Revenge of Dike การแก้แค้นของไดค์

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 2 : ในค่ำคืนหนึ่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    18 ม.ค. 61

“อูย... อะไรกันอีกล่ะเนี่ย”

รู้สึกเหมือนจะเหนื่อยจนวูบไป แต่พอตื่นขึ้นมาผมก็ได้ตัวแข็งทื่ออีกครั้ง

เพราะคราวนี้มาโผล่กลางป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่

ผมลุกขึ้นนั่ง ตรวจดูสภาพอาการของตัวเอง... เหมือนจะไม่หนักเท่าหนแรก สติสตังอยู่ครบ ร่างกายไม่มีอาการสั่น สภาพร่างกายปกติดี

“อะไรกันนักกันหนา...”

ผมบ่นพร้อมลุกขึ้นยืน กวาดตามองไปรอบๆ มองเห็นได้ไม่ไกลเท่าไหร่เพราะมีต้นไม้ขึ้นหนาทึบ ได้ยินเสียงน้ำไหลไม่ไกลมาก จึงตัดสินใจไปทางนั้น

“เดี๋ยวก็ไปโผล่กลางเมือง เดี๋ยวก็มาโผล่กลางป่า คราวหน้าสงสัยได้ตกจาก... ฟ้า...”

เมื่อโผล่พ้นแมกไม้ออกมา ผมก็ตกใจตาค้างกับภาพตรงหน้า... ตัวอะไรก็ไม่รู้ สัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายหมา 2 ตัว กำลังรุมกินซากสัตว์อะไรสักอย่างอยู่

และพร้อมๆกับที่ผมตกใจตัวแข็งนั้นเอง หมา 2 ตัวนั่นก็พร้อมใจกันหยุดกินแล้วหันมาทางผม

หัวใจผมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะด้วยความแตกตื่นเพราะจังหวะที่พวกมันหันมานั้นผมล้มตัวลงหมอบกับพื้นหลบในพุ่มไม้อย่างรวดเร็ว ช่องว่างเล็กๆระหว่างใบไม้กว้างพอให้เห็นแต่ลำตัวของพวกมันกับซากสัตว์ที่เลือดไหลเจิ่งนองเต็มพื้นและกำลังไหลไปตามลำธาร

ไม่เห็นน่า... พวกมันไม่น่าจะเห็นหรอก!

เวลาผ่านไปนานราวชั่วนิรันด์ หมา 2 ตัวนั้นก็กลับไปก้มหน้ากินอาหารต่อ

แล้วผมควรจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย?

ถ้าขยับตัวพวกมันต้องสังเกตเห็นแน่ๆ แต่จะอยู่ตรงนี้ต่อไปจนพวกมันกินเสร็จก็ไม่ได้... ทำยังไงดี

ขณะที่คิดไม่ตกอยู่นั่นเอง เวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆอย่างเปล่าประโยชน์

...เอาวะ เป็นไงเป็นกัน

หัวใจที่เต้นโครมครามเริ่มสงบลง ผมตัดสินใจหนี ค่อยๆขยับแขน ขยับขาอย่างช้าๆโดยพยายามทำให้เกิดเสียงน้อยที่สุด โชคดีที่สายลมไม่ได้ทำให้ป่านี้เงียบสนิท เสียงใบไม้เสียดสีดังรอบตัวเป็นระยะๆช่วยทำให้ผมสงบใจลงได้บ้าง

คลานไปได้เรื่อยๆจนคิดว่าไกลพอ ผมก็ค่อยๆลุงขึ้นนั่งหลังต้นไม้ใหญ่แล้วเหลือบมองไปทางหมาประหลาด 2 ตัวนั่น

พวกมันยังคงกินอาหารอย่างตะกละตะกลาม

ผมค่อยๆย่องออกจากพื้นที่บริเวณนั้น

แล้วไปสบตาเข้ากับเสือขนาดใหญ่ที่บังเอิญเดินผ่านมา

อะไรมันจะซวยได้ขนาดนี้

“โฮก!

“เหวออออ!

เจ้าเสือขู่กำรามก้องแล้ววิ่งตรงมาทางผม ผมรีบถลาออกข้าง เล็บอันแหลมคมเฉี่ยวหัวไปนิดเดียวตรงเข้าไปตะปบต้นไม้ที่อยู่ด้านหลัง คว้านลึกเข้าไปในเนื้อไม้จนเป็นรอยเล็บ 4 เส้นอย่างสวยงาม

ไม่อยากจะจินตนาการหากโดนเข้าไปเลยจริงๆ แต่ภาพตัวเองโดนขย้ำเละก็ยังลอยเข้ามาในหัวอย่างควบคุมไม่อยู่ ขาผมสั่นพั่บๆอีกครั้ง พยายามลุกขึ้นแต่ไม่เป็นผล เจ้าเสือหันมาแสยะยิ้มให้ผมอย่างย่ามใจราวกับแน่ใจว่าเหยื่ออันโอชะไม่มีทางหนีไปไหน

“แฮ่?

ทันใดนั้นเอง ผู้มาเยือนใหม่ก็โผล่มา

ไม่ใช่หมา 2 ตัวเมื่อกี้ แต่เป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ที่มีผิวเป็น... หิน?

“อะ อะไรกันวะเนี่ย!?

“กรร!

แล้วเจ้าเสือก็กระโจนข้ามหัวผมไปทางเจ้าหินที่ยกขาหน้าขึ้นตอบ พวกมันทั้งข่วนทั้งกัด การโจมตีของเสือไม่ระคายผิวปีศาจหินเลย ส่วนปีศาจหินเอง นอกจากการโจมตีแรกแล้ว มันก็ช้าเกินจนเจ้าเสือหลบได้หมด ต่างฝ่ายต่างมองคุมเชิงเพื่อหาจังหวะโจมตี

ตอนนี้แหละโอกาสหนี!

แม้จะกลัวจนขาสั่นแทบลุกไม่ขึ้น แต่ผมก็พยายามจนลุกขึ้นมาได้

“แฮ่?

แล้วก็ประจันหน้าเข้ากับปีศาจหมา 2 ตัวนั่น สงสัยจะตามเสียงมา

“เอ่อ งะ ไง หวัดดี?” ผมทักพวกมันโง่ๆ

“โฮ่ง?

หมาปีศาจตัวหนึ่งเห่าอย่างแปลกใจ จนผมแอบคิดไปว่าอาจจะรอดหรือเปล่า? ซึ่งเป็นความคิดที่ไร้สาระมาก เพราะพวกมันแยกเขี้ยวขู่คำรามทันที

“โฮ่งๆ!

“กรร!

ระหว่างที่หมาปีศาจตัวหนึ่งเห่าใส่ผมไม่หยุดอย่างกับไม่เคยเห็นมนุษย์มาก่อน หมาปีศาจอีกตัวก็อ้าปวกกว้างแล้วปรี่เข้ามาจะกัดผม

ผมหลังชนต้นไม้ ไม่มีทางหนี ทำได้แต่ยกแขนขึ้นมาบังหน้า น้ำหูน้ำตาไหลพรากด้วยความกลัวจับใจ

“โอ้ย อ๊ากกก”

สัมผัสปวดแสบปวดร้อนที่แขนซ้าย เมื่อเหลือบตามองก็พบว่าใบหน้าของหมาปีสาจอยู่ห่างไปไม่กี่เซนติเมตร เขี้ยวของมันฝังลึกเข้าไปในแขนซ้าย เลือดสดๆไหลซิบๆ หมาปีศาจเริ่มสะบัดหัวทำให้แผลที่แขนยิ่งเหวอะหวะ ผมร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวด กำมือขวาที่ว่างแลกชกใส่หน้ามันเต็มแรง หนึ่งหมด สองหมัด สามหมัด ทว่าแรงแขนผมน้อยเสียจนอย่าว่าแต่จะชะงักเพราะเจ็บเลย มันยิ่งสะบัดแรงกว่าเดิมอีกเพราะผมไปขัดขืนมัน

ถ้าแค่นั้นยังไม่แย่พอล่ะก็ ตอนนี้หมาปีศาจอีกตัวก็เข้ามาร่วมวงด้วย ระหว่างที่หมาปีศาจที่กัดแขนซ้ายเริ่มจะลากผมออกไป หมาปีศาจอีกตัวก็เข้ามากัดผมที่ท้อง ความเจ็บปวดมีมากกว่าที่แขนหลายร้อยหลายพันเท่า

“อ๊ากกกกกกกกกกกก!! ใครก็ได้ ช่วยด้วยยยย!

ผมทำได้แค่แหกปากตะโกนขอความช่วยเหลือ ด้วยความหวังริบหรี่อะไรบางอย่างที่มีขนาดใหญ่โตก็พุ่งผ่านผมไป

เจ้าเสือตัวก่อนหน้าเหมือนจะสังเกตว่ากำลังมีคนมายุ่งกับเหยื่อของมัน... มันจึงผละจากการต่อสู้กับปีศาจหินแล้วพุ่งมาทางนี้ ซึ่งนั่นไม่ใช่ความช่วยเหลือที่ผมหวังไว้เลยสักนิด

หมาปีศาจทั้งคู่ปล่อยเขี้ยวที่กัดผมเพื่อหลบกรงเล็บของเสือใหญ่ ส่วนผมนั้นโชคไม่ดี โดนขาหลังของเสือที่พุ่งผ่านเต็มๆที่ศีรษะ เล็บเท้าลากไปตามใบหน้า ยังดีที่โดนด้านหลังเล็บจึงไม่โดนส่วนที่มีความคมเถือเนื้อหน้า

“กรรร โฮก!!

“โฮ่งๆๆ”

“โฮ่งๆ แฮ่!

“ฮูมมม”

เสือใหญ่พอๆกับแรด ปีศาจหินที่ใหญ่ยังกับรถถัง (รถถังคืออะไร?) หมาปีศาจ 2 ตัว

ส่วนผม แค่เด็กผู้ชายผอมแห้งแรงน้อย อยู่ๆก็มาโผล่ในเมืองที่ไหนก็ไม่รู้ พอสลบแล้วตื่นมาอีกทีก็มาโผล่กลางป่า

ในหัวคิดว่าฝันไปแน่ๆ แต่ความเจ็บปวดที่แขน ลำตัวและหัวก็บอกให้รู้ว่านี่คือความเป็นจริง

ผมกัดฟันกรอด น้ำตาไหลเต็มหน้า จับจ้องไปยังปีศาจทั้ง 4 ตนด้วยความคับแค้นกับโชคชะตาที่... ที่บ้าบออะไรก็ไม่รู้ สาปแช่งโลกใบนี้ สาปแช่งสัตว์ปีศาจ สาปแช่งพวกที่เคยรังแกผมในโรงเรียน... (โรงเรียน?)

ทันใดนั้นเอง สายลมก็พัดลงมา เป็นสายลมที่เย็นเฉียบจนทำให้ขนทั่วตัวลุกชัน สัตว์ปีศาจทั้ง 4 ตัวหยุดแฮ่ใส่กันแล้วชูคอขึ้นสูง หันไปมองรอบๆด้วยความตื่นตระหนก

สายลมที่เย็นเฉียบพัดมาอีกระรอก เอาล่ะ ตอนนี้ผมสติแตกจนรู้สึกเฉยๆไปแล้ว เริ่มตั้งแต่สัตว์ปีศาจที่ผมมั่นใจมากว่าที่ที่ผมเคยอยู่ไม่มีตัวพรรค์นี้ เท่านั้นยังไม่พอ สายลมแปลกๆที่พัดมานอกจากจะเย็นสุดขั้วแล้วยังทำให้บริเวณรอบๆเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง เลือกของผมแข็งตัวเป็นลิ่มๆ น้ำตาที่นองหน้าก็กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง สัตว์ปีศาจทั้ง 4 ตนเริ่มหดหัวด้วยความกลัว หมาปีศาจทั้งคู่วิ่งหนีไปเป็นอันดับแรก ตามด้วยเสือใหญ่และปีศาจหินที่เดินอุ้ยอ้ายจากไป เหลือผมเพียงคนเดียวที่ไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัว

ความหนาวเย็นทำให้ผมตัวสั่น ขณะเดียวกันคงเพราะเสียเลือดไปมาก ผมจึงเริ่มง่วงนอนมากขึ้นเรื่อยๆจนผลอยหลับไปในที่สุด

แบบนี้สงสัยได้แข็งตายแหงๆ... นั่นเป็นความคิดสุดท้ายก่อนที่ผมจะหมดสติไป

 

“เฮือก!? อะ อะไร!?

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกคืนหนึ่ง ข้างๆพี่นภายังคงนอนหลับสนิท เหลือบไปมองนาฬิกาที่แขวนผนังอยู่บอกให้รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาตี 4 ยังไม่ถึงเวลาตื่นนอน

“ฝัน... ร้าย?

ผมรู้สึกหนาววาบไปทั่วร่าง จำรายละเอียดในความฝันไม่ได้ แต่เหมือนผมจะถูกขย้ำโดยไม่มีทางสู้ ผมคลำมือไปทั่วตัวเพื่อยืนยันว่ายังปกติดี ไม่มีรอยแผลที่ไหนบนร่างกาย ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก หันไปมองพี่สาวที่ยังคงหลับสนิทแม้ผมจะส่งเสียงดัง ดูเหมือนจะเหนื่อยมากจากการทำงานพิเศษเป็นพนักงานบัญชีในเซเว่นใกล้หอพัก

“นอนต่อดีกว่า...”

ผมบ่นเบาๆก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง

 

ตอนที่ได้สติกลับมาอีกครั้ง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความเจ็บปวดและความหนาวเย็น ผมกระพริบตาปริบๆแล้วใช้มือข้างขวาปัดเศษใบไม้ออกไป จากนั้นก็ค่อยๆลุกขึ้นนั่ง

“โอ้ย...”

แค่ลุกขึ้นมาผมก็เจ็บท้องจะแย่ เมื่อก้มมองดูผมถึงกลับต้องกลั้นหายใจ

ทั่วตัวเต็มไปด้วยคราบเลือด รอยกัดที่ท้องยังอยู่แต่กลับมีผลึกน้ำแข็งมาอุดไว้ที่ปากแผล แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยคราบเลือด แต่เลือกก็ไม่ไหลจากปากแผลแล้ว

ทว่า มันก็ยังไม่น่าไว้ใจ เพราะมีแค่เศษน้ำแข็งมาอุดแผลที่ท้อง.. รวมถึงที่แขนด้วย หากน้ำแข็งละลายปากแผลคงเปิด

ที่ท้องยังดีเพราะมีแค่รอยฟันเป็นรูๆ แต่แขนนี่ทั้งผิวทั้งเนื้อถูกกัดจนเละ โชคดีที่แผลไม่ลึกถึงกระดูก

“มันยังไงกัน...”

ทั้งๆที่แผลตรงแขนซ้ายกว้างกว่ามาก แต่กลับมีแผ่นน้ำแข็งบางๆมาปกคลุมไว้อย่างกับผ้าพันแผล ผมใช้นิ้วมือข้างขวาลองจิ้มดูก็พบว่ามันเป็นแค่น้ำแข็งธรรมดาๆ... หรืออาจจะไม่เพราะแม้น้ำแข็งรอบๆจะละลายไปหมดแล้ว แต่น้ำแข็งบนตัวผมกลับไม่ละลาย

“....กรร....”

ได้ยินเสียงคำรามดังอยู่ไกลๆ ผมยังไม่อยากตาย แม้ไม่รู้ว่ารอดมาได้ยังไง แต่ตอนนี้ผมยังไม่ตายและไม่อยากตายด้วย

แขนขวาค้ำพื้น ค่อยๆชันตัวลุกขึ้นยืน ขาสั่นนิดหน่อยแต่ทรงตัวได้ ผมจึงเริ่มออกเดินไปยังทางตรงข้ามกับเสียงคำรามนั่น

“...ใกล้มืดแล้ว จะออกไปพ้นป่านี่ได้ไหมเนี่ย...”

ผมพึมพำเบาๆขณะเดินฝ่าไปตามพุ่มไม้ ระหว่างทางก็รู้สึกร้อนๆหนาวๆทุกครั้งที่ได้ยินเสียงร้องของสัตว์ป่า... สัตว์ปีศาจหรือตัวอะไรก็ตาม

ได้บทเรียนมาจากครั้งก่อนว่าจะประมาทไม่ได้ ผมพยายามเดินให้เสียงเบามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าได้ยินเสียงอะไรแปลกๆอยู่ใกล้ๆก็รีบหาที่ซ่อนทันที เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยจึงออกเดินต่อ

กระทั่งต้นไม้เริ่มเบาบางลง ผมจึงเริ่มมองเห็นทิวทัศน์ที่อยู่ไกลออกไปได้บ้าง

“ถัดจากป่าก็ภูเขาเรอะ... นั่นมัน เมือง? แล้วแสงอะไร?

ที่อยู่ไกลลิบผมเห็นเมืองเมืองหนึ่ง อาคารส่วนใหญ่ทำจากไม้และหิน และจากตรงใจกลางเมือง มองเห็นลำแสงสีขาวที่ผิดธรรมชาติเอามากๆพุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า พอมองตามไปก็เห็นก้อนอะไรดำๆอยุ่ตรงปลายแสง อยู่ไกลเกินเลยบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร แต่มันไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การที่มองเห็นอารยะธรรมอย่างเมืองทำให้ผมรู้สึกใจชื้นขึ้น แม้เมืองที่ว่าจะอยู่ไกลมาก แต่ห่างไปไม่ไกลมากมีหมู่บ้านเล็กๆตั้งอยู่ริมแม่น้ำ น่าจะเป็นสายเดียวกับที่ผมเจอหมาปีศาจ 2 ตัวนั่น

...

หมาปีศาจ...

ผมส่ายหน้าพั่บๆ สะกดกลั้นความรู้สึกกลัวที่เอ่อออกมาให้กลับเข้าไป ตอนนี้ยังไม่ปลอดภัยและยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ความทรงจำเองก็ยังขุ่นมัว แม้จะนึกคำหรืออะไรแปลกๆออกมาได้บ้าง แต่ก็นึกไม่ออกว่าคำพวกนั้นคืออะไร

เอาเป็นว่า ทำสิ่งที่ต้องทำก่อน ไปที่หมู่บ้าน ขอความช่วยเหลือ แล้วค่อยถามเรื่องที่สงสัย

เมื่อตัดสินใจและกำหนดจุดหมายได้ กำลังใจก็กลับมาเล็กน้อย ผมเริ่มออกเดินอย่างโซเซ แม้จะรู้สึกกลัวว่าออกไปที่โล่งแบบนี้จะเป็นอะไรรึเปล่า แต่อีกใจหนึ่งก็บอกว่าจะเกิดอะไรก็เกิดไป ไม่สนใจแล้วโว้ย!

 

เดินต่อเนื่องมาร่วมชั่วโมง ไม่ถูกอะไรโจมตีนอกจากแมลงที่เริ่มออกหากินตอนกลางคืน ในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านที่อยู่ริมน้ำ

แสงสว่าง...

เมื่ออยู่ห่างจากหมู่บ้านไปไม่กี่เมตรก็พบว่าสิ่งที่ให้แสงสว่างแก่หมู่บ้านไม่ได้มีเพียงคบเพลิงอย่างเดียว แต่มีตะเกียงที่... ไม่ใช่ตะเกียงน้ำมันหรือไฟฟ้า (ไฟฟ้า...) ต้นกำเนิดแสงด้านในตะเกียงดูเหมือนจะเป็นก้อนหินอะไรสักอย่างที่เปล่งแสงสว่างนวลๆออกมาอย่างผิดธรรมชาติ

“หยุด นั่นใคร!

“เฮ้ เดี๋ยว นั่นคนนี่ บาดเจ็บด้วย?

“พวกสาวกรึเปล่า?

“จะอะไรก็ช่าง รีบไปช่วยกันก่อนเถอะ!

ทหารยาม 2 นายที่ยืนเฝ้าทางเข้าหมู่บ้านคุยกันนิดหน่อยก่อนจะรีบวิ่งมาทางผม เมื่อวิ่งมาถึงพวกเขาก็มองสารรูปผมอย่างตกตะลึง เมื่อมองไล่ไปตามสายตาก็พบว่าพวกเขากำลังมองมาที่แขนซ้ายของผมอยู่

ท่ามกลางความเงียบชวนอึดอัด ทหารยามที่ดูใจดีก็เอ่ยถามออกมาทำลายความเงียบ

“นาย... มนุษย์ใช่ไหม?

ผมพยักหน้าตอบเขาทันที

ทหารยามมองหน้ากันอีกครั้ง

“ต้องการ เอ่อ ความช่วยหลือไหม?

“แหงสิครับ!” ผมโพล่งขึ้น “เห็นแบบนี้แค่ยืนก็จะไม่ไหวอยู่แล้วนะครับ!

ทหารยามผงะไปเมื่อถูกตะโกนใส่ พวกเขามองหน้ากันเองอีกครั้งแล้วยักไหล่ให้กัน

“ฉันเซน หมอนี่โพบัส เข้ามาข้างในสิ เดี๋ยวจะช่วยทำแผล... ให้ช่วยพยุงไหม?

ทหารยามที่ชื่อเซนถามด้วยความห่วงใย ในขณะที่โพบัสตัดสินใจยกหน้าที่ทั้งหมดให้เซนจัดการแล้วกลับไปทำหน้าที่เฝ้ายามต่อ เมื่อผมตอบรับคำขอ เซนจึงเข้ามาช่วยพยุงผมกลับเข้าไปในหมู่บ้าน

ผมได้รับความช่วยเหลือดีในระดับหนึ่ง น้ำแข็งที่แขนและลำตัวละลายหลังจากพวกเขาลองอยู่หลายวิธีจนสุดท้ายก็ตัดสินใจใช้ไฟลน จากนั้นก็ทำแผลให้โดยใช้สมุนไพรช่วย

“ฉันจะวางน้ำกับอาหารไว้ให้ คืนนี้นานพักบ้านฉันไปก่อนแล้วกันเพราะนายดูแย่น่าดู ไว้ตอนเช้า... อืม ค่อยมาคุยกัน”

ว่าแล้วเซน หมอประจำหมู่บ้านและไทยมุงก็ออกไป ปล่อยให้ผมอยู่คนเดียวเงียบๆในบ้านของเซน

หลังจากเจออะไรแย่ๆมาตลอดตั้งแต่จำความได้ แต่ตอนนี้ก็รอดชีวิตมาได้และยังได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีอีก ผมจึงรู้สึกตื้นตันใจมากเทียบกับชีวิตที่ช่วงชั้นมัธยมไมได้เลย... มัธยม?

เอาอีกแล้ว พวกคำแปลกๆที่บางทีก็โผล่มา พอจะนึกหาความหมายหัวก็ขาวโพลนไปหมด

“นอนก่อนดีกว่า...”

พอจะล้มตัวลงนอนก็เริ่มรู้สึกหิว จึงลุกขึ้นมาคว้าเนื้อแห้งที่เซนทิ้งไว้ให้เข้าปาก เคี้ยวไปสักพักก็ดื่มน้ำตาม จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนและหลับลงไปอย่างรวดเร็ว

 

“...สิ เช้าแล้วนะบอล เดี๋ยวก็ไปสายหรอก!

“อือ...”

ได้ยินเสียงคุ้นหูเรียกชื่อ ผมค่อยลืมตาก็พบใบหน้าของพี่นภาอยู่ในระยะประชิด รอยยิ้มสดใสของพี่ทำให้ฝันแปลกๆกระจายหายไปในซอกหลืบของสมอง

“แปดโมงครึ่งแล้วนะ พี่สาวทำข้าวเช้าไว้ให้แล้ว วันนี้มีเรียนเก้าโมงครึ่ง ไปล้างหน้าแปรงฟันไป๊”

“คร้าบ...”

ตื่นจากฝันร้ายกลับเข้าสู่ชีวิตประจำวันอีกครั้ง... แม้จะจำเนื้อหาความฝันไม้ได้แม้แต่น้อย แต่ผมก็ตัดสินใจไม่เก็บมันมาใส่ใจ

กินข้าวเช้ากับพี่สาวซึ่งประกอบไปด้วยข้าวสวยกับไข่เจียวเสร็จพวกผมก็แต่งชุดนักศึกษามุ่งหน้าไปยังตึกคณะปกรณัมศาสตร์ด้วยกัน

2 ความคิดเห็น