ลิขิตลวงใจ (รีไรท์ ebook)

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 751
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    3 ม.ค. 60

3

 

 

ถึงเวลาจะล่วงเลยมาจนเกือบสิบโมงเช้าแล้ว แต่การจราจรในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ลดความคับคั่งลงเลยแม้แต่น้อย ถนนสายหลักยังคงเต็มไปด้วยรถจำนวนมาก ผู้คนยังเดินกันขวักไขว่ ถึงรถประจำทางจะโล่งและเบาบางลงบ้าง แต่อย่างไรผู้คนก็ยังแก่งแย่งกันเพื่อให้ตนเองได้ที่นั่ง บวกกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวด้วยแล้ว มันก็ยิ่งทำให้น่าเวียนหัว

อินทิราเองก็พยายามคลายร้อนด้วยการเอาแฟ้มเอกสารโบกพัดเบาๆ เพื่อช่วยคลายร้อน สายตากลมโตเพ่งมองฝ่าไอแดดเพื่อมองหาหมายเลขรถประจำทางสายที่ต้องการ

สองวันแล้วที่เธอไม่ได้ไปทำงานที่อัครทรัพย์ เพราะการเผชิญหน้าที่เกิดขึ้นทำให้อินทิราตัดสินใจจะหางานใหม่แทน ตลอดเวลาสองวันที่ผ่านมาภากรพยายามโทรติดต่อเธอหลายครั้ง จนอินทิราต้องเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ เธอรู้ดีว่าภากรมีความหวังดีกับเธอ เธอเองก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างไรมันก็คงดีกว่าที่เธอจะไปทำงานที่บริษัทแห่งนั้น ที่ซึ่งบังคับให้เธอต้องเจอเขาคนนั้นทุกวัน

เพียงแค่คิดถึงหัวใจก็ปวดร้าวจนแทบหายใจไม่ออก น้ำตามันคอยจะคลอหน่วยเสียให้ได้  สายตาของเขาที่มองเธอในวันนั้นยังติดตาไม่ห่างหาย ราวกับฝันร้ายที่ไม่มีวันลบเลือนไปได้

ปี๊นนนน

เสียงแตรรถดังยาวเรียกให้อินทิราหลุดจากภวังค์ความคิดและกลับคืนสู่ความเป็นจริง เสียงแตรที่ดังยาวนั้นดังจากรถยุโรปราคาแพงที่จอดเทียบฟุตบาทอยู่ตรงหน้าเธอ ในที่ที่ห้ามรถส่วนบุคคลจอด

กระจกติดฟิมล์สีดำเกือบจะสนิทเลื่อนลงช้าๆ พร้อมเสียงร้องตะโกน อินขึ้นรถสิ!”

คุณภากร!” อินทิราร้องอย่างตกใจเมื่อเห็นว่าคนที่ร้องเรียกเป็นใคร

ขึ้นรถเร็วเข้า!” ภากรร้องอีกเมื่อรถประจำทางบีบแตรดังสนั่น เรียกสายตาบนถนนให้หันมามอง

อินทิรายังคงยืนลังเลไม่รู้จะทำยังไงดี แต่เมื่อสายตาของผู้คนมากมาย และเสียงแตรยาวของรถประจำทางที่เข้ามาจอดดังขึ้นอีกครั้ง เธอจึงต้องจำใจเปิดประตูและเข้าไปนั่งในรถของภากร

ดีนะที่วันนี้ไม่มีตำรวจ ภากรพึมพำเบาๆ พร้อมออกรถอย่างรวดเร็ว

คุณภากรมาทำอะไรแถวนี้คะ? อินทิราเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ เพราะทิศทางที่ชายหนุ่มเพิ่งจอดรับเธอมานั้นเรียกได้ว่าอยู่คนละฟากเมืองของบริษัทเลยก็ว่าได้

ผมก็มาตามตัวผู้ช่วยเลขาผมกลับไปทำงานน่ะสิ ภากรตอบด้วยเสียงเรียบๆ ราวกับเป็นเรื่องปกติผมเป็นห่วงคุณมากนะ จู่ๆ ก็ลางานสองวัน แถมยังติดต่อก็ไม่ได้อีก นึกว่าไม่สบายเป็นอะไรไปแล้ว แล้วนี่คุณกำลังจะไปไหน?

อินขอโทษที่ทำให้คุณภากรเป็นห่วง อินสบายดีค่ะ อินทิราเลือกตอบที่สามารถตอบได้ ส่วนคำถามสุดท้ายนั้น เธอแน่ใจว่าชายหนุ่มรู้ดีว่าเธอกำลังจะไปไหน ดูจากการแต่งตัวและแฟ้มเอกสารในมือเธอ มันก็คงไม่ใช่เรื่องยากนักหากจะเดา

ที่สำคัญเธอได้โทรไปแจ้งฝ่ายบุคคลของบริษัทเรียบร้อยแล้ว

ผมเห็นแล้วว่าคุณสบายดี ภากรยังคงตอบเสียงเรียบ

เอ่อ...คุณภากรจะพาอินไปไหนคะ?

ไปกินข้าวเที่ยง เมื่อเช้าผมรีบออกจากบ้านโดยที่ยังไม่ได้แตะต้องอะไรเลยเพราะอยากจะไปหาคุณที่อพาร์ทเม้นท์ แต่คุณออกมาซะก่อน แล้วผมก็ขับรถวนอยู่หลายรอบ กว่าจะเจอคุณ คำพูดของภากรทำให้คนฟังรู้สึกผิด ใบหน้าหวานสลดลงอย่างเห็นได้ชัดคุณเป็นต้นเหตุให้ผมอดข้าวเมื่อเช้า เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องรับผิดชอบโดยการไปกินข้าวเที่ยงเป็นเพื่อนผม

แต่อินมีธุระสำคัญต้องไปจัดการนะคะ!”  อินทิราร้องเสียงหลง เธอมีนัดสัมภาษณ์งานในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้านี้ และมันคงไม่ดีแน่หากเธอไปสาย เอาไว้อินเสร็จธุระแล้ว เราค่อยไปได้ไหมคะ?

ธุระสำคัญของคุณคืออะไรล่ะ อินทิราคำถามที่ย้อนกลับมานั้นทำเอาอินทิราอึ้ง พูดอะไรไม่ออก อย่าลืมนะว่าคุณยังเป็นผู้ช่วยเลขาของผมอยู่

แต่...

ผมยังไม่ได้จดหมายลาออก หรือเซ็นอนุมัติการลาออกของคุณเลยนะ ภากรตัดบทก่อนที่อินทิราจะได้โต้แย้ง และรู้เอาไว้เลยนะอินทิราว่าผมไม่มีทางเซ็นอนุมัติจดหมายลาออกให้คุณแน่

คิ้วเรียวขมวดแน่น ดวงตามีแววแห่งความลำบากใจชัดเจน มือเรียวทั้งสองข้างกำแน่นบ่งบอกถึงความตึงเครียด แต่มันคงไม่ดีหรอกนะคะ หากอินจะทำงานที่นั่น เพราะคุณนิรุธคงไม่พอใจนัก

มันไม่เกี่ยวอะไรกับนิรุธเลยแม้แต่นิดเดียว ผมไม่รู้ว่าระหว่างคุณกับไอ้รุธมีเรื่องอะไรกันแต่คุณเป็นผู้ช่วยเลขาของผมนะอินทิราไม่ใช่ของไอ้รุธ ภากรตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง ความจริงแล้ว เขาได้รับมอบหมายจากอิทธิพลให้มาตามหาตัวอินทิราโดยเฉพาะ และต่อให้อิทธิพลไม่ได้สั่ง เขาก็เต็มใจที่จะมาหาตัวหญิงสาวเองเช่นกัน

แต่...

ไม่มีแต่นะอิน คุณต้องกลับไปทำงานที่บริษัท ไม่ต้องไปสนใจไอ้รุธหรอก และผมสัญญาจะปกป้องคุณเอง ที่สำคัญคุณลุงบอกให้ผมมาบอกคุณว่า คุณติดหนี้บริษัทอยู่เนื่องจากคุณเบิกเงินล่วงหน้าไปแล้วถึงสองเดือน ภากรพูดพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ปรากฏที่มุมปาก

และชายหนุ่มคิดถูกที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด มันทำอินทิราหมดคำพูดที่จะยกมาอ้างทันที เพราะหญิงสาวติดหนี้จริงอย่างที่ชายหนุ่มบอก เธอขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้ามาจริง เพื่อนำไปจ่ายเป็นค่าเช่าอพาร์ทเม้นท์ที่ค้างเอาไว้

ถึงยังไงก็ปฏิเสธไม่ได้หรอก ใช่ไหม? ภากรถามกลับ ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

อินทิรามองชายหนุ่มและสุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจ

หลังจากที่ภากรพาเธอไปกินข้าวเที่ยงแล้ว เขาก็พาเธอกลับมาส่งที่อพาร์ทเม้นท์ และแน่นอนว่าคนทั้งคู่ตกเป็นเป้าสายตาของหลายๆ คนที่อยู่บริเวณนั้น แต่ดูเหมือนภากรจะไม่สนใจเลยสักนิด

หวังว่าผมคงจะพบคุณพรุ่งนี้นะอินทิราภากรพูดจบก็ขับรถออกไป ทิ้งให้อินทิรายืนหนักใจอยู่เบื้องหลัง

เอาเถอะ แค่สองเดือนเท่านั้น เมื่อเธอใช้หนี้เงินที่เบิกมาล่วงหน้าหมด เมื่อถึงเวลานั้นเธอจะยื่นจดหมายลาออกอย่างเป็นทางการ และภากรก็จะไม่มีข้ออ้างใดมาใช้กับเธออีก

แค่สองเดือนเท่านั้น และเธอหวังเหลือเกินว่ามันจะเป็นเวลาสองเดือนที่รวดเร็ว

 

อินทิราไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ อย่างที่ภากรบอก เพราะเธอไม่มีทางที่จะหาเงินมาคืนได้ตามจำนวนเงินที่เคยเบิกล่วงหน้าไปแล้วมาคืนภากรได้ ทางเดียวที่มีก็คือกลับไปทำงานใช้หนี้คืนเท่านั้น

ทั้งๆ ที่เธอพยายามปลอบตัวเอง ว่าเวลาสองเดือนนั้นไม่ได้นานเกินไปนัก และมันจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว

แต่เอาเข้าจริงแค่ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น เธอก็รู้สึกราวกับจะหมดเรี่ยวแรง อยากจะหนีไปให้เสียพ้นๆ เพราะหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา มันเป็นหนึ่งสัปดาห์ที่หนักหนาสาหัส และยาวนานเหลือเกินสำหรับอินทิรา

คำนินทาและสายตามากมายที่จะมองมาของคนรอบข้างเมื่อเธอกลับเข้าไปทำงานอีกครั้งเป็นสิ่งที่อินทิราเตรียมใจรับสภาพเอาไว้แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เธอไม่ได้เตรียมใจไว้ก็คือการกลั่นแกล้งสารพัดของเขา

ตอนแรกเธอคิดว่าเขาคงทำเหมือนเธอเป็นเพียงอากาศธาตุที่เขาจะมองผ่านเธอไป หรือบางทีเขาอาจจะพูดเหน็บแนมให้เธอเจ็บช้ำ แต่ความเป็นจริงนั้นต่างกันมากนัก จริงอยู่ว่าเขาเหน็บแนมเธอด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบ แต่เขาไม่ได้มองเธอเป็นอากาศธาตุ ตรงกันข้าม เขามองเธออย่างชัดเจน ไม่เบือนหน้าหนีเลยสักนิด และเขาก็สั่งงานเธอสารพัดเท่าที่เขาจะสั่งได้

อินทิรามักกลับที่พักด้วยร่างกายที่อ่อนเพลีย จนแทบไม่มีเรี่ยวแรงหญิงสาวไม่นึกอยากอาหารด้วยซ้ำ สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือการนอนพักให้มากที่สุด เพื่อจะได้มีแรงสู้ในวันใหม่ เพียงแค่สองวันที่เธอเผชิญหน้ากับนิรุธมันก็ทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยและท้อแท้ราวกับเธอทำงานหนักตลอดสองเดือนโดยไม่มีการหยุดพัก

วันนี้เองก็เช่นกัน อินทิราทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างอ่อนล้า แทบไม่อยากลุกขึ้นไปอาบน้ำด้วยซ้ำ

แต่ก่อนที่หญิงสาวจะได้พักอย่างตั้งใจ เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น อินทิราหยิบโทรศัพท์เครื่องเล็กของเธอขึ้นมาดูที่หน้าจอ และชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอนั้นทำให้หัวใจของหญิงสาวหนักอึ้ง

อินทิราถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะกดรับสายและกรอกเสียงลงไป สวัสดีค่ะแม่

กว่าจะรับสายได้นังตัวดี!” เสียงตวาดลั่นของผู้เป็นแม่มาตามสาย น้ำเสียงที่บอกชัดถึงอารมณ์ที่ไม่ดีนัก

พอดีอินอยู่ในห้องน้ำน่ะค่ะ

ฉันนึกว่าแกจะหนีหน้า ไม่รับสายฉันซะอีก แล้วนี่หายหัวไปไหนเกือบสองเดือน ไม่คิดจะกลับมาบ้านบ้างหรือไง หรือว่าไม่คิดจะสนใจแล้วว่าคนเป็นแม่อย่างฉันจะอดอยาก หรือต้องขอข้าวใครกิน!!”

อินไม่ได้จะหนีหน้าแม่ แค่ช่วงนี้อินไม่ค่อยว่างเท่านั้น อินทิราตอบกลับด้วยเสียงปกติ

เพราะประโยคที่ผู้เป็นแม่กล่าวหานั้นเธอได้ฟังจนชินแล้ว...เจ็บจนไม่สามารถเจ็บไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว

หึ! แกมันก็หาข้ออ้างได้ตลอดนั่นแหละนังอิน!!” เสียงผู้เป็นแม่ตอบกลับอย่างไม่ค่อยจะเชื่อนัก และมันก็ทำให้อินทิราได้แต่ลอบถอนหายใจ วันพรุ่งนี้แกจะกลับมาบ้านหรือเปล่า?

คำถามนั้นหากจะแปลให้ตรงตามความหายของคนพูดจริงๆ ก็คงจะเป็น...พรุ่งนี้แกเอาเงินมาให้ฉันที่บ้านด้วย

ค่ะ อินจะเข้าไป แต่...อินทิรายังพูดไม่ทันจบประโยคอีกฝ่ายก็พูดสวนขึ้นอย่างไม่สนใจ

ดี แล้วก็หัดซื้อของเข้ามาด้วยล่ะ ของที่บ้านหมดหลายอย่างเลย แล้วก็อย่ามาสายนักนะ ฉันมีนัดตอนบ่าย!!”  พูดจบก็วางสายไปทันที ทิ้งให้อินทิราได้แต่นั่งมองโทรศัพท์มือถือของตัวเอง

หัวใจดวงน้อยหนักอึ้งนักยามนี้ ได้แต่ตัดพ้อในใจว่าจะมีใครบ้างไหมที่มีชีวิตเหมือนเธอ เส้นทางชีวิตที่เต็มไปด้วยขวากหนามและความทุกข์ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมันทำให้หญิงสาวอดที่จะรู้สึกน้อยใจในโชคชะตาของตัวเองไม่ได้

...หากคนที่ตายเมื่อสี่ปีก่อนเป็นเธอ ทุกอย่างคงจะดีกว่านี้สินะ

 

วันนี้อินทิราตื่นขึ้นแต่เช้า แม้ร่างกายจะประท้วงเรียกร้องให้พักต่อ แต่เธอก็ทำไม่ได้ เพราะวันนี้เธอได้นัดกับผู้เป็นแม่เอาไว้แล้วว่าเธอจะกลับเข้าไปหาที่บ้าน และมันคงจะเป็นการไม่ดีแน่หากเธอไปช้า

ก่อนที่จะเข้าไปที่บ้านอินทิราได้แวะห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อของใช้จำเป็น หญิงสาวต้องหนักใจเมื่อเห็นจำนวนเงินที่ต้องจ่าย สมัยนี้ไม่ว่าอะไรก็แพงไปหมด ซื้อเพียงไม่กี่อย่างยอดเงินก็สูงเลยไปถึงกว่าสองพันบาท

หลังจากซื้อของเสร็จอินทิราก็รีบนั่งรถประจำทางเพื่อไปที่บ้านทันที บ้านหลังที่เธอโตมา บ้านที่เธออยากจะกลับแต่ก็กลับไม่ได้เพราะเจ้าของบ้านไม่ได้ต้อนรับเธอเลยสักนิด เจ้าของบ้านจะต้อนรับเธอก็ต่อเมื่อเธอมีเงินมาให้เท่านั้น

ตอนที่อินทิรามาถึงหน้าบ้านนั้นผู้เป็นแม่กำลังจะเดินสวนออกจากบ้านอยู่แล้ว และดูจากสีหน้าของผู้เป็นแม่ อินทิราก็รู้ได้ทันทีว่าเธอทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจอย่างมาก

หน็อย! กว่าจะมาได้นะนังอิน ฉันเกือบจะไปไม่ทันนัดแล้วเห็นไหม!!”

อินขอโทษค่ะ แต่พอดีว่าวันนี้คนที่ห้างฯ เยอะมาก แล้วรถเมล์ก็น้อยด้วย

มือข้างซ้ายยกขึ้นเท้าสะโพก ส่วนมืออีกข้างยกขึ้น ปลายนิ้วชี้นั้นชี้ตรงไปที่ใบหน้าหวานของอินทิราแกไม่อยากมาหาฉันก็บอกมาตรงๆ เถอะน่า แกมันลูกเนรคุณจริงๆ ถ้าอรยังอยู่ล่ะก็ อรจะไม่ปล่อยให้ฉันรออย่างที่แกทำหรอก!!” 

ค่ะ อินทิราเพียงรับคำสั้นๆ เท่านั้น เธอรู้ดี ไม่มีประโยชน์ที่จะแก้ตัว เพราะผู้เป็นแม่ไม่เคยฟังคำของเธอ

อสมามองลูกสาวคนเล็กที่ก้มหน้านิ่งตรงหน้าด้วยความหงุดหงิด อินทิราไม่เคยเถียงเธอแม้แต่ครั้งเดียวไม่ว่าเธอจะด่าว่าแรงขนาดไหน ไม่เคยแม้แต่จะโต้แย้งเสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นมันมากเกินกว่าที่เธอจะทำใจรับได้ ลูกสาวคนเล็กของเธอพรากคนสำคัญไปคนแล้วคนเล่า อสมาไม่แม้แต่จะสามารถมองหน้าอินทิราได้ด้วยซ้ำ เพราะมันจะทำให้เธอนึกถึงสิ่งที่สูญเสีย ความเสียใจ ความเศร้าใจทั้งหมดของเธอจึงถูกเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง

เอาล่ะๆ ฉันไม่อยากจะด่าแกมากนักหรอก เพราะกระโหลกแกมันหนาเกินกว่าจะเข้าใจ รีบๆ เอาเงินมา ฉันต้องรีบไปแล้ว!!!” 

อินทิราทำตามคำสั่งแต่โดยดี หญิงสาวหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาและหยิบธนบัตรใบละพันจำนวนหนึ่งส่งให้ผู้เป็นแม่ ซึ่งแทบจะกระชากไปจากมือเธอ

อสมานับธนบัตรในมือด้วยความหงุดหงิด และความอารมณ์ของเธอก็ยิ่งเดือดมากยิ่งขึ้นเมื่อเธอนับมันได้เพียงแค่สามใบ

นี่มันอะไรกันนังอิน เงินแค่นี้มันจะพอใช้จ่ายได้ยังไง!!” อสมาตวาดลั่น พร้อมโยนเงินสามพันบาทนั้นใส่หน้าอินทิรา ฉันเลี้ยงแกมาให้โตจนป่านนี้แกคิดว่าฉันหมดเงินเท่าไหร่ นี่หายหัวไปเป็นเดือนแล้วแกมีเงินมาให้ฉันแค่นี้น่ะเหรอ!!”

อินมีเท่านี้จริงๆ นะคะแม่ อินเพิ่งได้งานใหม่ เดือนหน้าอินจะเอามาให้แม่มากกว่าแน่ๆ อินทิราก้มลงเก็บเงินสามพันขึ้นมา และพยายามจะพูดอย่างอ่อนน้อม พยายามให้เหตุผล 

แต่นั่นไม่ได้อยู่ในความใส่ใจของผู้เป็นแม่แม้แต่นิดเดียว อสมาตรงเข้าหาลูกสาว และเริ่มรัวฝ่ามือใส่ร่างบางที่ได้แต่ยกมือปัดป้อง

หน็อยย นังตัวดี กล้าพูดกับฉันแบบนี้งั้นเหรอ ไม่ใช่เพราะแกหรือไงที่ทำให้ฉันต้องลำบาก แกฆ่าพ่อแกเองไม่พอ แกยังพรากลูกสาวไปจากฉันอีก เพราะแก ทุกอย่างเป็นเพราะแก นังตัวซวย!!” ฝ่ามือนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นกำปั้นที่รัวทุบอย่างไม่ยั้ง บางครั้งก็หยิกจนเนื้อแทบจะติดมือหยาบกระด้างนั้น

อินทิราไม่แม้แต่ร้องขอความเมตตาเพราะเธอรู้ดีว่าเธอจะไม่ได้มัน เพราะตลอดเวลาหลายปี ตั้งแต่เล็กจนโตเธอก็ไม่เคยได้มันแม้แต่ครั้งเดียว

แกมันตัวกาลกิณี ถ้าอรไม่ไปรับตัวแก ป่านนี้อรก็จะไม่ตาย ลูกสาวฉันคงจะได้แต่งงาน ฉันคงจะได้อยู่ดีมีสุข แต่ทุกอย่างมันเป็นเพราะแกคนเดียว นังอินทิรา!!!”

อินขอโทษ...

ขอโทษแล้วแกทำให้ลูกสาวฉันฟื้นขึ้นมาได้หรือไง ทำไมนะทำไม ทำไมคนที่ตายวันนั้นถึงไม่เป็นแก ทำไมต้องเป็นคนดีๆ อย่างอรด้วย แกมันตัวซวยทำอะไรก็ไม่เคยได้เรื่องสักอย่าง ไม่ได้ครึ่งหนึ่งของพี่สาวแกด้วยซ้ำ ไม่รู้ฉันคลอดแกออกมาทำไม ถ้ารู้อย่างนี้ฉันฆ่าแกตายตั้งแต่ยังไม่เกิดซะก็ดี!!!” คำด่ามากมายที่พร่างพรูออกจากปากผู้เป็นมารดานั้นสร้างความเจ็บปวดให้หญิงสาวได้มากกว่าฝ่ามือที่ทุบตีเธออยู่ตอนนี้เสียอีก

แม้จะได้รับฟังประโยคเล่านี้มาตั้งแต่เด็กๆ แต่มันก็ยังคงสร้างบาดแผลและความเจ็บปวดในใจของหญิงสาวได้เสมอ

อสมาพอได้แล้ว นี่หยุดนะ!!” เสียงร้องห้ามคุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับพิมพรรณที่วิ่งเข้ามาดึงร่างบางไปกอดแน่น

แกอย่ามายุ่งนะ นี่ไม่ใช่เรื่องของแก!!”

ก็เอาซี่ เข้ามาเลยฉันจะได้ไปแจ้งความว่าเธอทำร้ายร่างกายหนูอิน พิมพรรณซึ่งเป็นแม่ของชยันต์ เจ้าของบ้านรั้วติดกันเอ่ยกลับอย่างไม่หวาดเกรง และคำขู่ของเธอก็ทำให้อีกฝ่ายชะงักไปทันที เอาเลย ถ้าแน่จริงก็เข้ามาสิ!!”

ป้าพิมคะ อย่า...

หนูอินไม่ต้องพูดอะไรแล้วลูก หนูเจ็บขนาดนี้ยังจะไปเห็นใจคนใจร้ายได้ยังไง เป็นแม่ประสาอะไรทุบตีลูกอย่างกับทาส อย่างกับคนใช้

นังอินมันเป็นลูกฉัน ฉันจะทำอะไรมันก็ได้ แกไม่เกี่ยว!!” อสมาว่ากลับพร้อมพยายามเอื้อมมือมาคว้าตัวหญิงสาวกลับไป แต่พิมพรรณไม่ยอม

อย่ามาอ้างความเป็นแม่เลย ถ้าเธอไม่มีมันอยู่ในความคิด!” พิมพรรณว่ากลับอย่างดุเดือดไม่แพ้กัน เธอเห็นอสมาทุบตีอินทิรามาตั้งแต่เด็ก ได้ยินมาเกือบทุกประโยคที่อสมาจะสรรหามาด่าลูกสาว ไปกับป้าเถอะหนูอิน อย่าอยู่ที่นี่เลย

แกจะพามันไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!!” อสมาเข้ามาขวางทางทั้งสองคนเอาไว้ทันที

หนูอินจะไปไหนก็ได้ เพราะแกโตแล้ว ไม่ใช่เด็กๆ ถ้าอยากจะขวางก็ไปแจ้งตำรวจเอาสิ แล้วมาดูกันว่าใครจะเป็นคนเดือดร้อน พิมพรรณว่ากลับอีก และสิ่งที่เธอพูดก็ทำให้อสมาชะงักอีกครั้ง คนแถวนี้เป็นพยานได้ทุกคนนั่นแหละ เธอเองก็รู้ดี

อสมาได้แต่กัดฟันแน่นอย่างโกรธแค้น แกจะพามันไปไหนก็ได้ แต่มันต้องเอาเงินมาให้ฉันก่อน!!”

พิมพรรณได้ฟังก็นึกอยากจะว่ากลับนัก แต่ติดที่อินทิราห้ามเอาไว้ซะก่อน หญิงสาวเดินเข้าไปหาผู้เป็นแม่บังเกิดเกล้าพร้อมยื่นเงินจำนวนสามพันบาทให้ ตอนนี้อินมีอยู่เท่านี้จริงๆ เอาไว้ถ้าอินหาเพิ่มได้ อินจะรีบเอามาให้แม่

อสมากระชากเงินจำนวนสามพันบาทนั้นจากมือของลูกสาว และพูดทิ้งท้ายว่า ก็อย่าให้มันชักช้านักล่ะ!!”

ผู้เป็นแม่เดินจากไปแล้ว ด้วยท่าทางโมโหโกรธา เป็นอีกครั้งที่เธอทำให้แม่ไม่พอใจ อีกครั้งที่เธอไม่สามารถทำให้แม่หันมามองเธออย่างที่มองอรจิราได้

พิมพรรณที่เห็นหญิงสาวนิ่งเงียบไปก็รีบเข้ามาปลอบโยนหนูอินอย่าไปคิดมากเลยนะลูก แล้วนี่เป็นอะไรมากหรือเปล่า ไปบ้านป้าก่อนไหม?

ไม่เป็นไรค่ะป้าพิม เดี๋ยวอินจะกลับที่หอพักเลย ขอบคุณป้าพิมมาก ป้าพิมต้องมาเดือดร้อนเพราะอินอีกแล้ว หญิงสาวยกมือพนมบรรจงกราบลงที่ไหล่ของพิมพรรณอย่างนอบน้อม

เพราะความเป็นคนน่ารักอ่อนน้อมอย่างนี้ไงเล่าเธอถึงรู้สึกเอ็นดูเด็กคนนี้นัก อยากได้มาเป็นลูกสะใภ้เสียด้วยซ้ำ ติดว่าทั้งอินทิราและลูกชายของเธอต่างไม่ได้คิดต่อกันแบบนั้นเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

12 ความคิดเห็น

  1. #3 pretty-p (@rod_usawadee) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 13:49
    นั่นสิ อยากได้เป็นสะใภ้
    แต่ก็ปกป้องไม่ได้นะคะ อย่าอยากได้เลยค่ะ จะลำบากด้วยกันทั้งหมด
    ชีวิตที่ดีน่ะ หน้าตาเป็นไงน้า สงสารเหลือเกิน
    #3
    0