ตอนที่ 1 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1127
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    11 ธ.ค. 60

บทนำ

 

 

ท้องฟ้าในยามนี้ชวนให้อารมณ์และความรู้สึกหม่นหมองยิ่งนัก กลุ่มเมฆครึ้มลอยต่ำ หยาดละอองฝนพร่างพรายทั่วทุกสารทิศ ไกลเกินกว่าสายตาจะคาดเดาได้ อากาศรอบด้านอบอ้าวและชื้นแชะ และเป็นเรื่องปกติสำหรับกรุงเทพมหานครแห่งนี้ ยามใดก็ตามที่สายฝนโปรยปราย ยามนั้นการจราจรบนถนนเกือบทุกสายก็จะเริ่มชะลอตัวจนกระทั่งกลายเป็นอัมพาตไปในที่สุด เหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้

คนส่วนหนึ่งยอมเปียกยืนอยู่ข้างถนนพยายามที่จะแย่งชิงกันเรียกรถแท็กซี่ที่ยามนี้ก็ดูเหมือนจะน้อยเหลือเกิน ทั้งยังดูจะไม่น่าเป็นประโยชน์เท่าไหร่นักในเมื่อรถก็แทบจะเคลื่อนที่ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีผู้คนอีกส่วนยอมหลบฝนยืนเบียดกันในจุดที่สายฝนไม่อาจสาดเข้ามาถึง เสียงบ่นพึมพำไม่พอใจดังขึ้นจากหลายคนเพราะแต่ละคนก็ล้วนแต่อยู่ในช่วงรีบเร่งกันทั้งนั้น พวกเขาอาจจะชอบอากาศหลังฝนตกที่เย็นสบาย แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่มีใครชอบเวลาสายฝนกระหน่ำแบบนี้ โดยเฉพาะคนที่ต้องอาศัยบริการรถสาธารณะ

อินทิราเองก็เช่นกัน แต่เธอมีเหตุผลที่ไม่ชอบสายฝนต่างจากคนอื่นๆ

เพราะสายฝนคือสิ่งที่นำมาซึ่งการสูญเสียครั้งใหญ่พร้อมกับบาดแผลลึกในใจ ความเจ็บปวดและโศกเศร้านั้นอาจจะบรรเทาลงตามเวลาที่ผ่านไปแต่ยามใดก็ตามที่สายฝนโปรยปรายจากท้องฟ้าสีครึ้มเหมือนในเวลานี้ บาดแผลนั้นก็ดูเหมือนจะถูกกีดเปิดให้เลือดไหลซึมอีกครั้ง

อินทิรามองหยาดฝนที่เทกระหน่ำลงมาด้วยสายตาหม่นหมองผสานความรู้สึกหนักอึ้งในอก สายฝนในตอนนี้ไม่เพียงจะตอกย้ำความทรงจำที่อยากจะลืมเท่านั้น แต่สายฝนกำลังจะทำให้เธอลำบากด้วย

วันนี้เธอมีนัดสัมภาษณ์งานสำคัญในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้านี้ แต่พอเงยหน้ามองดูท้องฟ้าที่แทบจะมืดสนิทแล้วเธอก็ไม่เห็นความหวังที่สายฝนจะซาลงเลยแม้แต่น้อย

จะให้ขึ้นรถประจำทางเธอก็คงไม่มีทางไปทันนัดแน่ หากแต่จะให้ขึ้นแท็กซี่ก็ไร้วี่แววว่าเธอจะโชคดีเจอแท็กซี่คันไหนว่างเลยสักคัน และถึงแม้ว่าเธอจะโชคดีพอให้หาแท็กซี่ว่างได้ แต่เธอก็ไม่รู้ว่าจะไปทันหรือเปล่าเพราะการจราจรตอนนี้แทบจะเป็นอัมพาตไปเสียแล้ว

หญิงสาวยืนมองรางรถไฟฟ้าที่เห็นอยู่ไม่ไกลนักอย่างลังเล หากจะไปให้ทันก็คงต้องไปทางนั้น แต่กว่าจะไปถึงสถานที่ใกล้ที่สุด เธอก็คงเปียกปอนหมดสภาพเกินกว่าจะให้สัมภาษณ์งานแน่ๆ

งานนี้สำคัญกับเธอมาก เนื่องจากเธอตกงานมากว่าครึ่งเดือนแล้ว และเธอก็จำเป็นต้องได้งานทำเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเช่าห้อง ไม่อย่างนั้น เจ้าของห้องเช่าคงได้ไล่เธอออกและเธอก็จะกลายเป็นคนไร้ที่อยู่แน่ๆ

เปียกนิดหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าไปไม่ทัน

เมื่อตัดสินใจแล้วก็ไม่คิดจะรอช้า อินทิราจัดการสอดแฟ้มเอกสารสมัครงานเอาไว้ใต้เสื้อสูทตัวหนา แม้ตัวแฟ้มจะเป็นพลาสติก แต่เธอก็ไม่อยากเสี่ยงให้เอกสารต่างๆ ต้องเปียกน้ำ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะขยับเท้าวิ่งฝ่าสายฝนที่เริ่มจะเบาบางลงเล็กน้อย มุ่งตรงไปยังสถานีรถไฟฟ้าที่อยู่ข้างหน้า

อินทิราเลือกใช้เส้นทางลัด ผ่านเข้าซอยแคบๆ เพื่อจะไปให้ถึงสถานีรถไฟฟ้าให้เร็วที่สุดและเปียกน้อยที่สุด การตัดสินใจของเธอดูเหมือนจะเป็นทางที่ถูกต้อง อินทิรายิ้มให้กับตัวเองเมื่อเธอเห็นบันไดทางขึ้นสถานีอยู่อีกฝากของถนน

เพราะหลายๆ คนคิดที่จะหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดจนแทบเคลื่อนตัวไม่ได้บนท้องถนน ทำให้สถานีรถไฟฟ้ายามนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ผู้คนเบียดเสียดจนต้องเดินชนกัน แต่ก็ไม่ได้มีใครสนใจมากนัก เพราะต่างคนต่างก็รีบเร่งที่จะไปให้ถึงจุด หมายปลายทางของตนเอง นี่แหละชีวิตของคนในเมืองหลวงแห่งนี้

 อินทิราเองก็เป็นหนึ่งในหลายๆ คนที่เป็นแบบนั้น แม้จะโดนชน โดนกระแทกหลายครั้ง แต่เธอก็พยายามไม่ใส่ใจ คิดเสียว่าเป็นเพราะพื้นที่ที่มีจำกัด

หลังจากซื้อตั๋วโดยสารเรียบร้อย หญิงสาวก็รีบก้าวเท้าขึ้นบันไดไปที่ชั้นสองของสถานีซึ่งเป็นชานชาลาสำหรับจอดเทียบขบวนรถ บนชานชาลาชั้นสองแน่นขนัดยิ่งกว่าชั้นล่างของสถานีเสียอีก สายฝนยังคงโปรยปรายไม่ขาดสายแม้ตอนนี้จะเบาบางเหลือเพียงละอองปอยๆ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้การจราจรบนท้องถนนเบาบางตามได้เลย

ฟ้าหลังฝนมักจะสว่างสดใสเสมอ นั่นคือสำนวนที่หลายๆ คนมักจะเอาไว้ให้กำลังใจตัวเองและคนรอบข้าง แต่มันใช้ไม่ได้เลยกับความจริงในตอนนี้ เพราะอากาศหลังฝนตกไม่ได้สว่างสดใสเลยสักนิด หากโชคดีหลังจากฝนตกอากาศจะเย็นสบายขึ้นเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่แล้วมันจะเป็นอากาศอบอ้าว เหนียวเหนอะหนะเสียมากกว่า  

อากาศที่น่าอึดอัดและชวนให้หายใจไม่สะดวกนี้ส่งผลให้หลายคนที่ยืนรอรถต่างใช้มือหรือเอกสารของตัวเองขึ้นมาพัดเพื่อคลายร้อน แต่ในความเงียบสงบนั้นก็เกิดเสียงกรีดร้องขึ้นด้านหลัง ทุกสายตาหันไปมองทางต้นเสียงนั้นทันที อินทิราเองก็หันไปมองด้วยความสนใจเช่นกัน

ด้านหลังไม่ห่างจากจุดที่เธอยืนอยู่มากนัก ชายชราสูงวัยที่แต่งตัวด้วยชุดสูทคนหนึ่งเป็นล้มลงไปนอนหมดสติอยู่กับพื้น ผู้คนที่อยู่รอบข้างแหวกออกเป็นวงกว้าง ท่ามกลางความตกใจนั้นไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียวที่จะเข้าไปดูอาการชายชราผู้หน้าสงสาร เพราะเคยเป็นอาสาสมัครเป็นผู้ช่วยพยาบาลเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้อินทิราขยับเข้าไปหาชายชราที่หมดสติทันที

หญิงสาวจัดการตรวจเช็คชีพจรตามที่เคยเรียน ก่อนจะเริ่มปลดกระดุมเสื้อสูทที่แสนจะน่าอึดอัดให้คลายออก เพื่อให้ชายชราได้หายใจได้สะดวกกว่าก่อนหน้านี้ ขณะที่มือทำงาน ปากก็ร้องตะโกนบอกไทยมุงทั้งหลาย ขอร้องอย่ามุงเข้ามาใกล้มากนัก แต่ความอยากรู้อยากเห็นของคนหรือจะห้ามได้

คุณลุงคะ คุณลุง!” อินทิราพยายามเรียกสติของชายชรา เพราะผู้สูงมักมีโรคประจำตัวเสียส่วนใหญ่ การให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยไม่ตรวจสอบให้ละเอียดอาจจะทำให้อาการของชายชรากลับแย่ลงกว่าเดิมก็เป็นได้

เมื่อถูกเรียกหลายครั้ง สติที่เลือนลางของคนหมดสติก็เริ่มฟื้นคืน แม้ภาพตรงหน้าจะพร่าเลือน แต่ภาพใบหน้าหญิงสาวสวยที่เฝ้ามองเขาก็ฉายชัดในสำนึก ก่อนที่ดวงตานั้นจะปิดสนิทอีกครั้ง

หลังจากรออยู่ราวสิบห้านาทีในที่สุดรถพยาบาลก็มาถึง บุรุษพยาบาลเข้ามาสอบถามอาการของชายชราและขอให้หญิงสาวตามไปที่โรงพยาบาลด้วยเนื่องจากเธอเป็นคนปฐมพยาบาลให้ อินทิราไม่มีทางเลือกจึงต้องจำใจยอมตามไปด้วย

เมื่อมาถึงที่โรงพยาบาลชายชราเคราะห์ร้ายก็ถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินทันที สักพักนางพยาบาลคนหนึ่งก็ออกมาพร้อมสิ่งของส่วนตัวของชายชรา อินทิรามองกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือทันสมัยในมือ พอลองเลื่อนหน้าจอดูก็เห็นว่าโทรศัพท์ไม่ได้ถูกล็อกเอาไว้ หญิงสาวนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดทวนหมายเลขโทรออกล่าสุด

ครับคุณท่าน เสียงที่ตอบกลับมานั้นสุภาพบอกได้อย่างชัดว่าเจ้าของมือถือคงเป็นคนใหญ่คนโตไม่น้อย

เอ่อ...ดิฉันชื่ออินทิรา ตอนนี้คุณลุงเจ้าของโทรศัพท์อยู่ในห้องฉุกเฉิน ดิฉันเพียงแค่อยากจะโทรมาแจ้งให้ทราบเท่านั้น…” หญิงสาวเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง และบอกชื่อโรงพยาบาลให้อีกฝ่ายรับรู้

ผมจะไปถึงที่นั่นไม่เกินครึ่งชั่วโมง คุณช่วยอยู่รอจนถึงตอนนั้นได้ไหมครับ หวังว่าผมคงไม่รบกวนคุณมากนัก

ค่ะ ดิฉันจะรออยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ดิฉันจะรีบโทรแจ้งให้ทราบทันที เมื่อวางสายไปแล้ว หญิงสาวก็ได้แต่ถอนหายใจ ดวงตากลมโตเหลือบไปมองนาฬิกาที่ติดอยู่บนฝาผนังอย่างปลงๆ

...ถึงจะรีบยังไงเธอก็คงไปไม่ทันการสัมภาษณ์งานอยู่ดี อีกทั้งสภาพที่เปียกปอนของเธอตอนนี้ก็ไม่เหมาะจะไปสัมภาษณ์งานอยู่แล้ว การจะรออีกสักครึ่งชั่วโมงก็คงไม่เสียหายอะไรนักหรอก...

อินขอโทษนะคะพี่หมอ ทั้งๆ ที่พี่ช่วยอินขนาดนี้แล้ว แต่อินก็ทำให้พี่หมอผิดหวังจนได้

 

หากจะบอกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดก็ดูจะไม่ผิดนักสำหรับอินทิราในยามนี้ เพราะไม่เพียงเธอพลาดการสัมภาษณ์งานเมื่อสองวันก่อนแล้ว แต่เธอยังทำแฟ้มเอกสารสมัครงานหายอีกด้วย เอกสารสำคัญเกี่ยวกับประวัติการศึกษาของเธออยู่ในนั้น ทำให้ช่วงนี้อินทิราไม่สามารถจะไปยื่นใบสมัครงานที่ไหนได้ ต้องรออีกเกือบหนึ่งสัปดาห์กว่าเอกสารการศึกษาที่เธอไปยื่นเรื่องขอทำใหม่จะได้ และวันนี้ก็ครบกำหนดจ่ายค่าห้องพักที่เธอเช่าอยู่แล้วด้วยเหมือนกัน

ป้าเพ็ญคะ อินขอเวลาอีกสองสัปดาห์นะคะ

โธ่ หนูอินขา นี่มันสองเดือนแล้วนะคะที่หนูอินผลัดผ่อน ป้าเพ็ญ เจ้าของเดือนเพ็ญอพาร์ทเม้นท์ตอบกลับเสียงแหลม สีหน้าบอกชัดว่าไม่พอใจกับคำตอบที่ได้เท่าไรนัก

ขอเวลาให้อินอีกนิดนะคะ หญิงสาวพยายามต่อรอง

เดือนเพ็ญมองร่างบางตรงหน้าด้วยสายตาคล้ายระอาใจเต็มที

หนูอินต้องเข้าใจ ป้าก็คนทำมาหากินนะคะ ที่ให้อยู่มาสองเดือนนี่ก็ถือว่าดีเท่าไหร่แล้ว ปกติถ้าเป็นคนอื่นป้าคงไม่ยอมให้แบบนี้แน่ ป้าเปิดให้เช่าอพาร์ทเม้นท์นะคะ ไม่ใช่เปิดห้องเช่าเพื่อการกุศล!” เสียงตอบกลับที่ค่อนข้างดังนั้นเรียกวามสนใจของผู้คนที่อยู่บริเวณใกล้ๆ ได้อย่างดี

อินทิราพูดอะไรไม่ออก น้ำตารื้นขึ้นในดวงตากลมทั้งสองข้าง สมเพชในโชคชะตาของตัวเองนัก แต่ก็ใช่ว่าเธอจะมีทางให้เลือก

ตอนนี้อินมีเงินอยู่แค่สามพันบาทเท่านั้น...

แบบนี้ไม่เรียกว่าไม่มีนะคะหนูอิน!!” เดือนเพ็ญพูดขัดขึ้นก่อนที่อินทิราจะทันได้พูดจบประโยค “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน หนูอินเอาเงินสามพันมาจ่ายป้าตอนนี้ก่อน ส่วนค่าเช่าอีกเจ็ดพันที่เหลืออีกสองอาทิตย์ก็คอยเอามาจ่าย

เดือนเพ็ญไม่ได้แค่พูดเฉยๆ เท่านั้นแต่ยังแบมือมาข้างหน้าเพื่อรอรับเงินจำนวนสามพันบาทด้วย

อินทิราได้แต่ยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออก สิ่งที่หญิงสาวจะบอกก็คือเธอเหลือเงินติดตัวอยู่เพียงสามพันกว่าบาทเท่านั้น จึงอยากจะขอความเห็นใจ แต่กลับกลายเป็นว่าอีกฝ่ายต้องการให้เธอจ่ายเงินสามพันบาทนั้นเดี๋ยวนี้

เร็วๆ ซิคะ ป้าต้องรีบไปเก็บค่าแชร์ต่อแล้ว เจ้าของ อพาร์ทเม้นท์เร่งอีก ความจริงเธอเองก็ผ่อนปรนให้หญิงสาวมาเยอะแล้ว อินทิรามักจะจ่ายค่าห้องช้ากว่าคนอื่นเสมอ แต่เพราะหญิงสาวเช่าห้องของเธอมาถึงสามปี ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา เธอจึงยอมให้ค้างค่าเช่าได้ แต่ระยะหลังมานี้รู้สึกการเงินของหญิงสาวจะฝืดเคืองอยู่บ่อยๆ จนเธอเองก็รู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยทีเดียว

เพราะไม่มีทางเลือกอื่น อินทิราจึงต้องจำต้องล้วงหยิบเงินสามพันบาทสุดท้ายที่เธอมียื่นส่งไปให้เจ้าของอพาร์ทเม้นท์เอื้อมมือมาตวัดรับเงินไปอย่างรวดเร็ว

อินทิราได้แต่ยืนนิ่งงัน อดใจหายไม่ได้เมื่อคิดว่าตอนนี้เธอเหลือเงินติดกระเป๋าเพียงไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น

นี่หนูอิน ความจริงป้าก็ไม่อยากจะพูดอะไรนักหรอกนะคะ แต่ถ้าหนูอินเป็นแบบนี้ป้าก็เดือดร้อน ป้าคนทำมาหากิน อพาร์ทเม้นท์นี้ก็กู้ธนาคารมาสร้าง ไม่ได้ร่ำรวยถึงขนาดให้อยู่ฟรี ป้าก็หวังว่าหนูอินจะเข้าใจ

ค่ะ ป้าเพ็ญ อินเข้าใจ

เดือนเพ็ญปรายตามองร่างบางที่ทำหน้าเศร้าแล้วรู้สึกชวนให้หมั่นไส้นิดๆ อดไม่ได้ที่พูดต่อ

หนูอินก็มีเพื่อนรวยๆ เยอะนี่คะ ที่เมื่อก่อนเคยขับรถเก๋งราคาเป็นล้านมาส่งบ่อยๆ น่ะ หนูอินน่าจะขอหยิบยืมเขามาบ้างนะ เงินแค่หมื่นสองหมื่นคนรวยระดับนั้นขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกค่ะ

ใบหน้าหวานแดงระเรื่อขึ้นทันทีเนื่องจากเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ และบริเวณที่พูดอยู่นี่ก็ใช่ว่าจะมีเพียงแค่เธอและเจ้าของอพาร์ทเม้นท์หน้าเลือดเท่านั้น

ทำไมอินทิราจะไม่รู้ว่าผู้คนแถวนี้พูดจาว่าร้ายนินทาเธออย่างไร เพื่อนที่ขับรถเก๋งคันหรูที่เจ้าของอพาร์ทเม้นท์พูดถึงก็หาใช่ใครที่ไหน เขาคือพี่หมอ หรือนายแพทย์ชยันต์ เอื้ออังกรู พี่ชายบ้านติดกันที่อายุห่างกันเกือบหกปี ทั้งสองรู้จักเห็นหน้ากันมาตั้งแต่เด็กๆ แม้ว่าบ้านของชยันต์จะฐานะดีกว่าบ้านของเธอ แต่เขาก็ไม่เคยดูถูกเธอเลยแม้แต่น้อย ซ้ำหากมีโอกาสเขาก็พร้อมที่จะเอื้อมมือเข้ามาช่วยเธอเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกันเมื่อนายแพทย์หนุ่มรู้ว่าเธอตกงาน เขาก็อุตส่าห์ฝากฝังให้เธอไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเขามีเพื่อนทำงานอยู่ในฝ่ายบุคคล แต่ก็เป็นเพราะความโชคร้ายของเธอเองที่ไม่สามารถไปสัมภาษณ์งานตามที่นัดเอาไว้ได้

หญิงสาวรู้สึกเกรงใจนายแพทย์หนุ่มมาตลอด สำหรับเธอ ชยันต์คือพี่ชายที่เธอสนิทใจและเธอเชื่อว่าสำหรับตัวชยันต์เอง เขาก็คิดกับเธอเพียงแค่น้องสาวเท่านั้น

แต่ปากคนหรือจะห้ามได้ ความคิดคนจะมองคนอื่นในทางที่ดีนั้นคงยากนัก

อินจะพยายามหาเงินมาจ่ายค่าเช่าให้ได้ ป้าเพ็ญไม่ต้องกังวลนะคะ ถ้ายังไงตอนนี้อินขอตัวก่อน อินทิราพูดจบก็เดินจากมาทันที ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ แต่ขาเรียวก็ต้องชะงักเมื่อเสียงของใครบางคนดังขึ้นเสียก่อน

ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าผมจะติดต่อคุณอินทิราได้อย่างไรครับ?

 ชื่อของตนเองที่ออกจากปากคนถามทำให้อินทิราต้องหันกลับมามอง คนที่ถามหาเธอนั้นเป็นชายวัยกลางคนปลายๆ ที่ดูคุ้นตาอยู่หน่อยๆ

ดวงตาของเดือนเพ็ญนั้นฉายประกายอย่างอยากรู้ทันที หนูอิน คนนี้เขาถามหาหนูแน่ะ

หนูนั่นเอง หนูจำลุงได้ไหมครับ? คนถามหาเอ่ยขึ้นทันที แต่เมื่อเห็นหญิงสาวทำหน้างง เขาจึงเอ่ยต่อทันที ลุงชื่อเพิ่ม...เจ้านายของลุงคือคนที่หนูช่วยเอาไว้เมื่อหลายวันก่อน หนูอินทิราจำลุงได้ไหมครับ?

เพียงเท่านั้น ความทรงจำก็ดูจะกลับมาทันที มือเรียวยกพนมไหว้อีกฝ่ายทันที

จำได้ค่ะ แล้วลุงมีอะไรให้อินช่วยอีกเหรอคะ? อินทิราถาม สายตาเหลือบมองเดือนเพ็ญที่ยังยืนนิ่งไม่ขยับอย่างลำบากใจ

ลุงดีใจจริงๆ ที่ได้เจอหนู กลัวเหมือนกันว่าจะหาตัวไม่เจอ ลุงเพิ่มเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร หนูพอจะมีเวลาไหม ถ้ายังไงไปนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟหน้าปากซอยได้หรือเปล่า พอดีเจ้านายของลุงเขาคอยอยู่ที่นั่น เจ้านายของลุงมีเรื่องอยากจะคุยกับหนู?

ก็ได้ค่ะ อินทิรารับคำแต่โดยดี เพราะเธอเองก็ไม่สะดวกที่จะคุยตรงนี้เหมือนกัน

 

อินทิราเดินตามลุงพิ่มมาจนกระทั่งถึงร้านกาแฟดังกล่าว ภายในร้านเล็กๆ มีชายสูงวัยท่าทางภูมิฐานอีกคนนั่งรออยู่ด้านในก่อนแล้ว เมื่อเห็นเธอเดินเข้ามา ชายสูงวัยคนนั้นก็ลุกขึ้นและยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตร “เชิญนั่ง หนูอินทิรา

อินทิราพนมมือไหว้อีกฝ่ายก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

หนูจำลุงได้หรือเปล่า?

ค่ะ

คืออย่างนี้นะ ลุงแค่อยากจะขอบใจหนูที่หนูช่วยชีวิตลุงเอาไว้ หวังว่าลุงคงไม่ได้ทำให้หนูตกใจ อิทธิพลเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล

ก็นิดหน่อยค่ะ ว่าแต่คุณลุงทราบที่อยู่ของหนูได้ยังไงคะ?” อินทิราถามกลับ แม้ว่าคนตรงหน้าจะแสดงออกว่าเป็นมิตร หากแต่เธอก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดี เพราะเธอไม่ได้ทิ้งเบอร์โทรหรือที่อยู่ไว้ให้อีกฝ่ายเลย แต่อีกฝ่ายกลับสามารถมาหาเธอถึงที่อพาร์ทเม้นท์ได้

อิทธิพลยังคงยิ้มอย่างเป็นมิตรเช่นเดิม ก่อนจะหยิบซองสีน้ำตาลยื่นส่งให้หญิงสาว

นี่เป็นเอกสารของหนู วันนั้น...ที่โรงพยาบาลหนูลืมเอาไว้ นางพยาบาลเขาเอามาให้ลุง ลุงเลยถือวิสาสะดูของข้างใน

อินทิรารับซองเอกสารนั้นมา พอเปิดดูเธอก็ดีใจจนกลั้นยิ้มแทบไม่อยู่ เพราะมันเป็นเอกสารและหลักฐานสำคัญทั้งหมดที่เธอคิดว่าทำหายไปแล้ว

อินขอบคุณคุณลุงมากนะคะที่อุตส่าห์เสียเวลานำมาคืนให้ อินคิดว่าคงจะแย่แล้วแน่ๆ เพราะเอกสารบางอย่างไม่สามารถขอสำเนาได้

เอ่อ...ลุงต้องขอโทษอีกครั้งที่เปิดดูเอกสารข้างใน แต่หนูอินกำลังหางานอยู่ใช่ไหม?  อิทธิพลถามอีก แม้ว่าความจริงแล้วเอกสารทั้งหมดของหญิงสาวเป็นหลักฐานได้อย่างดี โดยเฉพาะสมุดไดอารี่ที่เขียนถึงวันและเวลานัดสัมภาษณ์งาน...วันที่เธอช่วยชีวิตเขาเอาไว้นั่นเอง

ค่ะ

ถ้าอย่างนั้นหนูจะถือไหม หากลุงจะชวนหนูไปทำงานด้วย?

เอ่อ...คงไม่เป็นไรหรอกค่ะ อินทิราตอบกลับแทบจะทันที ใบหน้าที่ยิ้มแย้มเป็นมิตรก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นลำบากใจอย่างรวดเร็ว

คนสูงวัยกว่าที่ผ่านประสบการณ์มาเยอะจึงต้องรีบออกตัว เพราะพอจะเดาได้ว่าหญิงสาวผู้นี้คิดอะไรอยู่

หนูอินใจเย็นๆ ก่อนนะ ลุงไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเลยสักนิดให้ลุงแนะนำตัวก่อนก็แล้วกัน ลุงชื่ออิทธิพล เป็นเจ้าของบริษัทเล็กๆ บริษัทหนึ่ง” ชายสูงวัยพูดพร้อมยื่นนามบัตรให้หญิงสาว ซึ่งก็รับไปดูด้วยท่าทางที่ยังไม่ค่อยจะเชื่อใจนัก พอดีว่าหลานชายของลุงเขาบ่นๆ ว่างานเยอะ สงสารเลขา เขา อยากได้ผู้ช่วยเลขา เพิ่ม ถ้าหนูสนใจจะไปทำก็ติดต่อลุงได้ที่เบอร์โทรข้างล่างนี้นะ

แต่อินไม่ได้เรียนจบด้านเลขา หรือบริหารธุรกิจมานะคะ? หญิงสาวถามกลับอย่างลังเล เพราะเธอเรียนจบศิลปศาสตร์บัณฑิต จึงแทบไม่มีความรู้ด้านการบริหารหรือการเป็นผู้ช่วยเลขาเลย แต่ชื่อบริษัทที่อยู่บนนามบัตรก็ดูคุ้นตานัก เหมือนจะเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ

ไม่เป็นไร ความจริงงานเลขา ก็ใช่ว่าต้องเรียนจบบริหารอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่ อีกอย่างแค่ผู้ช่วยเลขา เป็นงานเอกสารน่าเบื่อ หรือบางทีหนูอาจจะไม่ชอบ

เอ่อ...ไม่ใช่ค่ะ...แต่... อินทิราจนด้วยคำพูด เพราะหากเมื่อคิดว่าคนตรงหน้าคือประธานบริษัท แล้วหลานของเขาก็คงตำแหน่งใหญ่ไม่ใช่น้อย แล้วจะให้คนที่ไม่มีความรู้โดยตรงอย่างเธอจะเข้าไปช่วยมันจะดีจริงๆ น่ะเหรอ

...ถ้าคุณลุงจะกรุณา หนูก็ขอแค่พนักงานทั่วไปหรือลูกจ้างชั่วคราวก็ได้ค่ะ

ความถ่อมตัวที่หญิงสาวแสดงออกเรียกอิทธิพลลอบยิ้ม เขาดูคนไม่ผิดจริงๆ

ผู้ช่วยเลขา น่ะไม่ต้องทำอะไรมากหรอก ก็อย่างที่ลุงบอกนั่นแหละ แค่งานเอกสารทั่วไปเท่านั้น ไม่ต่างจากงานลูกจ้างทั่วไปหรอก

แต่...

ลุงจะถือว่าหนูตกลงล่ะกันนะ เริ่มงานจันทร์หน้าได้เลย แปดโมงเช้าหวังว่าลุงจะเจอหนูรออยู่ที่บริษัท ลุงจะแนะนำหลานชายให้หนูรู้จัก แต่วันนี้ลุงต้องไปก่อนแล้ว เพราะต้องไปธุระสำคัญที่อื่นต่อ อิทธิพลพูดตัดบทก่อนที่อินทิราจะทันได้ซักถามหรือขอเวลาคิด ชายสูงวัยไม่ฟังคำร้องเรียกของอินทิราเดินไปขึ้นรถซึ่งลุงเพิ่มคนขับรถขับมาจอดรอท่าไว้ก่อนแล้ว

ก่อนที่รถยุโรปราคาแพงจะเคลื่อนตัวออก กระจกรถเบาะที่นั่งด้านหลังก็เปิดออก ชายสูงวัยส่งยิ้มให้เธอ ลุงหวังว่าลุงจะได้พบหนูวันจันทร์นะ

อินทิราได้แต่ยืนมองไฟท้ายรถยุโรปราคาแพงค่อยๆ หายลับไปจากสายตา ก่อนจะก้มลงมองนามบัตรสีทองหรูในมือ

 

ดิฉันมาขอพบคุณอิทธิพล อัครไพศาลกุลค่ะ อินทิราเอ่ยบอกความต้องการของเธอกับประชาสัมพันธ์สาวสวย ซึ่งทันทีที่เธอบอกชื่อของคนที่ต้องการพบ อีกฝ่ายก็มองเธอด้วยสายตาแปลกๆ

ไม่ทราบว่าคุณนัดเอาไว้หรือเปล่าคะ? ประชาสัมพันธ์สาวถามกลับ สายตามองพิจารณาอินทิราตั้งแต่ศีรษะจนแทบจรดปลายเท้า

เอ่อ...

ผมนัดเธอเอาไว้แล้ว คำพูดนั้นดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของอิทธิพล ซึ่งทำให้ประชาสัมพันธ์สาวต้องรีบลุกขึ้นและทำความเคารพด้วยสีหน้าตกใจ อิทธิพลเพียงแค่โบกมือให้พนักงานของเขาอย่างไม่ใส่ใจนัก หากแต่สายตาที่มองมาที่อินทิรานั้นกลับเต็มไปด้วยความกรุณาอย่างชัดเจน ลุงดีใจที่หนูมา

ค่ะ หญิงสาวตอบกลับอย่างอึดอัดเล็กน้อย เพราะสายตาของพนักงานมากมายที่กำลังมองตรงมาที่เธอ

คุณลุงตรงหน้าเธอไม่ได้เป็นแค่เจ้าของบริษัทเล็กๆ อย่างที่เขาบอก แต่เป็นบริษัทใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศที่ใครๆ ก็รู้จักและอยากร่วมงานด้วย

แม้ว่าจะมายืนอยู่ตรงนี้ แต่อินทิราก็ยังมีความลังเลอยู่เล็กน้อย เพราะการเป็นเด็กเส้นของเจ้าของของบริษัทคงทำให้การทำงานที่นี่อึดอัดน่าดู ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา ไม่เกินเที่ยงวันนี้ทุกคนในบริษัทคงจะรู้เรื่องของเธอกันหมดแน่ๆ อินทิราไม่ชอบการตกเป็นเป้านินทา แต่สถานภาพว่างงานไม่เป็นผลดีต่อตัวเธอเช่นกัน         การเป็นคนตกงานทำให้เธอไม่มีเงินพอสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสถานการณ์ที่บีบบังคับทำให้เธอจำต้องคว้าโอกาสตรงหน้าเอาไว้อย่างไม่มีทางเลือก




*****




บทนำ

 

 

ท้องฟ้าในยามนี้ชวนให้อารมณ์และความรู้สึกหม่นหมองยิ่งนัก กลุ่มเมฆครึ้มลอยต่ำ หยาดละอองฝนพร่างพรายทั่วทุกสารทิศ ไกลเกินกว่าสายตาจะคาดเดาได้ อากาศรอบด้านอบอ้าวและชื้นแชะ และเป็นเรื่องปกติสำหรับกรุงเทพมหานครแห่งนี้ ยามใดก็ตามที่สายฝนโปรยปราย ยามนั้นการจราจรบนถนนเกือบทุกสายก็จะเริ่มชะลอตัวจนกระทั่งกลายเป็นอัมพาตไปในที่สุด เหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้

คนส่วนหนึ่งยอมเปียกยืนอยู่ข้างถนนพยายามที่จะแย่งชิงกันเรียกรถแท็กซี่ที่ยามนี้ก็ดูเหมือนจะน้อยเหลือเกิน ทั้งยังดูจะไม่น่าเป็นประโยชน์เท่าไหร่นักในเมื่อรถก็แทบจะเคลื่อนที่ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีผู้คนอีกส่วนยอมหลบฝนยืนเบียดกันในจุดที่สายฝนไม่อาจสาดเข้ามาถึง เสียงบ่นพึมพำไม่พอใจดังขึ้นจากหลายคนเพราะแต่ละคนก็ล้วนแต่อยู่ในช่วงรีบเร่งกันทั้งนั้น พวกเขาอาจจะชอบอากาศหลังฝนตกที่เย็นสบาย แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่มีใครชอบเวลาสายฝนกระหน่ำแบบนี้ โดยเฉพาะคนที่ต้องอาศัยบริการรถสาธารณะ

อินทิราเองก็เช่นกัน แต่เธอมีเหตุผลที่ไม่ชอบสายฝนต่างจากคนอื่นๆ

เพราะสายฝนคือสิ่งที่นำมาซึ่งการสูญเสียครั้งใหญ่พร้อมกับบาดแผลลึกในใจ ความเจ็บปวดและโศกเศร้านั้นอาจจะบรรเทาลงตามเวลาที่ผ่านไปแต่ยามใดก็ตามที่สายฝนโปรยปรายจากท้องฟ้าสีครึ้มเหมือนในเวลานี้ บาดแผลนั้นก็ดูเหมือนจะถูกกีดเปิดให้เลือดไหลซึมอีกครั้ง

อินทิรามองหยาดฝนที่เทกระหน่ำลงมาด้วยสายตาหม่นหมองผสานความรู้สึกหนักอึ้งในอก สายฝนในตอนนี้ไม่เพียงจะตอกย้ำความทรงจำที่อยากจะลืมเท่านั้น แต่สายฝนกำลังจะทำให้เธอลำบากด้วย

วันนี้เธอมีนัดสัมภาษณ์งานสำคัญในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้านี้ แต่พอเงยหน้ามองดูท้องฟ้าที่แทบจะมืดสนิทแล้วเธอก็ไม่เห็นความหวังที่สายฝนจะซาลงเลยแม้แต่น้อย

จะให้ขึ้นรถประจำทางเธอก็คงไม่มีทางไปทันนัดแน่ หากแต่จะให้ขึ้นแท็กซี่ก็ไร้วี่แววว่าเธอจะโชคดีเจอแท็กซี่คันไหนว่างเลยสักคัน และถึงแม้ว่าเธอจะโชคดีพอให้หาแท็กซี่ว่างได้ แต่เธอก็ไม่รู้ว่าจะไปทันหรือเปล่าเพราะการจราจรตอนนี้แทบจะเป็นอัมพาตไปเสียแล้ว

หญิงสาวยืนมองรางรถไฟฟ้าที่เห็นอยู่ไม่ไกลนักอย่างลังเล หากจะไปให้ทันก็คงต้องไปทางนั้น แต่กว่าจะไปถึงสถานที่ใกล้ที่สุด เธอก็คงเปียกปอนหมดสภาพเกินกว่าจะให้สัมภาษณ์งานแน่ๆ

งานนี้สำคัญกับเธอมาก เนื่องจากเธอตกงานมากว่าครึ่งเดือนแล้ว และเธอก็จำเป็นต้องได้งานทำเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเช่าห้อง ไม่อย่างนั้น เจ้าของห้องเช่าคงได้ไล่เธอออกและเธอก็จะกลายเป็นคนไร้ที่อยู่แน่ๆ

เปียกนิดหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าไปไม่ทัน

เมื่อตัดสินใจแล้วก็ไม่คิดจะรอช้า อินทิราจัดการสอดแฟ้มเอกสารสมัครงานเอาไว้ใต้เสื้อสูทตัวหนา แม้ตัวแฟ้มจะเป็นพลาสติก แต่เธอก็ไม่อยากเสี่ยงให้เอกสารต่างๆ ต้องเปียกน้ำ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะขยับเท้าวิ่งฝ่าสายฝนที่เริ่มจะเบาบางลงเล็กน้อย มุ่งตรงไปยังสถานีรถไฟฟ้าที่อยู่ข้างหน้า

อินทิราเลือกใช้เส้นทางลัด ผ่านเข้าซอยแคบๆ เพื่อจะไปให้ถึงสถานีรถไฟฟ้าให้เร็วที่สุดและเปียกน้อยที่สุด การตัดสินใจของเธอดูเหมือนจะเป็นทางที่ถูกต้อง อินทิรายิ้มให้กับตัวเองเมื่อเธอเห็นบันไดทางขึ้นสถานีอยู่อีกฝากของถนน

เพราะหลายๆ คนคิดที่จะหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดจนแทบเคลื่อนตัวไม่ได้บนท้องถนน ทำให้สถานีรถไฟฟ้ายามนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ผู้คนเบียดเสียดจนต้องเดินชนกัน แต่ก็ไม่ได้มีใครสนใจมากนัก เพราะต่างคนต่างก็รีบเร่งที่จะไปให้ถึงจุด หมายปลายทางของตนเอง นี่แหละชีวิตของคนในเมืองหลวงแห่งนี้

 อินทิราเองก็เป็นหนึ่งในหลายๆ คนที่เป็นแบบนั้น แม้จะโดนชน โดนกระแทกหลายครั้ง แต่เธอก็พยายามไม่ใส่ใจ คิดเสียว่าเป็นเพราะพื้นที่ที่มีจำกัด

หลังจากซื้อตั๋วโดยสารเรียบร้อย หญิงสาวก็รีบก้าวเท้าขึ้นบันไดไปที่ชั้นสองของสถานีซึ่งเป็นชานชาลาสำหรับจอดเทียบขบวนรถ บนชานชาลาชั้นสองแน่นขนัดยิ่งกว่าชั้นล่างของสถานีเสียอีก สายฝนยังคงโปรยปรายไม่ขาดสายแม้ตอนนี้จะเบาบางเหลือเพียงละอองปอยๆ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้การจราจรบนท้องถนนเบาบางตามได้เลย

ฟ้าหลังฝนมักจะสว่างสดใสเสมอ นั่นคือสำนวนที่หลายๆ คนมักจะเอาไว้ให้กำลังใจตัวเองและคนรอบข้าง แต่มันใช้ไม่ได้เลยกับความจริงในตอนนี้ เพราะอากาศหลังฝนตกไม่ได้สว่างสดใสเลยสักนิด หากโชคดีหลังจากฝนตกอากาศจะเย็นสบายขึ้นเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่แล้วมันจะเป็นอากาศอบอ้าว เหนียวเหนอะหนะเสียมากกว่า  

อากาศที่น่าอึดอัดและชวนให้หายใจไม่สะดวกนี้ส่งผลให้หลายคนที่ยืนรอรถต่างใช้มือหรือเอกสารของตัวเองขึ้นมาพัดเพื่อคลายร้อน แต่ในความเงียบสงบนั้นก็เกิดเสียงกรีดร้องขึ้นด้านหลัง ทุกสายตาหันไปมองทางต้นเสียงนั้นทันที อินทิราเองก็หันไปมองด้วยความสนใจเช่นกัน

ด้านหลังไม่ห่างจากจุดที่เธอยืนอยู่มากนัก ชายชราสูงวัยที่แต่งตัวด้วยชุดสูทคนหนึ่งเป็นล้มลงไปนอนหมดสติอยู่กับพื้น ผู้คนที่อยู่รอบข้างแหวกออกเป็นวงกว้าง ท่ามกลางความตกใจนั้นไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียวที่จะเข้าไปดูอาการชายชราผู้หน้าสงสาร เพราะเคยเป็นอาสาสมัครเป็นผู้ช่วยพยาบาลเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้อินทิราขยับเข้าไปหาชายชราที่หมดสติทันที

หญิงสาวจัดการตรวจเช็คชีพจรตามที่เคยเรียน ก่อนจะเริ่มปลดกระดุมเสื้อสูทที่แสนจะน่าอึดอัดให้คลายออก เพื่อให้ชายชราได้หายใจได้สะดวกกว่าก่อนหน้านี้ ขณะที่มือทำงาน ปากก็ร้องตะโกนบอกไทยมุงทั้งหลาย ขอร้องอย่ามุงเข้ามาใกล้มากนัก แต่ความอยากรู้อยากเห็นของคนหรือจะห้ามได้

คุณลุงคะ คุณลุง!” อินทิราพยายามเรียกสติของชายชรา เพราะผู้สูงมักมีโรคประจำตัวเสียส่วนใหญ่ การให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยไม่ตรวจสอบให้ละเอียดอาจจะทำให้อาการของชายชรากลับแย่ลงกว่าเดิมก็เป็นได้

เมื่อถูกเรียกหลายครั้ง สติที่เลือนลางของคนหมดสติก็เริ่มฟื้นคืน แม้ภาพตรงหน้าจะพร่าเลือน แต่ภาพใบหน้าหญิงสาวสวยที่เฝ้ามองเขาก็ฉายชัดในสำนึก ก่อนที่ดวงตานั้นจะปิดสนิทอีกครั้ง

หลังจากรออยู่ราวสิบห้านาทีในที่สุดรถพยาบาลก็มาถึง บุรุษพยาบาลเข้ามาสอบถามอาการของชายชราและขอให้หญิงสาวตามไปที่โรงพยาบาลด้วยเนื่องจากเธอเป็นคนปฐมพยาบาลให้ อินทิราไม่มีทางเลือกจึงต้องจำใจยอมตามไปด้วย

เมื่อมาถึงที่โรงพยาบาลชายชราเคราะห์ร้ายก็ถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินทันที สักพักนางพยาบาลคนหนึ่งก็ออกมาพร้อมสิ่งของส่วนตัวของชายชรา อินทิรามองกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือทันสมัยในมือ พอลองเลื่อนหน้าจอดูก็เห็นว่าโทรศัพท์ไม่ได้ถูกล็อกเอาไว้ หญิงสาวนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดทวนหมายเลขโทรออกล่าสุด

ครับคุณท่าน เสียงที่ตอบกลับมานั้นสุภาพบอกได้อย่างชัดว่าเจ้าของมือถือคงเป็นคนใหญ่คนโตไม่น้อย

เอ่อ...ดิฉันชื่ออินทิรา ตอนนี้คุณลุงเจ้าของโทรศัพท์อยู่ในห้องฉุกเฉิน ดิฉันเพียงแค่อยากจะโทรมาแจ้งให้ทราบเท่านั้น…” หญิงสาวเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง และบอกชื่อโรงพยาบาลให้อีกฝ่ายรับรู้

ผมจะไปถึงที่นั่นไม่เกินครึ่งชั่วโมง คุณช่วยอยู่รอจนถึงตอนนั้นได้ไหมครับ หวังว่าผมคงไม่รบกวนคุณมากนัก

ค่ะ ดิฉันจะรออยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ดิฉันจะรีบโทรแจ้งให้ทราบทันที เมื่อวางสายไปแล้ว หญิงสาวก็ได้แต่ถอนหายใจ ดวงตากลมโตเหลือบไปมองนาฬิกาที่ติดอยู่บนฝาผนังอย่างปลงๆ

...ถึงจะรีบยังไงเธอก็คงไปไม่ทันการสัมภาษณ์งานอยู่ดี อีกทั้งสภาพที่เปียกปอนของเธอตอนนี้ก็ไม่เหมาะจะไปสัมภาษณ์งานอยู่แล้ว การจะรออีกสักครึ่งชั่วโมงก็คงไม่เสียหายอะไรนักหรอก...

อินขอโทษนะคะพี่หมอ ทั้งๆ ที่พี่ช่วยอินขนาดนี้แล้ว แต่อินก็ทำให้พี่หมอผิดหวังจนได้

 

หากจะบอกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดก็ดูจะไม่ผิดนักสำหรับอินทิราในยามนี้ เพราะไม่เพียงเธอพลาดการสัมภาษณ์งานเมื่อสองวันก่อนแล้ว แต่เธอยังทำแฟ้มเอกสารสมัครงานหายอีกด้วย เอกสารสำคัญเกี่ยวกับประวัติการศึกษาของเธออยู่ในนั้น ทำให้ช่วงนี้อินทิราไม่สามารถจะไปยื่นใบสมัครงานที่ไหนได้ ต้องรออีกเกือบหนึ่งสัปดาห์กว่าเอกสารการศึกษาที่เธอไปยื่นเรื่องขอทำใหม่จะได้ และวันนี้ก็ครบกำหนดจ่ายค่าห้องพักที่เธอเช่าอยู่แล้วด้วยเหมือนกัน

ป้าเพ็ญคะ อินขอเวลาอีกสองสัปดาห์นะคะ

โธ่ หนูอินขา นี่มันสองเดือนแล้วนะคะที่หนูอินผลัดผ่อน ป้าเพ็ญ เจ้าของเดือนเพ็ญอพาร์ทเม้นท์ตอบกลับเสียงแหลม สีหน้าบอกชัดว่าไม่พอใจกับคำตอบที่ได้เท่าไรนัก

ขอเวลาให้อินอีกนิดนะคะ หญิงสาวพยายามต่อรอง

เดือนเพ็ญมองร่างบางตรงหน้าด้วยสายตาคล้ายระอาใจเต็มที

หนูอินต้องเข้าใจ ป้าก็คนทำมาหากินนะคะ ที่ให้อยู่มาสองเดือนนี่ก็ถือว่าดีเท่าไหร่แล้ว ปกติถ้าเป็นคนอื่นป้าคงไม่ยอมให้แบบนี้แน่ ป้าเปิดให้เช่าอพาร์ทเม้นท์นะคะ ไม่ใช่เปิดห้องเช่าเพื่อการกุศล!” เสียงตอบกลับที่ค่อนข้างดังนั้นเรียกวามสนใจของผู้คนที่อยู่บริเวณใกล้ๆ ได้อย่างดี

อินทิราพูดอะไรไม่ออก น้ำตารื้นขึ้นในดวงตากลมทั้งสองข้าง สมเพชในโชคชะตาของตัวเองนัก แต่ก็ใช่ว่าเธอจะมีทางให้เลือก

ตอนนี้อินมีเงินอยู่แค่สามพันบาทเท่านั้น...

แบบนี้ไม่เรียกว่าไม่มีนะคะหนูอิน!!” เดือนเพ็ญพูดขัดขึ้นก่อนที่อินทิราจะทันได้พูดจบประโยค “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน หนูอินเอาเงินสามพันมาจ่ายป้าตอนนี้ก่อน ส่วนค่าเช่าอีกเจ็ดพันที่เหลืออีกสองอาทิตย์ก็คอยเอามาจ่าย

เดือนเพ็ญไม่ได้แค่พูดเฉยๆ เท่านั้นแต่ยังแบมือมาข้างหน้าเพื่อรอรับเงินจำนวนสามพันบาทด้วย

อินทิราได้แต่ยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออก สิ่งที่หญิงสาวจะบอกก็คือเธอเหลือเงินติดตัวอยู่เพียงสามพันกว่าบาทเท่านั้น จึงอยากจะขอความเห็นใจ แต่กลับกลายเป็นว่าอีกฝ่ายต้องการให้เธอจ่ายเงินสามพันบาทนั้นเดี๋ยวนี้

เร็วๆ ซิคะ ป้าต้องรีบไปเก็บค่าแชร์ต่อแล้ว เจ้าของ อพาร์ทเม้นท์เร่งอีก ความจริงเธอเองก็ผ่อนปรนให้หญิงสาวมาเยอะแล้ว อินทิรามักจะจ่ายค่าห้องช้ากว่าคนอื่นเสมอ แต่เพราะหญิงสาวเช่าห้องของเธอมาถึงสามปี ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา เธอจึงยอมให้ค้างค่าเช่าได้ แต่ระยะหลังมานี้รู้สึกการเงินของหญิงสาวจะฝืดเคืองอยู่บ่อยๆ จนเธอเองก็รู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยทีเดียว

เพราะไม่มีทางเลือกอื่น อินทิราจึงต้องจำต้องล้วงหยิบเงินสามพันบาทสุดท้ายที่เธอมียื่นส่งไปให้เจ้าของอพาร์ทเม้นท์เอื้อมมือมาตวัดรับเงินไปอย่างรวดเร็ว

อินทิราได้แต่ยืนนิ่งงัน อดใจหายไม่ได้เมื่อคิดว่าตอนนี้เธอเหลือเงินติดกระเป๋าเพียงไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น

นี่หนูอิน ความจริงป้าก็ไม่อยากจะพูดอะไรนักหรอกนะคะ แต่ถ้าหนูอินเป็นแบบนี้ป้าก็เดือดร้อน ป้าคนทำมาหากิน อพาร์ทเม้นท์นี้ก็กู้ธนาคารมาสร้าง ไม่ได้ร่ำรวยถึงขนาดให้อยู่ฟรี ป้าก็หวังว่าหนูอินจะเข้าใจ

ค่ะ ป้าเพ็ญ อินเข้าใจ

เดือนเพ็ญปรายตามองร่างบางที่ทำหน้าเศร้าแล้วรู้สึกชวนให้หมั่นไส้นิดๆ อดไม่ได้ที่พูดต่อ

หนูอินก็มีเพื่อนรวยๆ เยอะนี่คะ ที่เมื่อก่อนเคยขับรถเก๋งราคาเป็นล้านมาส่งบ่อยๆ น่ะ หนูอินน่าจะขอหยิบยืมเขามาบ้างนะ เงินแค่หมื่นสองหมื่นคนรวยระดับนั้นขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกค่ะ

ใบหน้าหวานแดงระเรื่อขึ้นทันทีเนื่องจากเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ และบริเวณที่พูดอยู่นี่ก็ใช่ว่าจะมีเพียงแค่เธอและเจ้าของอพาร์ทเม้นท์หน้าเลือดเท่านั้น

ทำไมอินทิราจะไม่รู้ว่าผู้คนแถวนี้พูดจาว่าร้ายนินทาเธออย่างไร เพื่อนที่ขับรถเก๋งคันหรูที่เจ้าของอพาร์ทเม้นท์พูดถึงก็หาใช่ใครที่ไหน เขาคือพี่หมอ หรือนายแพทย์ชยันต์ เอื้ออังกรู พี่ชายบ้านติดกันที่อายุห่างกันเกือบหกปี ทั้งสองรู้จักเห็นหน้ากันมาตั้งแต่เด็กๆ แม้ว่าบ้านของชยันต์จะฐานะดีกว่าบ้านของเธอ แต่เขาก็ไม่เคยดูถูกเธอเลยแม้แต่น้อย ซ้ำหากมีโอกาสเขาก็พร้อมที่จะเอื้อมมือเข้ามาช่วยเธอเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกันเมื่อนายแพทย์หนุ่มรู้ว่าเธอตกงาน เขาก็อุตส่าห์ฝากฝังให้เธอไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเขามีเพื่อนทำงานอยู่ในฝ่ายบุคคล แต่ก็เป็นเพราะความโชคร้ายของเธอเองที่ไม่สามารถไปสัมภาษณ์งานตามที่นัดเอาไว้ได้

หญิงสาวรู้สึกเกรงใจนายแพทย์หนุ่มมาตลอด สำหรับเธอ ชยันต์คือพี่ชายที่เธอสนิทใจและเธอเชื่อว่าสำหรับตัวชยันต์เอง เขาก็คิดกับเธอเพียงแค่น้องสาวเท่านั้น

แต่ปากคนหรือจะห้ามได้ ความคิดคนจะมองคนอื่นในทางที่ดีนั้นคงยากนัก

อินจะพยายามหาเงินมาจ่ายค่าเช่าให้ได้ ป้าเพ็ญไม่ต้องกังวลนะคะ ถ้ายังไงตอนนี้อินขอตัวก่อน อินทิราพูดจบก็เดินจากมาทันที ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ แต่ขาเรียวก็ต้องชะงักเมื่อเสียงของใครบางคนดังขึ้นเสียก่อน

ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าผมจะติดต่อคุณอินทิราได้อย่างไรครับ?

 ชื่อของตนเองที่ออกจากปากคนถามทำให้อินทิราต้องหันกลับมามอง คนที่ถามหาเธอนั้นเป็นชายวัยกลางคนปลายๆ ที่ดูคุ้นตาอยู่หน่อยๆ

ดวงตาของเดือนเพ็ญนั้นฉายประกายอย่างอยากรู้ทันที หนูอิน คนนี้เขาถามหาหนูแน่ะ

หนูนั่นเอง หนูจำลุงได้ไหมครับ? คนถามหาเอ่ยขึ้นทันที แต่เมื่อเห็นหญิงสาวทำหน้างง เขาจึงเอ่ยต่อทันที ลุงชื่อเพิ่ม...เจ้านายของลุงคือคนที่หนูช่วยเอาไว้เมื่อหลายวันก่อน หนูอินทิราจำลุงได้ไหมครับ?

เพียงเท่านั้น ความทรงจำก็ดูจะกลับมาทันที มือเรียวยกพนมไหว้อีกฝ่ายทันที

จำได้ค่ะ แล้วลุงมีอะไรให้อินช่วยอีกเหรอคะ? อินทิราถาม สายตาเหลือบมองเดือนเพ็ญที่ยังยืนนิ่งไม่ขยับอย่างลำบากใจ

ลุงดีใจจริงๆ ที่ได้เจอหนู กลัวเหมือนกันว่าจะหาตัวไม่เจอ ลุงเพิ่มเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร หนูพอจะมีเวลาไหม ถ้ายังไงไปนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟหน้าปากซอยได้หรือเปล่า พอดีเจ้านายของลุงเขาคอยอยู่ที่นั่น เจ้านายของลุงมีเรื่องอยากจะคุยกับหนู?

ก็ได้ค่ะ อินทิรารับคำแต่โดยดี เพราะเธอเองก็ไม่สะดวกที่จะคุยตรงนี้เหมือนกัน

 

อินทิราเดินตามลุงพิ่มมาจนกระทั่งถึงร้านกาแฟดังกล่าว ภายในร้านเล็กๆ มีชายสูงวัยท่าทางภูมิฐานอีกคนนั่งรออยู่ด้านในก่อนแล้ว เมื่อเห็นเธอเดินเข้ามา ชายสูงวัยคนนั้นก็ลุกขึ้นและยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตร “เชิญนั่ง หนูอินทิรา

อินทิราพนมมือไหว้อีกฝ่ายก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

หนูจำลุงได้หรือเปล่า?

ค่ะ

คืออย่างนี้นะ ลุงแค่อยากจะขอบใจหนูที่หนูช่วยชีวิตลุงเอาไว้ หวังว่าลุงคงไม่ได้ทำให้หนูตกใจ อิทธิพลเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล

ก็นิดหน่อยค่ะ ว่าแต่คุณลุงทราบที่อยู่ของหนูได้ยังไงคะ?” อินทิราถามกลับ แม้ว่าคนตรงหน้าจะแสดงออกว่าเป็นมิตร หากแต่เธอก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดี เพราะเธอไม่ได้ทิ้งเบอร์โทรหรือที่อยู่ไว้ให้อีกฝ่ายเลย แต่อีกฝ่ายกลับสามารถมาหาเธอถึงที่อพาร์ทเม้นท์ได้

อิทธิพลยังคงยิ้มอย่างเป็นมิตรเช่นเดิม ก่อนจะหยิบซองสีน้ำตาลยื่นส่งให้หญิงสาว

นี่เป็นเอกสารของหนู วันนั้น...ที่โรงพยาบาลหนูลืมเอาไว้ นางพยาบาลเขาเอามาให้ลุง ลุงเลยถือวิสาสะดูของข้างใน

อินทิรารับซองเอกสารนั้นมา พอเปิดดูเธอก็ดีใจจนกลั้นยิ้มแทบไม่อยู่ เพราะมันเป็นเอกสารและหลักฐานสำคัญทั้งหมดที่เธอคิดว่าทำหายไปแล้ว

อินขอบคุณคุณลุงมากนะคะที่อุตส่าห์เสียเวลานำมาคืนให้ อินคิดว่าคงจะแย่แล้วแน่ๆ เพราะเอกสารบางอย่างไม่สามารถขอสำเนาได้

เอ่อ...ลุงต้องขอโทษอีกครั้งที่เปิดดูเอกสารข้างใน แต่หนูอินกำลังหางานอยู่ใช่ไหม?  อิทธิพลถามอีก แม้ว่าความจริงแล้วเอกสารทั้งหมดของหญิงสาวเป็นหลักฐานได้อย่างดี โดยเฉพาะสมุดไดอารี่ที่เขียนถึงวันและเวลานัดสัมภาษณ์งาน...วันที่เธอช่วยชีวิตเขาเอาไว้นั่นเอง

ค่ะ

ถ้าอย่างนั้นหนูจะถือไหม หากลุงจะชวนหนูไปทำงานด้วย?

เอ่อ...คงไม่เป็นไรหรอกค่ะ อินทิราตอบกลับแทบจะทันที ใบหน้าที่ยิ้มแย้มเป็นมิตรก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นลำบากใจอย่างรวดเร็ว

คนสูงวัยกว่าที่ผ่านประสบการณ์มาเยอะจึงต้องรีบออกตัว เพราะพอจะเดาได้ว่าหญิงสาวผู้นี้คิดอะไรอยู่

หนูอินใจเย็นๆ ก่อนนะ ลุงไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเลยสักนิดให้ลุงแนะนำตัวก่อนก็แล้วกัน ลุงชื่ออิทธิพล เป็นเจ้าของบริษัทเล็กๆ บริษัทหนึ่ง” ชายสูงวัยพูดพร้อมยื่นนามบัตรให้หญิงสาว ซึ่งก็รับไปดูด้วยท่าทางที่ยังไม่ค่อยจะเชื่อใจนัก พอดีว่าหลานชายของลุงเขาบ่นๆ ว่างานเยอะ สงสารเลขา เขา อยากได้ผู้ช่วยเลขา เพิ่ม ถ้าหนูสนใจจะไปทำก็ติดต่อลุงได้ที่เบอร์โทรข้างล่างนี้นะ

แต่อินไม่ได้เรียนจบด้านเลขา หรือบริหารธุรกิจมานะคะ? หญิงสาวถามกลับอย่างลังเล เพราะเธอเรียนจบศิลปศาสตร์บัณฑิต จึงแทบไม่มีความรู้ด้านการบริหารหรือการเป็นผู้ช่วยเลขาเลย แต่ชื่อบริษัทที่อยู่บนนามบัตรก็ดูคุ้นตานัก เหมือนจะเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ

ไม่เป็นไร ความจริงงานเลขา ก็ใช่ว่าต้องเรียนจบบริหารอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่ อีกอย่างแค่ผู้ช่วยเลขา เป็นงานเอกสารน่าเบื่อ หรือบางทีหนูอาจจะไม่ชอบ

เอ่อ...ไม่ใช่ค่ะ...แต่... อินทิราจนด้วยคำพูด เพราะหากเมื่อคิดว่าคนตรงหน้าคือประธานบริษัท แล้วหลานของเขาก็คงตำแหน่งใหญ่ไม่ใช่น้อย แล้วจะให้คนที่ไม่มีความรู้โดยตรงอย่างเธอจะเข้าไปช่วยมันจะดีจริงๆ น่ะเหรอ

...ถ้าคุณลุงจะกรุณา หนูก็ขอแค่พนักงานทั่วไปหรือลูกจ้างชั่วคราวก็ได้ค่ะ

ความถ่อมตัวที่หญิงสาวแสดงออกเรียกอิทธิพลลอบยิ้ม เขาดูคนไม่ผิดจริงๆ

ผู้ช่วยเลขา น่ะไม่ต้องทำอะไรมากหรอก ก็อย่างที่ลุงบอกนั่นแหละ แค่งานเอกสารทั่วไปเท่านั้น ไม่ต่างจากงานลูกจ้างทั่วไปหรอก

แต่...

ลุงจะถือว่าหนูตกลงล่ะกันนะ เริ่มงานจันทร์หน้าได้เลย แปดโมงเช้าหวังว่าลุงจะเจอหนูรออยู่ที่บริษัท ลุงจะแนะนำหลานชายให้หนูรู้จัก แต่วันนี้ลุงต้องไปก่อนแล้ว เพราะต้องไปธุระสำคัญที่อื่นต่อ อิทธิพลพูดตัดบทก่อนที่อินทิราจะทันได้ซักถามหรือขอเวลาคิด ชายสูงวัยไม่ฟังคำร้องเรียกของอินทิราเดินไปขึ้นรถซึ่งลุงเพิ่มคนขับรถขับมาจอดรอท่าไว้ก่อนแล้ว

ก่อนที่รถยุโรปราคาแพงจะเคลื่อนตัวออก กระจกรถเบาะที่นั่งด้านหลังก็เปิดออก ชายสูงวัยส่งยิ้มให้เธอ ลุงหวังว่าลุงจะได้พบหนูวันจันทร์นะ

อินทิราได้แต่ยืนมองไฟท้ายรถยุโรปราคาแพงค่อยๆ หายลับไปจากสายตา ก่อนจะก้มลงมองนามบัตรสีทองหรูในมือ

 

ดิฉันมาขอพบคุณอิทธิพล อัครไพศาลกุลค่ะ อินทิราเอ่ยบอกความต้องการของเธอกับประชาสัมพันธ์สาวสวย ซึ่งทันทีที่เธอบอกชื่อของคนที่ต้องการพบ อีกฝ่ายก็มองเธอด้วยสายตาแปลกๆ

ไม่ทราบว่าคุณนัดเอาไว้หรือเปล่าคะ? ประชาสัมพันธ์สาวถามกลับ สายตามองพิจารณาอินทิราตั้งแต่ศีรษะจนแทบจรดปลายเท้า

เอ่อ...

ผมนัดเธอเอาไว้แล้ว คำพูดนั้นดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของอิทธิพล ซึ่งทำให้ประชาสัมพันธ์สาวต้องรีบลุกขึ้นและทำความเคารพด้วยสีหน้าตกใจ อิทธิพลเพียงแค่โบกมือให้พนักงานของเขาอย่างไม่ใส่ใจนัก หากแต่สายตาที่มองมาที่อินทิรานั้นกลับเต็มไปด้วยความกรุณาอย่างชัดเจน ลุงดีใจที่หนูมา

ค่ะ หญิงสาวตอบกลับอย่างอึดอัดเล็กน้อย เพราะสายตาของพนักงานมากมายที่กำลังมองตรงมาที่เธอ

คุณลุงตรงหน้าเธอไม่ได้เป็นแค่เจ้าของบริษัทเล็กๆ อย่างที่เขาบอก แต่เป็นบริษัทใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศที่ใครๆ ก็รู้จักและอยากร่วมงานด้วย

แม้ว่าจะมายืนอยู่ตรงนี้ แต่อินทิราก็ยังมีความลังเลอยู่เล็กน้อย เพราะการเป็นเด็กเส้นของเจ้าของของบริษัทคงทำให้การทำงานที่นี่อึดอัดน่าดู ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา ไม่เกินเที่ยงวันนี้ทุกคนในบริษัทคงจะรู้เรื่องของเธอกันหมดแน่ๆ อินทิราไม่ชอบการตกเป็นเป้านินทา แต่สถานภาพว่างงานไม่เป็นผลดีต่อตัวเธอเช่นกัน         การเป็นคนตกงานทำให้เธอไม่มีเงินพอสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสถานการณ์ที่บีบบังคับทำให้เธอจำต้องคว้าโอกาสตรงหน้าเอาไว้อย่างไม่มีทางเลือก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

12 ความคิดเห็น

  1. #1 pretty-p (@rod_usawadee) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 13:28
    คิดเสียว่าทำที่ไหนก็ไม่พ้นโดนนืนทาล่ะค่ะ 
    ทำใจดรๆไว้ แม่กวางน้อยอย่ารีบตื่นตูม
    เอ มันต้องกระต่ายสินะ ไม่ใช่กวาง อิอิ
    #1
    0