Utopia Fantasy Online

ตอนที่ 66 : Episode 66 Spark (ลูกไฟ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,038
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 116 ครั้ง
    23 ส.ค. 62

Phase 2 Episode 66 Spark

 

       บานประตูยักษ์แง้มออกเล็กน้อยเพียงพอให้มือมนุษย์ยื่นเข้าไปได้ ก่อนที่แสงสว่างที่เล็กเมื่อเทียบกับบานประตูจะร่วงหล่นออกมาจากประตูและลอยลงมาช้า ๆราวกับขนนก มาร์เวลลัสพลันรู้สึกรับรู้ขึ้นมาว่ามันไม่ได้มีอันตรายต่อตน จึงยกมือทั้งสองขึ้นรับมันไว้อย่างอ้อยอิ่ง

 

          ไม่ใช่แขนปีศาจปริศนาเหมือนครั้งแรก แต่เป็นเปลวเพลิงสีแดงส้มไม่ต่างจากเปลวไฟทั่วไป ทว่ามันกลับอบอุ่นแทนที่จะร้อนจนแผดเผาทุกอย่างที่สัมผัส

 

          “เปลวอัคคีนั่น... จะ... เจ้า! เกี่ยวอันใดกับมันผู้นั้น!!” เอพิมีธีอุสกล่าวอย่างตื่นตระหนก ทั้งสองรอดจากผลของซัมมอนเกทเพราะรีบหลบออกไปนอกระยะและหยุดการต่อสู้ลงเมื่อเห็นว่าประตูยักษ์ปรากฎออกมา

          “สิ่งนั้นคือประตูในตำนาน... ช่างงดงามและพิสดารสมดั่งที่กล่าวไว้ในตำนาน” ไครอนกล่าว ดวงตามีทั้งแววชื่นชมและหวาดเกรงต่อบานประตูซัมมอนเกทอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเปลี่ยนเป็นมองไปที่เปลวไฟในมือของเด็กหนุ่ม “คงต้องนับว่าเป็นโชคชะตา...”

 

          มาร์เวลลัสใช้ทักษะตรวจสอบแต่ข้อมูลที่ได้มีเพียงชื่อและคำบ่งบอกว่ามันเป็นไอเทมชิ้นหนึ่งเท่านั้น ไม่รู้ว่าเพราะทักษะตรวจสอบของเขาต่ำหรือไอเทมชิ้นนี้มันปกปิดตนเองกันแน่

 

          “ไฟแรกกำเนิด อารยะอัคนี เปลวอัคคีจากเตาหลอมที่สรรค์สร้างอารยธรรมของมวลมนุษย์ขึ้นมา...”

 

          รู้ได้ทันทีว่ามาจากตำนานใด ปัญหาคือไฟนี้จะช่วยจัดการเหล่าอสูรกายอย่างไรต่างหาก มาร์เวลลัสประคองเพลิงที่ลุกไหม้ลอยอยู่เหนือมือทั้งสอง ก่อนที่จะตัดสินใจวิ่งเข้าใส่อสูรตัวหนึ่งและเอาอารยะอัคนีประทับลงบนขาของมัน

 

          ตูม  

          เปลวเพลิงระเบิดจนเกิดคลื่นลมแรงทำให้พลังชีวิตมาร์เวลลัสถึงกับลดลงไปเล็กน้อย อัคคีสีชาดแสดลุกไหม้จากขาจนท่วมร่างของอสูรตนนั้นในพริบตาเดียว หลงเหลือเพียงขี้เถ้าดำเล็ก ๆที่ยังมีไฟลุกไหม้แต่มันกลับไม่สลายไปด้วย มาร์เวลลัสหยิบมันขึ้นมาอีกมันก็ไม่ทำอันตรายเขาเจ้าตัวจึงโยนมันใส่อสูรอีกตัวจนมีสภาพไม่ต่างกัน

 

อสูรกายเลเวล 100 ตายด้วยการสัมผัสเพียงครั้งเดียว One hit kill...

 

หลายตัวเข้า เถ้าธุลีที่มีไฟอารยะลุกไหม้ก็มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ บานประตูสลายเป็นละอองทองหายไปแล้ว อสูรกายทั้งหลายเองก็หลุดจากโซ่เช่นกัน ทว่าครั้งนี้กลับแปลกไปกว่าครั้งก่อน เหล่าอสูรกายแสดงท่าทีหวาดกลัวเปลวไฟในมือของมาร์เวลลัสอย่างชัดเจน แต่กลับไม่ยอมหนีหรือจะกล่าวให้ถูกคือมีคนไม่ยอมให้มันหนีมากกว่า พวกมันจึงดาหน้าเข้ามาหาความตายจนจำนวนลดลงฮวบฮาบจนเอพิมีธีอุสส่งเสียงคำรามด้วยความไม่พอใจออกมา

 

“ศึกครั้งนี้จบลงแล้วเอพิมีธีอุส เลือกเอาจะตกตายด้วยดาบข้าหรือด้วยมหาอัคคีแรกกำเนิด!!” ไครอนกล่าวพร้อมกับตั้งโล่ขึ้นด้านหน้าและชี้ดาบยื่นพ้นโล่ออกมา ตามด้วยสาวเท้าเข้าหาไททันโบราณอย่างช้า ๆ

“หากเจ้าสังหารข้าและส่งกลับสู่กระแสวัฏฏะ เจ้าย่อมรู้ดีว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น” เอพิมีธีอุสกล่าวขู่และท้าทายในเวลาเดียวกัน

“หึ... เจ้ากล่าวถูกต้อง... หากข้าทำคงจะเป็นปัญหา แต่ด้วยฐานะมนุษย์จากอีกเอกภพ องค์ราชันย์ย่อมทำได้ เช่นนั้นเจ้าก็จงจบชีวิตด้วยเงื้อมมือองค์ราชันย์เถิด น่าขันเสียจริง... มนุษย์ที่เจ้าดูถูก สามารถสังหารเจ้าได้โดยมิส่งผลกระทบต่อความเป็นไปของมหาดินแดน”   

“ข้าไม่ยอม!!

 

ไครอนคาดว่าเอพิมีธีอุสคงจะพยายามรีบหลบหนีตามคำขู่ หารู้ไม่ไททันผู้ทำก่อนคิดกลับเรียกหาหายนะใหม่เข้ามาแทน

 

“แพนโดร่าจงมาหาข้า!!

“เอพิมีธีอุสเจ้าไททันโง่เขลา จงอย่าได้แม้แต่จะคิดทำ” ไครอนหน้าเสีย จ้องมองไปยังร่างของโฉมสะคราญนางหนึ่งที่ผุดออกมาจากอากาศและยืนอยู่ข้างๆ เอพิมีธีอุสด้วยท่าทีที่ยากจะคาดเดาความคิด ใบหน้าสวยนิ่งประดุจตุ๊กตา แต่ทว่ากลับมีแววเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ในบางสิ่งอยู่ตลอดเวลาแฝงอยู่ “แพนโดร่าเจ้าย่อมรู้ดี อย่ายอมให้สวามีของเจ้าทำเรื่องโง่เขลา...”

“.......” ตุ๊กตาหญิงสาวในคราบของมนุษย์ไหนเลยจะมีความคิดความอ่านเป็นของตน แพนโดร่ายื่นกล่องสีทองที่ต้องแบกด้วยสองมือให้เอพิมีธีอุสผู้เป็นสามี

“ไม่ขัดขวางข้ารึ ถ้าเจ้าชักช้า ข้าอาจจะเผอเรอเปิดมันออกก็เป็นได้ แย่นัก...มือข้าเผลอลื่นไป”

 

กล่องที่กักเก็บซึ่งความชั่วร้ายถูกเปิดออกพร้อมควันขมุกขมัวสีดำชวนขนลุกที่พวยพุ่งออกมาจากกล่องกลายเป็นเสาที่กอปรจากควันขึ้นสู่ท้องฟ้า ห้วงเวหาสีครามที่ประดับด้วยมวลเมฆาเริ่มปรากฎเมฆดำทมิฬเข้ากลืนกินฟ้าครามจนมืดมิดราวกับห้วงเวลาก่อนที่ฝนจะร่วงโรยลงมาและขยายตัวเป็นวงกลมออกไปเรื่อย ๆ สายลมเย็นชวนขนลุกพัดกระจายไปทั่วอาณาบริเวณภายใต้เงาจากเมฆแห่งชั่วร้าย

 

 

“ข้าอยากรู้นัก ว่าองค์ราชันย์จะประเสริฐยิ่งกว่ามนุษย์สามัญหรือไม่ ไม่แล้วคงไม่ต่างจากเดรัจฉานเมื่อสัมผัสมัน”

 

ท่ามกลางควันที่พวยพุ่งขึ้นฟ้าจนกลายเป็นเสา ควันสายหนึ่งแตกออกจากเสาและพุ่งลงมาที่พื้นด้านล่างโดยมีเป้าหมายที่เด็กหนุ่มซึ่งกำลังวุ่นกับการเอาลูกไฟไปไล่จี้เหล่าอสูรกายทีละตัว ไครอนจ้องมองสลับระหว่างมาร์เวลลัสและเอพิมีธีอุส ก่อนจะส่งเสียงไม่พอใจและทะยานไปหาเด็กหนุ่ม

 

“ข้าจะกำจัดอสูรกายและคุ้มกันท่าน องค์ราชันย์ จงใช้อาระอัคนีรับมือกับความชั่วร้ายที่กำลังพุ่งเข้ามาเสีย ทั้งสองเป็นเทวภัณฑ์ในระดับเดียวกัน พลังของมันย่อมไม่มีฝ่ายใดเอาชนะกันได้” เซนเทอร์ผู้ทรงภูมิเอ่ย พร้อมกับสะบัดดาบตัดคออสูรกายในครั้งเดียว

“เมืองของมนุษย์ที่ใกล้ที่นี่ที่สุดอยู่ห่างไปเท่าไหร่ครับ” มาร์เวลลัสกล่าวเสียงนิ่ง มือทั้งสองประคองลูกไฟเข้ารับควันดำไว้

“มีหมู่บ้านเล็ก ๆที่มีประชากร 214 ชีวิตอยู่ห่างไป 3 กิโลเมตรทางตะวันออก”

“ตามตำนานแล้ว ถ้าพวกเขาสัมผัสมมัน พวกเขาจะคลุ้มคลั่งและเข้าเข่นฆ่ากันโดยไม่สนใจสิ่งใดใช่รึเปล่าครับ”

“ถูกต้อง หลังจากกำจัดอสูรกายหมดข้าจะเข้าสู้กับเอพิมีธีอุสอีกคราและหาทางปิดฝากล่องนั่น ระหว่างนี้คงต้องทิ้งท่านให้รับมือควันนี้ และฝากท่านทั้งสองรับมือความชั่วร้ายที่ด้านบนด้วย...” ไครอนกล่าวโดยไม่มองผู้พูด

 

ไม่นานนักร่างของเทพีที่มาร์เวลลัสพึ่งเจอไปเมื่อไม่นานมานี้กับเทพหนุ่มรูปงามอีกตนที่มีคันศรพาดไว้ที่หลังก็ปรากฎขึ้น ฝ่ายเทพีจ้องมองมาร์เวลลัสอย่างไม่พอใจราวกับกำลังบอกว่าข้าพึ่งเตือนว่าไม่ให้ท่านสร้างเรื่องมิใช่รึ

 

“โทษเราไม่ได้อาเธน่าเอ๋ย พวกเจ้าเองที่พลาดปล่อยให้โครนอสมันยุยงเอพิมีธีอุสได้และก่อการเช่นนี้ขึ้น พวกเจ้าต่างหากที่ต้องขอโทษพวกข้า” ไครอนแทรกอย่างไม่ไว้หน้า

 

เทพอสูรทั้งสองผู้มาใหม่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดก็แยกกันออกไปคนละทางซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามก่อนจะกางมือไปด้านหน้าที่มีความชั่วร้ายขยายออกผ่านรูปร่างประดุจเมษดำและปล่อยพลังเทพอสูรออกมาเพื่อพยายามสะกดไม่ให้มันขยายออกไป แต่ทำได้เพียงแค่ชะลอเวลาเท่านั้น  

 

“ผมก็ไม่รู้นะครับ ว่าทำไมทุกคนถึงได้ดูจงเกลียดจงชังผมนัก ทั้งที่ผมมาที่นี่เพื่อสนุกสนานกับการเดินทางเท่านั้นและยังไม่ได้ไปก่อความวุ่นวายอะไรด้วยตัวเองเลยสักครั้ง ผมผิดอะไรเหรอครับ ทุกคนช่วยบอกผมหน่อย” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความนิ่งสงบแต่แฝงแววบางอย่างไว้ “อีกอย่างหนึ่ง จะเกลียดผมก็ไม่ว่าหรอกนะครับ ถ้าเกิดมันเป็นปัญหานักคุณเอพิมีธีอุสก็มาสู้กับผมตัวต่อตัวเลยดีกว่า ไม่จำเป็นจะต้องดึงคนที่ไม่เกี่ยวข้องตั้งมากมายขนาดนี้มาลำบากไปด้วยเลย ได้โปรดปิดกล่องและมาสู้กันเถอะครับ คุณไครอนไม่ต้องยุ่งนะครับ คุณอาเธน่ากับคุณอพอลโล่ด้วย”

“จองหองนักนะองค์ราชันย์ เจ้าคิดว่ามนุษย์เช่นเจ้าจะมีปัญญาสู้กับมหาไททันเช่นข้าได้งั้นรึ ช่างไม่รู้จักประมาณตนเลย อีกประการหนึ่ง... มีเหตุผลอันใดที่ข้าผู้นี้จะต้องฟังคำพูดของเจ้า เจ้ามันก็แค่มนุษย์ที่มีพลังโบราณนิดหน่อย คิดยกตนข่มเทพอสูรโบราณเช่นข้า เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครและถ้าข้ามิทำตามสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำอย่างมนุษย์เช่นเจ้าจะทำอะไรข้าได้ จะเอาแท่งโลหะโง่ๆนั่นสังหารข้ารึ น่าขัน!!!

“ผมจะโกรธจริง ๆแล้วนะครับ”

“หรือราชันย์ผู้ประเสริฐจะโดนความชั่วร้ายเข้าแล้ว ฮ่า ๆ เข้ามาเถิดอย่าเก่งแต่ปาก... เจ้าในตอนนี้ไม่มีพลังเนตรและพลังแห่งประตูจะเอาอะไรมาสู้”

 

มาร์เวลลัสมองไปยังร่างของหญิงสาวที่ข้างกายของเอพิมีธีอุส ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็มองความคิดเธอไม่ออก เธอต้องการหรือไม่ต้องการให้เกิดเรื่องแบบนี้กันแน่

 

คิดๆแล้วก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก เพราะในยุคของกรีก-โรมันคนที่มีสถานะเป็นบุคคลมีเพียงบุรุษผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวเท่านั้น ภรรยาหรือแม้แต่บุตรมีฐานะไม่ต่างอะไรจากทรัพย์สินหรือสิ่งของของหัวหน้าครอบครัว แพนโดร่าเองก็คงคิดว่าตนเองไม่มีสิทธิ์จะเลือกความเป็นไปในชีวิตตนเอง ถูกสร้างจากเหล่าเทพตามใจชอบ ถูกใส่นิสัยให้ตามใจชอบ และท้ายที่สุดก็มาอยู่ในมือของสามีผู้ไม่รู้ความและได้แต่ทำตามไป ไร้ซึ่งความจำนงของตนเองโดยแท้มาแต่กำเนิด

 

นั่นคือ มนุษย์ จริง ๆเหรอ...  

 

เด็กหนุ่มหวนคิดไปจนถึงนางวันทองในวรรณคดีไทย หรือเทพีผู้เป็นชายาของฮาเดสอีกคน และหญิงสาวผู้งดงามอีกหลายคนในตำนาน ทำไมชะตากรรมของหญิงงามเหล่านั้นถึงได้น่าสงสารนัก ความงามนั่นคงเป็นบาปสมดังคำกล่าวจริง ๆ

 

“สลับดาบ”

 

ดาบผนึกร้อยอาณัติและดาบคุโรมุรามาซะที่คาดไว้ที่เอวหายไป ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยดาบไร้ฝักเล่มหนึ่งที่มีขนาดใหญ่พอๆกับดาบผนึกร้อยอาณัติ

 

ด้ามจับคล้ายกรวยเล็กแคบยาวนับสี่สิบเซนติเมตรโดยมีลวดลายนูนขึ้นมาคล้ายถูกพันด้วยผ้าแต่ที่จริงเป็นลวดลายเหล็กเว้นระยะห่างที่พันด้ามพอสมควร ปลายด้ามด้านบนต่อติดกับลูกกลมเหล็กสามลูกที่ขนาดเล็กใหญ่ไล่ขนาดกันจนถึงที่คั่นดาบแบบเดียวกับดาบคาตานะที่เป็นรูปหกเหลี่ยมแต่ดูหนากว่า ใบดาบคมด้านเดียวแบบกระบี่จีนโดยมีปลายดาบเป็นรูปจันทร์ครึ่งเสี้ยวจนด้านคมของใบดาบมีลักษณะคล้ายตะขอหรือเคียว ส่วนด้านสันดาบนั้นนอกจากส่วนแหลมที่ยื่นขึ้นมาจากปลายที่คล้ายจันทร์เสี้ยวแล้วยังมีคมยื่นออกมาไล่ถัดหลังอีกหนึ่งแง่งแหลม ใบดาบทั้งสองด้านนูนขึ้นมาเป็นลวดลายผสมระหว่างการวาดคลื่นทะเลสไตล์ญี่ปุ่นกับลายไทยจำพวกกนกๆตั้งแต่โคนดาบจนจนถึงปลายดาบ ทุกส่วนของดาบเป็นสีดำกับเงินแค่สองสี พิสดารจนเหล่าเทพอสูรยังมองด้วยความประหลาดใจ

 

“เจ้าจะเอาแท่งโลหะพิลึกพิลั่นนั้นสังหารข้า ช่างน่าขันนัก... นี่เป็นปาหี่ที่สนุกที่สุดเลยองค์ราชันย์...”

“อย่าดูถูกพลังของเหล่าผู้เล่นดีกว่านะครับ” มาร์เวลลัสจ้องมองไปยังดาบเล่มใหม่ที่เอวและชักมันออกมา “เพราะชั้นอ่อนแอเอง ไม่คิดว่าจะต้องให้พวกนายช่วยเร็วขนาดนี้ รบกวนด้วยนะทุกคน...”

 

          นักดาบสีดำชี้ดาบไปยังใบหน้าของเอพิมีธีอุส และใช้มือข้างเดียวประคองอารยะอัคนีทานต่อควันทมิฬไว้ ดวงตาสีดำฉายแววอำมหิตอย่างที่ไททันไม่เคยพบมาก่อนชั่วครู่พริบตา

 

          “เรเวน...”

 

          ดาบปริศนาส่องแสงสีดำ ก่อนจะพุ่งจากมือของมาร์เวลลัสออกไปหาเอพิมีธีอุส ไททันยักษ์ประคองกล่องไว้ด้วยมือข้างเดียว พร้อมกับยกมืออีกข้างรับการโจมตีที่พุ่งเข้ามา แสงสว่างค่อยๆจางแสงสว่างลงภาพที่ปรากฎออกมาคือสัตว์ปีกคล้ายอีกาแต่หาใช่อีกาที่ร่างกายทั้งมวลของมันสร้างมาจากสรรพอาวุธหลากชนิด

 

          เทพอสูรไททันบีบคอของมันไว้และออกแรงบีบจนส่วนที่เป็นลำคอแตกสลาย แต่มันก็ฟื้นตัวโดยเอาอาวุธอื่นขึ้นมาแทนที่ ก่อนที่วิหคเหล็กจะเอาปีกที่เป็นคมอาวุธและกรงเล็บจากเท้าพุ่งเข้าตบตีใส่เอพิมีธีอุสจนเริ่มปรากฎบาดแผลออกมา เทพอสูรแห่งตำนานกรีกเริ่มไม่มีแววสนุกอีกต่อไป เรเวนบินถอยหลังและแตกตัวออกเป็นอาวุธนับหมื่นพุ่งเข้าโจมตีเอพิมีธีอุสจนอีกฝ่ายต้องปัดป้องเป็นพัลวันแต่ก็ยังพลาดโดนโจมตีอย่างจังไปเป็นร้อยเล่ม แต่ละเล่มแต่ละชิ้นพลังโจมตีไม่มาก แต่พอมีจำนวนมากก็น่ากลัว

 

          ”ไอ้เดนโลหะนี่มันคืออะไรกัน ทำไมข้าไม่เคยพบมันมาก่อน มันคือสิ่งใด!!” ไททันบิดาแห่งมวลมนุษย์ตวาดและปัดป้องการโจมตีไปด้วย

 

          ไม่มีใครให้คำตอบนี้ได้นอกจากมาร์เวลลัสและริเสะเท่านั้น ไครอนกำจัดอสูรกายทั้งหมดลงจนเหลือเพียงอสูรกายที่เป็นหินเท่านั้นที่แม้แต่ไครอนก็ไม่อาจทุบทำลายได้ ร่างครึ่งม้าเดินอย่างช้า ๆมายืนชมการต่อสู้ที่ตนคงไม่ต้องร่วมแล้ว เอพิมีธีอุสบาดเจ็บจากการต่อสู้กับไครอนอยู่แล้ว ยิ่งเจอการสลับร่างระหว่างวิหคเหล็กและห่าอาวุธแถมยังฟื้นตัวได้เรื่อย ๆ ถ้าอีกฝ่ายไม่หนีหรือมาร์เวลลัสไว้ชีวิตก็คงตายในอีกไม่ช้า ดังนั้นยอดปรมาจารย์แห่งตำนานกรีกจึงได้แต่ยืนมองภาพดังกล่าวข้างๆร่างขนาดเล็กที่อยู่ข้างๆซึ่งรับควันนิลพลางยืนมองดูการต่อสู้ไปด้วย

 

          “ท่านจะสังหารเอพิมีธีอุสหรือไม่”

          “ผมโกรธก็จริงนะครับ แต่ก็คงไม่ถึงขั้นคิดจะฆ่าจะแกงกันหรอก แต่ว่า...” มาร์เวลลัสที่ถือเพลิงด้วยมือข้างเดียวเรียกเอาดาบคุโรมุรามาซะออกมา “ถ้าเขายังอยู่ก็คงจะมาขัดขวางผมเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นก็มีแต่ต้องจัดการให้จบๆไป อย่างน้อยก็แค่หลับอยู่ในกระแสวัฏฏะไปสักพักใช่มั้ยล่ะครับ”

          “......” ไครอนกอดอกพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะหลับตา “จะไปจบด้วยตัวเองรึ”

          “ครับ พลังชีวิตกับแรงพอฟื้นคืนมาบ้างแล้ว ผมท้าเขาสู้ตัวต่อตัวด้วย อย่างน้อยก็คงต้องจบด้วยมือตัวเอง ฝากด้วยนะครับ”

 

          ไครอนยกโล่ของตนขึ้นมารับควันดำแทน ส่วนมาร์เวลลัสก็ถอยหลบออกมา ก่อนวิ่งฉีกออกไปด้านข้าง 

 

          ในขณะที่กำลังวุ่นวายกลับการหลบสรรพอาวุธ แสงจากเปลวไฟพร้อมกับชายที่ถือดาบคาตานะข้างเดียวก็พุ่งมาจากพื้นด้านล่าง เอพิมีธีอุสแบ่งสมาธิกระทืบเท้าใส่มาร์เวลลัส แต่อีกฝ่ายก็หลบและใช้ดาบเฉือนเข้าใส่ขา ก่อนจะตามด้วยการพุ่งอารยะอัคนีในมืออีกข้างใส่ ซึ่งทำให้มหาไททันตกใจจนต้องยกขาหลบอย่างลนลานและถูกอาวุธด้านบนเสียบลงมาอีก

 

          “เจ้ารุมข้า!! เจ้ามันขี้โกง เกียรติยศของเจ้าเอาไปทิ้งไว้ที่ใด!

          “ใช่ครับ ผมมันขี้โกง ถ้าหมดเรื่องพูดแล้วก็ช่วยๆตายไปเถอะครับ” เสียงพลันอำมหิตพร้อมไล่เอาดาบคาตานะฟันไม่เลี้ยงใส่เอพิมีธีอุส เอพิมีธีอุสกรีดร้องอย่างเจ็บแค้นและเจ็บปวด แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้

          “แพนโดร่า มาคุ้มกันข้า!!

          “เลิกซุกซ่อนอยู่หลังชายกระโปรงสตรีสักทีเถอะ เจ้าเป็นไททันแมงดารึ”

         

          เรเวนแยกตัวออกเป็นดาบสิบเล่ม พุ่งเข้าปิดล้อมแพนโดร่าจนเธอไม่อาจหลบออกมาได้ หรือต่อให้ออกมาได้หญิงสาวก็มีค่าแค่โล่มนุษย์ในสายตาเอพิมีธีอุสเท่านั้น เพราะหญิงสาวเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเท่านั้นต่อให้มีศักดิ์เป็นถึงมารดาแห่งเหล่ามวลมนุษย์ก็ตาม

 

          “ด้วยอำนาจแห่งบิดา จงหยุด!” เอพิมีธีอุสใช้ทักษะของเทพอสูรทำให้มาร์เวลลัสหยุดการเคลื่อนไหวอีกครั้ง แต่เรเวนก็ยังคงโจมตีใส่ แปลว่ามันไม่ได้ทำตามคำสั่งของเด็กหนุ่มแต่เคลื่อนไหวเองอย่างอิสระ

 

ร่างของมหาเทพไททันเต็มไปด้วยอาวุธที่เสียบตามร่างราวกับเม่น ผู้เล่นหนุ่มที่หลุดจากพันธนาการสาวเท้าเข้ามาหาเทพอสูรตรงหน้าที่ทรุดเข่าลงไม่อาจเคลื่อนไหวได้อีกต่อ มือที่ถือเปลวเพลิงยื่นเข้าไปหาเอพิมีธีอุสอย่างช้า ๆเป็นครั้งสุดท้าย ทว่าจู่ ๆร่างของมาร์เวลลัสก็เคลื่อนไหวช้าลง ไม่สิ... แม้แต่ฝุ่นดินที่ลมพัดขึ้นมาก็ยังช้าไปด้วย

 

มวลอากาศบิดตัวไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ก่อนจะตามมาด้วยการปรากฏของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง ทำให้คนที่เคลื่อนไหวช้าต้องส่งเสียงยานครางออกมา

 

“มีใครจะมาอีกหรือเปล่าครับ...”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 116 ครั้ง

949 ความคิดเห็น

  1. #917 ConDrug (@ConDrug) (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 17:53
    โครโนส ออกโรง เทพกาลเวลา
    #917
    0
  2. #916 hanatsuki33 (@hanatsuki33) (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 10:43
    นั่นดิ จะมีใครมาอีกไหม เหนื่อยแทนเลยอ่ะ..
    #916
    0
  3. #915 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 07:37
    ขอบคุณ​ครับ​
    #915
    0
  4. #914 FanUj (@FanUj) (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 07:08

    ยังติดตามอยู่นะไรท์
    #สู้ๆนะไรท์
    #914
    0