Revenge of Dike การแก้แค้นของไดค์

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 1 : ยินดีต้อนรับสู่มหาวิทยาลัยฟอร์วาร์ด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 41
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    12 ม.ค. 61

“ในที่สุดก็มาถึงสักที”

ผมเปรยออกมาเบาๆพร้อมกับแหงนหน้ามองอาคารสูง 8 ชั้นตรงหน้า หอพักนักศึกษา แซลมอน

ชื่ออาจฟังดูน่ากิน แต่สภาพภายนอกที่ยังใหม่ กว้างขวางแถมออกแบบมาอย่างหรูหรา บอกให้รู้ว่าหอพักหลังนี้ถูกออกแบบและตั้งชื่อโดยชาวต่างชาติ

มันคือหอพักของมหาวิทยาลัยฟอร์วาร์ด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยลูกพี่ลูกน้องของฮาร์วาดจากสหรัฐอเมริกาที่มาก่อตั้งในประเทศไทยเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ตามโครงการพัฒนาคุณภาพประชากรขององกรณ์สหประชาชาติ ที่มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพัฒนาของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับน้ำพักน้ำแรงขององค์พระมหากษัตริย์ จึงมีมหาวิทยาลัยชื่อดังจากทั่วโลกเข้ามาขยายสาขาในประเทศไทย

แม้จะเป็นไปอย่างช้าๆ แต่คุณภาพของประชากรก็เริ่มสูงขึ้น... มันควรจะเป็นอย่างนั้น

“ดันนึกถึงเรื่องแย่ๆขึ้นมาอีกแล้ว...”

ผมถอนหายใจดัง เฮ้อ แล้วก้าวเท้าเข้าไปในหอพัก

ชั้น 1 ของหอพักเป็นห้องโถงกว้าง มีร้านสะดวกซื้อขายพวกของใช้ ขนมและอาหารต่างๆ ข้างๆมีร้านซักรีดที่ดันมีเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญตั้งอยู่ในร้าน ดูเหมือนจะเอาไว้บริการนักศึกษาที่มีงบน้อยด้วย ลึกเข้าไปด้านในเป็นห้องธุรการของหอพัก ส่วนอีกฝั่งเต็มไปด้วยโต๊ะไม้สำหรับให้นักศึกษาได้ใช้งานต่างๆกันไป

“อ๊ะ! บอลมาถึกสักทีนะ ปล่อยให้พี่รอซะนานเชียว”

ท่ามกลางนักศึกษาจำนวนมากที่ทำกิจกรรมต่างๆ สาวสวยคนหนึ่งที่นั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะไม้ตัวหนึ่งส่งเสียงทักทันทีที่เธอเห็นผมเดินเข้ามา

“พี่นภา เสียงดังไปแล้ว!

“ช่างสิ พี่ดีใจที่เจอเธอนี่นา!

เธอไมได้พูดอย่างเดียวแต่ปรี่มาหาผมและอ้าแขนกอดเต็มรักจนคนรอบๆส่งเสียงล้อเลียนกันใหญ่

“พี่ พอแล้วอายคนอื่น!

“ก็บอกว่าพี่ไม่สนใจไง!

ฉะนั้นเอง ผมจึงได้แค่ยืนเฉยๆให้พี่นภากอดจนพอใจไปเอง แน่นอนว่าทันทีที่เธอปล่อยมือผมก็รีบบอกให้เธอรีบพาผมขึ้นหอพักทันที

“ไม่เห็นจะต้องอายเลยนี่ พี่น้องกันนี่นา”

พี่นภาบ่นอย่างไม่พอใจนักขณะเดินขึ้นบันไดไปยังห้องพักที่อยู่บนชั้น 5

“นี่ประเทศไทยนะพี่”

“เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว! ไม่มีใครสนใจเรื่องหยุมหยิมพรรค์นั้นแล้วน่า!

“เฮ้อ ก็ได้ๆ...”

ในขณะที่ผมกำลังจะเป็นนักศึกษาปี 1 พี่นภาก็เป็นนักศึกษาปี 3 แล้ว หนำซ้ำผลการเรียนยังดีจนซัมเมอร์ในปี 2 ที่ผ่านมาได้ทุนไปเรียนซัมเมอร์ถึงมหาลัยแม่ฮาร์วาร์ดนานถึง 2 เดือน ช่วงเวลา 2 เดือนพี่นภาที่ปกติก็ไฮเปอร์อยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งดี๊ด๊ากว่าที่ผมจำได้เสียอีก

“เอ้า ถึงแล้ว รังรักของพวกเราสองพี่น้อง!

“พี่!

เธอพูดอะไรไม่เข้าท่าพร้อมเปิดประตูห้อง ดีที่บนทางเดินไม่มีใคร แต่ผมก็รีบดันหลังพี่ให้เข้าไปในห้อง

“ห้องกว้างจังนะ”

“แหงสิ! ปกติเป็นห้องสำหรับสองคนนี่นา!

“อ้าว แล้วพี่อยู่คนเดียวเหรอ?

“ก็... พอรู้ว่าน้องชายตัวเล็กๆของพี่กำลังจะเป็นรุ่นน้อง มันก็ดีใจเลยขอเจรจาแกมบังคับหน่อยๆให้รูมเมทคนเดิมช่วยย้ายออกไป แน่นนอนว่าเจรจาอย่างสันตินะ!

สงสัยจะไม่ค่อยสันติเท่าไหร่

“เฮ้อ เข้าใจแล้วๆ”

“ดีมากน้องรัก! ว่าแต่กินข้าวเที่ยงมาหรือยัง? ยังใช่ไหม งั้นเดี๋ยวพี่ทำมื้อเที่ยงให้กินเอง!

“เอ่อ ครับ...” จริงๆกินมาแล้ว แต่ก็นะ...

ระหว่างที่พี่สาวเดินไปเปิดตู้เย็นอย่างร่าเริง ผมก็เอากระเป๋าเดินทางไปวางไว้ข้างเตียงแล้วมองสำรวจรอบๆ

ห้องพักห้องนี้อยู่ที่ชั้น 5 ซึ่งสูงพอควร วิวข้างนอกจึงมองเห็นได้ค่อนข้างไกล มองเห็นเขตมหาวิทยาลัยที่กินอาณาบริเวรกว้างขวาง เลยมหาวิทยาลัยไปมองเห็นทะเลที่สะท้อนแสงแดดจนเป็นประกายสีขาว

มหาวิทยาลัยฟอวาร์ดตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรีของประเทศไทย มีคณะหลากหลายตั้งแต่วิศวกรรม นิเทศศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ รวมไปถึงคณะแปลกๆอย่างการประมงเต็มรูปแบบที่แยกมาจากวิทยาศาสตร์การอาหาร คณะการบริหารบุคลากรและอื่นๆ

คณะที่พี่สาวอยู่และคณะที่ผมกำลังจะเข้าคือคณะปกรณัมศาสตร์

หากคนทั่วไปได้ยินคงหัวเราะเยาะว่า เรียนไปแล้วได้อะไร ปกรณัมเรื่องเล่า? ไปเรียกประวัติศาสตร์ไม่ดีกว่าหรือ?

แน่นอนว่าความคิดเห็นทั่วไปคงเป็นแบบนั้น เพราะคณะปกรณัมศาสตร์ยังถือว่าใหม่เมื่อเทียบกับคณะอื่นๆที่มีมานานแล้ว เท่าที่เห็น รู้สึกว่าคณะปกรณัมศาสตร์เพิ่งจะก่อตั้งเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วนี้เอง ทำให้จำนวนนักศึกษาที่จบคณะนี้ยังมีจำนวนน้อย ประกอบกับยังไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่นัก

แต่ในทางตรงกันข้าม มีผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมองเห็นประโยชน์และความเป็นไปได้จากผู้จบการศึกษาสาขานี้อยู่พอควร ไม่งั้นมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างฮาร์วาร์ดคงไม่ก่อตั้งคณะนี้ขึ้นมา

ถึงจะยังมีจำนวนไม่มาก แต่ก็ได้ข่าวว่ามีผู้จบการศึกษาหลายคนกำลังไปได้สวยในสาขาอาชีพการบันเทิงอย่างนักเขียนบทภาพยนตร์ เกมหรือหนังสือนิยาย ไม่ก็เป็นที่ปรึกษาในบริษัทใหญ่ๆ

ผลงานยังมีไม่มาก แต่ก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เหตุผลที่พี่สาวเลือกคณะนี้เพราะพี่ชอบการเขียนหนังสือ ตอนนี้ก็มีผลงานไม่น้อยที่ขายดีทางอินเตอร์เน็ท เห็นว่าเรียนจบแล้วพี่สาวตั้งเป้าจะปฏิวัติวงการละครน้ำเน่าของประเทศให้มีอะไรมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนเหตุผลที่ผมเลือกคณะนี้ต่างออกไปนิดหน่อย...

ผมคิดขณะมองไปยังแผ่นหลังของพี่สาวที่ช่างดูยิ่งใหญ่ในสายตาของผม

ผมทั้งรักและนับถือพี่สาวที่ต่างกับผมราวฟ้ากับเหว ในขณะเดียวกันก็รู้สึกอิจฉาด้วย

ชื่อของเธอคือนภาพร ธุลีธาร อายุมากกว่าผม 2 ปี ตอนนี้เธออายุ 21 แล้วเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปี 3 ส่วนผมอยู่ปี 1 ผลการเรียนและกีฬาเป็นเลิศ รูปร่างหน้าตาดีราวกับนางแบบ ได้รับความรักความนับถือทั้งจากเพื่อนและอาจารย์ ส่วนผมชื่อวิวัฒน์ ธุลีธาร อายุ 19

การที่เธออยู่ปี 3 ส่วนผมอยู่ปี 1 นั้น แปลว่าสมัยมัธยมผมก็ตามเธออยู่ 2 ปี เสมอเช่นกัน เมื่อเธออยู่ ม.3 ผมก็อยู่ ม.1 เป็นแบบนี้เสมอ

ประกอบกับนิสัยของผมที่ไม่ค่อยสู้คนนัก... และมักจะอยู่ใต้เงาของพี่สาวเสมอ จึงไม่แปลกที่มักจะเป็นเป้ารุมกลั่นแกล้งของเพื่อนร่วมชั้น ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม

แม้จะมีความพยายามในการยกมาตรฐานประชากรมาหลายต่อหลายปี แต่ดูเหมือนจะยังไม่เข้าทั่วถึงทุกพื้นที่ของประเทศมากนัก

เอาเถอะ อย่างน้อยชีวิตอับเฉาสมัยมัธยมก็จบลงไปแล้ว ตอนนี้จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยเสียที เห็นแบบนี้ผมก็ตื่นเต้นน่าดูนะ

ดูเหมือนจะออกนอกเรื่องไปไกล ขอกลับมาที่หัวข้อเดิมก่อน

เหตุผลที่ผมเลือกคณะปกรณัมศาสตร์นั้น หากอ้างอิงจากชีวิตวัยเรียนอันอับเฉาแล้ว ผมต้องการงานที่ไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากนัก งานที่ทำได้คนเดียวและเงินดีๆ แต่ผมคงไม่เลือกทางสายนักเขียนหรอก งานที่ผมเล็งไว้คือการเป็นที่ปรึกษา

ให้คำแนะนำที่มีประโยชน์กับบริษัทใหญ่ๆ วิเคราะห์กลไกการเคลื่อนไหวความต้องการของตลาด มองความเป็นไปได้ต่างๆและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่งานที่ยากเย็นอะไร.... คิดว่านะ

“ข้าวเที่ยงเสร็จแล้วจ้า!

พี่สาวประกาศพร้อมเทอาหารลงจาน ขณะที่ผมคิดไปเก็บเสื้อผ้าเข้าตู้ไป

“ข้าวผัดไข่กับ... ไข่เจียวเหรอ?

“อร่อยนะ!

“รู้ ไม่ได้จะบ่นเรื่องนั้น พี่ทำอาหารอร่อยอยู่แล้ว แค่มัน...”

“ไม่ต้องห่วงน่า! จริงๆพี่สาวเงินเก็บเยอะนะ แต่ตอนไปต่างประเทศมันมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดเยอะไปหน่อย... เอาเป็นว่าเดี๋ยวเรียนไปทำงานพิเศษไปด้วย แป๊บๆเงินก็ไหลมาเทมาแล้ว!

ผมยิ้มเจื่อนให้กับพี่สาวที่มองโลกในแง่ดีเสมอแล้วเริ่มกินข้าวเที่ยงกัน

เห็นก็น่าจะเดาได้ไม่ยากว่าครอบครัวผมค่อนข้างยากจน พี่สาวนั้นไม่มีปัญหาเพราะเธอได้ทุนการศึกษามาตั้งแต่ชั้นมัธยมยันมหาวิทยาลัย ผมนี่สิต้องจ่ายค่าเทอมตลอด

การที่ผมกับพี่อยู่ห้องพักเดียวกัน นอกจากจะเป็นความต้องการของพี่สาวเองแล้ว พ่อแม่เองก็เห็นด้วยเพราะจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย

ตอนอยู่มัธยม ผมไม่เคยทำงานพิเศษก็จริง แต่ดูเหมือนตอนนี้ต้องหางานพิเศษทำจริงจังแล้วแฮะ ถ้าอยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

“เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วพี่จะพาทัวมหาลัยนะ!

“ครับๆ”

และแล้ว วันแรกในรั้วมหาวิทยาลัยของผมก็เริ่มขึ้น

 

“...เพราะฉะนั้น ความสำคัญในชีวิตนักศึกษา...”

สองสามวันต่อมาในที่สุดก็เริ่มพิธีปฐมนิเทศสำหรับนักศึกษาปี 1 ท่ามกลางเสียงปราศรัยของผู้อำนวยการมหาวิทยาลัย ผมรู้สึกใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่

หอประชุมใหญ่ขนาดจุคนได้หลายพัน เก้าอี้นั่งลดหลั่นเป็นชั้นๆราวกับเวทีคอนเสิร์ต นักศึกษาปี 1 จะถูกจับไปนั่งแถวหน้าสุด เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกประหม่าที่ต้องถูกสายตากดดันของผูอำนวยการจ้องมองลงมา แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจยิ่งกว่าคือ... นักศึกษาปี 1 จำนวนมากที่อยู่รอบตัวผมคืออดีตเพื่อนร่วมชั้นตอนเรียนมัธยม

ผมนั่งตัวลีบติดพนักพิง พยายามไม่สบตาและทำเป็นไม่ได้ยินเมื่อถูกคนพวกนั้นทัก หลายคนดูเหมือนไม่พอใจที่ผมไม่มีการตอบสนอง แต่พอโดนสายตาของเหล่าอาจารย์จับจ้อง พวกนั้นจึงเลิกยุ่งกับผมในที่สุด

ทันทีที่พิธีปฐมนิเทศจบลง รุ่นพี่ส่วนหนึ่งก็เริ่มตะโกนเรียกรุ่นน้องคณะเดียวกันให้รวมตัวเพื่อคุยเรื่องพิธีรับน้อง ส่วนผมทันทีที่พิธีจบก็รีบเผ่นออกไปอย่างรวดเร็ว โชคดีที่ผอมแห้งแรงน้อย

“บอล บอล!

“อ๊ะ... พี่นภา”

หลังออกมาจากห้องประชุมได้พักหนึ่ง พี่สาวก็ไล่ตามผมมาอย่างรวดเร็ว ด้านหลังพี่สาวมีอดีตเพื่อนร่วมชั้นสอง สามคนไล่ตามมาด้วย แต่พอเห็นสีหน้าผมเธอก็หันหลับไป ทันใดนั้นอดีตเพื่อนร่วมชั้นก็หยุดตามแล้วหันหลังกลับทันที

... ได้ยินเสียงสบถเบาๆว่า ไอ้น้องติดพี่ ดังมาด้วย... ทำเป็นไมได้ยินดีกว่า

“พวกนั้นด้วยเหรอ?

“...อือ”

พี่สาวรู้ดีเรื่องที่ผมถูกกลั่นแกล้ง เธอมักมาหาผมบ่อยๆช่วงพักเที่ยงสมัยมัธยมซึ่งทำให้เพื่อนฝูงบางส่วนชื่นชมเธอ ส่วนผมก็ถูกหมั่นไส้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่เรื่องนั้นดูเหมือนพี่สาวจะไม่รู้ตัว

เธอคงคิดแค่ผมโดนกลั่นแกล้งเป็นเพราะไม่สู้คน อันนั้นก็มีส่วน แต่ตัวตนของพี่สาวเองก็มีส่วนทำให้ผมถูกกลั่นแกล้งด้วย... ซึ่งมันไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก

“ช่างเถอะ” พี่สาวสะบัดข้อมือ “พรุ่งนี้จะเริ่มเรียนแล้ว วันนี้ไปสนุกกัน!

“ไม่ต้องเตรียมพร้อมเรียนพรุ่งนี้เหรอ? อย่างหนังสือเรียน เครื่องเขียน ตารางเรียน...”

“พี่สาวจัดการให้หมดแล้ว!

“เอาจริงดิ!? แล้วที่บอกว่าต้องเลือกวิชาเรียนวันนี้...”

“โกหกไง!

“อย่าพูดหน้าระรื่นยังงั้นสิ! แล้วนี่จัดวิชาเรียนอะไรให้ผมมั่งเนี่ย!?

“เทอมแรกพี่เลือกให้สี่วิชา มีวิชาการใช้ภาษาเบื้องต้น วิเคราะห์ปกรณัมกรีกหนึ่ง หลักเศรษฐศาสตร์และก็วิชาคำนวนผลกำไร”

ว่าจะบ่นทำไมเลือกให้แค่ 4 วิชาจากปกติที่ปี 1 จะลง 6-7 วิชา แต่แค่ฟังชื่อวิชาก็บรรลุเลยว่ามันไม่หมูแน่ๆ

“คณะเรามีวิชาที่ต้องท่องจำเยอะ แถมต้องวิเคราะห์เนื้อหาพวกนั้นด้วย ต่างจากประวัตศาสตร์นิดหน่อยที่ส่วนใหญ่จะมีคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว... อย่างพวกเทพเจ้ากรีกเนี่ย ถ้าให้บทความมาชุดหนึ่งแล้วถามว่า เทพเจ้าองค์นี้ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร แน่นอนว่าคำตอบของแต่ละคนมันจะไม่ค่อยเหมือนกันหรอก แต่ในทางตรงกันข้ามมันก็ไม่ค่อยมีคำตอบที่ผิดด้วย อยู่ที่เราแหละว่าจะวิเคราะห์ออกมาได้น่าสนใจขนาดไหน”

“ความยากอยู่ตรงที่ต้องคิดนอกกรอบสินะ”

“ความคิดสร้างสรรค์ด้วย เอาล่ะ! ไปเที่ยวกันเถอะ อืม เมื่อวานพี่สาวพาไปดูศูนย์การค้าแล้วสิเนอะ งั้นวันนี้ไปตึกคณะกันดีกว่า จะได้ไม่หลง!

“เอาสิ”

แล้วผมกับพี่สาวก็เดินตรงไปตามถนนที่เต็มไปด้วยต้นไม้สองข้างทาง

เนื่องจากมหาวิทยาลัยฟอร์วาร์ดก่อตั้งโดยชาวต่างชาติบนพื้นที่ขนาดใหญ่ การออกแบบพื้นที่ต่างๆจึงเส้นไปที่ความสวยงามมากกว่าการใช้สอย แปลว่าแทนที่ผมกับพี่สาวจะได้เดินไปยังตึกคณะเป็นเส้นตรง กลับต้องอ้อมสระน้ำขนาดใหญ่ที่ไม่รู้จะสร้างขวางทางไว้ทำไม แถมเปลืองพื้นที่อีกต่างหาก

“แดดแรงชะมัด...” ผมว่าพลางปาดเหงื่อ

“เอาน่า จวนถึงแล้ว ไงนิลหวัดดี! ไฮแซนดี้!

มีคนทักทายพี่สาวตลอดทางที่เดินไปยังตึกคณะ ผมรู้สึกประหม่าทุกครั้งเมื่อบรรดาเพื่อนของพี่สาวจ้องมองมาที่ผมด้วยสายสาสงสัยระคนไม่พอใจและการที่พี่สาวประกาศให้ทุกคนรู้ว่าผมคือน้องชายของเธอไม่รู้ว่าจะส่งผลดีหรือเสียต่อผมในอนาคตบ้าง... แต่อย่างน้อยพี่สาวก็ไมได้หวังร้ายล่ะนะ

“เอาล่ะ เลี้ยงตรงนั้นไปก็ถึงแล้ว!

พี่สาวว่าแล้วทำท่าอมยิ้มเหมือนล้นบางอย่าง

“โอ้ แม่เจ้า!

“ฮิๆ ตกใจไหม!

พอเดินผ่านกำแพงต้นไม้ก็เห็นอาคารขนาดใหญ่โตที่รายล้อมไปด้วยรูปปั้นต่างๆจำนวนมาก ตรงนั้นดูเหมือนเทพเจ้าซุสจากกรีก อีกฟากมีเทพราของอียิป สมกับที่เป็นตึกคณะของปกรณัมศาสตร์ ตัวอาคารเองก็ดูหรูหราไม่เบา ผนังสีขาวทำจากหินอ่อนสะท้อนแสงอาทิตย์จนดูเจิดจ้า บนขื่อหรือตามจุดต่างๆมีรูปปั้นแปลกๆที่ผมไม่รู้จักอยู่อีกมาก พวกสถาปัตย์มาเห็นคงได้กัดฟันกรอดๆ

“ตึกคณะเราใหญ่เป็นอันดับสามของมหาลัยเลยนะ! แถมยังไม่ห้องสมุดเป็นของตัวเองด้วย แน่นอนว่าเกือบทั้งหมดเป็นหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเล่า ปกรณัมต่างๆ แต่ก็มีหนังสืออย่างอื่นอยู่บ้างแหละนะ”

ทว่าขณะที่เดินไปฟังพี่สาวอธิบายนู่นนี่นั่นไปนั้นเอง แถวใกล้ๆรูปปั้นม้าศึกมีคนกำลังเถียงกันด้วยเสียงอันดัง

ผมแอบเงี่ยหูฟังด้วยความสงสัยว่าพวกเขาทะเลาะอะไรกันตั้งแต่วันปฐมนิเทศวันแรก

“นี่ตกลงนายเป็นอะไรของนายเนี่ย!? ไหนบอกว่าจะไปด้วยกัน แล้วยัยนี่เป็นใคร!?

“....อ่า”

“หึ เสียใจด้วยย่ะ เมื่อเช้าเขารับปากกับฉันแล้วว่าจะคบกับชั้น เธอน่ะไม่อยู่ในสายตาของเขาแล้ว!

“หนอย ว่ายังไงนะ!? นี่ จริงเหรออเล็กซ์!? ตอบมานะ นี่!

“...อ่า”

“เห็นไหม บอกแล้วไง เขาไม่สนใจเธอแล้ว โฮะๆๆ”

“มะ ไม่จริง นี่ อเล็กซ์!

“...อ่า”

“อึก... โฮฮฮฮฮ”

“โอ๊ โฮะๆๆๆๆ! สะใจจริงๆ ป่ะ อเล็กซ์ เราไปเดทกันดีกว่า”

“...อ่า”

“...นั่นอะไรน่ะพี่สาว?

“รักสามเส้าล่ะมั้ง?” พี่สาวว่าพลางจิ้มนิ้วที่ปาก “แต่แปลกจังพี่สาวจำได้ว่าอเล็กซ์ไม่ได้เฉื่อยชาขนาดนั้นนี่นา แล้วเขาก็รักสายป่านจะตาย ว่าแต่ยัยนั่นใครน่ะ?

ผมฟังคำอธิบายจากพี่สาวแบบงงๆขณะมองคนที่ชื่อสายป่านวิ่งผ่านไป ส่วนสาวนิรนามยังคงโก่งหลังหัวเราะ โอ๊ โฮะๆไม่หยุด โดยมีนายอเล็กซ์ยืนเหม่อลอยอยู่ข้างๆ

“มีแบบนี้บ่อยเหรอ?

“ก็... นานๆครั้ง มั้ง?” ว่าแล้วพี่สาวก็ยิ้มเล็กแล้วเอาไหล่มาชน “อะไร? กลัวพี่สาวนอกใจเหรอ? ไม่ต้องห่วง! ยังไงพี่สาวก็รักเธอที่สุดนะ!

“ว้ากๆ! พอได้แล้วพี่!

กลับมาจากอเมริกาแล้วความองความอายหายไปได้ขนาดนี้เชียว!?

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องวุ่นๆแต่เช้าจบลง ความสงบก็กลับคืนมาอีกครั้ง ผมกับพี่สาวเดินผ่านประตูหน้าอันใหญ่โตเข้าไปในตึกคณะในที่สุด

เป็นเพราะแสงข้างนอกที่สว่างจ้าเลยมองข้างในไม่ชัด แต่ชั้น 1 ของตึกคณะนี่ใหญ่โตอย่างกับสนามฟุตบอล ดูเหมือนจะเป็นโถงหลัก นอกจากจะเป็นที่รวมตัวของเหล่านักศึกษาแล้วยังเป็นสถานที่จัดนิทรรศการเล็กๆ ตอนนี้ยังไม่มีจัดแสดงอะไร แต่พื้นที่ส่วนใหญ่มีพวกรุ่นพี่มาตั้งบูทชักชวนเด็กใหม่เข้าชมรมกันเต็มไปหมด

“พี่อยู่ชมรมอะไรรึเปล่า?

“อยู่แต่ในนามสี่ห้าชมรมได้มั้ง แต่พี่สาวไม่มีเวลาไปทำกิจกรรมหรอก เสียเวลาทำงานพิเศษเนอะ!

“นะ นั่นสินะ”

อนาคตผมก็คงเป็นแบบเดียวกัน

หลังจากนั้นพี่สาวก็พาผมเดินไปทั่วทั้งตึกคณะ ห้องเรียนแต่ละห้องมีขนาดกว้างขวางทั้งๆที่คณะนี้มีนักศึกษารวมแล้วสองพันเศษๆเท่านั้น กับความใหญ่โตขนาดนี้บางทีก็รู้สึกเหนื่อยใจ

“แล้วก็นี่ ห้องเก็บเอกสารโบราณ ของเก่าของจริงเลยนะ! จะเข้าไปต้องทำเรื่องขออนุญาตก่อนด้วย ไม่งั้นห้ามเข้า!

“แล้วจะเข้าไปทำอะไรล่ะ?

“ดื่มด่ำบรรยากาศมั้ง? ช่างเถอะไปต่อๆ”

แล้วเธอก็พาผมเดินวนไปทั่ว ทักทายอาจารย์หลายต่อหลายคนรวมไปถึงพวกเพื่อนๆของพี่สาวด้วย ทุกครั้งที่พี่บอกว่านี่น้องชาย แล้วพวกเขาถามว่าจริงเหรอ? มันช่างชวนหงุดหงิดยิ่งนัก

“เอาล่ะ นี่ที่สุดท้ายจ้า! ดาดฟ้าที่กว้างอย่างเปล่าประโยชน์ เป็นไง!

“ไอ้คำอธิบายแบบนั้นไม่ต้องมีก็ได้! แต่ข้างบนนี้วิวดีมากเลยนะเนี่ย”

ผมว่าแล้วเดินไปข้างรั้วเหล็ก ตึกคณะปกรณัมศาสตร์นอกจากจะใหญ่เป็นอันดับต้นๆแล้วยังสูงอีกด้วย ทำให้มองเห็นวิวได้ทั่วเกือบทั้งมหาลัย

“เห็นทะเลด้วย”

“เอาไว้มีเวลาไปเที่ยวกันนะ!

“พี่นี่ชอบเที่ยวจังนะ”

“ก็แหม! โอกาสแบบนี้มันมีแค่ช่วงเวลานี้เท่านั้นนี่นา!

“คร้าบๆ”

“นี่... บอล”

“หือ?

ผมรู้สึกรำคาญเล็กน้อยจึงหันกลับไปทันทีที่พี่สาวเรียก แต่ทันใดนั้นเธอก็ยื่นมือมาจับใบหน้าของผมจนแน่นแล้วประกบริมฝีปากลงมา... ที่แก้มผม

“...สองปีเชียวนะ ที่พี่สาวตั้งหน้าตั้งตารอให้เธอจบ ม.6 แต่เราก็เหลือเวลาอีกแค่สองปีเท่านั้นที่จะได้อยู่ด้วยกันก่อนที่พี่จะจบไปหางาน... แล้วจากนั้นเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้”

“...พี่นภา”

สีหน้าเศร้าหมองของพี่ทำเอาผมรู้สึกเจ็บในอก กระทั่งความอายและความตกใจยังถูกความรู้สึกเหล่านี้กดทับไว้จนผมได้แต่นิ่งเงียบ

ผ่านไปพักหนึ่ง พี่สาวก็เงยหน้าขึ้น ใบหน้าแดงเล็กน้อยหรืออาจเป็นเพราะแสงแดด เธอปาดหยดน้ำตาเล็กๆออกไปแล้วยิ้มให้

“กลับห้องกันเถอะ!” พี่สาวพูดด้วยน้ำเสียงสดใจ “เดี๋ยวพี่จะทำของอร่อยๆให้กิน! มาม่าผัดไหม? หรืออยากินยากิโซบะเส้นมาม่า?

“...เอามาม่าผัดแล้วกัน”

“ได้เลย!

สู้พี่สาวไม่ได้จริงๆ

ผมมองส่งพี่สาวที่เดินนำกลับไปยังประตูทางลงอย่างร่าเริง ทันใดนั้นเองทั้งผมและพี่สาวต่างสะดุ้งสุดตัวเพราะเสียงฟ้าผ่าที่ดังลั่นจนดาดฟ้าสะเทือน

ผมยังไม่เท่าไหร่ แต่พี่สาวเกลียดฟ้าผ่าจนนั่งคู้กับพื้น แม้จะตกใจและสงสัยว่าฟ้าผ่ากลางวันแสกๆโดยที่ไม่มีเมฆได้ยังไง แต่ผมก็รีบวิ่งไปหาพี่สาวแล้วประคองเธอให้ลุกขึ้นแล้วรีบกลับเข้าไปในตึกคณะ

หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นอีกจนกระทั่งกลางคืน

และคืนนั้นเอง เป็นคืนแรกที่ผมเริ่มฝันแปลกๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

2 ความคิดเห็น