Revenge of Dike การแก้แค้นของไดค์

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 3 : สภาโอลิมเปี้ยน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 ม.ค. 61

หลังจากกินข้าวเช้าเรียบร้อย ผมกับพี่สาวก็เดินทางมายังตึกคณะและแยกย้ายไปชั้นเรียนของตัวเอง

วันนี้มีเรียนวิเคราะห์ปกรณัมกรีกหนึ่ง จากที่หาข้อมูลมา สายวิชาปกรณัมกรีกดูจะเป็นสาขาที่โด่งดังเป็นอันดับต้นๆ รองลงมาก็มีโรมัน นอร์ส อียิป ญี่ปุ่น จีนและอื่นๆอีกมากมาย แน่นอนว่าจะให้เรียนทั้งหมดที่ว่ามามันก็ทำได้ แต่ถ้าจะเรียนแบบเจาะลึก 4 ปีไม่น่าจะพอ เพราะฉะนั้นนักศึกษาต้องกำหนดแนวทางการเรียนของตัวเองให้ดี เลือกเทพปกรณัมที่ตัวเองสนใจ เรียนไปให้ถึงวิชาสุดท้ายของสายปกรณัมนั้นและมีหน่วยกิตมากพอ ก็จะจบการศึกษาได้

พี่สาวของผมเลือกเอกปกรณัมกรีกโดยมีโรมันและญี่ปุ่นเป็นวิชารอง ส่วนผมมีความสนใจเรื่องปกรณัมกรีกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พี่สาวเองก็รู้ดีจึงเลือกสาขานี้ให้

ระหว่างที่คิดนู่นนี่นั่นไปเพลินๆอยู่นั้น รู้ตัวอีกทีก็มาถึงหน้าห้องเรียนแล้ว ผมเงยหน้ามองบานประตูไม้หนาหนักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะใช้แรงดันประตูหนักๆออกแล้วเดินเข้าไป

“โห...”

พี่สาวเคยพาผมมาเดินดูห้องเรียนต่างๆแล้วรอบหนึ่ง แต่ตอนนั้นยังเป็นห้องว่างๆ ตอนนี้มีนักศึกษานั่งกันเกือบเต็มห้อง บรรยากาศชวนเครียดเล็กน้อย

ผมมองหาที่นั่งว่างอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินตรงไปยังที่นั่งกลางห้องที่อยู่ใกล้หน้าต่างที่มีคนน้อยที่สุด

รอไม่นานนักอาจารย์ก็เข้ามาในห้อง เสียงพูดคุยเงียบลงอย่างรวดเร็ว

“ดีมาก” อาจารย์เอ่ยชม “รู้จักมารยาทดี แบบนี้คงอยุ่ร่วมกันได้ครบเทอม ครูหวังให้เป็นแบบนั้นนะ เอาล่ะ... ก่อนอื่นก็เช็คชื่อ...”

อาจารย์เลเวีย เรดไวล์อาจารย์ผู้สอนวิชาวิเคราะห์ปกรณัมกรีกหนึ่งถึงสี่ เป็นหนึ่งในอาจารณืที่มีความรู้ในเรื่องเทพกรีกค่อนข้างแตกฉานเป็นอันดับต้นๆของมหาวิทยาลัย ถามเธอได้เลยไม่ว่าจะเป็นเทพองค์ไหน เหตุการณ์สำคัญๆต่างๆ สงครามการสู้รบในสมัยกรีก เธอตอบได้ทุกอย่าง

“ธุลีธาร วิวัฒน์ ธุลีธาร”

“...มาครับ!

“...เสถียร มงคล เสถียร...”

ทันทีที่ผมขานรับชื่อก็มีสายตาหลายคู่หันมาทางผม อาจเพราะชื่อเสียงของพี่สาวที่อาจจะโด่งดังเดินความจำเป็นไปนิด ทำให้ผมตกเป็นเป้าสนใจโดยที่ผมไม่ต้องการ

ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มคนหนึ่งก็ลุกจากที่นั่งตัวเอง เพื่อนสาวที่นั่งข้างๆเขาทำท่าจะห้ามแต่เขาก็เดินมาทางผมแล้ว เธอจึงหอบหนังสือตามมาอย่างไม่พอใจ

“ไงเพื่อน” ชายหนุ่มทัก “จะว่าอะไรไหมถ้าจะช่วย...” เขาพูดแล้วทำมือบอกให้ผมถอยไปหน่อย

“...”

ผมพยายามไม่สบตาแล้วขยับเข้าไปด้านในอย่างเสียมิได้ ชายหนุ่มและเพื่อนสาวของเขานั่งลงข้างๆผม

“ฉันฐากรณ์ เรียกนัทก็ได้”

ชายหนุ่มแนะนำตัวอย่างเป็นมิตร เห็นท่าทีแบบนั้นแล้วผมก็คลายความระแวงลงนิดหน่อย

“วิวัฒน์ ชื่อเล่นบอลครับ”

“...วารีรัตน์ค่ะ ชื่อเล่นน้ำ”

ทันทีที่ผมแนะนำตัวไป เพื่อนสาวของฐากรณ์ก็ถอนหายใจเหมือนปลงๆแล้วแนะนำตัวเองบ้าง ฐากรณ์กับวารีรัตน์งั้นรึ

“นี่ว่าแต่” ฐากรณ์พูดลดเสียงลง “นายคือน้องชายของคนคนั้นใช่ไหม? นามสกุลเดียวกันนี่?

นึกแล้วว่าต้องพูดถึงพี่สาว ผมถอนหายใจหน่ายๆอยู่ในใจก่อนจะตอบกลับไปอย่างเนือยๆ

“ก็ใช่”

“เจ๋งเป้ง!

ฐากรณ์อุทานอย่างดีใจ ระหว่างนั้นอาจารณ์เลเวียก็เริ่มสอน ผมอยากจะฟังสิ่งที่อาจารย์พูดมากกว่า แต่ฐากรณ์ก็ยังพยายามชวนคุยไม่เลิก

“งั้นนายก็อัจฉริยะเหมือนกันใช่ไหม?

“อัจฉริยะงั้นรึ?” ผมขมวดคิ้วมุ่น

“ก็นี่ไง พี่สาวของนายน่ะดังมากเลยนะ เปิดดูบอร์ดข่าวสารของมหาลัยก็เห็นแต่ชื่อของพี่นาย ไปไหนมาไหนก็ได้ยินแต่ชื่อของพี่นาย ขนาดในชมรมที่เพิ่งเข้ายังมีแต่คนพูดถึงพี่นายเลย”

“งั้นคงต้องแสดงความเสียใจด้วย” ผมพูดเสียงขื่น “เมื่อกี้ถามว่าฉันเหมือนพี่ไหมใช่มั้ย? คำตอบคือไม่ ฉันมันแค่คนธรรมดาๆ อย่าเอาไปเทียบกับพี่นภามากนักเลย”

“โอ้... เอ่อ...”

คำตอบของผมทำให้ฐากรณ์ไปต่อไม่ถูก แต่ผมก็ทำเป็นไม่สนใจ สายตายังคงจับจ้องไปข้างหน้า บนจอ LED ที่อาจารย์เปิดประกอบการสอน

“พี่สาวคุณเก่งมาก แต่ตัวคุณธรรมดางั้นเหรอคะ?

คราวนี้วารีรัตน์พูดขึ้นมาบ้าง แต่น้ำเสียงแข็งทื่อในตอนแรกหายไปแล้ว กลายเป็นน้ำเสียงที่อ่อนลง... จะแบบไหนก็ทำให้ผมรู้สึกปวดใจ

“...ครับ”

“แนะนำไม่ให้ใส่ใจเอาตัวเองไปเปรียบเทียบนักค่ะ” เธอว่า “แบบนั้นจะสบายใจกว่าเยอะ” คำพูดเธอทำให้ผมหันขวับไปสบตาเธอเข้า “...เพราะฉันเองก็มีสภาพแวดล้อมไม่ต่างกับคุณเท่าไหร่หรอกค่ะ”

“ถ้างั้นก็น่าจะอบรมเพื่อนของคุณหน่อยนะครับ”

ผมเหลือบไปทางฐากรณ์ที่เริ่มทำหน้าเบ้

“ลองทำแล้ว ไม่เป็นผลค่ะ”

“ฮะๆๆ พวกนายนี่ เข้ากันได้ดีจริงๆนะ...”

“นี่! ตรงนั้นน่ะ จะเลิกคุยกันได้หรือยังหา!?” เสียงเกรี้ยวกราดของอาจารย์เลเวียดังขึ้นไปทั่วห้อง ทำให้เสียงพึมพำที่ดังเป็นระยะๆเงียบลงทันที “พวกเธอคิดว่าปกรณัมกรีกมันง่ายนักใช่ไหมหา? คิดว่าเรียกแบบขอไปทีเดี๋ยวก็ผ่านได้งั้นรึ? วิชานี้มันไม่หมูขนาดแค่ท่องจำไปเรื่อยก็ผ่านหรอกนะ เพราะนอกจากต้องจำแล้วยังต้องวิเคราะห์ให้ออกด้วยแล้วยังจะทำเป็นเล่นอีกงั้นรึ? ...พวกเธอสามคน วิวัฒน์ ฐากรณ์ วารีรัตน์สินะ คำถามง่ายๆ จงขยายความสภาโอลิมเปี้ยนซิ”

ฐากรณ์กับวารีรัตว์เริ่มหน้าซีดเมื่อถูกอาจารย์เพ่งเล็ง ผมเห็นพวกเขาทั้งสองแล้ว... คิดว่านิสัยน่าจะไมได้แย่อะไรนักจึงตัดสินใจลุกขึ้นยืน

“สภาโอลิมเปี้ยนคือสภาของเทพเจ้าหลักๆทั้งสิบสององค์ในเทพปกรณัมกรีกครับ ประกอบด้วยเทพชายเจ็ดองค์และเทพหญิงห้าองค์ ประกอบด้วยซุส โพไซดอน แอรีส เฮอร์มีส เฮเฟตัส อพอลโลและไดโอนีซุส ส่วนเทพีมี เฮร่า อโฟรไดท์ อาธีน่า ดีมีเทอร์ อาธีมีส ส่วนฮาเดสเป็นเทพเจ้าแห่งความตายจึงไม่ได้อยู่ในสภาโอลิมเปียนครับ”

คำตอบของผมทำให้สีหน้าของอาจารย์เลเวียอ่อนลงแล้วพยักหน้าให้อย่างพอใจ

“ความจริงอยากให้ขยายความมากว่านี้อีกหน่อย แค่แต่รู้ว่าฮาเดสไม่ได้อยู่ในสภาโอลิมเปียนก็น่าพอใจในระดับหนึ่ง คราวหลังอย่าคุยในชั่วโมงของฉันอีกล่ะ เข้าใจไหม?

“...ขอบคุณครับ”

แล้วห้องเรียนก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง ฐากรณ์กับวารีรัตน์มองผมด้วยความขอบคุณแต่ผมทำเป็นไม่สนใจเพราะรู้สึกเขินนิดหน่อย...

การสอนดำเนินต่อเนื่องไปอีก 3 ชั่วโมง เทพโอลิมเปียนกลายเป็นหัวข้อการสอนใหม่หลังจากเหตุการณ์ถูกอาจารย์ดุ อาจารณ์ยังกำชับอีกว่าในเทพปกรณัมกรีกนั้นยังมีเทพเจ้าอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะถูกลืมเลือนและไม่มีความสำคัญ แต่ก็มีเทพเจ้าหลายองค์ที่มีความสำคัญพอๆกับสภาโอลิมเปี้ยน อาจารย์กำชับไว้ว่าพวกเราควรจดจำเหล่าเทพเจ้าที่มีบทบาทสำคัญๆให้ได้

เมื่อคาบวิชาวิเคราะห์ปกรณัมกรีกจบลง นักศึกษาก็เริ่มเก็บของเพื่อไปหาข้าวกลางวันกิน ส่วนผมกับพี่สาวกินข้าวเสร็จแล้วมีงานพิเศษตลอดช่วงบ่ายไปจนถึงกลางคืน และเนื่องจากเวลามีไม่มากแถมยังทำงานกันคนละที่จึงต้องรีบกินและรีบไป ผมกับพี่สาวจึงไมได้กินข้าวเที่ยงด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ผมอาจจะเรียกว่าเป็นเพื่อนใหม่ได้ตามผมมาด้วย

“แหม่ ตอนนั้นใจหายไปอยู่ตาตุ่มเลยนะ” ฐากรณ์เปรยออกมาระหว่างเดินตามผมไปที่ร้านค้าข้างตึกคณะ “แล้วแบบนี้ยังจะบอกว่าไม่อัจฉริยะอีกเหรอ หือ? บอล?

“เฮ้อ นี่นะฐากรณ์...”

“เรียกนัทสิ”

“...นัท คำถามที่อาจารย์ถามน่ะ ไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ เป็นเรื่องพื้นฐานสุดๆซะด้วยซ้ำ ฉันยังแปลกใจเลยว่านายไม่รู้ได้ยังไง? ...นี่ไม่รู้จริงหรือแกล้งไม่รู้?

“ก็” ฐากรณ์ทำสายตาเลิ่กลัก “ชื่อพวกนี้มันจำยากนี่นา มีอะไรบ้างนะ ซุส โพไซดอน ฮาเดส...?

“ฮาเดสไมได้อยู่ในสภาโอลิมเปียนนะคะ”

“ใช่ๆ รู้อยู่แล้วน่ะ”

“เฮ้อ ให้ตายสิ”

เดินไปคุยไปในที่สุดก็มาถึงร้านค้าข้างตึกคณะ ถึงจะพูดว่าร้านค้าแต่เหมือนเป็นศูนย์อาหารขนาดเล็กมากกว่า มันเป็นอาคาร 2 ชั้นที่ไม่ได้ใหญ่โตมาก ภายในประกอบไปด้วยร้านอาหารแฟรนไชส์และร้านออริจินัลอยู่หลายร้าน แน่นอนว่ามีเซเว่นด้วย งานพิเศษของผมคือเป็นพนักงานเสิร์ฟหนึ่งในร้านอาหารเหล่านี้ จึงกะว่าจะกินข้าวเสร็จแล้วไปเข้ากะงานเลย

“ข้าวเที่ยงกินอะไรดี?

“...โทษที ของฉันซื้อขนมปังในเซเว่นกินสักสองชิ้นก็พอแล้ว”

ฐากรณ์และวารีรัตว์จ้องมองผมอย่างงงงวย ผมจึงอธิบายไปอย่างอึดอัด

“คือเดี๋ยวต้องไปทำงานพิเศษต่อ...”

จ้อง...

“ไปกินในร้านพวกนี้เดี๋ยวไปทำงานไม่ทัน”

จ้อง...

“...เงินไม่ค่อยมีด้วย”

“ถ้าปัญหามีแค่นั้นล่ะก็ไม่ต้องห่วง เพื่อเป็นการฉลองที่พวกเราได้เป็นเพื่อนกัน มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง แล้วถ้าเวลาไม่มีล่ะก็ ไปกินอะไรง่ายๆไวๆ นั่นสิ... ข้าวมันไก่ก็ไม่เลว”

อาหารที่ขายในตึกร้านค้าแห่งนี้มองเผินๆราคาไม่ได้แพงอะไรมาก ถึงอย่างนั้นราคาต่อจานอย่างต่ำๆก็อยู่ที่ 60 บาทขึ้นไป ข้าวมันไก่เองก็ใช่ แล้วงานพิเศษผมก็ได้แค่ชั่วโมงละ 60 บาท ทำงานตั้งชั่วโมงซื้อข้าวได้จานเดียวเลยทำให้ผมทำใจใช้เงินค่าจ้างไม่ลง

เทียบกับของที่ขายในเซเว่นแล้วยังถูกกว่ามาก ขนมปัง 2 ชิ้น 30 บาทเท่านั้นเอง

“ก็... ถ้างั้นขอรบกวนหน่อยแล้วกัน”

ด้วยเหตุนั้น เมื่อถูกชักชวนผมจึงไม่ปฏิเสธ

ฐากรณ์มีท่าทีดีใจ ส่วนวารีรัตน์แม้จะไม่ได้ทำหน้าบึ้งแล้วแต่กลับมีสีหน้าเย็นชาจนผมไม่กล้าสบตาด้วย

แล้วมิตรภาพของผมกับเพื่อนใหม่ 2 คนนี้ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างนี้

 

“...เช้าแล้ว เหรอ?

เมื่อผมรู้สึกตัว ผมก็กระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งแล้วกวาดตามองไปรอบๆ กลัวว่าจะไปโผล่ที่ไหนแปลกๆอีก แต่ดูเหมือนผมจะยังคงอยู่ในบ้านของเซน ผมจึงผ่อนอาการเกร็งลง

สำรวจบาดแผลบนร่างกายตัวเองพบว่ารอยกัดที่ท้องดีขึ้นแล้ว แต่แผลที่แขนซ้ายยังรู้สึกแสบอยู่ ผมกลัวว่าจะติดเชื้อโรคอะไรหรือเปล่า แต่ก็นึกได้ว่าสมุนไพรที่เซนใส่ให้นั้น เขาบอกว่ามีสรรพคุณฆ่าเชื้อด้วย แต่ต้องโปะไว้อย่างน้อยสองสามวัน

“โอ้ ตื่นแล้วใช่ไหม?

เซน เจ้าของบ้านเปิดประตูเข้ามาแล้วเอ่ยถามอย่างร่าเริง

“ครับ ขอบคุณมากที่ช่วยเหลือ”

“เฮ้ ไม่เป็นไร เห็นหลับไปตั้งสองวันเป็นห่วงแทบแย่ แต่เท่าที่ดูเหมือนจะไม่เป็นไรแล้วสินะ”

“ผมหลับไป... สองวัน?

“อื้อ ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้างล่ะ”

“ก็... รู้สึกสดชื่น... ล่ะมั้งครับ?

“งั้นเหรอ? ลุกไหวไหม ไปเดินเล่นกัน เผื่อจะดีขึ้น”

“ครับ”

คุยเสร็จผมก็ลุกออกจากเตียงและตอนนั้นเองผมก็เพิ่งสังเกตว่าชุดเก่าของผมหายไปแล้ว ตอนนี้ผมใส่ชุดที่เหมือนกับแค่เอาผ้ามาพันตัวแล้วเอาผ้าอีกผืนมามัดไว้ตรงเอว รองเท้าที่เซนเตรียมไว้ให้ก็เป็นรองเท้าสาน พอผมถามว่าชุดกับรองเท้าเดิมหายไปไหน เซนก็บอกว่าชุดเก่าของผมเละเกินเลยทิ้งไปแล้ว ส่วนรองเท้าใครก็ไม่รู้ขโมยไปแล้ว

“ขโมยเนี่ยนะครับ?

เซนยักไหล่ ผมก้มมองเท้าของเขาซึ่งใส่รองเท้าสานแบบเดียวกับผม

“น่าจะพวกเหลือขอในหมู่บ้าน ของทั่วไปพวกนั้นไม่ค่อยสนใจหรอก แต่ถ้าเป็นของแปลกๆล่ะก็เผลอเป็นไม่ได้เลยล่ะ”

“อย่างงั้นเหรอ?

รู้สึกรับไม่ได้ยังไงไม่รู้ แต่ช่างมันก็แล้วกัน ก็แค่รองเท้าแตะ (รองเท้าแตะเหรอ?)

“เอาน่ะ ไปเดินเล่นกัน แล้วจะได้หาของกินให้นายด้วย ที่สำคัญคนในหมู่บ้านหลายคนอยากคุยกับนายด้วยล่ะ” เซนว่าแล้วหยุดกึกที่หน้าประตูแล้วหันกลับมา “จริงสิ ยังไม่ได้ถามชื่อนายเลย นายชื่ออะไรล่ะ?

“ชื่อ...”

ผมพยายามนึก แต่แค่ชื่อตัวเองผมก็ยังนึกไม่ออก ไม่สิเดี๋ยวนะ...

“...นภาพร?

“นั่นชื่อนายเหรอ? ฟังเหมือนเป็นชื่อผู้หญิงเลยนะ แต่ฉันดูแล้วนี่นาว่านายเป็นผู้ชาย”

“เดี๋ยวๆ ดูอะไรของคุณน่ะ?

เซนก้มลงมองที่ช่วงล่างของผม ทำให้ผมรู้สึกใบหน้าร้อนขึ้นนิดหน่อย

“อย่ามาแอบดูตามใจชอบสิ!

“ขอให้ก็ไมได้อยากดูหรอกเฟ้ย!” เซนตวาดกลับ “ตกลงนายชื่อนั่นเหรอ นะ นภาพร?

“ไม่ใช่... ผมไม่ได้ชื่อนภาพร แต่... รู้สึกว่าชื่อนี้มีความสำคัญอะไรสักอย่างอยู่...”

“งั้นตกลงนายชื่ออะไร?

ผมหลับตาพยายามนึก แต่... ไม่ นึกอะไรไม่ออกเลย อดีตของผม ผมคือใครมาจากไหน ตอนนี้มีแค่คำบางคำที่ผมไม่เข้าใจความหมายผุดขึ้น แต่นอกจากเรื่องนั้นกับชื่อนภาพรแล้ว ผมนึกอะไรไม่ออกเลย

“...ผม ผมนึกอะไรไม่ออกเลย สักอย่างเดียว... ผมเป็นใครมาจากไหนไม่รู้ ตอนแรกโผล่กลางเมือง แล้วก็ไปโผล่ในป่า”

เซนเลิกคิ้ว

“ไหวไหมนาย? แต่ว่า อืม... ความจำเสื่อมเหรอ แบบนี้นายน่าจะเป็นหนึ่งในสาวกจริงๆล่ะนะ แต่ทำไมถึงมาอยู่นี่แทนที่จะอยู่ในเอเธน”

“สาวก? เอเธน?

“เดี๋ยวเดินไปคุยไปแล้วกัน”

แล้วเซนก็เดินผ่านประตูบ้านไป ผมเดินตามเขาแล้วปิดประตูลง

“อุ... แสงแดด”

ทันทีที่ออกมานอกบ้าน ผมก็ถูกแสงแดดแรงกล้าแผดเผาร่างกายทันที อ๊ากกก ร้อนนน

“โห แป๊บเดียวเหงื่อท่วม สำหรับคนที่น่าจะเป็นสาวกอย่างนายแล้วเนี่ย... ดูอ่อนแอจังเลยนะ”

“ช่างผมเหอะน่า! แล้วเห็นเรียกผมว่าสาวกๆอยู่นั่นแหละ ตกลงมนมีความหมายว่าอะไร?

“อืม เริ่มจากตรงนั้นแล้วกันเนอะ... เฮ้ ว่าไงโพบัส ดื่มเหล้าแต่หัววันเลยนะเพื่อน... ก็ที่ฉันคิดว่านายเป็นสาวกเนี่ย สาเหตุแรกเป็นเพราะน้ำแข็งบนตัวนายตอนที่ออกมาจากป่า แต่ตอนนั้นฉันก็ไม่แน่ใจนักจนมาถึงที่ว่านายสูญเสียความทรงจำนั่นแหละ ฉันถึงได้มั่นใจว่านายคือสาวก”

“แล้วตกลงผมเป็นสาวกของอะไรกันแน่?

“เป็นคำถามที่ดี แต่ฉันคิดว่านายน่าจะยังไม่มีสังกัดล่ะนะ ไม่เห็นสัญลักษณ์บนตัวนายเลยด้วย... ทำไมจ้องงั้นล่ะ? ...เอ่อ อธิบายต่อนะ สาวกที่ฉันพูดเนี่ย หมายถึงสาวกของเทพเจ้าไง”

เซนว่าแล้วพาผมมาหยุดยืนที่ริมหมูบ้านแล้วชี้ไปทางเมืองใหญ่ไกลลิบที่มีเสาแสงพุ่งขึ้นฟ้า

“เห็นนั่นไหม? บนแสงนั้นคือเขาโอลิมปัส สาวกอย่างนายจะสังกัดอยู่ในหนึ่งจากสิบสองเทพโอลิมเปี้ยน ได้รับพลังและทำนู่นนี่นั่น”

“สาวกเทพเจ้า... เทพโอลิมเปี้ยน... ทำนู่นนี่นั่น?

เซนยังไหล่

“ฉันก็ไม่ได้รู้อะไรเยอะหรอกนัก แค่ฟังเค้าเล่าต่อๆกันมา ที่สาวกไม่มีความทรงจำเป็นเป็นเพราะจุติมาจากความว่างเปล่า...มั้ง แล้วก็ทำงานรับใช้เทพเจ้า สังกัดอยู่กับเทพเจ้าแล้วก็ได้รับพลังมา ส่วนเทพเจ้าเหล่านั้นจะให้ทำอะไรบ้าง ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” เซนว่าแล้วแหงนหน้ามองไปที่ยอดเสาลำแสง... ภูเขาโอลิมปัส “เห็นว่ามีชาวบ้านอย่างเราๆหลายคนเหมือนกันที่ได้ขึ้นไปบนภูเขาโอลิมปัสแล้วทำงานรับใช้เทพเจ้า บนนั้นจะเป็นยังไงมั่งนะ? น่าสนใจเหมือนกัน” แล้วเซนก็ยักไหล่อีก “แต่ก็นั่นแหละ เหล่าเทพเจ้ามักเอาแน่เอานอนไม่ได้ ถ้าเป็นที่ถูกใจของเหล่าเทพก็ได้ แต่ถ้าไม่... คงออกมาไม่สวยเท่าไหร่”

คำอธิบายของเซนเหมือนไปกระตุ้นความทรงจำบางส่วนของผมที่ยังหลับใหล สภาเทพเจ้า เทพโอลิมเปียน 12 องค์ ผมรู้จักพวกเขา

“แล้ว... ทำไมผมไปโผล่กลางป่า?

“นั่นฉันเองก็อยากรู้ นายไปโผล่กลางป่าได้ไงล่ะ?

“คือตอนแรกผมอยู่ในเมือง... ที่ไหนก็ไม่รู้แหละ แล้วพอสลบไปอีกทีก็มาโผล่กลางป่าที่นี่แล้ว”

“โดนเทพเจ้ากลั่นแกล้งมั้งนาย?

“เกิดขึ้นบ่อยเหรอ?

“ก็... ไม่นะ อยู่ในหมู่บ้านมายี่สิบกว่าปี เพิ่งจะเคยเห็นนายเป็นคนแรกเนี่ยแหละ”

ซวยเช็ด ให้ตายเถอะ คิดแล้วก็แค้นจริงๆ

“เอาเป็นว่า” ผมเปรยออกมา “ถ้าผมเป็นสาวกจริงๆเหมือนที่คุณเซนบอก ผมก็ควรจะไปที่นั่นก่อนใช่ไหม? ภูเขาโอลิมปัสน่ะ”

“ก็... งั้นมั้ง ถ้านายเป็นสาวก นายก็ควรจะสังกัดอยู่กับเทพเจ้าสักองค์” เซนขมวดคิ้วมองผม “แต่นายกลับถูกเตะลงมานี่ นั่นแปลว่านายไม่ควรกลับไปหรือเปล่า? ฉันก็บอกไม่ได้เหมือนกัน”

“นั่นสินะ...”

“เอาน่าเพื่อน” เซนว่าแล้วตีหลังผมดังป้าบๆ “ใช้เวลาค่อยๆคิด ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้ เพราะถึงนายจะรีบยังไงนายก็เดินไปไม่ถึงเอเธนอยู่ดีแหละ ต้องรออีกสัก.... หกเจ็ดวันมั้ง กว่าขบวนคาราวานจะวนมาถึงที่นี่อีกครั้ง”

“ที่หมู่บ้านนี้เหรอ?

“จริงสิ ยังไม่ได้แนะนำเลยนี่นะ อะแฮ่ม ยินดีต้อนรับสาวกไร้นามสู่หมู่บ้านอาเธอัส หมูบ้านเหมืองแร่เหล็กที่ถูกคุ้มครองโดยเทพเฮเฟตัส”

“เฮเฟตัส... เทพเจ้าแห่งช่างตีเหล็ก ช่างฝีมือและไฟ...”

“เอ๊า นายรู้จักนี่ ชัดเลยว่าเป็นสาวกเข้าไปใหญ่”

“ผม... ผม...”

“เอาน่ะ” เซนมองผมอย่างเห็นใจ “เห็นอย่างนี้ฉันก็เป็นคนใจกว้าง ช่วยไว้แล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด นายจะอยู่บ้านฉันไปก่อนก็ได้ ระหว่างนั้นก็คิดให้ตกซะว่าจะทำอะไร จะกลับไปโอลิมปัส หรือจะปักหลักทำงานอยู่ในหมู่บ้านนี้ก็ได้ แต่ห้ามเป็นกาฝากฉันนะ รู้ไหม ฮะๆๆ”

“ขอบคุณมากครับ... คุณเซน”

“เฮ้ย เรียกเซนเฉยๆก็ได้... แต่นายก็ไม่มีชื่ออีก แล้วจะเรียกนายว่าอะไรดี?

ในตอนนั้นเอง ชื่อชื่อหนึ่งก็แวบขึ้นมาในหัว ผมรู้สึกเหมือนชื่อนี้มีความสำคัญและความหมายอะไรสักอย่าง แต่ผมก็นึกไม่ออกชื่อนี้เองก็ฟังดูไม่เลว งั้นใช้ชื่อนี้ไปก่อนก็ได้มั้ง?

“เรียกผมว่า... ไดค์”

ผ่างงงงงง!

ผมยืดอกขึ้น ทำหน้าเคร่งขรึม... ไม่รู้ทำไปทำไม

“โอเค... ไดค์” เซนพูดเสียงเย็นชา “เดี๋ยวฉันมาชมหมู่บ้านจะได้แนะนำตัวกับคนอื่นๆด้วย มาๆ”

“...ครับ”

2 ความคิดเห็น