจูงมือบุตรสาวไปนั่งพักบนโขดหิน เธอพยายามลูบแผ่นหลังเล็กแคบ ขับไล่อาการพะอืดพะอมจากการหายตัวครั้งแรกให้กับบุตรสาว หากในขณะเดียวกันก็ยังคงมองทุกสิ่งรอบตัวอย่างระแวดระวังในที จวบจนกระทั่งได้รับสัญญาณจากสามี จึงพากันเดินเข้าไปในบ้าน

บ้านหลังเล็ก ๆ ที่มีขนาดเท่ากับห้องเก็บเสื้อผ้าในคฤหาสน์หลังเก่าทำเอาเด็กหญิงต้องย่นจมูกอย่างไม่ค่อยพอใจนัก อีเล็กตราอยากจะประท้วงคนทั้งสองที่พาเธอมาที่นี่ แต่เมื่อเห็นแววตาเป็นกังวลของพวกเขาแล้ว จึงตัดสินใจเงียบไว้ดีกว่า

 “เราจะอยู่ที่นี่สักพักนะ” เอลลาดอร่าว่าพลางดันหลังลูกสาวเข้าไปในห้องนอน พาเธอขึ้นไปบนเตียงหลังเล็ก ก่อนจะจัดการห่มผ้าคลุมให้ “จนกว่า... จนกว่า--

ผู้เป็นแม่นิ่งเงียบไป ด้วยไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร คนตัวเล็กกว่าเห็นดังนั้นจึงชวนเปลี่ยนเรื่อง “คุณพ่อล่ะคะ”

“พ่อเฝ้ายามน่ะลูก” หล่อนตอบคำถาม พลางมุดเข้ามานอนเบียดในผ้าห่มผืนเดียวกัน

“ทำไมต้องเฝ้าด้วยคะ”

เป็นอีกครั้งที่อีกฝ่ายนิ่งไป ก่อนจะถอนหายใจแล้วดึงไปเรื่องใหม่ “นอนเถอะ ถ้าวันนี้ลูกนอนเร็ว พรุ่งนี้แม่สัญญาจะพาไปดูทุ่งดอกไม้ป่าใกล้ ๆ บ้าน มันสวยมากเลยนะ”

อีเล็กตราไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมต้องมาอยู่ที่นี่ แต่เธอก็นอนตามที่ผู้เป็นแม่บอก และไม่เคยถามพ่อกับแม่อีกเลยว่ามาทำไม

แม้บ้านจะหลังเล็กและสะดวกสบายได้ไม่เท่าคฤหาสน์ที่เคยอยู่ แต่อย่างน้อย มันก็ยังมีสถานที่สวย ๆ มากมายที่ไม่เคยเห็นมาก่อนทั่วไปหมด แม่ของเธอทำตามสัญญาเสมอ ยืนยันด้วยวิวสวย ๆ ของดอกไม้หลากสีสุดลูกหูลูกตาในเช้าวันรุ่งขึ้น และในวันอื่น ๆ ที่ได้ไปเห็นน้ำตก หรือไม่ก็ทุ่งหญ้า บางทีก็จะมีฝูงกวางออกมาหากินที่ชายป่าด้วยนะ

“พรุ่งนี้เราจะไปที่ไหนคะ” อีเล็กตราหันมาถามแม่ ที่ตอนนี้กำลังเริ่มทำอาหารเย็นให้ทาน ส่วนพ่อก็ยัง เฝ้ายาม นอกบ้านเหมือนทุกวัน

“... ไม่รู้สิลูก” เธอหันมาตอบ ก่อนจะเห็นว่าเด็กหญิงนั้นซึมลงไปถนัดตา “อืม... พ่อบอกว่า เมื่อวานพ่อเห็นกระต่ายคู่หนึ่งด้วยนะ ถ้าโชคดี แม่อาจจะพาลูกไปหามันดีไหม”

ดีค่ะ...

มันเป็นคำที่อยากจะตอบ หากไม่ทันที่จะได้เอ่ยปาก กลับได้ยินเสียงบางสิ่งที่ระเบิดขึ้นใกล้ ๆ กัน รอบตัวของเธอสั่นไหว โดมสีขาวที่ปกคลุมรอบบ้านค่อย ๆ สลายไป พร้อมกับพ่อที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้าบ้าน

“เซฟิอัส” เอลลาดอราเดินไปหา “เกิดอะไรขึ้น”

เขามาแล้ว!” เขาหันมาตอบภรรยา พลางร่ายคาถาป้องกันใส่ทาง เข้า “กันได้ไม่นาน รีบพาลูกไปซ่อน ดึงเขาออกจากเธอ ให้เขาสนแค่เรา”

อีเล็กตราไม่แม้แต่จะมีโอกาสซักถาม แต่แม้ว่าจะอยากทำมากแค่ไหน เธอก็เลือกที่จะไม่ทำ สีหน้าของพ่อกับแม่นั้นเครียดขรึมและเป็นกังวลมากจนไม่กล้าตั้งข้อสงสัยกับการกระทำของพวกเขา ทำเพียงวิ่งตามแม่ที่พุ่งมาหาเธอ แล้วพากันเดินลึกเข้าไปในตัวบ้าน เข้าไปในห้องนอน จนกระทั่งยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่

เอลลาดอร่าเสกให้ตู้ลอยไปด้านข้าง เมื่อมองลึกเข้าไปด้านหลังของตู้ จึงพบประตูลับเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ อีเล็กตราถูกดันให้เข้าไปหลบในนั้น โดยไม่มีการอธิบายอะไรทั้งสิ้น

“คุณแม่ เดี๋ยว! อย่าทิ้งหนูไป” เด็กหญิงเรียกอย่างตื่นกลัว ขณะที่คนเป็นแม่กำลังจะปิดประตูขังเธอไว้ด้านใน “หนูกลัว”

เอลลาดอร่าเดินเข้าไปหา พลางโอบกอดลูกสาวของเธอเอาไว้ หากแค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้นก็จำเป็นต้องผละออกไป “ไม่เป็นไรนะลูก... แม่... แม่กับพ่อ... เดี๋ยวทุกอย่างจะปกตินะ ลูกรออยู่ที่นี้ อย่าส่งเสียงนะ...”

เธอร้องไห้ แต่ก็พยายามจะไม่แสดงความอ่อนแอหรือหวาดกลัวให้ลูกเห็น ทำเพียงดึงอีเล็กตราเข้ามากอดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะดันหลังเข้าไปในช่องข้างผนัง แล้วปิดประตู จากนั้นก็ร่ายคาถาแล้วดึงตู้เสื้อผ้าให้เลื่อนมาปิดช่องลับนั้นอีกชั้นหนึ่ง

อีเล็กตรารอคอยอยู่ในความมืด เธอไม่ส่งเสียง ทำตามคำสั่งของผู้เป็นแม่ทุกอย่าง แม้จะได้ยินเสียงหัวเราะของคนแปลกหน้าดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่คุ้นเคยอย่างประหลาดก็ยังทำตามอยู่อย่างนั้น ก่อนที่ทุกสิ่งรอบตัวจะเงียบไป

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไรแล้วกับการรอคอย หากในท้ายที่สุด ท่ามกลางความเงียบวังเวงนั้น เธอกลับรู้สึก... ว่ามีใครเดินเข้ามาในห้อง

ตู้หลังใหญ่ล้มตึงจากด้านนอก ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกือบเผลอหลุดเสียงร้องออกมา เด็กหญิงยกมือขึ้นปิดปาก กลั้นหายใจ... ในขณะที่ประตูบานเล็กที่เป็นปราการป้องกันสุดท้ายกำลังโดนสะเดาะจากภายนอก จากนั้นก็เปิดออก...

มีดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองเธอจากความมืด ใบหน้าขาวซีดผิดประหลาดของเขาทำเอาคนมองอยู่สะดุ้งขึ้นมา

“มีหนูหลบอยู่ตรงนี้ด้วย...” เสียงนั้นเอ่ยกลั้วหัวเราะ ก่อนจะยื่นมือเรียวยาวเหมือนขาแมงมุมมาหา “ออกมาได้แล้ว มาสิ มากับฉัน”

เธอไม่ไว้ใจชายตรงหน้า แต่ก็ต้องออกมาตามคำสั่งพร้อมกับจับมือของเขาไว้ ดวงตาสีเทากวาดมองรอบตัว พบว่าสภาพภายในบ้านที่ค่อนข้างเป็นระเบียบเรียบร้อยเมื่อสักครู่นี้เปลี่ยนเป็นพังเละเทะจนหาเค้าเดิมไม่เจอ เธอเดินตามเขาออกไปนอกตัวบ้าน พร้อมกับความสงสัยที่มีมาตลอดทาง... พ่อกับแม่อยู่ไหนนะ

หากเพียงไม่กี่วินาทีก็ได้คำตอบในที่สุด ในลานบ้านนั้นเอง เธอเห็นพ่อกับแม่ที่กำลังคุกเข่าก้มหน้า แขนขาไพร่หลังราวกับโดนจับมัดด้วยเชือกที่มองไม่เห็น พวกเขาทั้งคู่ตื่นตระหนกที่เห็นเธอเดินมากับชายคนนี้ แต่ก็ไม่สามารถจะพูดหรือขยับตัวได้

“รู้ไหมทำไมพวกแกถึงยังมีชีวิตอยู่” เขาพูด ขณะเดียวกันก็เอื้อมมือมาวางบนไหล่เล็ก ๆ ของเธอ บังคับให้ยืนมองอีกสองคนที่ตื่นกลัวมากขึ้น

พันธนาการทั้งหลายถูกคลายออกไป พ่อกับแม่ล้มลงพื้น หากในทันทีที่ตะเกียกตะกายลุกได้อีกครั้ง ทั้งคู่ก็ร้องอ้อนวอนอย่างสิ้นหวัง

“ได้โปรด... นายท่าน เธอไม่เกี่ยวด้วย” พ่อคุกเข่าแล้วก็ร้องไห้

“ปล่อยเธอไป... ได้โปรด” แม่ก็ไม่ได้ดีกว่ากันนัก

“ผิด” ใบหน้าขาวเผือดนั้นเหมือนกับจะยิ้มได้ เขาหันมาอีเล็กตรา ก่อนจะคอมตัวลงชันเข่าหนึ่งข้าง จนมีความสูงพอ ๆ กัน “เธอชื่ออะไรล่ะแม่หนู”

เด็กหญิงไม่แน่ใจว่าควรจะตอบคำถามอีกฝ่ายหรือไม่ เธอหันมาหาพ่อกับแม่ ที่ตอนนี้มีสีหน้าทุกข์ใจจวนเจียนจะคลั่ง

“อย่าลูก อย่า... ไม่! อย่--” คนเป็นแม่ร้องห้าม พยายามวิ่งเข้าไปหา ก่อนจะล้มหัวคะมำที่ปลายเท้า ร่างกายแข็งเกร็ง แขนขาโดนผูกยึดไว้ด้วยบางอย่างที่มองไม่เห็นอีกครั้ง ถ้อยคำขาดหายราวกับโดนตัดลิ้นไป สภาพของผู้เป็นสามีก็ไม่แตกตางกันนัก

“เอาสิ” เจ้าของดวงตาสีแดงสดถามย้ำอีกครั้ง “ชื่ออะไร”

คนถูกถามนิ่งเงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบเบา ๆ “...อีเล็กตรา...”

“อืม...” เขาทำเหมือนสนใจ คิดว่าน่าจะเล่นกับเหยื่อมากกว่านี้สักหน่อย “มันเป็นชื่อดาวหรือเปล่า... ฉันเคยได้ยินว่าครอบครัวแบล็กชอบตั้งชื่อกันจากดวงดาวด้วยนี่”

แม้จะไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แต่อีเล็กตราก็พยักหน้าตอบคำถาม “...ดาวดวงหนึ่งในกลุ่มดาวทอรัส...”

“หนึ่งในดาวทอรัส... อืม มันมีดาวอะไรบ้าง”

เด็กหญิงมองหน้าเขาอีกครั้ง “...มองเห็นชัดเจนแค่เจ็ดดวง... ไมอา ทายจีตี อัลซายออน เซอลีโน สเตอโรเพ เมโรเพ แล้วก็ อีเล็กตรา”

“เจ็ดดวงหรือ... อืม ฉันชอบเลขเจ็ดพอดี แล้ว... พ่อกับแม่เรียกเธอว่าอะไรล่ะ ฉันว่าเราควรจะสนิทสนมกันมากขึ้นนะ ชื่อเล่นของเธอ”

...เอลลี่...

“ฉันไม่ชอบชื่อนี้เลย” คนฟังส่ายหน้า “ฉันขอเรียกเธอว่า... เอล... ได้ไหม”

เด็กหญิงไม่ตอบคำถามของเขา ทำเพียงหันไปหาพ่อกับแม่ที่เฝ้ามองอย่างทรมานใจ แล้วจึงถามคืนบ้าง “คุณเป็นใครคะ”

“โอ ใช่สิ ฉันนี่เสียมารยาทซะจริง เอาแต่ถามชื่อเธออยู่คนเดียว แต่ไม่แนะนำตัวเองก่อนเสียได้” เจ้าของใบหน้าขาวเผือดแสยะยิ้ม “ฉันชื่อ... โวลเดอมอร์

แม้จะมีชื่อเสียงและเป็นที่หวาดกลัวทั่วหัวระแหง หากในเวลานั้น... แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีใครได้เห็นโวลเดอมอร์ตัวเป็น ๆ  แล้วจะกลับมาแบบมีลมหายใจต่อได้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่อีเล็กตราจะไม่รู้ว่านี่เป็นเขา หากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่เธอรู้ ก็ทำให้เขาต้องประหลาดใจ

เธอยืนนิ่ง สงบ ตกใจแต่ก็ไม่ได้... กลัว

อืม... น่าประหลาดจริง ๆ

“เอาล่ะนะ” โวลเดอมอร์ลุกขึ้นยืน แล้วเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของอีเล็กตรา มือวางบนไหล่ทั้งสองข้าง จ้องมองข้ามศีรษะของเด็กหญิงไปหาพ่อกับแม่ของเธอ “มาคุยเรื่องของเรากันต่อดีกว่า ถึงตรงไหนนะ... อ้อ ใช่สิ” ดวงตาสีแดงสดจ้องมองพร้อมกับแสยะยิ้ม “ฉันผิดหวังกับพวกแกมาก... พวกแกเป็นหนึ่งในคนส่วนน้อยที่ฉันไว้ใจ... แต่ไม่นึก ว่าจะตอบแทนความเชื่อใจของฉัน... ทรยศฉัน เป็นสายลับให้ดัมเบิลดอร์ได้ รู้ไหมว่ามันทำ... ให้ฉันโกรธ... มาก

เมื่อพูดถึงตอนนี้ โวลเดอมอร์ก็เอื้อมมือเรียวยาวของตนมาปิดหูของอีเล็กตราเอาไว้ เพื่อไม่ให้เธอได้ยินเสียง “ฉันจะฆ่าพวกแกทั้งหมดตรงนี้เลย รวมทั้งแม่หนูเอลคนนี้ด้วย แต่วางใจเถอะ ฉันจะฆ่าพวกแกก่อน ส่วนลูกของแก จะโดนทรมานอย่างที่สุด แล้วค่อยตายตามไปทีหลัง ต่อให้เป็นผี ยืนมองอยู่ตรงนี้ พวกแกก็ช่วยอะไรแม่หนูนี่ไม่ได้...”

เขาปล่อยมือหลังจากพูดจบ อีเล็กตราแหงนหน้ามอง ไม่ได้ยินอะไรที่เขาพูดเมื่อสักครู่เลยสักประโยค เธอมองเห็นพ่อกับแม่ที่มีสีหน้าแววตาตื่นตระหนก หากในเสี้ยววินาที ก็ได้ยินเสียงร่ายคาถาดังขึ้น

“อะวาดา เคดาฟ-รา!

แสงสีเขียวสว่างขึ้นด้านหลัง ลอยขึ้นไปปะทะลงบนตัวของผู้เป็นพ่อสายหนึ่ง ก่อนที่เขาจะทำเช่นเดิมอีกครั้ง โดยมีเอลลาดอร่าผู้เป็นแม่เป็นเป้าหมาย แล้วในท้ายที่สุดร่างของพวกเขาก็ล้มนอนกับพื้น ไม่ต่างอะไรกับตุ๊กกระตาหุ่นกระบอกที่พังลงไป

อีเล็กตราตกใจจนสะดุ้ง ก่อนจะวิ่งไปหาร่างกลวงเปล่าตรงหน้า แล้วก็ได้ค้นพบความจริงที่ว่า... พ่อกับแม่ไม่อยู่กับเธออีกต่อไปแล้ว

เจ้าของดวงตาสีเทาอ่อนหันขวับไปหาเขา อีกฝ่ายมีท่าทีสบายใจราวกับไม่ได้คิดอะไรกับการสังหารผู้คน ผิดกับเธอที่รู้สึกต่างกันลิบลับ...

โวลเดอมอร์ค่อนข้างแปลกใจกับภาพที่เห็น เด็กผู้หญิงที่ดูไม่มีอะไรพิเศษเลยเมื่อครู่ กลับสามารถส่งแววตาเช่นนี้มาให้เขาได้อย่างไร

เธอเกลียด เธอโกรธ เธอแค้น ทุกสิ่งผสมปนเปอยู่ในดวงตาสีเทาสวย หากในความรู้สึกหลากหลายที่ฉายออกมาจากตาคู่นั้น กลับไม่มีเลยซึ่งความรู้สึกหนึ่ง... นั่นคือความกลัว

ทำไมเธอไม่กลัวเขาล่ะ?

มันเกิดเป็นคำถาม ที่ไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะนึกถามสักครั้งในชีวิต ทุกครั้งที่เขาไปฆ่าใคร แววตาที่เห็นก็มักจะเป็นความหวาดผวาอย่างถึงที่สุด ประกอบกับการร้องไห้คร่ำครวญ กับตัวที่สั่นเหมือนเจ้าเข้า ยิ่งทำให้คนพวกนั้นดูน่าสมเพช... จนเขารู้สึกพอใจตามขึ้นมา

น่าแปลกที่เด็กผู้หญิงวัยไม่เกินสิบปีคนนี้ กลับมองมาที่เขาโดยไม่มีความกลัวเกิดขึ้นได้

เขาวางแผนเอาไว้ ว่าจะฆ่าเซฟิอัสกับเอลลาดอร่าก่อน เพื่อให้มันเป็นทุกข์ที่สุด ทุกข์ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกหลังจากที่ตัวเองตายไป จากนั้น... ก็ค่อยฆ่าแม่หนูนี่ทีหลัง

หากแปลกเหลือเกินที่เขายังไม่ทำอะไร มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาด กว่าจะหาคนที่ไม่รู้สึกกลัวตนได้นั้นก็ยากลำบาก พอเจอขึ้นมาแล้วจึงไม่รู้จะจัดการอย่างไร

เขาควรจะฆ่าแม่หนูนี่ดีไหม หรือจะเก็บไว้ เอาไปทรมานจนกว่าจะได้เห็นเธอกลัวเขาแล้วค่อยฆ่าดี?

ปลายไม้กายสิทธิ์สีซีดขาวชี้ไปหา จ้องมองดวงตาสีเทาอ่อนกลับไป แต่ไม่ว่าอย่างไร... เธอก็ยังไม่แสดงท่าทีที่มีความหวาดกลัวเลยแม่แต่นิดเดียว

โวลเดอมอร์ยิ้มมุมปาก ก่อนจะร่ายคาถาเข้าใส่อีกฝ่ายอย่างจัง ร่างเล็ก ๆ นั้นล้มตึงลงกับพื้น ข้างศพของอีกสองคนที่ตายไปก่อนหน้านี้ ไม่กี่วินาทีต่อมาเขาจึงเดินกลับไปหา อุ้มร่างเล็ก ๆ ที่ไร้ซึ่งการตอบสนองของอีเล็กตราขึ้นมา ก่อนจะเดินเข้าไปในตัวบ้าน นำเธอกลับไปวางไว้บนเตียง

ดวงตาสีแดงสดจ้องมองใบหน้าที่หลับพริ้มของเธอ ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ โดยปกติ หากเขาตั้งเป้าว่าจะไปฆ่าใคร มันทุกคนที่อยู่ในนั้นด้วยก็ต้องตายกันหมดไม่มีข้อยกเว้น

แต่ที่ทำวันนี้ มันไม่ปกติเอาเสียเลย

เขาเดินออกไปยืนนอกตัวบ้าน หันกลับมามองเบื้องหลังอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจบินจากไป

ดวงตาคู่นี้...

จะยังมองเขาโดยไม่รู้สึกเกรงกลัวไปได้ถึงตอนไหนนะ





++++++++++++++++


พาร์ทใหม่มาแล้วววว พาร์ทกำเนิดอีวี่นั่นเอง 

บ้านหลังนี้คุ้นๆไหมคะ 

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งคำถาม ที่เอลลี่ไม่เข้าใจค่ะ

ว่าทำไมต้องทิ้งสิ่งสุดท้ายไว้ให้ในที่ที่เจอกันครั้งแรกด้วย?

(ที่ที่ฆ่าพ่อกับแม่เขาอีกต่างหาก ฮ่า ปู่ก็ทำอะไรแปลกๆ)

พาร์ทนี้ จะค่อยๆบอกเหตุผลที่เอลลี่เกลียดปู่มาทีละอย่างค่ะ

สำหรับพาร์ทนี้ ปู่โหดจริงๆค่ะ 

พาร์ทก่อนก็โหด แต่สังเกตว่าไม่ได้โหดกับคุณเมียเท่าไร (สำหรับความซาดิสม์ที่เห็น ในเรื่องเจ็บตัวต่างๆ คิดเสียว่าเป็นรสนิยมปู่ไป)

แต่พาร์ทนี้ ปู่โหดกับแม่อีวี่มาก จนขุ่นแม่ต้องน้ำตาตกหลายครั้งเลย

และตอบคำถามว่า "ฆ่าได้ทุกคน เว้นแค่คนเดียว" จริงหรือเปล่า

 เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์

   เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์   

เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์



 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

690 ความคิดเห็น

  1. #649 linlana lily (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 15:18

    เเงงปู่ทำตัวดีๆเป็นไหมม
    #649
    0
  2. #647 Stellae_Star (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 22:05

    รอนะคะ
    #647
    0