ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 788
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    2 ม.ค. 60

2

 

 

สี่ปีก่อนหน้านี้

เสียงสายฝนสาดกระหน่ำกระแทกกระจกหน้ารถดังไม่ขาดสาย ไอน้ำเกาะตัวรอบกระจกทุกด้านของรถเก๋งญี่ปุ่นกลางเก่ากลางใหม่ที่กำลังแล่นฝ่าสายฝนที่หนาเม็ดจนแทบมองไม่เห็นทางเบื้องหน้า ที่ปัดน้ำฝนทำงานด้วยอัตราถี่ที่สุดก็ยังไม่สามารถไล่เม็ดฝนที่เทกระหน่ำลงมาได้ แต่คนขับรถก็ไม่ได้ขับรถเร็วมากนัก เข็มวัดความเร็วแตะอยู่ที่เจ็ดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น

ทำไมอินถึงไม่เชื่อพี่บ้าง!!” คนขับรถ ซึ่งเป็นสาวสวย ใบหน้าคมคาย คิ้วเรียวขมวดแสดงอารมณ์ที่กำลังเดือดดาล เพราะคนที่นั่งข้างๆ แต่ถึงอย่างนั้นสติและสมาธิก็ยังคงจดจ่ออยู่กับการขับรถฝ่าสายฝนเม็ดหนา

เพราะพี่อรไม่มีเหตุผลต่างหากล่ะ!” หญิงสาวผู้มีใบหน้าหวาน โครงหน้าแสดงชัดถึงความคล้ายคลึง หากแต่ก็ไม่ได้เหมือนซะทีเดียวซ้ำยังอ่อนเยาว์กว่าเถียงกลับ ด้วยดวงตาและท่าทางดื้อรั้น   ไม่ยอมรับฟังสิ่งที่พี่สาวบอก

ไม่มีเหตุผลงั้นเหรอ พี่มีเหตุผลมากพอที่จะขอสั่งห้ามไม่ให้อินทิ้งการเรียน ทิ้งชีวิตตัวเองทั้งชีวิต เพื่อมาเป็นอาสาสมัครอยู่ในที่แบบนี้!!”

อาสาสมัครไม่ดีตรงไหน อินไม่อยากกลับไปเรียน ทำไมอินต้องทำตามที่พี่อรสั่งด้วย!!” 

เพราะพี่สั่งในฐานะผู้ปกครองของเธออินทิรา ตราบใดที่เธอยังต้องแบมือขอเงินจากพี่ เธอไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจอะไรทั้งนั้น!!!” คนเป็นพี่ว่ากลับ เสียงที่ตอบกลับมานั้นเต็มไปด้วยอารมณ์และอำนาจ คำพูดที่พูดออกมานั้นรู้ดีว่าเสียดแทงใจอีกฝ่ายแค่ไหน แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น

ในฐานะพี่สาวของอินทิราเธอไม่มีทางยอมให้น้องสาวคนเดียวทิ้งการเรียนเพื่อมาเป็นอาสาสมัครอยู่ในที่ที่ไม่มีอนาคตอย่างนี้ ใช่ว่าเธอไม่เห็นด้วยกับการเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้อื่น หากเป็นการมาทำชั่วคราวนานๆ ครั้ง เธอคงจะไม่บ่นว่าอะไรเลย แต่นี่...น้องสาวของเธอกลับละทิ้งทุกอย่างในชีวิตมาเพื่อทำมันทั้งๆ ที่ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ

อรจิรารู้สึกว่าน้องสาวที่นั่งข้างๆ ในตอนนี้ไม่เหมือน    อินทิราที่เธอรู้จักแม้แต่น้อย อินทิราไม่เคยเถียงเธอ เป็นเด็กน่ารักเชื่อฟังมาโดยตลอด แต่จู่ๆ วันหนึ่งอินทิราก็ตัดสินใจเก็บเสื้อผ้า           และบอกว่าจะเลิกเรียน แล้วก็มาเป็นอาสาสมัครช่วยชุมชนอยู่ที่จังหวัดภาคเหนือของไทย

ตอนแรกที่ได้ฟังเธอนึกว่าน้องสาวคงต้องการประชดเพราะทะเลาะกับผู้เป็นแม่ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นประจำ เธอเองก็พยายามจะพูดกับผู้เป็นแม่อยู่หลายครั้งในเรื่องนี้ สาเหตุที่แม่ของพวกเธอมักจะดุด่าและทุบตีอินทิรานั่นก็เป็นเพราะตอนเด็กๆ อินทิราเล่นซนจนเผลอไปยืนอยู่กลางถนน และตอนนั้นเองที่รถยนต์คันหนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง ผู้เป็นพ่อจึงวิ่งเข้าไปช่วย เหตุการณ์ครั้งนั้นเด็กหญิงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่พ่อ ผู้เป็นเสาหลักของครอบครัวต้องเสียชีวิต ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม่ก็โทษว่าเป็นความผิดของเด็กหญิงมาตลอด

อรจิราไม่เคยเห็นด้วยในเรื่องนี้ เธอเพียรพยายามขอร้องให้แม่หยุดกล่าวหาน้องสาวเสียที แต่ก็เหมือนการโยนกระดาษเข้ากองไฟ

 “ตราบใดที่เธอยังขอเงินจากพี่ เธอก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะขัดคำสั่ง เธอจะต้องกลับไปเรียนให้จบ ถ้าอยากจะทำงานอาสาสมัครก็ตามใจ แต่จะต้องทำเมื่อมีเวลาว่างจริงๆ เท่านั้น!” คำสั่งนั้นเฉียบขาดและวางอำนาจ

อินทิราเม้มริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลริน คำพูดของผู้เป็นพี่สาวแทบจะเชือดเฉือนหัวใจเธอ

น่าแปลก หัวใจเธอยังสามารถรู้สึกเจ็บได้มากกว่าที่เป็นอยู่ หญิงสาวคิดอย่างอดที่จะเยาะหยันตัวเองไม่ได้

อรจิราอายุมากกว่าอินทิราเพียงสามปี แต่เพราะพี่สาวของเธอเป็นคนฉลาด สอบได้ทุนเรียนตั้งแต่มัธยมปลาย แถมยังสอบชิงทุนเรียนระดับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้อีก มันเป็นข้อเปรียบเทียบที่ผู้เป็นแม่มักนำมาพูดถากถางอินทิราอยู่เสมอ เพราะเธอเรียนไม่เก่งเหมือนพี่สาว สอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้ ต้องเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนที่ค่าเทอมสูง โดยมีอรจิราเป็นคนส่งเสียค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

แต่เหตุผลที่ทำให้เธอหนีมาเป็นอาสาสมัครไม่ใช่เพราะน้อยใจผู้เป็นแม่ที่มักนำเธอไปเทียบกับพี่สาวเสมอ แต่เป็นเพราะเธอไม่สามารถที่จะทนเห็นภาพคนที่เธอแอบรักมีความสุขกับพี่สาวของเธอได้ หญิงสาวรู้ว่ามันเป็นความคิดที่น่ารังเกียจ แต่หากเธอก็ทำใจรับมันไม่ได้จริงๆ

เขา...รุ่นพี่ปีสี่ที่คณะ เขาป๊อบปูล่าในหมู่สาวๆ เพียงแค่พบหน้ากันครั้งแรกเธอก็แอบหลงรักเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เพราะเขาเป็นคำตอบของสาวๆ ทุกคน ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตาคมกล้าที่ทำให้หัวใจเต้นระรัว ฐานะชาติตระกูลที่เป็นภูมิหลังก็ยิ่งส่งผลให้เขายิ่งเป็นที่ดึงดูดใจ

เหมือนเจ้าชายในฝัน

แต่ตอนนั้นอินทิราก็รู้ว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะหลังจากที่เขาเรียนจบไปสองปี เธอก็ไม่ได้พบเขาอีกเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่พี่สาวของเธอกลับมาบ้านหลังจากที่ไม่ได้กลับมากว่าหกปี แต่พี่สาวเธอไม่ได้กลับมาเพียงลำพัง พี่สาวของเธอพาเขาคนนั้นกลับมาด้วย

เขามาในฐานะคนรักของอรจิรา

ความจริงที่ได้รับรู้ทำให้อินทิราตกใจแทบพูดไม่ออก ตอนแรกอินทิราคิดว่าความรู้สึกของตนเองเมื่อสองปีก่อนคงเป็นความรู้สึกแบบเด็กๆ ที่แอบปลื้มคนที่โดดเด่น แต่เมื่อยิ่งได้พบหน้าเขา เธอก็ยิ่งรู้ว่ามันไม่ใช่อย่างที่เธอคิด ทุกครั้งที่มองเขาหัวเราะกับอรจิรา เธอรู้สึกอิจฉา อยากจะเป็นคนที่ได้นั่งอยู่ข้างๆ เขาคนนั้นมากกว่า

ยิ่งนานวันความคิดนั้นยิ่งรุนแรง จนหญิงสาวรู้สึกเกลียดตัวเองยิ่งนัก และมันยิ่งรุนแรงมากขึ้นเมื่ออรจิรามาบอกข่าวดีกับเธอ

...พี่สาวของเธอกำลังจะแต่งงาน

หัวใจของอินทิราเหมือนกำลังจะแหลกสลาย หญิงสาวรู้ดีว่าเธอควรจะยินดีกับพี่สาว แต่เธอทำไม่ได้ นั่นเองที่เป็นสาเหตุให้อินทิราทิ้งทุกอย่างและขอไปหลบรักษาแผลใจโดยการเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือชุมชน

อินต้องเชื่อพี่ พี่หวังดีกับอิน พี่อยากเห็นอินมีอนาคตที่ดี คำพูดที่ตอนแรกเป็นเสียงตะโกนอย่างเดือดดาลถูกเปลี่ยนเป็นเสียงที่อ่อนโยนลงเมื่อเห็นน้องสาวนิ่งเงียบไป

อินทิรายังคงไม่ตอบ เธอรู้ว่าอรจิราหวังดีกับเธออย่างที่พูดจริงๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีความหมายใดแอบแฝง ซึ่งมันทำให้หญิงสาวได้แต่ละอายใจกับความคิดต่ำช้าของตัวเอง

รังเกียจ ขยะแขยงตัวเองเสียจนไม่สามารถที่จะมองสบตาพี่สาวได้ตรงๆ

พี่...ว้าย!!”  อรจิรากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่คำพูดนั้นก็เปลี่ยนเป็นเสียงหวีดร้องเมื่อรถยนต์คันหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถของทั้งสองอย่างกระชัดชิด ด้วยความตกใจทำให้อรจิราหักพวกมาลัยจนสุด ขาเหยียบเบรกจนมิด

ถนนที่ลื่นเพราะสายฝนที่ซัดกระหน่ำบวกกับการเบรกอย่างกะทันหันทำให้รถยนต์ที่ทั้งคู่นั่งเสียหลักและพลิกคว่ำหลุดจากเส้นทางไปหลายตลบ

ศีรษะที่กระแทกเข้ากับกระจกด้านข้างอย่างแรงทำให้อินทิรารู้สึกปวดจนหนึบเหมือนหัวจะระเบิด สตินั้นลางเลือน          จนแทบจะดับสนิท สายตาที่พร่าเลือนนั้นกวาดไปมองรอบๆ อย่างมึนงง เธอรู้สึกว่าตัวเองห้อยตก ภาพหลังคารถที่อยู่ด้านล่างพอจะทำให้หญิงสาวรู้ว่าตอนนี้ตัวรถพลิกคว่ำอยู่

พี่...อร... เสียงที่ร้องเรียกนั้นแหบแห้ง กวาดสายตาไปเพื่อมองหา

และภาพที่วิ่งเข้าสู่สายตาคือภาพของคนที่เธอเรียกหานอนหงายอยู่ที่พื้นในท่าบิดผิดปกติ สายเข็มขัดนิรภัยขาดห้อยลงจากเบาะที่นั่ง ใบหน้าสวยกว่าครึ่งเปื้อนด้วยของเหลวสีแดงข้นที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง ริมฝีปากบางนั้นคล้ายจะขยับพูดอะไรบางอย่าง

...และนั่นเป็นภาพสุดท้ายก่อนที่สติที่เลือนลางนั้นจะหมดลง ปิดทุกสิ่งทุกอย่าง และดึงหญิงสาวเข้าสู่ความมืดมิด

 

หลายวัน ณ ห้องพักผู้ป่วยที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

พี่หมอคะ...พี่อร...พี่อรเป็นยังไงบ้าง... เสียงที่ร้องถามนั้นแหบแห้ง แม้ว่ายามขยับกายจะรู้สึกปวดร้าวไปทั้งร่าง แต่เธอก็ยังพยายามไขว่คว้า เพื่อจะหาพี่สาวเพียงคนเดียว

อินใจเย็นๆ ก่อนนะ ตอนนี้อินต้องพักผ่อนมากๆ คนถูกเรียกพี่หมอพยายามกล่อมให้อีกฝ่ายใจเย็น เพราะถึงแม้ว่าอาการบาดเจ็บภายนอกจะไม่มาก แต่อวัยวะภายในก็ได้รับความเสียหายพอสมควร และดูจะหนักสุดก็คงเป็นบริเวณหน้าผากมน เหนือโคนผมขึ้นไปเล็กน้อย ที่แม้จะไม่ถึงกับแตก แต่ก็มีอาการบวมที่น่าเป็นห่วง

อินไม่เป็นไร...แต่พี่อร...อินเห็น...เลือด... คำพูดที่ขาดห้วงนั้นบ่งบอกได้อย่างดีว่าคนพูดแทบจะไร้สติ มีเพียงสัญชาตญาณเท่านั้นที่ทำให้เธอร้องหา

อินใจเย็นๆ นะ ตอนนี้อินห่วงแค่ตัวเองก็พอ พักผ่อนให้มากๆ อินเองก็เจ็บไม่น้อยเหมือนกัน

ไม่...อินจะหาพี่อร...พี่หมอพาอินไปหาพี่อรนะคะ...พี่อรเจ็บมากกว่าอิน อินเห็นเลือดออกเต็มไปหมด... เพียงแค่คิดภาพนั้นก็ปรากฏขึ้นในสมอง ใบหน้ากว่าครึ่งของอรจิราที่ท่วมท้นเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงข้น และก่อนที่สติสุดท้ายจะดับลง ปากของพี่สาวเพียงคนเดียวคล้ายจะขยับพูดอะไรบางอย่าง แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

นายแพทย์หนุ่มมองร่างบางในอ้อมแขนอย่างลังเล ยิ่งเห็นอาการทุรนทุรายของหญิงสาวด้วยแล้วเขาก็ยิ่งรู้สึกสงสาร

พี่หมอพาอินไปหาพี่อรนะคะ...

อิน ฟังพี่ดีๆ นะ คำพูดของนายแพทย์หนุ่มทำให้ร่างบางถึงกับชะงัก สายตาหวานเงยขึ้นมองสบ แต่เหมือนลางสังหรณ์บางอย่างมันบอก แววบางอย่างในสายตาอ่อนโยนนั้นทำให้หัวใจรู้สึกราวกับถูกบีบ อรจิรา...เสียชีวิตก่อนที่จะนำตัวส่งถึงโรงพยาบาล

 อากาศในปอดเหมือนจะหายไปอย่างไร้ล่องลอย ดวงตากลมโตเบิกกว้าง หยาดน้ำตาหลั่งรินราวกับสายน้ำ มือน้อยที่กำเสื้อกราวน์นั้นบิดแน่น ไม่จริง พี่หมอโกหก พี่อรยังไม่ตาย ไม่จริ๊ง!!!!”

อิน...ใจเย็นๆ...

ไม่จริง...พี่อรยังมีชีวิตอยู่ พี่หมออย่าโกหกอินแบบนี้...พี่อรยังไม่ตาย...อินไม่เชื่อ!!!” อินทิราโวยวายลั่น พร้อมทำท่าจะลงจากเตียงทำให้นายแพทย์หนุ่มก็ต้องรีบห้าม แต่อินทิรายามนี้ไร้สติที่จะคิดอะไรทั้งนั้น หญิงสาวพยายามตะกุยตะกายลงจากเตียง ร้องโวยวายลั่น ทำให้นางพยาบาลต้องรีบเข้ามาดู

ผมขอยาระงับประสาท ด่วนเลย!” นายแพทย์หนุ่มร้องสั่งทันที และหลังจากนั้นไม่นาน พยาบาลสาวก็กลับเข้ามาพร้อมเข็มฉีดยาที่บรรจุยาระงับประสาท ก่อนจะกดปลายเข็มลงบริเวณข้อพับที่แขนของอินทิรา ตลอดเวลานั้นหญิงสาวทั้งดิ้นและร้องตะโกนตลอด

หลังจากฉีดยาระงับประสาทสักพักร่างบางก็ค่อยๆ ทรุดฮวบลงสู่อ้อมแขนของนายแพทย์หนุ่ม แม้สติจะยังลางเลือนแต่ริมฝีปากบางก็ยังพร่ำหาผู้เป็นพี่สาวตลอดเวลา

นายแพทย์หนุ่มค่อยๆ ประคองร่างบางลงนอนบนเตียง และเช็ดคราบน้ำตาที่สองแก้มเนียนให้อย่างแผ่วเบา มือหนาเกลี่ยปอยผมที่ล่วงลงมาปรกหน้าอย่างนุ่มนวล ขนตางอนยาวที่เปียกชื่นยิ่งทำให้ชยันต์รู้สึกสงสารหญิงสาวมากขึ้น

เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งบ่ายคล้อยเกือบจะค่ำ นายแพทย์หนุ่มก็ต้องตื่นตกใจกับข่าวที่พยาบาลมาบอก...อินทิราหนีออกจากโรงพยาบาล ชยันต์ไม่ต้องใช้เวลาคิดมากนัก ชายหนุ่มรีบกลับเข้าไปที่ห้องทำงานถอดชุดกราวน์ออก คว้ากุญแจรถและออกวิ่ง ระหว่างนั้นมือก็กดเบอร์มือถือของมารดาอย่างรีบเร่ง

ใจของนายแพทย์หนุ่มตอนนี้ร้อนรุ่มเพราะความเป็นห่วงยิ่งนัก เขาไม่ได้ห่วงแค่สภาพร่างกายของอินทิรา แต่เขาห่วงสภาพจิตใจของหญิงสาวด้วย

เมื่อวานที่เขาไปงานสวดศพของอรจิรา อสมาผู้เป็นแม่นั้นแทบจะสาปแช่งลูกสาวคนเล็กทุกคำพูดเลยทีเดียว นับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุเมื่อสามวันก่อน อสมาไม่เคยมาเยี่ยมลูกสาวคนเล็กที่โรงพยาบาลแม้แต่ครั้งเดียว สิ่งเดียวที่เธอพร่ำพูดให้ใครต่อใครฟังก็คืออินทิราเป็นคนพรากชีวิตของอรจิราไปจากเธอ

คำกล่าวหานั้นมันต่างอะไรจากคำว่าฆาตกรเล่า!

ยิ่งคิดก็ยิ่งใจร้อน เท้าเหยียบคันเร่งแทบจะมิด ยามนี้ไม่สนอีกแล้วถึงข้อกำหนดของกฏหมายจราจร

 

หลังจากที่หนีออกจากโรงพยาบาลจนสำเร็จ อินทิราก็มาที่บ้านทันที บ้านหลังเล็กดูช่างเงียบเหงานัก หญิงสาวเดินโซซัดโซเซไปรอบๆ บ้าน อาการปวดหัวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายแทบจะล้มพับลงไปตรงนั้น เท้าเปลือยเปล่ายามนี้มีเลือดไหลซึม แต่มันก็หาทำให้ร่างบางหยุดเดิน ปากร้องตะโกนเรียกหาพี่สาวคนเดียวราวจะขาดใจ

อ้าว หนูอิน!” เสียงใครบางคนร้องทัก เมื่อหันไปจึงเห็น หญิงสูงวัยเจ้าของร้านขายของชำไม่ไกลจากบ้านมากนัก หาแม่เหรอลูก แม่เขาอยู่ที่วัดโน้นแน่ะ นั่งเฝ้าศพพี่สาวเราทั้งวันทั้งคืนเลย

ศพ?...พี่สาว?...ไม่!!!!

หนูอิน หนูอิน!!!” หญิงสูงวัยร้องเรียกเมื่อจู่ๆ อินทิราก็พรวดพราดออกไป ทิศทางที่หญิงสาวเดินไปนั้นคือวัดที่ตั้งศพของอรจิรานั้นเอง

ทำนองเพลงเศร้าชวนให้สลดใจดังมาแต่ไกล ก่อนที่หญิงสาวจะทันได้ก้าวเท้าเข้าสู่อาณาเขตของวัดด้วยซ้ำ อินทิราเดินตรงไปเหมือนคนที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เป้าหมายคือศาลาใหญ่ของวัด ที่มาของเสียงเพลงเศร้านั้น

หลายคนที่มาร่วมไว้อาลัยต่างมองหญิงสาวอย่างตกใจกับสภาพที่เห็น ผมเฝ้าของอินทิรากระเซอะกระเซิง ชุดที่ใส่เป็นชุดของคนไข้อย่างไม่ต้องสงสัย ใบหน้าหวานนั้นซีดขาว ดวงตากลมโตลอยค้างราวกับคนไร้สติ

การชี้ชวนของหลายคนทำให้อสมาซึ่งนั่งร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่หน้าโลงศพสีขาวสะอาดต้องเงยหน้าขึ้น และเมื่อเธอมองเห็นว่าใครคือต้นเหตุของเสียงซุบซิบนั้น ความกรุ่นโกรธก็ลุกขึ้นเหมือนไฟที่โหมกระหน่ำถูกราดซ้ำด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างดี ร่างท้วมผุดลุกขึ้นและถลาเข้ากระชากร่างบางของอินทิราทันที

ทำไมคนที่ตายจะต้องเป็นลูกสาวของฉัน ทำไมไม่เป็นแก!!!” อสมาด่าลั่น พร้อมทั้งทุบตีร่างบางไม่ยั้งมือ ร่างบางที่แทบจะไร้เรี่ยวแรงพยุงร่างอยู่แล้วทรุดลงไปกองกับพื้นทันที ทำไมไม่เป็นแก อีนังตัวซวย แกต้องฆ่าอีกกี่คนถึงจะพอใจ!!!”

อสมาหยุดเดี๋ยวนี้นะ!!” พิมพรรณที่ได้รับโทรศัพท์จากลูกชายจึงรีบรุดที่วัดเพราะพอจะเดาได้ไม่ยากนัก และมันก็เป็นจริง เมื่อมาถึงที่วัดเธอก็เห็นอสมากำลังทุบตีหญิงสาวไม่ยั้งมือ แม้ร่างบางนั้นจะหมอบกราบอยู่แทบเท้าก็ยังไม่หยุด

แกอย่ามายุ่ง นังนี่มันฆ่าลูกสาวฉัน!!!” อสมายามนี้ราวกับคนเสียสติ ไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น เมื่อไม่สามารถทุบตีได้สมใจ มือหยาบก็หยิบคว้าของใกล้มือก่อนจะปาไปที่ร่างบางอย่างแรง

ถ้วยกระเบื้องใบเล็กที่ถูกขว้างออกไปด้วยแรงโทสะมันจึงสามารถเรียกเลือดให้ไหลซึมจากหน้าผากมนได้อย่างดี

หนูอิน!!!” พิมพรรณร้องอย่างตกใจ พร้อมพยายามจะดูบาดแผลให้อินทิรา แต่หญิงสาวก็ผลักหนี ร่างบางพยายามคลานเข้าไปหาผู้เป็นแม่ ใบหน้าขาวซีดนั้นนองไปด้วยน้ำตา

แม่...

อย่ามาเรียกฉันนังตัวซวย ฉันไม่ใช่แม่แก!!!” อสมาตวาดกลับพร้อมพยายามจะเข้ามาทำร้ายหญิงสาวอีก แต่ชาวบ้านที่ทนมองเหตุการณ์ไม่ไหวต้องรีบเข้ามาช่วยกันห้าม

แม่... เสียงหวานร้องเรียกอีกครั้ง เสียงที่สั่นสะท้าน เรียกให้ทุกคนที่อยู่ที่นั่นรู้สึกสงสารยิ่งนัก

ฉันไม่ใช่แม่แก ถ้ารู้ว่าแกจะพรากทุกอย่างไปจากฉันแบบนี้ ฉันคงไม่ยอมให้แกเกิด ฉันคงจะฆ่าแกให้ตายไปแล้วตั้งแต่อยู่ในท้อง!!!” อสมาพ่นคำด่าต่างๆ มากมายออกมา

หัวใจของอินทิราบีบรัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ทั้งคำด่าหยาบคาย ทั้งสาปแช่งอีกสารพัด ที่ผู้เป็นแม่จะสรรหามาว่าเธอนั้น คล้ายกับใบมีดคมที่กรีดเฉือนหัวใจให้แหลกลาญ

คุณป้าครับ เกิดอะไรขึ้น? เสียงทุ้มต่ำของใครบางคนดังขึ้น

เสียงที่ต่อให้หลับตาก็ยังรู้ว่าใครเป็นเจ้าของเสียง เสียงของคนที่ได้แต่เฝ้าฝันให้เอ่ยเรียก เอ่ยคำบอกรัก...สักครั้ง

ขณะนั้นเองที่ชยันย์มาถึง ชายหนุ่มตรงเข้าหาร่างบางของอินทิราที่นอนกึ่งหมอบอยู่กับพื้น ในฐานะหมอมือหนารีบตรวจคลำหาชีพจรบริเวณลำคอระหงทันที...ความรู้สึกที่ปลายนิ้วนั้นแทบจะไม่มี มันแผ่วเบาจนน่ากลัว อิน...อิน...

เสียงเรียกนั้นไม่สามารถดึงสติของอินทิรามาได้เลยแม้แต่น้อย ดวงตากลมที่แทบจะลอยคว้างนั้นจับจ้องอยู่ที่คนเพียงคนเดียวเท่านั้น

มันเหมือนแผลสดที่ถูกราดด้วยน้ำเกลือ สายตาคมที่มองส่งมาไม่มีแม้แต่ความสงสาร เพลิงแห่งความโกรธเกลียดลุกโชนในดวงตาคู่นั้น

อินขอ...โทษ... เสียงแหบแห้งนั้นเอ่ยออกมาแทบไม่ได้ยิน แขนเรียวนั้นพยายามยกขึ้นราวกับจะไขว่คว้า ...ขอ...โทษ...

อีกฝ่ายเพียงจ้องหน้าเธอเท่านั้น ไม่แม้แต่จะเอื้อมมือมาสัมผัส ในที่สุดเรี่ยวแรงสุดท้ายก็หมดลง แขนเรียวล่วงตกแบหงาย ลมหายใจที่แผ่วเบาเริ่มขาดห้วง ดวงตากลมปิดลงท่ามกลางความตื่นตกใจของชยันต์และพิมพรรณ

แต่ก่อนสติสุดท้ายจะปิดลง หูทั้งสองข้างได้ยินชัดถึงประโยคเดียวที่เขาเอ่ยกับเธอ

...ทำไมคนที่ตายถึงไม่เป็นเธอ!!!....

 

นิรุธเป็นฝ่ายได้สติก่อน ชายหนุ่มตรงเข้ากระชากที่ต้นแขนเรียวอย่างแรง ไม่สนว่าจะทำให้อีกฝ่ายเจ็บแค่ไหน เธอมาทำอะไรที่นี่!!”

อินทิราพูดอะไรไม่ออก เพราะหญิงสาวยังคงตกตะลึงอยู่ สายตาคมกล้าที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังที่มองมามันทำให้หญิงสาวหายใจแทบไม่ออก

หัวใจเหมือนถูกบีบ ภาพในอดีตซ้อนทับกับปัจจุบัน ลมหายใจปอดราวกับถูกฉุดกระชาก

ฉันถามว่าเธอมาทำอะไรที่นี่!!!” นิรุธถามย้ำอีกครั้ง เสียงตวาดลั่นทำเอาสุจารีเองก็ยังสะดุ้งตกใจ เพราะเธอทำงานกับนิรุธ    มาสี่ปีแต่เธอไม่เคยเห็นเจ้านายหนุ่มโกรธได้ถึงเพียงนี้ และแม้แต่อังคณาที่เดินออกมาตามเองก็ตกใจไม่น้อยเหมือนกัน

ความกรุ่นโกรธพุ่งขึ้นมาอย่างไม่อาจจะระงับ เพียงแค่เห็นหน้าผู้หญิงตรงหน้า ความเจ็บช้ำ ภาพในอดีตก็กลับมาทำร้ายชายหนุ่มอีกครั้ง ภาพใบหน้าซีดขาวของคนรัก ผิวเนียนที่เย็นชืดไร้สัญญาณแห่งการมีชีวิต

และทุกอย่างเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าเขาตอนนี้

เธอกล้าดียังไงมาให้ฉันเห็นหน้าอีก!!!”

เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบ นิรุธจึงหันกลับไปกดปุ่มเรียกลิฟต์ เมื่อประตูถูกเปิดออก เขาก็ลากร่างบางเข้าไปในนั้นทันทีโดยไม่สนว่าหญิงสาวจะเต็มใจหรือไม่

คุณนิรุธคะ? สุจารีร้องถามอย่างตื่นๆ เมื่อเห็นว่าแรงผลักของเจ้านายหนุ่มนั้นทำให้หญิงสาวร่างบางอัดกระแทกเข้ากับผนังลิฟต์อย่างแรงจนหญิงสาวทรุดลงไปนั่งกองอยู่กับพื้น

แต่นิรุธไม่สนใจ ชายหนุ่มเอื้อมมือไปกดปุ่มตัวเลขชั้นหนึ่งทันที

อินทิรายังคงนั่งทรุดตัวอยู่ที่มุมด้านหนึ่งของลิฟต์ ร่างบางสั่นสะท้าน หยาดน้ำตาไหลอาบสองแก้มจนเปียกปอน แขนเรียวทั้งสองข้างกอดเข่าตัวเองแน่น ใบหน้าหวาดซีดขาว ฟันขาวกัดริมฝีปากล่างของตัวเองแน่นจนเลือดสีแดงไหลซึม

หากแต่แววตานั้นกลับว่างเปล่า

เมื่อลิฟต์ลงมาหยุดที่ชั้นหนึ่ง ชายหนุ่มก็ก้มลงคว้าต้นแขนเรียว ทั้งกระชากและลากให้ร่างบางเดินตาม บรรดาพนักงานที่อยู่ชั้นล่างต่างมองมาที่ทั้งสองคนอย่างสนใจ

เมื่อหยุดถึงประตูชายหนุ่มก็ผลักร่างบางอย่างไม่ปรานีจนหญิงสาวทรุดลงไปกองที่พื้นอีกครั้ง

ออกไปจากบริษัทฉัน และอย่าคิดที่จะเหยียบเข้ามาที่นี่อีก!”

อินทิราได้แต่นั่งนิ่งทำอะไรไม่ถูก สมองยังคงว่างเปล่า

ฉันบอกให้ออกไปไงล่ะ หรือจะต้องให้รปภ. มาลากเธอออกไป!!” ชายหนุ่มตวาดเสียงดังลั่นอีกครั้ง สายตาที่มองคนตรงหน้าไม่มีความปรานีหรือเมตตาแม้แต่น้อยดี! ในเมื่อเธอไม่ยอมออกไปดีๆ งั้นก็ได้...รปภ.!!!”

รปภ. สองคนรีบเข้ามาหาชายหนุ่มตามคำสั่งทันที

จับผู้หญิงคนนี้โยนออกไป และดูเอาไว้อย่าให้เธอเข้ามาที่นี่ได้อีก ถ้าเธอมาให้ฉันเห็นหน้าอีก พวกคุณจะถูกไล่ออก!!!” คำสั่งเฉียบขาดนั้นทำให้รปภ. ทั้งสองได้แต่มองหน้ากัน ก่อนจะหันไปมองร่างบางที่ยังคงนั่งสั่นเทาอยู่บนพื้น แม้จะสงสารอย่างไร แต่พวกเขาก็ต้องทำตามสั่งของชายหนุ่ม เพราะเขาเป็นถึงผู้บริหารของบริษัท

แต่ก่อนที่รปภ. ทั้งสองจะทันได้ทำตามคำสั่งของนิรุธ เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นห้ามซะก่อน

หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!” เสียงร้องของภากรทำให้นิรุธตวัดสายตากลับไปมองเพื่อนสนิททันที

ภากรวิ่งหน้าตาตื่นและชายหนุ่มต้องร้องอย่างตกใจเมื่อเห็นสภาพของผู้ช่วยเลขาของตน เขารีบเข้าไปโอบประคองร่างบางทันที ก่อนจะเงยหน้าถามคนที่ทำ แกทำบ้าอะไรของแกวะ!!”

แกรู้จักผู้หญิงคนนี้งั้นเหรอ? นิรุธเอ่ยถามเสียงเย็น น้ำเสียงที่ทำให้ภากรเองก็อดที่จะกลัวไม่ได้ เพราะพ่อของทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกัน ลงทุนทำกิจการร่วมกันคือบริษัทอัครทรัพย์แห่งนี้ เขาจึงรู้จักนิรุธมาทั้งชีวิต และมีไม่กี่ครั้งนักที่เขาจะเห็นเพื่อนซี้โกรธได้ถึงขนาดนี้

ครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นนิรุธแทบจะฆ่าใครสักคนได้ก็คือเมื่อสี่ปีก่อน ตอนที่คนรักของเขาเสียชีวิตในอุบัติเหตุ

อินเป็นผู้ช่วยเลขาของฉัน

ผู้ช่วยเลขา?...ไล่เธอออกซะแล้วหาคนใหม่มาแทน

แกมีเหตุผลอะไรมาไล่ผู้ช่วยเลขาฉันออก? ภากรถามกลับ สิ่งที่เพื่อนซี้ของเขาทำกับอินทิรามันทำให้เขาอดที่จะสงสัยไม่ได้

เพราะผู้หญิงคนนี้เป็นฆาตกร...แต่คำตอบนั้นก็ดังเพียงแค่ในใจของนิรุธเท่านั้น

ว่าไง แกมีเหตุผลอะไรมาไล่อินทิราออก ตั้งแต่เธอทำงานมาไม่เคยมีสักครั้งที่จะทำงานบกพร่องหรือสะเพร่า แล้วแบบนี้แกจะให้ฉันไล่เธอออกได้ยังไง? ภากรถามขึ้นอีกครั้ง รับรู้ได้ว่าร่างบางในอ้อมแขนนั้นกำยึดเสื้อเขาแน่น แม้แต่คนตาบอดยังรู้ว่ายามนี้หญิงสาวคนนี้หวาดกลัวเพื่อนซี้เขาแค่ไหน

แกไม่ต้องสนว่าฉันมีเหตุผลอะไร แต่แกต้องไล่ผู้หญิงคนนี้ออก ไม่อย่างนั้นฉันจะเป็นคนลากเธอออกไปเอง น้ำเสียงและท่าทางจริงจังของคนพูดทำเอาภากรพูดอะไรไม่ออก เพราะนิรุธแสดงให้เห็นชัดว่าเขาพร้อมที่จะทำตามที่พูดอย่างแน่นอน

แกไม่สิทธิ์ลากใครออกไปทั้งนั้น!” เสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจดังขึ้น บรรดาพนักงานที่มุงดูต่างรีบแหวกวงล้อมให้ท่านประธานใหญ่ได้เดินเข้ามา อิทธิพลมองร่างบางที่อยู่ในอ้อมแขนของภากรก่อนที่สายตานั้นจะตวัดมองคนที่เป็นลูกชายด้วยสายตาขุ่นมัว แกเป็นคนทำอย่างนั้นเหรอ?

เธอไม่ควรจะอยู่ในบริษัทนี้ นิรุธตอบกลับผู้เป็นพ่อทันที

แกมีเหตุผลที่จะไล่ผู้หญิงคนนี้ออกอย่างนั้นเหรอ เธอฉ้อโกงบริษัทหรือไง?

คำถามของผู้เป็นพ่อทำให้นิรุธพูดอะไรไม่ออก อะไรบางอย่างในสมองเขามันบอกว่าพ่อเขากำลังปกป้องผู้หญิงคนนี้

แกจะไล่ใครออกก็เป็นสิทธิ์ของแก แต่สำหรับอินทิรา แกไม่มีสิทธิ์นอกจากเธอจะทำผิดร้ายแรงจริงๆ

พ่อ!!” คำพูดนั้นหนักแน่นจนทำให้นิรุธได้แต่กัดฟันกรอด สายตาคมตวัดมองร่างบางในอ้อมแขนของเพื่อนซี้อย่างเกลียดชัง

กร ลุงฝากดูแลหนูอินด้วยนะ พาเธอไปโรงพยาบาลและพาไปส่งที อิทธิพลหันไปสั่งภากรซึ่งก็รีบรับคำทันที ชายหนุ่มช้อนอุ้มร่างบางขึ้นและเดินไปยังรถของตนเองซึ่งจอดอยู่หน้าบริษัท เมื่อเห็นว่าภารกรดูแลอินทิราอย่างดีแล้ว อิทธิพลก็หันมามองลูกชายของตนเองทันที ส่วนแก ตามฉันมา!!”

 

ทำไมพ่อต้องปกป้องผู้หญิงคนนั้น!!” นิรุธเอ่ยอย่างไม่พอใจทันทีได้อยู่ตามลำพังกับผู้เป็นพ่อในห้องทำงาน

ฉันต้องถามแกมากกว่า ว่าแกเป็นบ้าอะไรถึงได้ทำอะไรป่าเถื่อนแบบนั้นกับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างหนูอิน!” อิทธิพลสวนกลับลูกชายทันที สายตาที่ตวัดมองนั้นแสดงออกว่าไม่พอใจและตำหนิอย่างชัดเจน

หนูอิน! เห๊อะ!! นี่พ่อไปรู้จักอินทิราได้ยังไง อะไรทำให้พ่อเรียกผู้หญิงแบบนั้นว่าหนูอิน ผู้หญิงคนนั้นเป็นอีหนูของพ่อหรือไง!!”

นิรุธ!!” อิทธิพลแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินจากปากลูกชาย

นิรุธเองก็เหมือนจะตั้งสติได้ ชายหนุ่มยกมือขึ้นพนมช้าๆ ผมขอโทษครับ

ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไรแกถึงโกรธหนูอินได้ขนาดนี้ แต่ฉันจะขอสั่งเลยว่าแกอย่าได้แสดงมันออกมาอีก เพราะหนูอินจะต้องทำงานที่นี่ นอกเสียจากว่าอินทิราจะฉ้อโกงบริษัท

ผมอยากทราบเหตุผลที่พ่อดูจะเมตตาผู้หญิงคนนั้นนัก

เพราะคนที่แกเรียกว่าผู้หญิงคนนั้น คนที่แกเพิ่งจะลากเขาราวกับเขาเป็นหมูเป็นหมาได้ช่วยชีวิตพ่อแกเอาไว้น่ะซิ!” คำพูดนั้นทำให้นิรุธชะงักค้างทันที ผู้หญิงคนนั้นคือคนที่ช่วยพาฉันส่งโรงพยาบาล ช่วยทำให้ฉันมีลมหายใจได้ถึงทุกวันนี้ เหตุผลนี้มากพอหรือยังที่แกจะยอมให้หนูอินทำงานที่นี่

นิรุธจนด้วยคำพูด เขานึกย้อนไปถึงตอนที่เขากำลังประชุมงานสำคัญที่ยุโรป เขาได้รับโทรศัพท์จากมารดาว่าผู้เป็นพ่อเกิดหัวใจวายกะทันหัน แต่โชคดีได้ผู้หญิงใจดีคนหนึ่งช่วยเอาไว้ทันท่วงที พ่อเขาจึงปลอดภัย ตอนที่ได้ฟังเขารู้สึกขอบใจและชื่นชมผู้หญิงคนนั้นมากนัก

แต่ใครจะรู้เล่าว่าชะตาช่างเล่นตลกนัก ที่ลิขิตให้ผู้หญิงคนนั้นคือผู้หญิงที่ชื่ออินทิราแต่ก็อีกนั่นแหละ ในเมื่อชะตากำหนดให้เธอมาอยู่ตรงหน้าเขา แล้วทำไมเขาต้องพลาดที่จะหยิบฉวยโอกาสนั้นด้วยเล่า

ดวงตาคมวาวโรจน์ด้วยสัญญาณอันตราย ก่อนที่เสียงทุ้มกดต่ำจะหลุดลอดจากริมฝีปากหนา

อินทิรา ฉันจะทำให้เธอรับรู้ความเจ็บปวดที่เธอไม่มีวันลืมได้เลยตลอดชีวิต

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

12 ความคิดเห็น

  1. #2 pretty-p (@rod_usawadee) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 13:43
    โอย แม่คนโชคร้ายตลอดชีวิตหรือไงเนี่ยยยยยยย
    #2
    0