The tribute บรรณาการรัก HunHan KrisYeol ft.exo

ตอนที่ 3 : บรรณาการสอง 02

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 93
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 มิ.ย. 58







             แสงอุทัยสาดส่องไล่ความมืดดำอันน่าพิศวงษ์ในราชสำนักหลวงออกไป  เติมแต่งความน่าพิศมัยล่อลวงให้เข้ามาดูชม  เสียงประตูวังดังขึ้นเร่งให้เหล่านางกำนัลทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้น  เหลืออีกไม่กี่ชั่วยามขบวนราชบรรณาการก็จะลอดประตูวังเข้ามา เสียงฝีเท้านางกำนัลวิ่งวุ่นให้ได้ยินแม้กระทั่งตำหนักใหญ่

            “ฮ่องเต้..” ไทเฮาเอ่ยอย่างเหนื่อยใจให้สีหน้าของบุตรชาย “ปั้นพระพักตร์ซักนิดเพื่อบ้านเมืองเถิดนะ” เอื้อมหัตถ์ที่คล้อยไปตามกาลเวลาแนบแก้มของบุตรชาย

            “ท่านแม่ไม่ต้องกังวล  หม่อมฉันเพียงแต่รำคาญคนพวกนี้ก็เท่านั้น ไม่รู้จะยุ่งวุ่นวายกระไรกับเครื่องแต่งกายของกระหม่อมหนักหนา” แย้มสรวลให้พระมารดาก่อนจะเบนสีหน้าไม่พอใจให้กับนางกำนัลรอบกาย

            “เช่นนั้น...แม่ออกไปก่อน จะได้ไม่ขวางทางพวกนาง”

            “ห..หามิได้เพคะ ไทเฮา” รีบเอ่ยขัดขึ้นเพราะพระนางกำลังคิดว่าเป็นตัวถ่วง ก่อนจะได้รับสรวลอันงดงามจากพระนางและโบกหัตถ์ให้ทำหน้าที่ต่อไปเสีย

            เมื่อเสด็จออกจากตำหนักใหญ่ได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็พบกับองค์ชายน้อยแห่งราชสกุล

            “อ้าว! ซื่อซุน” เอ่ยอย่างตกพระทัยที่เห็นเพียงบุตรชายแต่ผู้เดียว “แล้วขบวนเสด็จของเจ้าเล่า” ก่อนจะได้รับเพียงยิ้มเจ้าเล่ห์และสายตาออดอ้อน

       “จะมีไปทำไมกันพะยะค่ะท่านแม่  กระหม่อมเป็นเพียงองค์ชาย ไม่มีใครคิดปองร้ายหรอกพะยะค่ะ  กระหม่อมให้คนพวกนั้นไปรับใช้พี่ฝานแล้วพะยะค่ะ”

       “อืม..ฟังดูรื่นหูดีนัก” ไทเฮาก็หลงคารมเข้าให้แล้ว

            “ใช่ไหมล่ะพะยะค่ะ ” และองค์ชายหนุ่มก็พยักหน้ารับเห็นชอบด้วย

            “สะดวกออกนอกวัง เช่นนั้นรึ”

            “ใช่ละ...” เผลอปากหลุดไปพลางเสมองพักตร์พระมารดาที่ส่งสายตารู้ทันมาก่อนแล้ว “ใช่เสียที่ไหนกัน  ท่านแม่นำความคิดนั้นมาจากไหนพะยะค่ะ” เอ่ยกลั้วหัวเราะ แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง

            “ชื่อซุน..” เอ่ยเรียกบุตรชายอย่างเหนื่อยพระทัย

            “พะยะค่ะ ท่านแม่”

            “ถึงเจ้าจะไม่ใช่ฮ่องเต้  แต่เจ้าก็เป็นลูกของแม่ เอื้อมหัตถ์นั้นลูบกลุ่มไหมนุ่มเหนือศีรษะบุตรชาย “มือนี้แม่ลูบหัวอี้ฝาน...และมือนี้แม่ก็ลูบหัวเจ้า” เอ่ยพลางไล้หัวแม่มือไปตามไรผมอ่อนที่นางกำนัลเก็บไม่เรียบร้อย คงเพราะโดนเจ้าตัวยุ่งของนางเร่งรัดเป็นแน่ “จิงเทียน  นำน้ำมันหอมเก็บผมจากตำหนักมาให้ข้าที” เอ่ยสั่งนางกำนัล

            “อะ..ท่านแม่ หากมีตรงไหนไม่เรียบร้อยเพียงแค่บอก  กระหม่อมจัดการเอ..”

            “นั่งคุยเป็นเพื่อนแม่ซักนิดนะ” เอ่ยขัดขึ้นมาพลางกุมมือบุตรชายไว้

            “พะยะค่ะ” จำต้องตอบรับไปเพราะน้ำเสียงอันนุ่มนวลนั้น และเดินประคองพระมารดาไปยังศาลาริมน้ำใกล้ตำหนักใหญ่ แม้แสงยังไม่แรงมากแต่เข้าร่มไว้คงไม่เสียหาย

            เมื่อได้น้ำมันหอมตามพระประสงค์ พระนางแตะแต้มเพียงนิดแล้วไล้ไปตามไรผมขององค์ชายตัวน้อยในสายตาพระนาง

            “ท่านแม่..กระหม่อมทำเองจะดีกว่าพะยะค่ะ”

            “ซื่อซุน..”

            “พะยะค่ะ”

            “ซื่อซุนของแม่..ปีนี้เจ้าชันษาเท่าใดแล้วรึ” เอ่ยพลางลูบเรียวนิ้วไปตามกลุ่มไหมนุ่มมือนั้น

            “ปีนี้..ย่างยี่สิบสามแล้วพะยะค่ะ”

       “ท่านแม่  ซื่อซุน รอกระหม่อมนานหรือไม่พะยะค่ะ” พลันเสียงของฮ่องเต้ก็ดังมาจากตำหนักใหญ่  องค์จักรพรรดิเสด็จมายังศาลาริมน้ำร่วมสนทนาอย่างครอบครัว

            “ไม่นานหรอก นั่งคุยกับเจ้าตัวยุ่ง แม่ก็เพลินจนลืมเวลา” แย้มยิ้มพลางผายมือให้บุตรชายคนโตประทับอีกฝั่งของโต๊ะกลมเบื้องขวานาง

“ยังพอมีเวลาอยู่พะยะค่ะท่านแม่  ขบวนราชบรรณาการยังไม่เข้าเขตเมืองหลวงเลยพะยะค่ะ”

            “เช่นนั้น..เราก็เสวยเช้าพร้อมกันเลยเป็นอย่างไร” พระมารดาเอ่ยขึ้น

            “ดีพะยะค่ะ/ดีพะยะค่ะ” สองขัตติยะรับคำพลางแย้มสรวล เช้านี้เป็นเช้าที่ดีนัก

            ระหว่างรอเครื่องเสวย ไทเฮาเอื้อมหัตถ์ทั้งสองข้างไปจับหัตถ์ใหญ่ที่นางเลี้ยงพยาบาลมาด้วยมือของพระนางเองขึ้นกุมไว้บนโต๊ะ พลันเงยหน้าขึ้นพินิจพักตร์ของบุตรชายทั้งสองของพระนาง

“เจ้าทั้งสองห่างกันสามปีสินะ”

            “เป็นเช่นนั้นพะยะค่ะ” เป็นฮ่องเต้ที่เอ่ยรับ

            “แล้ว..ไม่คิดเลยหรือ  ว่าสามปีนั้นเจ้าจะมีพี่น้องอีกสักคนสองคน”

            “อย่างไรหรือพะยะค่ะ  ท่านแม่โปรดชี้แนะ” องค์ชายเล็กเอ่ยอย่างฉงนหลังจากหันไปมองหน้าพี่ใหญ่ก็ได้รับสายตาฉงนเช่นกันกลับมา

            “...” ไทเฮาผินหน้าไปตามการโบยบินของผีเสื้อกลางสระน้ำและเอ่ยปากเล่าถึงความหลังอันแสนเจ็บปวด

            “...หนึ่งปีหลังอี้ฝานเกิดมา...แม่ให้กำเนิดลูกชายอีกคนหนึ่ง”

            “เอ๋..แล้วตอนนี้พี่ชายอยู่ที่ใดหรือพะยะค่ะ” องค์ชายเล็กพลันตรัสขึ้นอย่างสงสัยก่อนจะได้รับสายตาติหนิจากพี่ชาย ไทเฮาส่ายพักตร์ทำนองว่าไม่เป็นอะไรก่อนจะหันไปสบตากับองค์ชายเล็ก

            “หลังจากนั้นอีกไม่นาน แม่ก็มีพี่สาวเจ้าอีกคนในครรภ์” มาถึงตอนนี้น้ำพระเนตรใสเอ่อคลอเบ้างาม บุตรทั้งสองทำได้เพียงลูบหัตถ์ของพระมารดา “ในคืนที่แม่หลับอย่างเป็นสุขข้างกายพ่อของเจ้า  เป็นความผิดของแม่ที่ละเลยเขา  แม่ไม่ได้สนใจเสียงอึกอักของพี่ชายวัยขวบของเจ้า ฮึก..กว่าแม่จะรู้สึกตัว  แม่ก็เสียพี่รองของเจ้าไป”

            “ท่านแม่ พอเถิดพะยะค่ะ” ฮ่องเต้ตรัสขัดขึ้น

            “ซื่อซุน..เจ้ารู้หรือไม่พี่เจ้าทั้งสองเป็นกระไร  พวกเขาถูกคนร้ายเอาหมอนกดไว้มิให้หายใจ  พี่รองของเจ้ายังเล็ก..เขาจึงทนไม่ไหว  ส่วนอี้ฝานก็รอดมาได้ราวปาฏิหาริย์ ถึงวัยเพียงขวบเศษแต่เขาก็อดทนมาได้ หลังจากนั้นแม่ระแวงทุกค่ำคืน กลัวจะมีผู้ใดมาพรากชีวิตลูกของแม่ไปอีก  พ่อเจ้าก็สั่งคุมเวรยามรอบตำหนักใหญ่ เพราะยังหาตัวคนผิดไม่ได้ พ่อและแม่จึงทุกข์ใจนัก...แต่แม่ก็เบาใจได้ว่าพี่สาวเจ้าในท้องแม่จะปลอดภัย เพราะนางเป็นหญิง คงไม่มีใครมาปองร้าย” เอ่ยถึงตรงนี้ก็หันมาสบตากับองค์ชายเล็กตรงหน้า “เช่นเจ้า..ที่เป็นเพียงองค์ชาย...คงไม่มีใครคิดปองร้าย”

            “ท่านแม่ ลูกผิดไปแล้ว” น้อมศีรษะลงอย่างมิกล้าสู้หน้า

            “ไม่ใช่เจ้าหรอก..ผิดที่แม่ประมาทเกินไป  ไม่นานแม่และอี้ฝานก็เสวยสำรับยาพิษลงไป พี่ชายของเจ้านั้นเก่งนัก อาเจียนเอาพิษออกมาเสียเกือบหมด”

“...”

“แต่แม่นี่สิอาการไม่สู้ดีนัก พ่อจึงเลือกรักษาแม่ไว้และทิ้งพี่สาวเจ้าไว้ในสถานที่มืดมิดไร้ทางออก”

            “...”

            “แม่โกรธพ่อเจ้ามาก จิตใจเขาทำด้วยกระไรใยจึงไม่พาแม่และพี่เจ้าออกมาด้วยกัน”

            “ท่านแม่ สำรับมาแล้ว ตั้งเครื่องเสวยเถิดพะยะค่ะ” ฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมาเพื่อปรามบรรยากาศอึมครึมนี้ให้จบลง แต่ก็ได้รับการส่ายพักคร์เบาๆจากพระมารดา ก่อนนางจะกุมมือของสองชายอันเป็นที่รักและเงยหน้าขึ้นมามองบุตรชายคนโต

            “อี้ฝาน...กว่าแม่จะมีน้องได้นั้นช่างลำบากและผ่านความทุกข์อย่างสาหัสนัก”

            “ลูกทราบดีพะยะค่ะ” เอ่ยตอบและกุมมือพระมารดาตอบ

            “ซื่อซุน...กว่าพี่เจ้าจะโตมาได้เป็นฮ่องเต้ เขาก้าวผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน”

            “ลูกเข้าใจแล้วพะยะค่ะ”

            “ถ้าเช่นนั้น..รับปากแม่ อย่าละเลยในความห่วงใยของแม่  อย่าให้แม่ต้องอยู่อย่างระแวงเช่นนั้นอีกเลย”

            “กระหม่อมรับปากพะยะค่ะ” น้อมศีรษะลงแสดงความเคารพก่อนจะเงยขึ้นมาสบเนตรงามที่ผ่านการเสียน้ำตามานับครั้งไม่ถ้วน

            “รักษาตัวเจ้าไว้ให้ดี..ในภายภาคหน้าเจ้าจะเป็นกำลังสำคัญช่วยพี่ชายเจ้าปกครองบ้านเมือง  หลังจากนี้ไป พี่ชายเจ้าจะมีข้อจำกัดจากเหล่าขุนนางมากมาย  ทุกวันนี้อิสรภาพของเขาก็ค่อยๆน้อยลง การกระทำทุกย่างก้าวอยู่ภายใต้สายตาจับผิดของคนพวกนั้น  ถึงตอนนั้น...อี้ฝานจะมีเพียงเจ้า น้องชายอันเป็นที่รักที่เติบโตด้วยกันมาที่จะทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ดังนั้น...รับขบวนเสด็จนั้นไว้เถิด”

       “เห?” ไฉนเลยจึงวกกลับมาเรื่องนี้

            “หึๆๆ” ฮ่องเต้เองก็พอจะรู้สาเหตุของเรื่องเล่าในวันนี้แล้วล่ะ

“ถึงฝีมือพวกเขายังเก่งกาจไม่เท่าเจ้า  เจ้าก็ฝึกเสียสิ ฝึกไว้ใช้งาน ทั้งคุ้มครองเจ้า..และคุ้มครองครามรักของเจ้า”

“กระหม่อมเข้าใจแล้วพะยะค่ะ” น้อมรับคำแนะนำที่เหมือนจะเป็นคำสั่งกลายๆ

“อ่ะ..ตั้งเครื่องเสวยเสียสิ..เสวยเช้ากันเถอะ ประเดี๋ยวจะสาย” และก็เปลี่ยนพระพักตร์มาตั้งพระทัยรอเสวยเช้า เรียกเสียงขบขันเล็กๆจากฮ่องเต้และสีหน้าฉงนจากองค์ชายเล็ก

“ตกลง..เรื่องเมื่อสักครู่นี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่” โน้มหน้าไปกระซิบข้างหูพี่ชาย

“จริงสิ ข้ากินยาพิษ จนจะมีภูมิแก้พิษแล้วกระมัง หึๆๆ”

            แล้วแบบนี้เขาจะเชื่อได้จริงๆหรือ


...............................................................................................................

           

            “ฮ่องเต้ ไทเฮา องค์ชายเสด็จ!” เสียงมหาดเล็กคนเดิมตะโกนก้องลานพิธี  ขบวนเสด็จของทั้งสามพระองค์ย่างก้าวเข้าสู่ประตู ปรากฏองค์ฮ่องเต้หนุ่มเกศาสีดำขลับ ดวงตาคมเข้มแลมีหางตาเฉี่ยวสมเชื้อสายมังกร ตามมาด้วยองค์ไทเฮาและองค์ชายเยื้องซ้ายขวา  ทั้งสามพระองค์ก้าวเท้าขึ้นบันไดซึ่งนำทางขึ้นสู่บัลลังก์ โดยมีบัลลังก์ทองทั้งสองขนาบข้างบัลลังก์มังกรอันทรงอำนาจ  สีพระพักตร์ของทั้งสามพระองค์แจ่มใส  เสริมบารมีให้ราชสกุลอู๋แลน่าเลื่อมใสศรัทธา 

            “ถวายพระพรฮ่องเต้ ถวายพระพรไทเฮา ถวายพระพรองค์ชาย ขอสามพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆปี” บรรดาเจ้าเมืองจากทุกแคว้นเอ่ยพร้อมกันตามราชธรรมเนียม ฮ่องเต้หนุ่มยกพระหัตถ์ขึ้นเล็กน้อย ทุกคนจึงนั่งลงประจำตำแหน่งของตนเอง

            “ทูลฮ่องเต้..ขบวนราชบรรณาการในครั้งนี้มาจากทั้งหมดยี่สิบเจ็ดแคว้นพะยะค่ะ” หัวหน้ากองบรรณาการกล่าวทูล

            “หืม..แคว้นในปกครองของข้ามีเพียงยี่สิบห้าแคว้นมิใช่หรือ”

            “ทูลฮ่องเต้..อีกสองแคว้นนั้นเป็นแคว้นเกิดใหม่  หวังพึ่งพระบารมีของพระองค์พะยะค่ะ”

            “อืม..ปีนี้ลำบากท่านต้องทำงานหนักแล้วล่ะ”

            “หามิได้พะยะค่ะ กระหม่อมยินดีรับใช้พระองค์” กล่าวก่อนจะหันหน้าออกสู่ลานพิธี “ขบวนแรก บรรณาการจากแคว้นอิงหนาน!!” เสียงประกาศ พร้อมเจ้าเมืองก้าวออกมาแนะนำถึงความพิเศษของบรรณาการในครั้งนี้  กว่าจะครบทั้งยี่สิบเจ็ดแคว้นแสงอาทิตย์ยามฤดูร้อนก็เริ่มแผดเผาเข้าเสียแล้ว ฮ่องเต้จึงรับสั่งให้เจ้าเมืองทุกคนไปพักผ่อนและพบปะสังสรรค์กันในคืนนี้

 

            “คิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับบรรณาการมนุษย์รึ” ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นระหว่างเสด็จกลับตำหนักกับอนุชา

            “เขาเพิ่งมาใหม่ คงยังไม่รู้ธรรมเนียมเครื่องราชบรรณาการของเรากระมัง” กล่าวตอบพี่ชายไปตามที่คิด ก่อนจะได้รับสรวลกลับมาเบาๆ

            “หึๆๆ ก็ถูกของเจ้า บางอาณาจักรอนุญาตให้มีมนุษย์ในเครื่องราชบรรณาการ เขาคงไม่รู้ว่าอาณาจักรเราเคร่งเรื่องนี้มากนัก”

            “แล้วเช่นนี้ พี่จะรับไว้หรือไม่พะยะค่ะ” กล่าวถามอย่างกระตือรือร้น

            “ก็คงต้องรับไว้ หากปฏิเสธตั้งแต่ครั้งแรกความสัมพันธ์คงไม่ยืนยาวนัก จะผิดใจกันเปล่าๆ แต่คงต้องคุยกับเจ้าเมืองเรื่องนี้ด้วย”

            “...” พยักพักตร์รับพลางคิดตามสิ่งที่พี่ชายตรัส

            “ทำไมรึ  เจ้าอยากได้ไปรับใช้หรืออย่างไร” มองน้องชายด้วยสายตากรุ้มกริ่ม

            “อะ..เอ๋! หม่อมฉันเพียงแต่..เอ่อ..เห็นรายนามคนพวกนั้น เห็นมีชายคนหนึ่ง หม่อมฉันจึงอยากได้มาฝึกองครักษ์น่ะพะยะค่ะ”

            “มีชายด้วยงั้นรึ..อืม ระวังๆด้วยล่ะ คนนอกเข้ามาอยู่ในวังเช่นนี้อาจไม่ชอบมาพากลนัก อย่างไรก็ฝากเจ้าดูแลด้วยนะ” เอื้อมหัตถ์ตบหลังน้องชายเบาๆก่อนจะแยกขึ้นตำหนักไป

            “พะยะค่ะ..พี่ฝาน”


.......................................................................................................


 

            งานเลี้ยงฉลองในช่วงค่ำผ่านไปอย่างครึกครื้น มีการแสดงจากแคว้นต่างๆร่วมแสดงกับคณะระบำหลวงมากมาย สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ทั้งสามพระองค์ยิ่งนัก จนเมื่อใกล้เวลา..เหล่าหัวหน้านายกองก็ช่วยกันต้อนแขกเข้าที่พัก

            “ดูให้ดีอย่าให้มีใครออกมาเพ่นพ่านได้” เสียงแม่ทัพใหญ่เอ่ยกับข้าราชบริพารทุกคน

            “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ชาก่อนเข้านอน..ห้องเครื่องจัดการเรียบร้อยแล้ว เหลือก็แต่ให้นางกำนัลแจกจ่ายให้ทุกท่านได้ดื่ม” ซ่านกงอาวุโสผู้ดูแลฝ่ายในเอ่ยขึ้น

            “ท่านทำดีมาก ทุกคนแยกย้ายเข้าที่พักเถิด”

            “ขอรับ/เจ้าค่ะ”

            จนเมื่อนางกำนัลประจำห้องเครื่องเก็บถ้วยเรียบร้อย เสียงระฆังก็ดังกังวานทั่วราชสำนัก มีนางกำนัลบางส่วนต้องปิดประตูนอนในห้องเก็บชาม เพราะออกไปตอนนี้คงไม่ทันแล้ว กูกูจึงตัดสินใจให้คนที่เหลือปิดประตูหน้าต่าง หาผ้ามาปูนอนชั่วคราว บรรยากาศยามค่ำคืนของราชสำนักโรยตัวลงอีกครั้ง ไร้เสียงแมลง ไร้แม้กระทั่งเสียงพุจากคบเพลิง มีเพียงเสียงหวีดหวิวของสายลมและอากาศที่เย็นตัวลงรวดเร็วจนน่าขนลุก

            องค์จักรพรรดิหนุ่มลงมาเดินเล่นในสวนส่วนพระองค์หลังตำหนัก แปลก..คงฝันอยู่สินะ ในความจริงเขาคงนอนอยู่ในตำหนักไปแล้ว  คิดได้ดังนั้นจึงเสด็จไปยังโต๊ะใต้ต้นไม้ใกล้สระน้ำใหญ่ หากต้องชะงักงันเพราะตรงโต๊ะไม้นั้นมีร่างประกายแสงนั่งอยู่

            “ท่าน..ท่านเป็นสิ่งใดรึ” พลันในหัวก็นึกถึงเรื่องผีที่เจ้าซื่อซุนเล่าให้ฟัง

                        ไม่น่า...คงไม่ใช่หรอก ผีที่ใดจะดูสำรวมเช่นนี้

ผมยาวสลวยสีดำขลับ บางส่วนถูกรวบไว้ที่ท้ายทอย ปล่อยไรผมทิ้งตัวลงบดบังใบหน้า อาภรณ์หรือก็งดงามเหมือนอาภรณ์ของเซียนบนสรวงสวรรค์ อีกทั้งสีนี้ยังงดงามนัก...นี่หรือเปล่าที่เจ้าซื่อซุนว่า..นวล สีออกชมพูแต่ก็เหลือบส้มเบาบาง อาจเป็นเพราะชุดคลุมด้านนอกเป็นผ้าโปร่งสีขาว จึงทำให้สีดูนุ่มนวลขึ้นสบายตา ผ้าคาดเอวสีเดียวกันยิ่งทำให้ร่างประกายแสงตรงหน้านั้นดูบอบบาง..ใช่แน่ๆ..ต้องเป็นเซียนบนสวรรค์เป็นแน่

            พลันใบหน้าขาวซีดนั้นก็หันมาทางพระองค์ จักรพรรดิหนุ่มนิ่งงัน

                        คุ้นเคยนัก...เคยรู้จักกันอย่างนั้นหรือ...ใบหน้างดงามหมดจดนั้น

            ชายตากลมโตมองพื้น ค่อยผินหน้ากลับไปทิศเดิมก่อนจะลุกขึ้นค่อยย่างเยื้องไปยังศาลากลางน้ำ ชายผ้าโปร่งยาวลากไปกับพื้น องค์จักรพรรดิหนุ่มจึงตามร่างประกายแสงนั้นไป ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งได้กลิ่นหอมนุ่มนวลโชยมา  แปลกนัก...กลิ่นนี้เป็นกลิ่นดอกไม้แน่ แต่เหตุไฉนรอบกายกลับรู้สึกถึงความอบอุ่นคล้ายได้จิบชากลางฤดูหนาว  อุ่นกายแลรู้สึกสบายใจ เป็นกลิ่นที่แปลกจริงๆ

พลันสายพระเนตรคมก็สะดุดเข้ากับแจกันดอกไม้บนโต๊ะประดับมุก แจกันลายครามเข้มขับให้ดอกไม้สีอ่อนในแจกันสวยหวานสะดุดตานัก กลีบดอกช่างแปลกตา สะกดให้สายตาคมต้องพินิจในความแตกต่างที่ลงตัวของไม้พันธุ์นี้  มัวหลงระเริงไปกับความงามของดอกไม้จนลืมไปเสียว่าตนตามร่างประกายแสงนั้นมา มองไปรอบกายก็ไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตจึงหันกลับมาหาต้นเหตุที่ดึงความสนใจของเขาไปจากร่างปริศนานั้น

จะว่าไป..สีกลีบเจ้าก็เหมือนอาภรณ์ของคนผู้นั้นนัก


........................................................................................................

           

            “สีพระพักตร์ดูอิดโรย..บรรทมไม่สบายหรือพะยะค่ะ” ขันทีอายุไล่เลี่ยกับองค์จักรพรรดิเอ่ยถามในความผิดปกติ

            “อืม..ข้ารู้ว่าฝัน..แต่เหตุใดจึงล้าเหมือนไม่ได้พักผ่อนเช่นนี้” ตรัสพลางบีบนวดไปตามบ่ากว้าง

            “ทรงรู้สึกองค์ว่าฝันด้วยรึพะยะค่ะ” เอ่ยถามอย่างสงสัย

            “ทำไมรึ” ผินหน้ามามองขันทีที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เยาว์วัยอย่างฉงน

            “เอ่อ..ทูลฮ่องเต้  โดยปกติแล้วคนเราแทบจะจำความฝันกันไม่ได้อยู่แล้วพะยะค่ะ นับประสาอะไรกับจะรู้ตัวว่าฝันพะยะล่ะค่ะ”

            “อืม..จริงดังเจ้าว่า” พยักหน้าเห็นจริงตามจุนเหมียนทูล

            “อย่างไร..กระหม่อมจะตามหมอหลวงมาดูพระอาการก่อนเข้าบรรทมนะพะยะค่ะ” เอ่ยขออนุญาตก่อนเดินตามองค์จักรพรรดิออกมานอกตำหนัก

            “ตามใจเจ้าเถิด..ข้าขัดอะไรเจ้าหน่อยเรื่องก็ถึงท่านแม่” ย่างได้ไม่กี่ก้าวก็หันมาประชดขันทีหนุ่ม

            “หามิได้พะยะค่ะ..ทุกเรื่องล้วนเกี่ยวกับพระพลานามัยของพระองค์”

            “ข้าเข้าใจแล้ว...เอ้อ เจ้าช่วยตามหัวหน้ากองบรรณาการมาพบข้าที ปีนี้มีเครื่องบรรณาการมากกว่าปีที่ผ่านมา เผื่อเขาอยากจะได้ห้องจัดเก็บเพิ่ม ข้าจะช่วยดูให้”

            “รับพระบัญชาพะยะค่ะ” รับคำก่อนเดินส่งเสด็จไปยังท้องพระโรงเพื่อเอ่ยคำอำลาคณะเจ้าเมืองและให้ของที่ระลึกถึงบารมีของพระองค์

 

            เมื่อส่งบรรดาเจ้าเมืองที่ลานพิธีเรียบร้อย ขบวนเสด็จจึงมุ่งหน้ากลับตำหนักใหญ่ที่มีหัวหน้ากองบรรดาการรอเข้าเฝ้าอยู่แล้ว

            “ว่าอย่างไรหัวหน้าจู..จัดเก็บเรียบร้อยดีหรือไม่” ตรัสเข้าเรื่องไม่อ้อมค้อม

            “ทูลฮ่องเต้..เวลาคืนเดียว กระหม่อมไร้ความสามารถจะทำงานจนเสร็จ ขอฮ่องเต้โปรดให้อภัย”กล่าวอย่างเกรงต่อพระราชอำนาจ

            “ไม่เป็นไรๆ ข้าก็ลืมนึกไปว่าเราได้บรรณาการมาเมื่อวาน และพวกท่านก็มีเวลาทำงานจำกัด”

            “ฮ่องเต้ทรงเมตตา..”

            “อืม..จากการประเมินโดยสายตาของท่านแล้ว เราจะใช้ห้องจัดเก็บมากเพียงใด”

            “ทูลฮ่องเต้..เนื่องจากปีที่แล้ว พระเมตตาของพระองค์ประทานรางวัลให้เหล่าผู้ทำคุณความดีต่อบ้านเมืองไปมาก ทำให้บรรณาการในปีที่ผ่านๆมาลดน้อยลงพอที่จะเก็บบรรณาการจากปีนี้ได้พะยะค่ะ”

            “ถ้าเช่นนั้น..บรรณาการมนุษย์เล่า ท่านจะเก็บไว้ที่ใด” ตรัสถามลองเชิงในความคิดของข้าราชบริพาร

            “อะ..ขอฮ่องเต้โปรดเมตตา ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีบรรณาการมนุษย์  เรื่องนี้จนปัญญากระหม่อมแล้วพะยะค่ะ” รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วคุกเข่าน้อมตัวลงต่ำขอความเมตตา

            “ท่านลุกขึ้นเถิด..ข้าเรียกท่านมาเพื่อการณ์นี้” เมื่อฟังดังนั้นร่างชราก็ค่อยลุกขึ้นนั่งเก้าอี้ดังเดิม “ท่านเอารายชื่อคนพวกนั้นมาหรือไม่”

            “กระหม่อมนำมาพะยะค่ะ” กล่าวแล้วรีบล้วงหยิบม้วนกระดาษในชายเสื้อถวายองค์จักรพรรดิทันที เมื่อเห็นดังนั้นฮ่องเต้จึงรีบกางออกทอดเนตรรายชื่อเหล่านั้นทันที

            “แยกชายหญิงได้เท่าใดหรือ” ตรัสถามพลางไล่สายตามองรายชื่อเล่านั้น

            “ชายหนึ่งหญิงห้าพะยะค่ะ”

            “มีชายเพียงหนึ่งเองรึ” เงยพักตร์ขึ้นจากม้วนรายชื่อ มองหัวหน้ากองบรรณาการด้วยความฉงน

            “ทูลฮ่องเต้..เห็นว่าบรรณาการมนุษย์จากแคว้นนี้เป็นเหล่าลูกขุนนางที่หมดตัวจากอบายมุขน่ะพะยะค่ะ คงเห็นว่าจะมอบบรรณาการแด่องค์จักรพรรดิ  คงไม่มอบพวกทาสสกปรกหรอกพะยะค่ะ”

            “แต่จะให้มาทำงานทั้งที  สู้ให้พวกที่ทำงานเป็นหรือช่างฝีมือดีๆมาไม่ดีกว่ารึ แบบนี้ก็ลำบาก  เพราะดันได้พวกคุณหนูติดสบายมานะซิ”

       “ฮ่องเต้ทรงพระปรีชา” คิดตามพระดำริแล้วก็จริงตามที่ฮ่องเต้ตรัส

            “อืม..ส่งบรรณาการนั้นมาที่หน้าตำหนักผิงเจี้ยน ประเดี๋ยวไทเฮาคงจัดการเรื่องข้าหลวงในวังหลังเอง” ตรัสพลางยื่นม้วนกระดาษนั้นคืนให้หัวหน้ากองบรรณาการ

            “รับพระบัญชาพะยะค่ะ” น้อมกายลงเคารพก่อนค่อยถอยหลังเดินจากไป และตามด้วยจุนเหมียนคนเดิมพวงท้ายด้วยองครักษ์ประจำองค์

            “หึ..เจ้านี้ชั่งรู้ใจข้านัก จุนเหมียน” ตรัสชมและแย้มสรวลให้คนสนิท

            “นี่จุนเหมียน ผู้ได้รับความไว้วางพระทัยจากองค์ไทเฮาและคนสนิทรู้พระทัยของฮ่องเต้พะยะค่ะ” ยืดอกขึ้นชื่นชมตนเอง

            “จุนเหมียนพาจื่อเทามาก็ดี จื่อเทา..ตามสืบประวัติบรรณาการมนุษย์ทั้งหกคนนั้นให้ข้าที ข้ายกให้เป็นเรื่องในความรับผิดชอบของเจ้า ได้เรื่องอย่างไรรีบรายงานให้ข้ารู้”

            “รับพระบัญชาพะยะค่ะ” องครักษ์หนุ่มสายตาเฉี่ยวคมน้อมศีรษะรับคำสั่ง

            “มีคนนอกที่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยเข้ามาอยู่ในวังเช่นนี้  ท่านแม่และข้าเองก็ไม่สบายใจ อย่างไรเสีย..เจ้าก็รีบหน่อยนะ” สีพระพักตร์เครียดตึงบ่งบอกถึงความทุกข์พระทัยขององค์จักรพรรดิ

            “ฮ่องเต้โปรดวางพระทัย กระหม่อมจะส่งคนไปเดี๋ยวนี้พะยะค่ะ” พลันวิ่งออกมาจากตำหนักใหญ่ทันที


 

            ฟากตำหนักผิงเจี้ยนได้มีหัวหน้านางกำนัลจากกองต่างๆมารอเข้าเฝ้าตามกระแสรับสั่งจากไทเฮา โดยมีบรรณาการมนุษย์นั่งคุกเข่าอยู่ที่กลางทางเชื่อมตำหนัก

            “ไทเฮาเสด็จ!” พลันทุกคนก็น้อมกายแสดงความเคารพผู้เป็นใหญ่ในวังหลังทันที  สายพระเนตรเปี่ยมเมตตาทอดมองเหล่ามนุษย์ที่ถูกนำมาบรรณาการอย่างสงสารในชะตากรรม

            “เฮ้อ! ข้าคงให้พวกเจ้าได้เพียงทาสหลวง เพราะพวกเจ้ามาจากต่างเมืองและแปลกหน้าสำหรับข้านัก เมื่อใดที่สถานะของพวกเจ้าถูกรับรอง เมื่อนั้นพวกเจ้าจึงจะได้รับพิจารณาเป็นนางกำนัล” ตรัสพลางไล่สายตามองหน้าตาของแต่ละคน บอบบางนัก..คงถูกเลี้ยงมาเยี่ยงไข่ในหินกลับต้องมาตกระกำลำบากเพราะบุพการีคงทำให้ในใจนั้นเจ็บปวดนัก “กองใดขาดทาสหลวง บอกข้ามาเสีย..ข้าจะจัดสรรตามความเหมาะสม”

            “ทูลไทเฮา กองเย็บปักขาดคนย้อมผ้ามากนักเพคะ”

            “ทูลไทเฮา กองเครื่องประดับก็ขาดคนดัดลวดเพคะ”

            “ทูลไทเฮา กองเครื่องเสวยขาดคนล้างถ้วยมากนักเพคะ”

            “อืม..พวกเจ้าสามกองล้วนมีงานล้นมือ แต่จะเห็นเป็นเช่นไร หากข้าแบ่งให้กองเย็บปักสามคน เพราะงานย้อมต้องใช้คนมาก กองเครื่องประดับหนึ่งคนเพราะงานนั้นละเอียด นำคนเหล่านี้ไปอาจเสียเวลาฝึกมากกว่าทำงาน  และกองเครื่องเสวยนำไปสองคน”

            “ไทเฮาทรงพระปรีชา หม่อมฉันน้อมรับพระบัญชาเพคะ” น้อมกายรับคำสั่งก่อนจะนำตัวทาสหลวงไป

 

            “ช้าก่อนท่านแม่!” เสียงองค์ชายเล็กดังขึ้น หัวหน้าจากกองต่างๆกลับไปยืนยังตำแหน่งเดิม

            “ซื่อซุน..มีกระไรรึ หรือเจ้าอยากได้คนไปรับใช้ แต่พวกนางยังไม่ได้เป็นนาง..”

            “ทูลท่านแม่..หนึ่งในนี้เป็นชายพะยะค่ะ” เอ่ยอย่างหายใจหอบ เพราะได้ข่าวว่าฮ่องเต้ส่งตัวบรรณาการมาที่นี่ เขาจึงรีบตามมา ทำไมต้องรีบขนาดนั้น..เขาเองก็ไม่รู้

            “เช่นนั้นรึ..ผู้ใดกัน  พวกเจ้า! ผู้ใดเป็นชายลุกขึ้นเดี๋ยวนี้” ตรัสอย่างนึกฉงน เหตุใดจึงไม่บอกกันว่าเป็นชาย พลันร่างหนึ่งก็ค่อยๆลุกขึ้นยืน หากแต่ยังคงก้มศีรษะมองพื้นอยู่ดี “เจ้างั้นรึ!

            “...”

            “ตอบข้ามา เจ้าเป็นชายจริงรึ”

            “พะ..พะยะค่ะ ไทเฮา” เสียงนุ่มแต่ก็ยังฟังออกว่าเป็นชายทูลตอบ

            “เช่นนั้น ใยเจ้าไม่บอกข้า อยากจะไปทำงานกับผู้หญิงหรืออย่างไร”

            “กระหม่อมมิบังอาจพะยะค่ะ พะ..เพียงแต่..” ตัวสั่นราวลูกนกตกน้ำ สายตาเลิ่กลั่กอย่างกลัวความผิด

            “กระหม่อมขอตัวเขาไปเป็นทหารนะพะยะค่ะ” เมื่อเห็นหนุ่มน้อยไร้หนทางไปองค์ชายเล็กจึงตรัสขัดขึ้น

            “ทหารเชียวรึ สถานะเขายังไม่แน่ชัด ให้เป็นถึงทหารจะดีหรือ” พลันผินหน้ามามองบุตรชายด้วยความกังวลพระทัย สองขนงค์งามขมวดเข้าหากันอย่างประหวั่น

            “เรื่องนั้น พี่ฝานย้ำกับกระหม่อมมาแล้วพะยะค่ะ เขาจะอยู่ในสายตาของกระหม่อมเอง ท่านแม่ไม่ต้องกังวลพระทัยไป”

            “นั่นยิ่งไม่ทำให้แม่กังวลไปมากกว่าเก่ารึ ให้คนที่มีประวัติไม่แน่ชัดมาอยู่ข้างกายลูก..”

            “ท่านแม่..องครักษ์ของลูกก็มีถมเถ อีกทั้งกระหม่อมยังอยู่ในลานฝึกที่มีทหารมากมาย เขาไม่มีทางทำอะไรกระหม่อมได้หรอกพะยะค่ะ”

            “เฮ้อ! แม่ก็คร้านจะเถียงให้ชนะเจ้าจริงๆ” เสียงนุ่มเอ่ยอย่างอ่อนใจแต่ก็ยังมีแววกังวลในสายพระเนตร ก่อนจะผินกลับไปยังข้าราชบริพารที่ยังรอรับสั่งอยู่ “เช่นนั้น กองเย็บปักนำไปสองคนนะ กองอื่นๆเป็นไปตามคำสั่งเดิม ส่วนเจ้า..หนุ่มน้อย..ตามองค์ชายไป และข้าสั่งไว้ตรงนี้เลยนะ หากข้ารู้ว่าเจ้าทำให้องค์ชายลำบากพระทัยหรือได้รับอันตราย เจ้าจะได้รับโทษหนักอย่างแน่นอน”

            “น้อมรับพระบัญชาเพคะ/พะยะค่ะ” ทุกคนรับคำสั่งและแยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ของตน ส่วนองค์ชายเล็กก็เดินนำทาสหลวงไปยังตำหนัก


..................................................................................


            “ได้ยินว่าเจ้าเป็นลูกขุนนาง จริงรึ” ตรัสถามระหว่างก้าวดำเดินกลับตำหนัก

            “...” ยังคงก้มหน้ามองพื้น ไม่กล้าเอ่ยตอบบุคคลตรงหน้าที่เป็นถึงองค์ชาย

            “นี่ พื้นนั่นหน้าสนใจกว่าข้าหรือไร เดี๋ยวก็สั่งคนมาโละกระเบื้องทิ้งเสียหรอก” หยุดยืนนิ่งก่อนหันมาตะเบ็งเสียงใส่ทาสหลวงตัวน้อย

            “อะ..อย่าทำเช่นนั้นนะพะยะค่ะ” ด้วยความตกใจกลัวองค์ชายจะโละกระเบื้องทิ้งจริงๆ จึงรีบเงยหน้าขึ้นมาพลางส่ายมือปฏิเสธสุดแรง

            จากตอนแรกที่เห็นเพียงผมสีน้ำตาลเข้มประสาคนต่างแคว้นที่ถูกรวบไว้หลังคอ ผูกด้วยผ้าแพรผูกผมสีฟ้าอ่อน ปล่อยไรผมให้ปรกหน้าตามความสั้นที่ผ้าแพรผูกผมรวบไว้ไม่อยู่  อาภรณ์แพรไหมสีฟ้าตามฉบับลูกขุนนางที่พ่วงท้ายด้วยตำแหน่งบรรณาการถึงจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ ไม่แปลกที่จะดูไม่ออกว่าเป็นชาย ทั้งในตอนนี้...ยามได้สบกับดวงตากลมโตที่มีแววใสเอ่ออยู่ กอปรกับดวงหน้ารูปไข่ หน้าผากมนสวย สันจมูกพอเหมาะรับกับปลายงามงอน พวงแก้มกลมใสไร้ตำหนิ ปากอิ่มระเรื่อดูเป็นกระจับ...

 เป็นชายอยู่หรือ

            “หึ..ยอมตอบข้าแล้วรึ” องค์ชายหนุ่มเอ่ยเยาะในชัยชนะ ทาสหลวงตัวน้อยเมื่อรู้ว่ากำลังบังอาจมองหน้าราชสกุลจึงรีบหันหน้าไปอีกทาง

            “ทะ..ทูลองค์ชาย กระหม่อมเป็นบุตรชายคนเดียวของขุนนางตระกูลลู่พะยะค่ะ”

            “อืม..เช่นนั้นรึ” พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ “แล้วนามของเจ้าเล่า”

            “ลู่หานพะยะค่ะ”

            “แซ่ล่ะ บอกมาให้หมดสิ”

            “แซ่ลู่ ชื่อหานพะยะค่ะ” ถอนใจก่อนจะหันมามองหน้าองค์ชายกวนประสาทตรงหน้า เมื่อสักครู่ไม่ได้นำพระกรรณมาด้วยหรืออย่างไร ก็บอกไปแล้วว่าเป็นบุตรของขุนนางตระกุลลู่!

            “อ้อ แซ่ลู่ ชื่อหานเช่นนั้นรึ” ลากเสียงยาวแสร้งว่ากระจ่างใจแล้ว ก่อนจะเดินนำทาสกวางตัวน้อยไปยังตำหนักดังเดิม


                        หึ...แซ่ก็กวาง ตาก็กวาง เอาไปฝึกทหารคงมีราชสีห์รอขย้ำเป็นฝูงนะสิ




...........................................................................

ขอคำติชมหน่อยนะคะ นี่สนองนี้ดตัวเองล้วนๆ

ไม่รู้ว่ามันออกมาเป็นยังไงในความคิดของคนอ่าน ^^ ฝากด้วนนะคะ

แจ้งเปลี่ยนแท็กค่ะ..#ฟิคบรรณาการ 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. #3 chanida (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2558 / 10:03
    หึๆๆสนุกอ่ะคู่องค์ชายซื่อซุนนี้คงจะน่ารักแน่ๆๆเลยแต่คู่ฮ่องเต้นี้สิดูเศร้าๆๆยังไงไม่รู้เทวาองค์นั้นเป็นน้องยอลใช่ใหมแล้วทำไม่ต้องมีชะตากรรมแบบนั้นกับพี่อี้ฟานคู่นี้คงไม่ดราม่านะ กลัวตอนจบแล้วอี้ฟานตายงี้
    #3
    0