Utopia Fantasy Online

ตอนที่ 67 : Episode 67 War reparations (ค่าปฏิกรรมสงคราม)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 926
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    7 ก.ย. 62

Phase 2 Episode 67 War reparations

 

       “คงเป็นบุตรแห่งข้าที่เฝ้ามองท่านจากด้านบนนั้นกระมังที่อาจลดตัวลงมาบ้าง” บุคคลผู้นั้นกล่าวและชี้ไปยังด้านบนฟ้าที่ยังคงมีเมฆทมิฬขยายตัวอย่างช้า ๆ  

 

          ไม่นานนักแสงสว่างก็พุ่งลงผ่านเมฆแห่งความชั่วร้ายลงมาอย่างง่ายดาย ตามด้วยเสียงกัมปนาทของสายฟ้าที่ดังสะท้านโดยมีเป้าหมายที่ชายปริศนา ทว่าเพียงยกมือขึ้นดีดนิ้วสายฟ้าก็ช้าลงก่อนจะหยุดนิ่งและถูกคว้าจับมาถือไว้ราวกับเป็นสิ่งของอย่างหนึ่ง

 

บุรุษปริศนาผู้มาใหม่ยิ้มให้เด็กหนุ่มและเคลื่อนที่ด้วยท่าทีสบายๆผ่านหน้าของมาร์เวลลัสไป ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ กล่องแพนโดร่าก็ลอยไปที่มือของเขาและถูกปิดลงอย่างช้า ๆโดยดึงดูดเอาควันดำแห่งความชั่วร้ายกลับเข้าไปในกล่องจนหมดสิ้นในเวลาไม่นาน นำพาท้องฟ้าครามคืนกลับมาอีกครั้ง

 

ร่างของมาร์เวลลัสกลับมาเคลื่อนที่ได้อย่างปกติอีกครั้ง เมื่อชายที่มือหนึ่งถือสายฟ้ามือหนึ่งถือกล่องเดินไปยืนข้างๆร่างขนาดยักษ์ของเอพิมีธีอุส

 

“สหายต่างดินแดนของข้าทั้งสองบอกกับข้าว่า ท่านทักทายพวกเขากลับรุนแรงนัก เมื่อได้มาประจักษ์ด้วยสองตาของตนข้าจึงเชื่อแล้วว่าคำพูดเหล่านั้นล้วนเป็นจริง เชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้เจ้าสุนัขน้อยยังคงบาดเจ็บสาหัสจากการทักทายกับท่านเมื่อครั้งนั้นไม่หาย” อีกฝ่ายแย้มยิ้มให้อย่างสุภาพแต่กลับแฝงแวววางตนไว้ในระดับหนึ่ง “จะให้ท่านไว้ชีวิตเขาผู้นี้ก็คงเป็นเรื่องยาก ท่านจะว่าเช่นไรหากข้าขอแลกของที่อยู่ในมือทั้งสองกับชีวิตของเอพิมีธีอุส”

“จะให้ผมขัดแย้งกับท่านซุสเพราะเอาอาวุธของท่านมา และเอาของที่เป็นอันตรายกับตัวเองในฐานะมนุษย์มาอยู่ข้างๆเหรอครับ”

“ฮ่า ๆ ปราดเปรื่องๆ ข้าชักจะชื่นชอบท่านเสียแล้ว เอาเป็นว่า... ข้ามีวิธีจัดการให้ท่าน” บุรุษผู้ควบคุมกาลเวลา สาวเท้าเข้ามาหามาร์เวลลัสแต่กลับชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเซนเทอร์สูงเกือบสามเมตรเดินมายืนข้างๆ เด็กหนุ่มชาวมนุษย์

“เจ้าสุขสบายดีหรือไม่ บุตรชายข้า”

“ข้าย่อมสบายดี”

 

ไททันในร่างมนุษย์หล่อเหลาสูง 180 เซนติเมตรเดินเข้ามาประจันหน้ากับเด็กหนุ่ม ก่อนจะยื่นสายฟ้าเข้าใส่ไฟในมือจนมันหลอมละลายกลายเป็นหนึ่งในเถ้าติดไฟที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก ก่อนที่ดวงตาสีเลือดจะจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของมาร์เวลลัส

 

“ข้าไม่ได้ขอให้ท่านรับข้อสนอ แต่ท่านจำต้องรับข้อเสนอถ้าไม่อยากจะเปิดศึกอีกรอบในตอนนี้ ส่วนกล่องใบนี้จะรับไว้หรือไม่สุดแล้วแต่เจตนาของท่าน แต่ข้าขอบอกท่านไว้ ว่าต่อให้เป็นความชั่วร้าย ถ้าท่านรู้จักใช้มันก็เป็นประโยชน์...”

“คุณมีเป้าหมายอะไรกันแน่ครับ คุณโครนอส”

“เวลาผ่านบัลลังก์เหนือฟ้าก็น่าเบื่อหน่าย เป็นผู้คอยชมจากด้านบนมันจะสนุกเท่าเป็นผู้กำกับจากเบื้องล่างอย่างไร ขอให้ข้าได้ชมการละครที่สนุกสนานยิ่งกว่านี้ด้วยเถิดองค์ราชันย์ ลูซิเฟอร์เองก็ปรารถนาเช่นเดียวกับข้า ฮึ ๆ ขอตัว...”

 

ร่างของไททันทั้งสองและหญิงสาวชาวมนุษย์อีกคนหายไปต่อหน้าต่อตามาร์เวลลัส ทิ้งไว้แต่กล่องหรือควรจะเรียกว่าหีบสีทองที่กำลังจะตกลงพื้นจนเจ้าตัวต้องรีบเข้าไปประคองรับไว้อย่างทุลักทุเลเพราะมือหนึ่งก็ถือดาบอีกมือก็ถือไฟอยู่ ทว่าอยู่ได้ไม่นานนักลูกไฟก็ค่อยๆดับมอดลงจนหายไปในไม่ช้าทิ้งไว้แต่ก้อนแร่สีดำเล็ก ๆ หนึ่งก้อน

 

“ได้ของอันตรายมาอีกแล้ว”

 

หน้าต่างระบบถูกเรียกออกมา ก่อนที่ทุกอย่างในมือจะถูกโยนลงไป โดยมีสองเทพอสูรแห่งเขาโอลิมปัสที่ยืนจ้องมองแร่ขี้เถ้าจากลูกไฟและหีบชั่วครู่คล้ายกับยืนฟังคำสั่งบางอย่างไปด้วยอยู่ ก่อนจะหายตัวไปเงียบๆโดยไม่บอกไม่กล่าวอะไรแม้แต่คำเดียว

 

“ขอบใจมากนะ กลับมาได้แล้วละ” เด็กหนุ่มหันไปกล่าวกับปักษาเหล็กบนฟ้า มันก็พยักหน้ารับและเปล่งแสงกลับสู่ร่างดาบพิสดารและพุ่งเข้ามาในมือมาร์เวลลัสอีกครั้ง ก่อนจะถูกผู้เป็นเจ้าของแทงปลายลงที่พื้นเพื่อค้ำยันร่างกายที่ถอนหายใจและหอบจนตัวโยน “จบสักที นึกว่าจะตายซะแล้ววว”

 

ไครอนคืนร่างเป็นมนุษย์ลุงหล่อเหลาที่มีเคราเต็มหน้า ก่อนจะเดินมาหามาร์เวลลัสและตบไหล่หลายครั้งด้วยความพอใจ

 

“นอกจากฝีมือใช้ได้ ยังมีไม้เด็ดซ่อนไว้อีก ใช้ได้ๆ”

“ต้องขอบคุณคุณไครอนละครับ ไม่งั้นครั้งนี้ผมก็คงไม่รอดเหมือนกัน”

“ฮ่า ๆ เอาละ เจ้าจะทำอย่างไรกับของเหล่านั้น” เซนเทอร์ในตำนานชี้ไปยังบริเวณที่เกิดการต่อสู้ของเด็กหนุ่มที่มีไอเทมจำนวนหนึ่งที่ดรอปจากอสูรกายกระจัดกระจายอยู่ แม้จะมีจำนวนเกือบสองร้อยตัวที่ถูกไครอนสังหารจึงไม่มีของตก แต่ของที่เกิดจากการต่อสู้ของมาร์เวลลัสผ่านดาบในช่วงแรกและอารยะอัคนีในช่วงหลังก็ยังมากอยู่ดี เพราะบางตัวไม่ได้ดรอปของแค่ชิ้นเดียว

 

การ์ดอสูรกายแห่งทาร์ทารัส จำนวน 2 ใบ

กระดูกแข็งของอสูรกาย จำนวน 37 ชิ้น

เขี้ยวอสูรกายของอสูรกาย จำนวน 23 ชิ้น

กรงเล็บอสูรของอสูรกาย จำนวน 32 ชิ้น

หนังของอสูรกาย จำนวน 11 แผ่น

ดาบอสูรทาทารัสระดับ 5 จำนวน 7 เล่ม

ดาบอสูรทาทารัสระดับ 6 จำนวน 2 เล่ม

ดาบอสูรทาทารัสระดับ 7 จำนวน 1 เล่ม

คัมภีร์ทักษะกำปั่นอสูรของสายนักสู้ จำนวน 1 เล่ม

ถุงมือติดกรงเล็บอสูรทาทารัสระดับ 5 จำนวน 1 คู่

เงินจำนวน 184,975 ยูธ

 

ในจำนวนนั้นมีการ์ดดรอปสองใบ! มาร์เวลลัสมองไอเทมใหม่ด้วยความตื่นเต้น การ์ดกับดาบระดับ 7 คือสิ่งที่มาร์เวลลัสตัดสินใจเก็บไว้ ส่วนคัมภีร์กับถุงมือถูกวางประมูลออนไลน์ผ่านหน้าต่างระบบ พวกดาบเองก็ดูเหมือนผลของฉายาจะทำงานดีเกินคาดแต่คงไม่พ้นขายให้ร้านค้า ส่วนพวกวัตถุดิบ กระดูก เขี้ยว กรงเล็บ และหนัง มาร์เวลลัสว่าจะลองติดต่อให้ช่างทำอาวุธสาวเอาไปทำอะไรสักอย่างเมื่อกลับไปที่เซเปียส เงินเองเมื่อรวมกับของเดิมก็เป็น 568,916 ยูธ เงินครึ่งล้าน!

 

“รวยๆ” เด็กหนุ่มกล่าวอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับแกว่งดาบพิสดารในมือไปมา

“เจ้าพวกอสูรกายเหล่านี้ท่านจะทำเช่นไร” ไครอนใช้มือตบไปที่หนึ่งในอสุรกายทั้ง 21 ตัวที่กลายเป็นหิน

 

จะทำลายก็แข็งเกินไป จะสลายคำสาปก็ไม่รู้วิธี มาร์เวลลัสกำลังคิดว่าจะเอาอารยะอัคนีเผาพวกมันดีหรือไม่ เพราะถึงจะไม่รู้ว่าการกลายเป็นหินนี้มีผลอย่างไรกันแน่ แต่ถ้าเกิดมันกลายเป็นหินแต่ยังมีสติรับรู้ก็นับว่าน่าสงสารไม่น้อยถึงจะเป็นศัตรูก็ตาม

 

“มีวิธีคลายคำสาปนี้หรือคลายคำสาปอื่น ๆที่มาจากดวงตาข้างนี้หรือเปล่าครับ” มาร์เวลลัสกล่าวถามพร้อมกับใช้ทักษะตรวจสอบพวกมันไปด้วย

“ดวงเนตรนั่นถูกสร้างโดยบรรพชนจอมเวทแห่งเอนเดส วิธีแก้คำสาปก็คงมีแต่พวกนั้นที่ล่วงรู้ ท่านจะช่วยพวกมันรึ?

“ผมว่าจะเก็บพวกเขาไว้สำหรับหาวิธีแก้คำสาปน่ะครับ เพราะถ้าเกิดว่าวันหนึ่งคนที่โดนคำสาปนี้เป็นพรรคพวกเดียวกันขึ้นมาก็คงแย่”

“อืม... เช่นนั้นก็ตามใจท่านเถิด”

 

หลังจากตรวจสอบ เด็กหนุ่มก็พบว่าชื่อของพวกมันเปลี่ยนจาก อสูรกายแห่งทาร์ทารัส เป็น หินสลักรูปอสูรกายแห่งทาร์ทารัสแถมยังกลายเป็นไอเทมไปแล้วด้วย เจ้าตัวจึงเก็บพวกมันลงไปในหน้าต่างระบบด้วยสภาพที่ตลกพิกลเมื่อรูปปั่นหินยักษ์ถูกดูดเข้าหน้าต่างระบบไปจนหมด

 

“พวกผู้มาเยือนจากดินแดนอื่นเช่นท่าน ช่างทำอะไรสะดวกนัก”

“แฮะๆ” มาร์เวลลัสหัวเราะและปิดหน้าต่างระบบ “ไปหาอะไรทานกันที่เมืองมนุษย์มั้ยครับ”

“ไม่เป็นปัญหา...”

 

ท่าทางสบายๆขัดกับการาสุเทนกุที่มักจะทำท่าลำบากใจทุกครั้ง ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะฝึกสอนมนุษย์มามาก ไครอนจึงรู้สึกเฉยๆกับตัวตนของมนุษย์ก็เป็นได้

 

เด็กหนุ่มขึ้นขี่หลังไครอนเหมือนครั้งก่อน ก่อนจะเกิดบรรยากาศชวนเงียบขึ้นมา มาร์เวลลัสเปิดหน้าต่างระบบเพื่อตรวจสอบระดับที่เพิ่มขึ้นรวดเดียวเป็น 58 นี่ขนาดสู้ข้ามระดับแบบครึ่งหนึ่งแถมยังตั้งหลายตัว เลเวลของมาร์เวลลัสยังเพิ่มมาเท่านี้ ไม่อยากคิดเลยว่าคนที่เก็บระดับแบบปกติจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะได้มาแต่ระดับ ซึ่งเพราะเลเวลเลย 55 มาแล้วนักดาบหนุ่มจึงได้ทักษะใหม่ของสายอาชีพเบอร์เซิร์กเกอร์ คือ

 

----------------------

สรรพาวุธของนักรบคลั่ง ไม่มีระดับ

รายละเอียด

          ผู้เล่นสามารถถือและใช้ไอเทมอาวุธได้ทุกชนิด แต่ในกรณีของไอเทมของสายอาชีพนักเวท นักบวช จะไม่สามารถร่ายเวทหรือใช้ทักษะทางเวทมนต์ได้ รวมไปถึงความสามารถของอาวุธหรือทักษะติดอาวุธที่สอดคล้องกับสายอาชีพโดยเฉพาะจะไม่สามารถใช้ได้

----------------------

 

          เป็นทักษะติดตัว พูดง่ายๆคือสามารถเอาคทาเวทมาหวดศัตรูได้แต่ใช้ร่ายเวทไม่ได้ นี่เป็นหนึ่งในทักษะที่ทำให้มาร์เวลลัสตัดสินใจเลือกสายอาชีพนี้ เพราะตามปกติสายอาชีพต่าง ๆจะถูกจำกัดไม่ให้ใช้อาวุธของสายอื่นบางประการแตกต่างกันไป ยกเว้กอาวุธประเภทโล่ของสายนักรบที่อนุญาตให้ทุกสายอาชีพใช้ได้(สวมใส่เพื่อไม่ให้ตัวบางหรือเปราะเกินไป)

 

ซึ่งข้อดีของสายนักรบคือใช้อาวุธได้หลายแบบกว่าสายอาชีพอื่น แต่จะไม่สามารถใช้อาวุธเฉพาะได้ เช่น ของนักสู้ นักธนู นักเวท นักบวช โจร เป็นต้น ส่วนสายอาชีพอื่นก็ต้องว่ากันไปตามสายว่าใช้อะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง ตัวอย่างก็คงจะเป็นริเสะสายนักฝึกสัตว์ที่สามารถใช้ธนูและหน้าไม้ของสายนักธนูได้ เป็นต้น

 

ส่วนหนึ่ง มาร์เวลลัสก็คิดว่าถ้าเบื่อๆหรือมีเวลามากพอ เจ้าตัวอาจจะลองไปฝึกวิชาอาวุธอย่างอื่นไว้บ้างเผื่อใช้ในการต่อสู้ที่อาจต้องเจอหลายแบบในอนาคต แถมตอนนี้ทักษะดาบมือเดียวก็คอมพลีทไปแล้ว แถมล่าสุดในตอนต่อสู้กับฝูงอสุรกาย ทักษะดาบคู่เองก็สมบูรณ์ไปแล้วอีกทักษะและทักษะที่ได้มาใหม่จากการคอมพรีทครั้งนี้คือ

 

----------------------

สลับดาบ ไม่มีระดับ

รายละเอียด

          ผู้เล่นสามารถสับเปลี่ยนอาวุธประเภทดาบที่ถืออยู่ในมือหรือสวมใส่อยู่กับอวาตาร์กับอาวุธปะเภทที่ว่าซึ่งเก็บไว้ในหน้าต่างระบบได้อย่างอิสระตามใจนึกคิด เสียพลังเวทเล็กน้อยในการเปลี่ยนแต่ละครั้ง

 ----------------------

 

นี่คือทักษะที่มาร์เวลลัสพึ่งใช้ไปสดๆร้อนๆก่อนหน้านี้ ถึงจะไม่ใช่ทักษะสำหรับต่อสู้แต่ก็อำนวยความสะดวกในการต่อสู้ไม่น้อย น่าเสียดายที่มันจำกัดอยู่แค่ดาบเท่านั้น

 

“เก็บอีกสองระดับก็จะได้อีกทักษะตอนเลเวล 60 อีกนิดเดียว... ทักษะที่เราต้องการที่สุดของนักรบคลั่ง”

 

จากนั้นอีกสิบระดับ เลเวลของมาร์เวลลัสก็จะเป็น 70 และเป็นเพดานเลเวลสูงสุดในปัจจุบัน โดยจีเอ็มเปิดเผยออกมาแล้วว่ามีอาชีพขั้นที่สามกับเลเวลสูงสุดคือ 100 แต่นั้นจะเกิดขึ้นได้เมื่อภารกิจเนื้อเรื่องดำเนินไปเท่านั้น ในระหว่างนี้ยอดฝีมือส่วนมากที่ระดับตันในเกมแล้วจึงไล่เก็บทักษะที่อาชีพตนเรียนได้ หาแต้มค่าสถานะมาเพิ่มจากภารกิจให้แต้มที่หายากบรรลัย หาไอเทมดีๆมาสวมใส่ รวมถึงรวมกลุ่มรวมแก๊งสร้างกลุ่มเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ต่าง ๆ มีเพียงสามสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่พยายามหาทางบรรลุภารกิจเนื้อเรื่องเจ้าปัญหา

 

สุดท้ายก็ทักษะซัมมอนเกทที่มาร์เวลลัสตั้งสมมติฐานไว้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับทักษะนี้จะเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งที่ใช้โดยเกิดจากการสังเกตว่าหลังจากใช้ครั้งแรกแล้วทักษะมีความเปลี่ยนแปลงไป แน่นนอนว่ามันก็แค่การเดาโดยมีมูลอันน้อยนิด แต่ก็มีค่าให้ทดลอง โดยทีแรกมาร์เวลลัสตั้งใจจะให้ไครอนพาไปที่ที่ปลอดผู้เล่นและลองใช้ทักษะนี้ดูเพื่อทดสอบสมมติฐาน แต่ก็ถูกดักโจมตีเสียก่อนทว่าก็ยังถือว่ายังได้ทดสอบสมมติฐานอยู่

 

“ถึงจะอันตรายมหาศาล ก็ต้องหาโอกาสใช้ให้บ่อยขึ้น”

 

“คงต้องหยุดเดินเท้าจากตรงนี้” ไครอนชะลอฝีเท้าลงและกล่าวขึ้น ซึ่งมาร์เวลลัสก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้าของอีกฝ่ายและตรวจดูสภาพตนเองว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่เพื่อรอเทพอสูรเซนเทอร์ที่เปลี่ยนเป็นร่างมนุษย์ สองบุรุษต่างวัยเดินเคียงกันพักใหญ่ๆก็มาถึงเมืองแห่งหนึ่งที่มาร์เวลลัสไม่รู้จักเพราะไม่ได้อยู่ในแผนที่จะเดินทางมา จึงต้องเดินงมหาอยู่นานกว่าจะเจอจัตุรัสกลางเมืองที่จะใช้เพื่อบันทึกแผนที่เมือง

 

“ข้าไม่ได้เข้าเมืองของมนุษย์มาเสียตั้งนาน นับว่าเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย น่าสนใจๆ” ไครอนลูบเครากล่าวด้วยความสนใจใครรู้

“อาคารบางแห่งเป็นอาคารที่ถอดแบบการสร้างมาจากโลกของผมน่ะครับ”

“หือ... โลกของท่าน” เซนเทอร์ในร่างมนุษย์มองมาที่มาร์เวลลัสสลับกับอาคารต่าง ๆ  

 

มีผู้เล่นที่ผ่านไปผ่านมาไม่น้อยที่สะดุดใจกับท่าทางและคำพูดของตาลุงคนนี้ บางคนก็ขำหรือล้อเลียน แต่ส่วนมากต่างก็คิดว่าคงเป็นพวกที่คลั่งเกมจนสวมบทพูดเป็นจริงเป็นจังเลยไม่ได้ติดใจอะไร แต่ก็นะ... อายุปูนนี้แล้ว

 

ไครอนก็สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของมหาบุรุษทั้งหลาย หูได้ยินทุกอย่างชัดเจนแต่ก็ไม่สนใจติดใจเอาความอะไร ถ้าเป็นเทพอสูรตนอื่นมาร์เวลลัสไม่อยากคิดเลยว่าสภาพเมืองจะเป็นยังไงไปแล้วป่านนี้ แถมอีกฝ่ายยังใฝ่เรียนรู้ถามเรื่องนู่นเรื่องนี้จากเด็กหนุ่มด้วยความสนใจ พอเจอกับมาร์เวลลัสคนประเภทเดียวกันก็เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยในเวลาไม่นาน

 

สองบุรุษต่างวัยเดินเข้ามาในร้านอาหารอิตาลีร้านหนึ่ง ก่อนจะสั่งอาหารมื้อใหญ่เพราะมาร์เวลลัสตัดสินใจจะเลี้ยงขอบคุณไครอน ทว่าค่าอาหารนั้นไม่ค่อยเท่าไหร่นัก แต่ที่เงินแสนกว่าหายไปในพริบตาเดียวก็คือค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งดูเหมือนจะถูกใจเทพอสูรเซนเทอร์เป็นอย่างมาก

 

“แด่ขุนเขาโอลิมปัส... ช่างเป็นสุราที่ยอดเยี่ยมนัก ทำเอาสุราที่ข้าเคยลิ้มลองในอดีตกลายเป็นน้ำจากแม่น้ำสติกซ์ไปเลย ยอดเยี่ยมๆ” เทพอสูรตบท้องที่อิ่มหนำสำราญด้วยความพอใจ “ติดตามท่านคงเป็นเรื่องน่าสนุกกว่าที่ข้าคาดไว้ก็เป็นได้ ฮ่า ๆ”

 

พูดจบก็ตบหลังมาร์เวลลัสป๊าบๆทำเอาคนถูกตบแทบกระเด็นไปข้างหน้าจนเกือบชนชายหญิงคู่ที่เดินสวนกันมา

 

“แวะร้านนี้ก่อนนะครับ ผมมีอะไรต้องจัดการนิดหน่อย” ชานนั่งเล่นหน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่งถูกใช้เป็นที่แวะพักชั่วคราว

 

เด็กหนุ่มสั่งลาเต้เย็นเสร็จก็ทำมือเคลื่อนไหวไปในอากาศซึ่งเกิดจากการใช้หน้าต่างระบบอยู่ จอสีดำแบ่งออกเป็นหน้าต่างระบบย่อยนับสิบบานเพื่อจัดการไอเทมให้ลงตัว

 

ไอเทมอาวุธต่าง ๆระดับ 1-3 ถูกจัดเตรียมขายให้ร้านค้าซึ่งเด็กหนุ่มคิดว่าน่าจะขายให้ร้านของแบล็คสมิธโดยตรงจะได้ราคาดีและเป็นธรรมที่สุด ระดับ 4 เก็บไว้ทั้งหมดเพราะมันเป็นของระดับกลางๆที่ขายให้ร้านก็จะถูกเกินไป ลงประมูลก็อาจไม่คุ้ม จึงเก็บไว้เลือกให้ละเอียดอีกที ส่วนระดับ 5 ขึ้นไปมาร์เวลลัสเลือกที่ระดับสูงและมีความสามารถเด่น ๆเก็บไว้ใช้ นอกนั้นที่ไม่ใช้ก็เตรียมทยอยปล่อยลงตลาดประมูลทีละชิ้นๆเพื่อไม่ให้มันตัดราคากันเองในตลาดรวม โดยการวางประมูลแต่ละครั้งต้องเสียค่าธรรมเนียม 10% ของราคาขั้นต่ำที่ตั้งลงในโรงประมูลและมีระยะตั้งประมูล 24 ชั่วโมงเว้นแต่สินค้าบางอย่างที่มีการสู้ราคากันดุเดือดระบบจะเสนอให้ยืดเวลาไปอีกแต่ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้วางประมูลว่าจะยืดเวลาออกไปหรือไม่   

 

ในระหว่างนั้น มาร์เวลลัสก็สร้างรายชื่อชุดไอเทมขึ้นมาในเวลาเดียวกัน ชื่อว่า 5 ดาบพิสดาร ซึ่งตัวเลขห้านั้นใช้แทนไปก่อนชั่วคราว เพราะเขาอาจจะได้ดาบแปลกๆมาเพิ่มอีกในอนาคต ซึ่งปัจจุบันดาบทั้ง 5 เล่ม ได้แก่

ดาบผนึกร้อยอาณัติ

ดาบดาร์กแพนเทอร์

ดาบคุโรมุรามาซะ

ดาบเพลนทิเวีย

ดาบเรเวน

 

ในตอนแรกมาร์เวลลัสที่จัดไอเทมเตรียมไว้เสร็จสรรพแล้วกะจะเปิดดูความสามารถของดาบพิสดารเล่มสุดท้ายอีกครั้งเพื่อตรวจสอบให้แตกฉานในความสามารถ แต่ตาของเด็กหนุ่มดันไปสะดุดกับหนังสือปกหนังที่ซื้อมาตั้งแต่อยู่ที่เกาะเริ่มต้นกับทักษะการเรียนรู้ภาษายูโธเปียโบราณ ระดับ 98 ท้ายที่สุดจึงหยิบเอาหนังสือเล่มดังกล่าวมาอ่านไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วพร้อมกับจิบกาแฟไปด้วย ส่วนไครอนนั้นจ้องมองไปยังเหล่าผู้เล่นที่เดินผ่านไปผ่านมาด้วยความสนใจ บรรยากาศสงบๆ หลังสู้เสี่ยงตายมาช่างดีนัก

 

เสียงแจ้งเตือนความสมบูรณ์ของทักษะดังขึ้น พร้อมกับทักษะใหม่ที่เพิ่มเข้ามา แต่ก่อนที่มาร์เวลลัสจะได้ตรวจสอบมัน เสียงจากระบบก็ดังขึ้นต่อว่า

 

“ผู้เล่น มาร์เวลลัส ผ่านเงื่อนไขภารกิจลับ ได้รับอาชีพเสริม นักพเนจร”

“อาชีพเสริม นักพเนจร เปลี่ยนเป็น นักสำรวจอ่อนหัด”

 

“ขอพักสักหน่อยเถอะ...”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

1,020 ความคิดเห็น

  1. #922 Pynx (@Pynx) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 22:47
    สนุกมากค่า><
    #922
    0
  2. #921 Pynx (@Pynx) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 22:47
    สนุกมากค่า><
    #921
    0
  3. #920 Yuris180 (@Yuris180) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 11:19

    สู้ๆไรท์
    สนุกมากกก
    #920
    0
  4. #919 FanUj (@FanUj) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 20:58

    ทำไมมันเปลี่ยนชื่อแปลกๆ
    #สู้ๆนะไรท์
    #ยังรออยู่น้าาา
    #919
    0