ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 831
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    2 ม.ค. 60

Adobe Systems1

 

กว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วที่อินทิราได้เข้ามาทำงานที่บริษัทอัครทรัพย์ ตำแหน่งที่เธอได้รับคือตำแหน่งผู้ช่วยเลขาอย่างที่อิทธิพลบอกจริงๆ หลานชายที่คุณลุงพาเธอมาแนะนำให้รู้จักคือภากร วัฒนทรัพย์ ผู้บริหารฝ่ายการตลาด

ภากรจัดว่าเป็นหนุ่มโสดที่อยู่ในฝันสาวๆ ทุกคน เพราะผู้ชายคนนี้ครบถ้วนด้วยคุณสัมบัติที่ผู้หญิงต้องการ ทั้งหน้าที่การงาน ฐานะทรัพย์ ฐานะสังคม ยิ่งรวมกับรูปร่างหน้าตาที่จัดเข้าขั้นดูดีโดดเด่นด้วยแล้วก็ทำให้ชายหนุ่มเป็นที่หมายปองของสาวๆ ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

สำหรับอินทิราแล้ว เธอไม่สนว่าภากรจะมีรูปร่างลักษณะอย่างไร สิ่งที่เธออดชื่นชมและนับถือเขาไม่ได้ก็คือเขาเป็นเจ้านายที่ดี เป็นกันเอง ไม่ถือตัวแม้ว่าตนเองจะอยู่ในตำแหน่งใหญ่

คนอื่นอาจจะมองว่าการที่ได้เข้ามาทำงานในบริษัทใหญ่ แถมยังได้ตำแหน่งดีๆ แบบที่เธอได้เป็นความโชคดี แต่นั่นไม่ได้ทำให้อินทิรารู้สึกดีใจแม้แต่น้อย เพราะเธอรู้ดีว่ายามนี้ตัวเธอนั้นกำลังเป็นหัวข้อนินทาของคนทั้งบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อิทธิพลเป็นคนชวนเธอเข้ามาทำงานด้วยตัวเองทั้งๆ ที่ประวัติการทำงานของเธอไม่ได้โดดเด่นแม้แต่น้อย หรือเรื่องที่ภากรแสดงออกอย่างชัดเจนว่าสนใจในตัวเธอ ก็ยิ่งทำให้หัวข้อนินทานั้นถูกขยายกว้าง

แม้แต่เลขาของภากรเองก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่พอใจในการที่เธอได้เข้ามาเป็นผู้ช่วยเลขาเช่นกัน

นี่คิดจะแกล้งกันหรือไงหา ถึงพิมพ์ผิดเยอะขนาดนี้!” เสียงเลขารุ่นพี่ดังขึ้นพร้อมแฟ้มงานที่ถูกกระแทกวางตรงหน้า

อินทิรามองแฟ้มนั้นก่อนจะเปิดออกดู ในบรรดาเอกสารห้าหน้ามีหมึกแดงถูกวงไว้สองจุด อินขอโทษค่ะ อินจะพิมพ์ให้ใหม่เดี๋ยวนี้

คิดว่าฉันว่างมากถึงขนาดที่จะต้องมานั่งแก้งานของเธอตลอดเวลาหรือไง!” อังคณาว่าอีก รู้สึกหมั่นไส้ใบหน้าเรียบร้อยของหญิงสาวตรงหน้าเสียเหลือเกิน

จริงอยู่ว่างานของเธอนั้นแทบจะล้นมือ แต่เธอก็ทำหน้าที่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์มากว่าสี่ปีโดยไม่มีผู้ช่วยสักคน แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันจู่ๆ ถึงโผล่เข้ามา และเธอคงโต้แย้งเป็นแน่หากคนที่แนะนำผู้หญิงหน้าอ่อนคนนี้ไม่ใช่ประธานใหญ่ของบริษัท เข้ามาทำงานเพียงไม่นาน ผู้หญิงคนนี้ก็อ่อยเจ้านายของเธอเสียจนชายหนุ่มแทบจะตามไปรับไปส่งถึงบ้านเลยทีเดียว และไม่เพียงแค่เจ้านายหนุ่มของเธอเท่านั้นหรอกนะ แม้แต่พวกหนุ่มๆ ในบริษัทเองก็ทำท่าสนใจหญิงสาวคนนี้เช่นกัน

ไม่รู้ฉันได้ผู้ช่วยเลขาหรือต้องมานั่งเป็นคนฝึกเด็กทำงานไม่เป็นกันแน่!”

อินขอโทษจริงๆค่ะ คราวหน้าอินจะพยายามตรวจสอบให้ละเอียดกว่านี้ อินทิราน้อมรับคำกล่าวโทษแต่โดยดี เพราะเธอเองก็ใช่จะถนัดงานสายนี้มากนัก

 “เธอควรจะคิดได้ตั้งแต่ทำครั้งแรกแล้ว!!” เลขาสาวใหญ่ตวาดกลับเสียงสูง ทำให้ใบหน้าหวานยิ่งสลดลงเพราะรู้สึกผิดเข้าไปอีก

อะไรกัน คุณอังคณา เสียงภากรดังขึ้น ทำให้อังคณาสะดุ้ง เลขาสาวใหญ่รีบลุกขึ้นและหันไปมองเจ้านายหนุ่มที่มองมาด้วยสายตาไม่พอใจนัก ทำไมต้องดุกันขนาดนั้นด้วย?

เอ่อ...แม่...อินทิราน่ะค่ะ พิมพ์ตกหล่นในเอกสารสำคัญที่จะให้ลูกค้าเซ็นดิฉันเลยตักเตือนนิดหน่อย

ก็ไม่เห็นต้องว่ากันรุนแรงขนาดนั้น ดูซิ อินหน้าเสียเลย ค่อยๆ พูดก็ได้ เพราะยังไงอินก็เพิ่งเข้ามาทำงาน ภากรพูดเสียงเรียบ แต่ดวงตาฉายชัดว่าไม่พอใจ เขาเคยเห็นอังคณาดุด่าผู้ช่วยเลขาคนใหม่อยู่หลายครั้ง เขาไม่อยากจะสอดมือเข้าไปยุ่ง จึงทำเป็นไม่เห็น แต่ครั้งนี้เขาอดไม่ได้จริงๆ เพราะไม่อย่างนั้นหญิงสาวคงต้องโดนอังคณากดขี่ตลอดไปแน่ๆ

ใบหน้าของอังคณางอง่ำอย่างไม่พอใจ ตลอดสี่ปี่เธอทำงานให้ภากร น้อยครั้งนักที่เขาจะตำหนิเธอ แต่ครั้งนี้เธอกำลังโดนว่าเพียงเพราะเธอสั่งสอนคนทำงานไม่ได้ความ มันน่าเจ็บใจนัก!

ผมไม่อยากให้คุณคิดว่าผมเข้าข้างอินทิรานะคุณอังคณา แต่อินเพิ่งเข้ามาทำงาน คุณก็ควรจะอลุ่มอล่วยให้บ้างเท่านั้น

ค่ะ ดิฉันเข้าใจ อังคณารับคำ ทั้งที่ในใจนั้นเดือดดาลอย่างที่สุด ไม่ทราบคุณภากรมีอะไรหรือเปล่าคะ ถึงออกมาจากห้องเองแบบนี้?

อ๋อ ผมลืมไปเลย อินทิรา คุณเข้ามาช่วยผมในห้องหน่อยสิ

คะ? อินทิราร้องอย่างตกใจ อดไม่ได้ที่จะเหลือบไปมองอังคณา

ผมต้องเลือกโลเคชั่นสามแห่งสำหรับรีสอร์ทใหม่ของบริษัทเพื่อเสนอเข้าที่ประชุมบ่ายวันนี้ผมรู้มาว่าคุณจบศิลปศาสตร์มา คุณคงพอจะมีเซ้นส์บ้าง

เอ่อ แต่...

คุณเป็นผู้ช่วยเลขาของผมนะอินทิรา นี่เป็นคำสั่ง ไม่ใช่การข้อร้อง

คำพูดของภากรทำให้อินทิราไม่มีทางเลือก สายตาหวานเหลือบมองเลขารุ่นพี่อย่างเกรงใจ

ภากรเห็นท่าทางแบบนั้นของอินทิราก็พอจะเดาได้ว่าหญิงสาวรู้สึกยังไงจึงหันไปถามเลขาสาวใหญ่ คุณอังมีอะไรด่วนจะให้อินทิราช่วยหรือเปล่า?

ไม่มีค่ะ อังคณาตอบ ปลายเสียงนั้นตวัดนิดๆ

งั้นก็ดี อินทิราเข้ามาช่วยผม ห้ามปฏิเสธ นี่เป็นคำสั่ง!” พูดจบภากรก็เดินกลับเข้าไปในห้องทำงาน ทิ้งให้สองสาวต่างวัยเผชิญหน้ากัน

อินทิรานั้นรู้สึกอึดอัดใจมาก เธอไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเธอมีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่นแบบนี้เลย พี่อังเข้าไปช่วยคุณภากรแทนอินทีนะคะ พี่อังประสบการณ์เยอะกว่าอินคงช่วยคุณภากรได้ดีกว่า

จะให้ฉันเสนอหน้าเข้าไปแล้วจะได้โดนด่ากลับมาหรือไง!” อังคณาสวนกลับมาทันที ไม่ได้ยินหรือไงว่าคุณภากรเขาต้องการตัวเธอ เขาบอกเธอน่าจะมีเซ้นส์ แล้วแบบนี้จะให้ฉันเข้าไปทำไม อยากเห็นฉันโดนคุณภากรด่าอีกหรือไง แค่เมื่อกี้มันไม่สะใจเธองั้นสิ!!”

อินไม่ได้คิดแบบนั้น... อินทิราพยายามแก้ตัว แต่อีกฝ่ายไม่ฟังสิ่งที่เธอต้องการ อังคณาหอบแฟ้มเอกสารปึกใหญ่ และเดินจากไปทันที ทิ้งให้อินทิราได้แต่ยืนลำบากใจอยู่คนเดียว

แม้จะรู้ตั้งแต่ยอมรับความช่วยเหลือจากอิทพลแล้วว่าเรื่องแบบนี้จะต้องเกิดขึ้น แต่ทำไมคนอื่นๆ ถึงมองเธอในแง่ร้ายนักนะ

หากเธอมีทางเลือกอื่นเธอคงไม่มาทำงานที่นี่อย่างแน่นอน เพราะถึงงานนี้จะได้เงินดี แต่มันก็มาพร้อมเสียงนินทาและความอึดอัดใจ ที่สำคัญมันไม่ใช่งานที่ตรงกับความสามารถของเธอเลย

ติดก็ตรงที่เธอไม่ได้มีทางเลือกมากนัก

 

ประตูทางออกผู้โดยสารขาเข้าท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ท่าทางเต็มเปี่ยมด้วยเสน่ห์และความมั่นใจ รูปร่างที่สูงโปร่ง ไหล่กว้าง สะโพกสอบ ช่วงขาที่ยาวราวกับนายแบบ รวมถึงบุคคลิกท่าทางการก้าวเดินที่ไร้ที่ติทำให้สาวๆ ต่างต้องเหลียวหลังมองด้วยสายตาหยาดเยิ้ม หวังเพียงอยากสบสายตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้แว่นตาสีชาแบรนด์ดังเพียงเสี้ยววินาทีก็ยังดี

แม้เขาจะไม่ได้ใส่สูทแบรนด์ดังราคาแพง สวมเพียงเสื้อเชิ๊ตสีขาวที่ปลดกระดุมลงมาสองเม็ด โชว์แผ่นอกแกร่งให้เห็นอยู่รำไรและกางเกงแสล็คสีดำที่แสนจะดูธรรมดา แต่เขาก็ยังดูโดดเด่นท่ามกลางผู้คนมากมายอยู่ดี

หลายคนสามารถจดจำหน้าตาของชายหนุ่มได้จากหน้านิตยสารธุรกิจและนิตยสารบันเทิงบางฉบับ หากพูดถึงนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงทายาทบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังอย่างอัครทรัพย์ คงไม่มีใครที่อยู่ในวงการนี้ไม่รู้จักนิรุธ อัครไพศาลกุลคนนี้แน่ เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมาชื่อของเขาติดหนึ่งในนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุด

และเมื่อปีที่แล้วน้เอง เขาก็ติดอันดับห้าจากสิบอันดับของหนุ่มโสดที่สาวๆ หมายปองมากที่สุดด้วย

แต่สายตามากมายที่มองมานั้นจะทำให้ชายหนุ่มสนใจได้แม้แต่น้อยก็หาไม่ ขายาวๆ ยังคงก้าวเดินอย่างมั่นคง พร้อมกระเป๋าเดินทางขนาดกลางไม่เล็กไม่ใหญ่มาก มุ่งตรงไปยังประตูทางออกที่ได้นัดหมายกับคนขับรถของครอบครัวเอาไว้

คนขับรถสูงอายุ โค้งให้ชายหนุ่มอย่างสุภาพก่อนจะรับกระเป๋าเดินทางไปไว้ท้ายรถ

ชายหนุ่มถอดแว่นตากันแดดออก เปิดประตูเข้าไปนั่งเบาที่นั่งตอนหลังของรถยนต์แบรนด์ยุโรปที่ออกแบบมาอย่างกว้างขวาง มือหนาดึงประตูปิด

ท่าทางงานคราวนี้จะเหนื่อยนะครับ? คนสูงวัยกว่าถาม ขณะพารถค่อยๆ เคลื่อนออกจากที่จอดรถของสนามบิน

 นิดหน่อยครับลุงเพิ่ม ไปตั้งสิบห้าวันแต่ได้พักจริงๆ แค่วันเดียวเอง การไปดูงานครั้งนี้ของเขายาวนานที่สุดเท่าที่เคยไปเลยก็ว่าได้ แต่การไปดูงานในครั้งนี้ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ประโยชน์ เขาได้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคมากมายและการบริหารอีกหลายรูปแบบที่เขาคิดว่าจะสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้กับตลาดธุรกิจในไทยได้

คนขับรถเก่าแก่ของครอบครัวเหลือบมองนาฬิกาและพบว่าตอนนี้เกือบจะบ่ายสามโมงเย็นแล้ว...เวลาเลิกเรียนของนักเรียนชั้นอนุบาลไปจนถึงชั้นมัธยม คุณรุธหลับก่อนก็ได้ครับ กว่าจะถึงบ้านคงต้องใช้เวลาสักพัก เพราะเข้าชั่วโมงเร่งด่วนพอดี

กรุงเทพฯ กับรถติด เลี่ยงกันไม่ได้เลยสินะ ชายหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเอนหลังและหลับตาลงอย่างง่ายดาย การเดินทางกว่าสิบสองชั่วโมงส่งผลให้ร่างกายเหนื่อยล้า

 

เอี๊ยดดดดด

คนที่กำลังหลับสนิทต้องลืมตาขึ้นเมื่อรถที่นั่งเบรกอย่างกะทันหัน พร้อมเสียงสบถพึมพำของคนขับรถสูงวัย

เกิดอะไรขึ้นลุงเพิ่ม?

รถคันหน้าน่ะครับ ปาดเข้ามาตัดหน้า คงหวังว่าจะพ้นแยก แต่พอดีไฟแดงเสียก่อนเลยเบรกกะทันหัน ผมเองก็เหยียบเบรกแทบจะมิดเหมือนกัน...เลยทำให้คุณรุธตื่น ผมต้องขอโทษจริงๆ นะครับ

ไม่เป็นไรหรอก ชายหนุ่มตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันไปมองรอบๆ เพื่อดูว่ารถแล่นมาถึงตรงไหนแล้ว สายตาคมกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะต้องชะงักเมื่อเหลือบไปเห็นร่างบางคุ้นตา

แม้จะเป็นเพียงด้านหลัง แต่มันช่างคุ้นตาเหลือเกิน หญิงสาวผู้นั้นเดินหายเข้าไปในซอยหนึ่ง พ้นจากรัศมีของสายตา ไม่ต้องคิดซ้ำสอง ไม่ต้องรอให้สมองประมวลผล ชายหนุ่มเปิดประตูรถและรีบวิ่งไปยังทิศทางที่ร่างนั้นเดินหายเข้าไปทันที

คุณรุธครับ!!” ลุงเพิ่มตะโกนอย่างตกใจเมื่อจู่ๆ เจ้านายหนุ่มก็เปิดประตูแล้วกระโจนลงจากรถ

ปรี๊นนนน

เสียงแตรดังยาวจากรถคันหลังเมื่อสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว ลุงเพิ่มไม่มีทางเลือกอื่น จึงต้องเคลื่อนรถออก    โชคดีที่ไม่ไกลจากแยกสัญญาณไฟจราจรนั้นมีปั๊มน้ำมันตั้งอยู่ คนขับรถสูงวัยจึงเลี้ยวรถเข้าไปจอดทันที

ด้านนิรุธหลังจากที่วิ่งลงจากรถมาอย่างกะทันหัน ชายหนุ่มก็มาหยุดอยู่หน้าซอยที่เห็นผู้หญิงคนนั้นหายเข้ามา ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆ หมายจะหาเจ้าของร่างนั้นให้เจอ แต่ในซอยแคบๆ นี้กลับไม่มีวี่แววของเธอคนนั้นเลย

นิรุธไม่ได้ละความพยายามลงแค่นั้น เขายังคงเดินไปตามซอยต่างๆ อย่างมีความหวัง ใบหน้าหล่อเหลาท่วมไปด้วยหยาดเหงื่อที่ไหลริน

คุณรุธครับ!” ลุงเพิ่มร้องเรียกเมื่อตามหาเจ้านายหนุ่มจนพบ คุณรุธเจอคนรู้จักเหรอครับ?

นิรุธไม่ได้ตอบคำถาม แต่สายตายังคงกวาดมองไปรอบๆ อยู่เช่นเดิม

คุณรุธ?

เสียงเรียกคราวนี้ทำให้นิรุธต้องหันกลับมาสนใจ ผม...ผมเห็น...

คำพูดต่อไปนั้นไม่สามารถรอดออกจากริมฝีปากหนาได้ เพราะหากพูดออกไปอีกฝ่ายคงคิดว่าเขาบ้าแล้วแน่ๆ

ช่างเถอะครับ ผมคงตาฝาดเอง ชายหนุ่มเอ่ยอย่างตัดใจกลับบ้านกันเถอะครับ

คนสูงวัยกว่าได้แต่มองเจ้านายหนุ่มอย่างงงๆ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไร นอกจากเดินนำชายหนุ่มไปยังรถที่จอดไว้ในปั๊มน้ำมันข้างหน้านี้เท่านั้น

...เขาคงตาฝาดจริงๆ นั่นแหละ เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เธอคนนั้นจะมาเดินอยู่ตรงนี้ คงจะเป็นใครที่คล้ายกันมากกว่า

แต่ส่วนลึกๆ ในใจก็อดที่จะคิดไม่ได้อยู่ดี เพราะมันช่างคล้ายเหลือเกิน...

 

หลังจากฝ่าฟันรถติดอยู่กว่าสองชั่วโมง ในที่สุดรถยุโรปราคาแพงก็แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านหลังใหญ่ ที่หน้าประตูบ้านหลังใหญ่นั้นมีคนสองคนนั่งคุยกันอยู่ ทันทีที่รถเข้ามาจอดเทียบ ทั้งสองก็ลุกขึ้นและเดินมายังจุดที่รถจอดทันที

ทำไมดูโทรมแบบนี้ล่ะตารุธ? ทักษิกา อัครไพศาลกุลร้องทักเมื่อเห็นใบหน้าอิดโรยของลูกชาย

โธ่ แม่ครับก็ผมไปทำงานไม่ได้ไปเที่ยวสักหน่อย นิรุธว่ากลับ พร้อมดึงมารดาเข้ามากอดอย่างรักใคร่ แต่ผมก็มีเวลาไปซื้อของฝากให้แม่นะครับ

ทักษิกามองลูกชายอย่างหมั่นไส้ในความขี้อ้อนช่างเอาใจ จึงอดไม่ได้ที่จะเหน็บ ถ้าได้ของฝากเป็นลูกสะใภ้แม่จะดีใจมากเชียวล่ะ

ใบหน้าหล่อชะงักไปนิดนึง ก่อนที่ริมฝีปากหนาจะเผยยิ้มกว้าง แม่อยากได้ลูกสะใภ้ผมทองก็ไม่บอก งั้นถ้าผมไปดูงานคราวหน้า ผมจะไม่ลืมของฝากนะครับ

คำพูดนั้นทำให้เขาได้รับฝ่ามือฟาดลงที่ต้นแขนแกร่งเบาๆ

ตอนนี้ผมเหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว ถ้ายังไงผมขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะครับ แล้วผมจะลงมาคุยด้วย นิรุธเอ่ยก่อนจะก้มลงหอมแก้มมารดา และหิ้วกระเป๋าเดินทางหายเข้าไปในบ้าน ทิ้งสายตาสองคู่ที่เฝ้ามองอย่างเป็นห่วง

คุณไม่น่าพูดแบบนั้นกับลูก เสียงทุ้มต่ำของหัวหน้าบ้านอัครไพศาลกุลเอ่ยขึ้น แต่น้ำเสียงนั้นไม่ได้ตำหนิจริงจังมากนัก

โธ่ คุณค่ะ...เห็นลูกเป็นแบบนี้ฉันเองก็สงสาร เวลาผ่านมาตั้งสี่ปีแล้ว แต่ตารุธก็ยังไม่ยอมมองผู้หญิงคนไหนเลย

โดยเฉพาะหนูดารินทร์ใช่ไหม? อีกฝ่ายถามดักทางกลับทันที

หนูดาไม่ดีตรงไหนคะ หน้าตาหรือก็สะสวย การศึกษาก็ดี ชาติตระกูลก็ดี ทักษิกาว่ากลับทันที สายตามองค้อนสามีนิดๆ

ผมก็ไม่ได้ว่าหนูดาของคุณไม่ดี แต่คุณควรดูลูกชายคุณด้วยว่ามันสนใจหนูดาอย่างที่คุณสนใจหรือเปล่า

คราวนี้สิ่งที่สามีพูดทำให้ทักษิกาเถียงไม่ออก ใช่ว่าเธอไม่รู้ ลูกชายเธอมองดารินทร์เพียงแค่น้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น แต่เธอก็ยังอยากจะหวัง อย่างน้อยก็ขอแค่นิรุธเริ่มมองผู้หญิงสักคนก็ยังดี...แต่คงเป็นเพียงความหวังที่ริบหรี่เต็มทน เพราะตลอดเวลาสี่ปีที่ผ่านมาลูกชายเธอพิสูจน์แล้วว่าเขาคิดยังไง

คิดแล้วคนเป็นแม่ก็ได้แต่ลอบถอนหายใจยาว

 

คุณอังครับ ผมขอแปลนพิมพ์เขียวแล้วก็เอกสารทั้งหมดของรีสอร์ทที่เขาใหญ่หน่อยครับ เสียงภากรสั่งงานผ่านอินเตอร์โฟนในตอนบ่ายที่งานกำลังยุ่ง เนื่องจากช่วงนี้ผู้บริหารใหญ่ของบริษัทไปประชุมงานที่ต่างประเทศ งานส่วนใหญ่จึงตกมาอยู่ที่ภากร ส่งผลให้ทั้งเลขาและผู้ช่วยเลขาอย่างอินทิราต้องยุ่งไปตามๆ กัน

คุณภากรต้องการด่วนมากไหมคะ? เลขาสาวใหญ่ที่ทำงานด้วยกันมานานถามกลับ แต่ความจริงแล้วแค่ฟังจากน้ำเสียงของอีกฝ่ายก็พอจะเดาคำตอบได้ไม่ยากนัก

ผมต้องการด่วนเลย ยังไงรบกวนด้วยนะครับ

ได้ค่ะ ดิฉันจะรีบไปหาให้เดี๋ยวนี้เลย อังคณารับคำอย่างมั่นเหมาะ แต่เมื่อกดตัดสายการสนทนาไปแล้ว เลขาสาวใหญ่ก็หันมามองคนที่นั่งข้างๆ ทันที

อินทิราแทบอยากจะลอบถอนหายใจเสียให้ได้ สายตาที่เลขารุ่นพี่มองมานั้นบอกเธอได้อย่างดีถึงสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ

การที่ให้เธอไปหาของตามที่คุณภากรสั่งมันคงไม่ยากเกินไปใช่ไหม?

ค่ะ

เอกสารอาจจะเยอะสักนิด เอามาคนเดียวไหวใช่ไหม เพราะแค่งานที่กองอยู่นี่ฉันก็ยุ่งจนแทบจะไม่มีเวลาอยู่แล้ว ไหนๆ เธอเองก็มาเป็นผู้ช่วยฉันแล้ว แค่ให้ไปเอาเอกสารคงไม่ทำให้เธอเหนื่อยมากนักหรอก ใช่ไหม? ทุกคำที่พูดนั้นประชดประชันชัดเจนไม่ปิดบังถึงความรู้สึกที่อีกฝ่ายมีต่อเธอ

อินทิรารับคำอย่างว่าง่ายแล้วเดินตรงไปยังห้องเก็บเอกสารซึ่งอยู่ติดกับลิฟต์

หญิงสาวเคยคิดอยู่หลายครั้งว่าเพราะเหตุใด ใครๆ ถึงได้รังเกียจเธอนัก เธอเหมือนตัวเชื้อโรคที่น่ารังเกียจนักหรือไง ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง ทำไมใครๆ ก็ต้องนินทากล่าวหาว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ใช้ร่างกายแลกกับเงินทอง ตำแหน่ง หรือสิ่งของด้วย ทั้งๆ ที่นับจากวันที่อิทธิพลฝากเธอเข้าทำงาน คุณลุงก็แทบไม่ได้แวะเวียนมาหาเธอเลยด้วยซ้ำ เธอเองก็ไม่ได้รับเงินเดือนมากมายจนเกินหน้าเกินตาใครสักหน่อย

คิดแล้วพาลให้น้อยใจโชคชะตาตัวเอง

ห้องเก็บเอกสารนั้นค่อนข้างจะใหญ่ เพราะใช้เก็บเอกสารสำคัญต่างๆ ของบริษัทย้อนหลังไปกว่าสิบห้าปี คนที่จะเข้ามาได้ มีเพียงผู้บริหารระดับสูงและเลขาส่วนตัวเท่านั้น อินทิราหาเอกสารตามที่ภากรสั่ง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก เพราะเอกสารทุกอย่างถูกจัดเป็นหมวดหมู่เรียงตามวันที่อยู่แล้ว แต่ปัญหามันกลับอยู่ที่จำนวนเอกสารต่างหาก

หญิงสาวดึงแฟ้มข้อมูลที่ภากรสั่งออกมาตั้งเรียงไว้บนโต๊ะขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในห้อง เมื่อมองดูเอกสารทั้งหมดที่เธอต้องยกไปแล้วคิ้วเรียวก็ต้องขมวดเล็กน้อย แฟ้มงานปึกใหญ่ กับพิมพ์เขียวอีกตั้งหนึ่ง

หลังจากพิจารณาอยู่สักพักหญิงสาวก็ตัดสินใจที่จะยกกองเอกสารไปก่อน แล้วค่อยกลับมาเอาพิมพ์เขียว เพราะหากเอาไปในทีเดียว พิมพ์เขียวอาจจะยับหรือเสียหายได้ แม้จะต้องเสียเวลาเดินไปกลับ แต่ก็ยังดีกว่าจะให้ใครตำหนิเพราะความมักง่าย เมื่อตัดสินใจได้แล้ว อินทิราจึงก้มลงหอบเอกสารปึกใหญ่ไว้แนบอก และเดินออกจากห้องเอกสารอย่างทุลักทุเล

เดินออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว แฟ้มเล็กๆ ด้านบนสุดทำท่าเหมือนจะล่วง ทำให้อินทิรามัวแต่จดจ่ออยู่กับเอกสารชิ้นนั้น จนไม่ได้มองทาง เสียงลิฟต์ดังเป็นสัญญาณเตือนเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ก่อนที่หญิงสาวจะรู้ว่าตัวเองชนกับบางคนเข้าเต็มเปา แรงกระแทกนั้นทำให้อินทิราเสียการทรงตัวเซถลา และสุดท้ายจึงล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมแฟ้มเอกสารที่หล่นกระจัดกระจายไปทั่ว

ตายแล้ว! เธอเดินยังไงของเธอเนี่ย!!” เสียงใครบางคนโวยลั่น

 อินทิรารีบลุกขึ้นยืนและก้มหัวขอโทษ

ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ ฉันไม่ระวังเอง

ไม่เป็นไรหรอกคุณสุ ช่วยเธอเก็บเอกสารพวกนี้เถอะ ผมเองก็เดินไม่ระวังเหมือนกัน เสียงทุ้มต่ำน่าฟังพูดขึ้น น้ำเสียงและวิธีการพูดที่ฟังคุ้นหูนั้นเรียกให้อินทิราอดไม่ได้ที่จะแอบเหลือบมอง

เมื่อดวงตากลมโตได้สบประสานกับดวงตาคมกล้า ดวงตาทั้งสองคู่พลันต้องเบิกกว้างมองอีกฝ่ายอย่างแทบจะไม่เชื่อสายตา

ดวงตาคมกล้าที่อินทิราไม่มีวันลืมได้ชั่วชีวิต สายตาคมที่มองเธอด้วยกระแสแห่งความเกลียดชังอย่างชัดเจนไม่ปิดบังยังคงเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยนแม้เวลาจะผ่านมาถึงสี่ปีแล้วก็ตาม

...สายตานั้นที่มองราวกับเธอเป็นฆาตกร

อินทิรายังจำประโยคสุดท้ายที่เขาพูดกับเธอได้อย่างดี เพราะมันดังซ้ำๆ อยู่ในฝันร้ายแทบทุกค่ำคืนตลอดสี่ปีที่ผ่านมา

ร่างบางสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ ความเกลียดชังที่ฉายชัดผ่านดวงตาคมคู่นั้นทำให้อินทิราก้าวเท้าหลังด้วยความหวาดกลัว  ก่อนเสียงแผ่นเบาจะเอ่ยลอดริมฝีปากที่สั่นระริก

คุณ...นิ...รุธ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

12 ความคิดเห็น