The tribute บรรณาการรัก HunHan KrisYeol ft.exo

ตอนที่ 4 : บรรณาการสาม 03

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 75
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    9 มิ.ย. 58







            “องค์ชาย! กระหม่อมไม่เอาแบบนี้อีกแล้วนะพะยะค่ะ!” เสียงแหลมปรี๊ดของขันทีตัวเล็กโวยวายขึ้นหลังรู้ว่าองค์ชายเสด็จกลับตำหนักแล้ว

            “นี่เจ้า! กล้าขึ้นเสียงกับองค์ชายเชียวรึ” และบรรยากาศเดิมๆก็มาถึงเมื่อไม้เบื่อไม้เมาอย่างองครักษ์ขององค์ชายตะคอกกลับ

            “ก็ข้าทนไม่ไหวแล้วจริงๆนี่ เป็นถึงขันทีรับใช้ใกล้ชิดองค์ชาย แต่กลับถูกองค์ชายไล่ให้ไปรับใช้ฮ่องเต้ ต้องไปทนบรรยากาศอึมครึมข้างองครักษ์ตาดำนั่น พอได้กลับมา..ท่านก็ไปไหนมาไหนไม่รับสั่งกับข้าสักนิด ยามไทเฮาตรัสถามว่าแล้วองค์ชายล่ะ ข้าทำได้เพียงส่ายหน้าและทูลกลับไปว่า กระหม่อมไม่ทราบ...ไม่เอาแบบนี้อีกแล้วนะพะยะค่ะองค์ชาย..”

            “...” คราวนี้ไร้เสียงโต้กลับขององครักษ์ผิวแทน

            “อ้าว! จงเหริน..ไม่โต้ป๋ายเซียนกลับเล่า” องค์ชายอดไม่ได้ที่จะถามหาพรรคพวกแก้ต่าง

            “ทูลองค์ชาย..ข้อนี้กระหม่อมเห็นด้วยกับป๋ายเซียนพะยะค่ะ กระหม่อมละอายนัก ยามไทเฮารับสั่งหาองค์ชาย แต่กระหม่อมสองคนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าองค์ชายเสด็จไหน”

            “แล้วเรื่องที่ข้าส่งไปอยู่ตำหนักใหญ่ ไม่เคืองข้ารึ”

            “กระหม่อมมิบังอาจพะยะค่ะ เพียงแต่จื่อเทากับกระหม่อมฝึกมาด้วยกัน กระหม่อมชินกับท่าทางของเขาแล้วพะยะค่ะ”

            “เอ่อะ..พูดถึงเรื่องฝึก ข้ามีคนหนึ่งจะให้พวกเจ้าดูหน่วยก้านเสียหน่อย...ออกมาสิ” ตรัสกับคนสนิททั้งสองก่อนจะหันไปรับสั่งกับฉากกั้นข้างหลัง เรียกสายตาฉงนจากสองคนสนิท..องค์ชายซ่อนใครไว้        นี่!พวกเขาไม่รู้สึกตัวว่ามีคนนอกอยู่เลยรึ ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อพลันปรากฏร่างเล็กเดินก้มหน้าออกมาจากฉากกั้น

            “อะ..องค์ชาย ไทเฮาทรงทราบหรือไม่ว่าท่านนำหญิงอื่นเข้าตำหนัก”

            “องค์ชาย..ทำเช่นนี้กระหม่อมสองคนลำบากใจนะ” สองคนสนิททูลอย่างเหนื่อยใจ

            “เจ้าสองคนน่ะเงียบซะ..เขาเป็นชาย”

            “!!” สองคนสนิทเบิกตาโตพินิจบุคคลปริศนาตรงหน้า กระทั่งขันทีตัวเล็กอดไม่ไหวจึงทูลถาม

 “ชายจริงหรือพะยะค่ะ”

            “อืม..ข้าพิสูจน์มาแล้ว”

            “!!” พลันสายตาตกตะลึงนั้นก็จ้องมาที่องค์ชายแทน ไร้เสียงทูลกลับใดๆ มีเพียงความคลุมเครือของรับสั่งเมื่อครู่ กระทั่งองค์ชายรู้สึกองค์ว่าห้องนั้นเงียบเกินไปจึงเงยหน้าขึ้นมองคนสนิท ก็ต้องตกใจกับปลาตะเพียนตาโตที่จ้องเขาไม่วางตา

            “ข้าหมายถึง เขาเป็นชายเพียงหนึ่งเดียวในบรรณาการมนุษย์ ข้าได้รับการยืนยันจากใต้เท้าจูแล้ว” ตรัสไขข้อข้องใจให้กับปลาตะเพียนปากจู่ตาโตทั้งสองและตามมาด้วยเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ไม่ได้เป็นดังที่พวกเขาคิดไว้..คิดอะไร  “เอ้า! แนะนำตัวให้พวกเขาได้รู้จักเสียสิ” เหลียวหน้าไปตรัสกับทาสหลวงคนใหม่

            “ข..ข้าลู่หาน ทาสหลวงในรับสั่งของไทเฮาขอรับ” เสียงนุ่มเอ่ยแนะนำตัว พลันขันทีตัวน้อยก็เดินสำรวจหน่วยก้านรอบตัวทาสหลวง

            “อืม..เจ้าเป็นบรรณาการมนุษย์จากแคว้นใหม่งั้นรึ” วางท่าน่าเกรงขามกับผู้มาใหม่

            “ขอรับ” ก้มหน้าตอบ..ก็ก้มมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะ สองคนสนิทยังไม่ได้ยลโฉมเลยสักนิด

            “อืม..หากเป็นลูกขุนนางอย่างที่เขาว่าจริง เจ้าเก่งบู๊หรือบุ๋นเล่า”

            “ข้าพอจะป้องกันตัวได้..ยามว่างข้าจะไปช่วยท่านอาจารย์สอนหนังสือ ข้าก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าข้าเก่งด้านไหนขอรับ”

          “ช่วยสอนรึ  เจ้าอายุเท่าใดแล้ว เรียนสามก๊กและไผ่หลินจบแล้วรึ” เป็นองครักษ์ผิวแทนที่ฟังการสอบสวนอยู่นานเอ่ยถามถึงตำราที่ชนชั้นสูงต้องร่ำเรียน หนึ่งเป็นตำราด้านการรบที่เนื้อหาซับซ้อนและมีมากเป็นตับๆ และอีกหนึ่งเป็นตำราด้านการปกครองที่เน้นจิตวิทยาและคุณธรรม

            “ข้าอายุสิบเก้า ส่วนหนังสือเหล่านั้นข้าอ่านจบเมื่อไม่กี่เดือนนี้เองขอรับ”

            “พรืดด!! แค่ก แค่กๆๆ” ทั้งสามสายตาหันไปมองบุคคลที่นั่งสำลักน้ำชาจนตัวงออยู่บนเก้าอี้

            “อ้าว! เงียบทำไม แค่กๆๆ ถามต่อไปสิ” ตรัสพลางผลักมือไหวๆเปิดทางให้ถามต่อ ทั้งสามคนจึงกลับมาอยู่ในอิริยาบถเดิม และขันทีตัวน้อยก็เอ่ยขึ้น

            “อืม..เช่นนั้นเจ้าคงเก่งบุ๋นแล้วล่ะ ยากนักจะหาใครเรียนทั้งสองเรื่องจบตั้งแต่อายุสิบเก้า” เมื่อองค์ชายได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคนสนิท “แต่หากเป็นราชสกุลคงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนัก” ว่าพลางเหลียวสายตาไปมองราชสกุลหนึ่งเดียวในตำหนัก เห็นพระองค์แน่นิ่งไปก็สะใจเล็กๆ “หึๆ เช่นนั้นคงให้ไปเป็นทหารไม่ได้แล้วล่ะพะยะค่ะ นึกเสียดายพรสวรรค์จริงๆ ” หันไปทูลองค์ชายตามที่ได้สอบสวน แสร้งทำเป็นว่าเมื่อครู่ไม่ได้พูดถึงเลยซักนิด

            “อื้มม..ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่จะให้เขาทำงานในตำแหน่งใดดีล่ะ” พยักหน้ารับและถามความเห็นจากคนสนิททั้งสอง

            “เป็นขันทีเช่นกระหม่อมดีหรือไม่” พลันตากลมโตดังลูกกวางก็เงยหน้ามาอ้อนวอนขันทีตัวน้อยข้างหน้า เห็นดังนั้นป๋ายเซียนก็ทำอะไรไม่ถูก ท่าทางแบบนั้นมันอะไรกัน ใยต้องมาทำปากง้ำส่งสายตาน่าสงสารแบบนั้นมาให้เขาด้วย “ละ..แล้วเจ้าจะทำงานใดเล่า”

            “อย่างไรเสียเขายังเป็นเพียงทาสหลวง ให้รับใช้ใต้รับสั่งของพระองค์ไปก่อนเถิดพะยะค่ะ” องครักษ์ผิวแทนเอ่ยขึ้นหลังคิดอยู่นาน

            “อื้มม นานๆเจ้าจะพูดจาน่าคิดนะ จงเหริน” องค์ชายพยักหน้าเห็นชอบด้วย

            “ถ้าเช่นนั้น..กระหม่อมจะพาเขาไปพักนะพะยะค่ะ” ป๋ายเซียนเอ่ยก่อนจะได้รับการพยักหน้าอนุญาตจากองค์ชาย

            “เป็นพระกรุณาพะยะค่ะองค์ชาย” ทาสหลวงตัวน้อยรีบน้อมกายเคารพและเดินตามหลังป๋ายเซียนไป




 

           

            “อะ..แฮ่ม..พระอาการโดยรวมเป็นปกติดีพะยะค่ะ พระองค์อาจเคร่งกับราชกิจมากจนรบกวนการพักผ่อน กระหม่อมจะนำโอสถมาถวายเพื่อให้บรรทมได้สบายขึ้นนะพะยะค่ะ..” หมอหลวงเอ่ยขึ้นหลังตรวจพระวรกายองค์ฮ่องเต้เรียบร้อยแล้ว

            “อืม..รีบๆเข้าล่ะ ข้าง่วงแล้ว”

            “พะยะค่ะ..ฮ่องเต้” น้อมรับคำสั่งก่อนจะถอยฉากออกจากห้องบรรทมไป เมื่อเหลือเพียงคนสนิททั้งสอง พระองค์จึงลุกขึ้นย้ายที่ประทับไปที่เตียงบรรทม

            “เรื่องบรรณาการมนุษย์ที่ข้าให้เจ้าไปสืบ เป็นอย่างไรบ้าง..จื่อเทา” ตรัสถามอย่างร้อนใจ

            “ทูลฮ่องเต้..ข้อมูลที่ทหารของกระหม่อมได้มาเป็นข้อมูลที่เราทราบกันดีอยู่แล้วพะยะค่ะ กระหม่อมจึงยังไม่นำความขึ้นทูล..”

            “อืม..แย่หน่อยที่แคว้นนั้นอยู่ห่างจากเรามาก มิเช่นนั้นเรื่องคงไปได้ไกลกว่านี้”

            “ทูลฮ่องเต้...อย่าทรงคิดมากก่อนบรรทมเลยพะยะค่ะ มิเช่นนั้นที่หมอหลวงพยายามทั้งหมดจะสูญเปล่า” เป็นจุนเหมียนที่ทนไม่ได้เอ่ยขัดขึ้นมา แม้กระทั่งจะนอนก็ยังทรงงาน

            “เข้าใจแล้ว..เรื่องการนอนของข้าอย่าให้ถึงท่านแม่เลยนะ..เรื่องวังหลังท่านก็ปวดหัวมากพออยู่แล้ว...หรือข้าจะพูดช้าไป” หรี่ตาลงจับอาการพิรุธของคนสนิท

            “อะ..เอ๋ กระหม่อมยังไม่ได้พูดอะไรกับใครทั้งนั้นพะยะค่ะ”

            “ทูลฮ่องเต้..โอสถมาแล้วพะยะค่ะ” จบบทสนทนาด้วยหมอหลวงเข้ามาถวายพระโอสถ ตรวจจับชีพจรอีกครั้งก่อนจะออกไป ตามด้วยจุนเหมียนที่คอยดับเทียนทั่วห้องบรรทมและออกไปพร้อมจื่อเทา ทิ้งความมืดมิดไว้รอบพระวรกาย

จนเสียงฝีเท้าข้าราชบริพารหายเข้าไปในห้องพักที่อยู่ในหมู่ตำหนักใหญ่ พลันปรากฏร่างประกายแสงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างเตียงบรรทม แสงวาบนั้นปลุกให้ฮ่องเต้ที่หลับไปเพราะโอสถตื่นบรรทมขึ้นมา ปรับสายตาที่ต้องแสงวาบในทันทีให้ชินก่อนจะรู้ว่าเป็นสิ่งใด

            “ท่านอีกแล้วหรือ..” สองขนงค์เข้มขมวดเข้าหากันเพราะไม่รู้จะจัดการกับสิ่งตรงหน้านี้อย่างไร

            “...”

หากจะเอ่ยอะไรขึ้นมาบ้าง เขาคงรู้สึกดีมากกว่านี้

“กระหม่อมดีใจเหลือเกิน...ที่ได้พบพระองค์” เสียงทุ้มหากแต่นุ่มนวลเอ่ยขึ้น พระเนตรเบิกกว้างขึ้น เหมือนสิ่งตรงหน้านี้ตอบรับความคิดของเขา

“ขะ..ข้ามั่นใจว่าท่านมาดี..หากแต่ข้าใคร่รู้นักว่าท่านคือสิ่งใด” เพ่งมองรูปลักษณ์ของสิ่งตรงหน้า สำรวม..วาจาน่าฟัง..หากเป็นผีคงเป็นผีชนชั้นสูง

“ทูลฮ่องเต้...กระหม่อมเป็นเทวารักษ์พะยะค่ะ”

“เทวารักษ์!..ที่นี่น่ะหรือ”

“หามิได้พะยะค่ะ..กระหม่อมเป็นเทวารักษ์น้ำตกในป่าพะยะค่ะ” กล่าวพลางแย้มยิ้มขันในสีพระพักตร์ยามตกตะลึง

“เช่นนั้นใยท่านมาอยู่ที่นี่...จะว่าไป ท่านปรากฏกายให้ข้าเห็นในวันที่ขบวนบรรณาการมาถึง หรือท่านมากับขบวนนั้น แต่หากเป็นเทวารักษ์เหตุใดท่านจึงออกมาจากสถานที่ที่ปกปักรักษาได้..”พรั่งพรูถามสิ่งที่คิดออกมาโดยไม่เห็นใจคนตอบเลยสักนิด ยิ่งคิดก็ยิ่งมีเหตุขัดแย้งกันในตัว

“ขอให้พระองค์รู้ไว้เพียงว่า..กระหม่อมมาที่นี่เพื่อพระองค์โดยเฉพาะ  นี่ก็ดึกมากแล้ว พระองค์บรรทมเสียเถิด”

“ดะ..เดี๋ยว ท่าน..” พลันร่างประกายแสงนั้นก็หายไป..เหมือนฝัน แต่เขามั่นใจว่าไม่ใช่ฝัน หากแต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น เขาก็รู้สึกได้ถึงสองมือปริศนาที่ค่อยประคองไหล่กว้างให้ล้มตัวลงนอน ขยับหมอนให้รับกับพระศอพอดีและเลื่อนผ้าห่มผืนหนาขึ้นทับทรวงอก

อุ่นดีนัก..เป็นท่านใช่หรือไม่ รู้สึกถึงมือเย็นๆที่วางลงข้างขมับและไล้ไปตามเกศาสีปีกกาจนสุด ก่อนจะรู้สึกถึงมือเย็นนั้นที่ข้างขมับอีกครั้ง เป็นเช่นนี้ไปจนเขาเคลิ้มหลับไป..




 

 

“คืนนี้มันแปลกๆนะ...ปกติเวลานี้เสียงระฆังต้องดังแล้วสิ” ป๋ายเซียนเอ่ยขึ้นขณะดูแลที่หลับนอนให้ทาสหลวง

“เสียงระฆัง?..บอกเวลาเข้านอนหรือขอรับ” เสียงนุ่มของทาสหลวงตัวน้อยเอ่ยถามขึ้นพลางกางฟูกออกและตบๆไล่กลิ่นอับจากการเก็บไว้ในตู้เป็นเวลานาน

“ก็ไม่เชิงหรอก..แต่ก็ใกล้เคียง” นั่งลงที่ปลายพื้นไม้ยกสูงสำหรับปูที่นอน ก่อนจะมองดูทาสหลวงจัดการที่หลับนอนของตนเอง

“เอ๋..อธิบายให้ข้าเข้าใจได้หรือไม่ขอรับ” ละมือจากการใส่ปลอกหมอน เงยหน้าขึ้นมาจ้องขันทีน้อยด้วยสายตากวางสงสัย

“เฮ้อ! ไหนๆเจ้าก็ต้องทำงานในราชสำนัก รู้ไว้คงไม่เสียหาย”

“...” พยักหน้ารับอย่างรวดเร็วจนคนเล่ากลัวหัวจะหลุดออกจากบ่าเสียจริง

“ปกติเสียงระฆังบอกเวลาเข้านอน  เมื่อดังขึ้นแล้ว  หากเจ้าทำงานยังไม่เสร็จ..เจ้าสามารถอยู่ทำจนกว่าจะเสร็จได้  หากเจ้าปวดเบาระหว่างนอน..เจ้าก็ลุกขึ้นมาเดินไปเข้าห้องน้ำได้ และจะมีเวรยามรักษาความปลอดภัยตลอดเวลา”

“...” พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

“แต่เสียงระฆังในวังนี้หากลั่นขึ้นแล้ว  ทุกคนต้องดับเทียนในห้องให้หมด  ไม่ว่าเจ้าจะทำงานเสร็จแล้วหรือไม่”

“หากเป็นเช่นนั้น มิต้องนอนตามห้องเก็บจานชาม หรือโรงซักล้างรึขอรับ”

“ใช่แล้ว” เมื่อได้ฟังดังนั้นดวงตากลมโตก็เบิกกว้างอย่างตกใจ “ทุกคืนหากล่วงเวลามามากแล้วงานยังไม่เสร็จ  จะมีกูกูมาคอยกำกับดูแล และเมื่อใดที่เสียงระฆังดังขึ้นทุกคนจะปิดประตูหน้าต่าง ดับเทียนนอนในที่ที่ตนทำงานอยู่ทันที แม้แต่ทหารเวรยามก็มีแต่ประตูวังชั้นนอกเท่านั้น”

“...” มือน้อยเริ่มสั่นกลัวยามค่ำคืนในราชสำนักก่อนจะรวบรวมความกล้าขึ้นมาเอ่ยถาม “เพราะอะไรล่ะขอรับ ทำไมทุกคนต้องหวาดกลัวขนาดนั้น”

“ข้าก็ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด  แต่จากคำบอกเล่าของกูกูอาวุโส พวกนางบอกว่า... ”

“..อึก..” เสียงกลืนน้ำลายดังชัดเจนจากความเงียบสงัดรอบกาย

“พวกนางเจอ...”

“...”

“...”

“พวกนางเจอะ..”

...ปั้ง!!

“อ้ากกกก/อ้ากกก ฮะ อ้ากก”

เสียงประตูกระทบผนังดังจนสติหนีหายกระเจิดกระเจิง

“หยุด! หยุดร้องเดี๋ยวนี้! จะร้องทำไมกานน”

“ฮึบ/ฮึบ ฮึ ฮืออ..ฮึ ฮือ” พลันเสียงร้องก็หยุดตามคำบอก ทั้งที่ยังไม่รู้หรอกว่าเป็นใครหรือเป็นอะไร หลับหูหลับตาแหกปากอย่างเดียว แต่ในเวลาที่สติไม่รู้อยู่ไหนเช่นนี้  ใครพูดอะไรก็ทำตามไปเสียหมด

“ลืมตามองข้า ปิดอยู่อย่างนั้นแล้วจะรู้หรือว่าอะไรเป็นอะไร” ได้ฟังดังนั้นลู่หานจึงค่อยๆลืมตาขึ้นมามองที่ประตู

“เฮ้อ!..ท่านจงเหริน” เสียงลู่หานเอ่ยออกมาอย่างโล่งใจ เมื่อป๋ายเซียนรู้ว่าเป็นใครก็โวยวายขึ้นมาก่อนจะลืมตาเสียอีก

“โธ่เอ๋ย!..เจ้าดำปากเป็ด ข้าตกใจหัวใจแทบวาย ฟู้วว” ผ่อนลมหายใจออกมาหมดหลังเก็บไว้พูดจนจบแล้ว

“จะตกใจทำไมขนาดนั้น..ข้าเพียงแต่จะมาบอกว่าคืนนี้มีเวรยามรอบราชสำนัก จะไปไหนอย่างไรก็ตามสบาย”

“หือ..ทำไมล่ะ” ป๋ายเซียนเอ่ยถามขึ้นอย่างแปลกใจ

“หอระฆังแจ้งมาว่า ระฆังชำรุดจึงตีบอกเวลาไม่ได้เหมือนเก่า ท่านแม่ทัพจึงจัดเวรยามดูแลความปลอดภัยขึ้นน่ะ”

“อืม พวกข้าเข้าใจแล้ว จะปฏิบัติตามแล้วกัน” ป๋ายเซียนพยักหน้ารับก่อนจะผลักมือไหวๆไล่ให้ไปนอนเสีย เมื่อพ้นจงเหรินไปลู่หานที่นั่งฟังบทสนทนาทั้งหมดก็ถอนหายใจพรืด หรุบสายตาลงต่ำด้วยสีหน้ากังวลก่อนจะเอ่ยขึ้น

“เป็นเพราะพวกข้าสินะ”

“หือ?..เกี่ยวอะไรกับพวกเจ้ารึ”

“ก็เพราะพวกข้าที่ไม่มีประวัติที่ชัดเจนเข้ามาอยู่ในวัง..จึงต้องมาจัดเวรยามเฝ้าพวกข้ากลายๆไม่ใช่หรือขอรับ” ผินหน้ามาสบตากับขันทีตัวน้อยที่คอยช่วยเหลือเขา

“...” ยกมือขึ้นไปตบบนไหล่แคบเบาๆก่อนจะเอ่ยอย่างเห็นใจ “อย่าคิดมากเลย..นอนเสียเถิด” ทาสหลวงพยักหน้ารับก่อนจะค่อยๆล้มตัวลงนอนและยกผ้าห่มมาคลุมกาย

 เมื่อเห็นลู่หานนอนแล้วป๋ายเซียนก็ลุกขึ้นดับเทียนก่อนจะก้าวพ้นธรณีประตูแล้วเอื้อมมือไปคว้าประตูไม้ที่เจ้าดำปากเป็ดผลักไปเสียสุดดึงเข้ามาปิดให้เรียบร้อย นึกแล้วก็สงสารลู่หาน..เพราะเป็นทาสหลวงคนเดียวในตำหนักจึงทำให้ต้องนอนคนเดียวแยกจากพวกขันทีหรือทหารส่วนพระองค์..คงกลัวน่าดู

คิดเรื่องคนอื่นอยู่เพลินๆจนไม่ทันสังเกตเงาตะคุ่มๆที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

“นี่!

“โอ๊ะย่ะ!! โอ๊ย! ไอ่ดำ ยังไม่ไปอีกรึ ใยต้องทำให้คนอื่นเขาตกอกตกใจอยู่เรื่อยเลยนะ”

“ข้าก็รอเจ้าอยู่น่ะสิ..แล้วเป็นอย่างไรบ้าง” เพยิดหน้าไปทางห้องท้ายตำหนักที่เพิ่งเดินออกมา

“อืม..เรียบร้อยดี แต่ต่อไปเจ้าช่วยดูแลเขาแทนข้าด้วยนะ”

“เหตุใดกัน..ข้ามีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยขององค์ชาย”

“กะ..ก็ดูแลเขาให้อยู่ในสายตา ก็เหมือนดูแลองค์ชายในปลอดภัยด้วยอย่างไรเล่า” แถไปเรื่อยเพื่อผลักความรับผิดชอบให้จงเหริน

“เขาทำงานใต้รับสั่งขององค์ชาย..ให้เจ้าดูแลจะไม่สะดวกกว่ารึ” 

“..ก็...” จนปัญญาจะแถ เอ่อ..เถียง เพราะสิ่งที่จงเหรินพูดมาถูกทุกอย่าง ทำงานใต้รับสั่งขององค์ชายก็คล้ายขันที..ที่ต้องอยู่ใกล้ๆคอยฟังรับสั่งว่าประสงค์สิ่งใด 

“ไหนลองว่ามาสิ..เจ้าเป็นอะไร” หรุบตาลงต่ำสังเกตสีหน้าที่ลุกลี้ลุกลนของขันทีตัวน้อย

“ข้าว่า..ลู่หานประหลาดๆ” เพียงเท่านั้นองครักษ์หนุ่มก็กระตือรือร้นอยากรู้เรื่องทันที

“หืม? ประหลาดอย่างไร ว่ามาสิ”

“คือ..เวลาข้าอยู่ใกล้เขา ได้มองตาเขา..เจ้าเชื่อหรือไม่จงเหริน ลู่หานชั่งเหมาะกับแววตาเศร้านัก..เห็นเขาทีไรข้านึกอยากแกล้งให้ร้องไห้จริงเชียว”

“...” มองเพื่อนตัวน้อยอย่างฉงน

“ทำไมรึ”

“...เจ้าน่ะสิประหลาด” ส่ายหน้าอย่างเอือมระอาก่อนจะเดินจากไปดูแลหน้าตำหนักตามเดิม

“ก็มันจริงนี่..หึ้ยย” เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็เดินกระทืบเท้าไปที่ห้องพักทันที

สิ้นเสียงไม้เบื่อไม้เมาตรงทางเดิน ทาสหลวงก็ลุกขึ้นมานั่งท่ามกลางความมืดก่อนจะค่อยๆคลำนิ้วไปตามทางที่จำได้ว่าวางตะเกียงไว้ ตัดสินใจจุดตะเกียงขึ้นมาอีกครั้งและกลับมานั่งที่ฟูกนอนตามเดิม  สถานะใหม่..สถานที่ใหม่ ใครจะนอนหลับกัน ครั้นจะออกไปเดินเล่นข้างนอกก็กลัวจะถูกกล่าวหาว่าคิดร้าย  ได้แต่นั่งนับนิ้วจนจะมีนิ้วเป็นร้อยแล้ว  สุดท้ายก็ทนความเบื่อไม่ไหว..ออกไปแค่สวนกลางตำหนัก..คงไม่เป็นอะไรกระมัง





แสงวูบวาบของคบเพลิงที่ทหารถือเดินผ่านไปมาลอดผ่านช่องลมปลุกให้องค์ชายตื่นจากที่บรรทมด้วยความหงุดหงิด  นี่มันอะไรกัน..ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังไม่ออกไปเฝ้าวังชั้นนอกอีกรึ นึกแล้วก็เลิกผ้าห่มทิ้งก่อนจะสะลึมสะลือเดินมาเปิดประตู

“อะไรนักหนา คนจะนอนก็ไม่ได้นอน..” ตั้งใจไว้ว่าจะไปบอกให้ไปเวรกันไกลๆ พลันสายตาก็ไปสะดุดกับคนคนหนึ่งที่ยืนดูปลาในสระน้ำกลางตำหนักว่ายไปมา เมื่อรู้ว่าเป็นใครฝีบาทเปลี่ยนทิศมุ่งมาทางทาสหลวงอย่างแผ่วเบาหากแต่สายตายังจดจ้องกวางน้อยไม่เปลี่ยนไปไหน แสงนวลจากตะเกียงเจ้าพายุที่ตั้งไว้บนพื้นทางเดินสาดส่องไปยังคนที่ยืนอยู่ข้างมัน ขับให้ใบหน้านวลเนียนน่ามองกว่าเดิม แววตาเศร้านั้นจดจ้องไปที่จุดๆเดียวเหมือนสติรู้ตัวจะหนีหายไปเสียแล้ว แสงระยิบระยับของน้ำและตะไคร่ตามไหล่หินต้องแสงจันทร์ทำให้ภาพนั้นยิ่งดูเหมือนไม่ได้อยู่บนโลกมนุษย์

จนเดินมาอยู่ตรงหน้าแล้วเจ้าตัวก็ยังจมปลักกับสระน้ำ..สงสัยจะถอดจิตไปว่ายน้ำกับปลาแล้วกระมัง

“ยังไม่นอนอีกรึ” เอ่ยเรียกสติทาสหลวงและก็เป็นดังคาดเมื่อร่างนั้นสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหันหน้ามามองต้นเสียง เมื่อรู้ว่าเป็นใครก็ก้มหน้าลงมองพื้นทันที

“อะ..องค์ชายยังไม่เข้าบรรทมอีกหรือพะยะค่ะ” ดูเหมือนที่เขาถามไปทีแรกจะไม่ได้เข้าหูเลยสินะ จะว่าไป..พอหันหน้าตรงแล้วถึงรู้ว่าผมตรงน้ำตาลสลวยถูกจับรวบมาไว้ข้างเดียว..คงจะนอนไปแล้ว แต่ก็นอนไม่หลับสินะ

“อืม..แสงแยงตาน่ะ ข้านอนไม่หลับ”

“อา..เรื่องนั้นเองหรือพะยะค่ะ” พยักหน้ารับรู้

“ข้าตั้งใจว่าจะไปบอกให้ไปเวรกันไกลๆ...” พลันเสียงทุ้มนั้นก็ขาดห้วงไป คนฟังที่รู้สึกถึงความผิดปกติก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างนึกฉงน “...เจ้า..รู้เรื่องอะไร” ขนงค์เข้มขมวดแน่นจ้องเขม่งไปที่ทาสหลวง

“อะ..ทูลองค์ชาย ท่านป๋ายเซียนเล่าให้กระหม่อมฟังหมดแล้วพะยะค่ะ” ช้อนสายตามองพักตร์ของพระองค์อย่างเกรงในพระอำนาจ “หรือกระหม่อม..ไม่สมควรรู้เรื่องนี้” พลันพระพักตร์ก็ส่ายปฏิเสธก่อนจะแย้มยิ้มเล็กน้อย

“เปล่าหรอก..เจ้าสมควรรู้แล้ว”

“พะยะค่ะ”

“รีบไปนอนเถิด พรุ่งนี้เจ้าต้องตื่นมาเริ่มงานกับป๋ายเซียนแต่เช้า” ตรัสจบจึงเพิ่งนึกว่าทาสหลวงของเขาคงนอนไม่หลับถึงได้ออกมาเดินเล่น พลันสายตาคมก็กลอกไปมาก่อนจะตรัสขึ้น “อ่า..ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ ข้าไม่เคยไปห้องท้ายตำหนักมาก่อน ข้าใคร่รู้นักว่าเพดานห้องนั้นมีลายดอกไม้กี่ดอก เจ้า..ช่วยนับมาให้ข้าหน่อยนะ”

“รับพระบัญชาพะยะค่ะ..ถ้าอย่างนั้น กระหม่อมทูลลา” น้อมรับคำสั่งก่อนจะก้มหยิบตะเกียงเดินกลับไปยังที่พัก

“หึๆ..” แย้มสรวลออกมาเมื่อทาสหลวงของเขากะตือรือร้นในหน้าที่ยิ่งนัก ก่อนจะเดินกลับห้องบรรทมไป ลืมเสียสนิทว่าตั้งใจออกมาทำอะไร  รู้เพียงแต่ว่า..เขาขจัดความเศร้าออกไปจากแววตาซื่อนั้นได้แล้ว

เมื่อกลับมาถึงห้องที่ท้ายตำหนัก ทาสหลวงก็จัดการแขวนตะเกียงไว้ที่หัวเสาเพื่อให้แสงสว่างส่องไปทั่วเพดานห้อง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเริ่มนับลายดอกไม้จากเพดานริมประตู นับได้เพียงไม่นานก็ต้องเอามือมาหนุนท้ายทอยไว้  เพียงชั่วครู่ก็เริ่มเมื่อย  เมื่อยทั้งคอ..เมื่อยทั้งมือ พลอยให้เสียสมาธินับไปหมด เปลี่ยนมือหนุนทีก็พลาดไปทีว่านับถึงตรงไหนแล้ว จนทำให้ต้องเริ่มนับใหม่เสียหลายครั้ง สุดท้าย..เมื่อทนความเมื่อยไม่ไหวก็ตัดสินใจนอนไปเสีย ไม่เมื่อยแถมยังสบายกายอีกต่างหาก พอนับได้จวนจะหมด..นิ้วเรียวที่ใช้ไล่นับตามสายตาก็ค่อยๆลดระดับลงจนตกอยู่บนอกอุ่น เปลือกตาบางปิดสนิทเข้าสู่นิทรารมณ์อย่างง่ายดาย



 

แย่แล้ว..แย่มากๆ...แย่ที่สุด

“ลู่หาน..เร็วๆสิ มัวทำอะไรอยู่ เดี๋ยวองค์ชายก็ตื่นบรรทมก่อนหรอก” ขันทีตัวน้อยยืนกระฟัดกระเฟียดอยู่หน้าประตู

“รอเดี๋ยวได้หรือไม่..พี่ป๋ายเซียน องค์ชายมีพระประสงค์อยากทราบว่าลายดอกไม้ในห้องท้ายตำหนักมีเท่าใด อีกนิดเดียวก็จะครบแล้ว นิดเดียวนะ” ขมวดคิ้วมุ่นบอกไปด้วยความเกรงใจที่ให้รอ แต่สายตาก็ยังจดจ่ออยู่กับเพดานห้องไม่เปลี่ยน

ไม่น่าเลย...หลับไปได้อย่างไรกันนะ

“ก็อยากจะรออยู่หรอกนะ..แต่นี่มันจะได้เวลาตื่นบรรทมแล้ว หลังจากงานเสร็จค่อยกลับมานับต่อก็ได้นี่”

“ตะ..แต่มันเหลืออีกนิด..เดี๋ยว! พี่ป๋ายเซียน!” ขันทีตัวน้อยไม่ฟังสิ่งใด ตรงมาลากตัวทาสหลวงไปยังห้องบรรทมทันที เมื่อมาถึงก็พบกับสายตาตำหนิของเหล่ากูกูที่ประจำอยู่หน้าตำหนัก

“ป๋ายเซียน ทำไมวันนี้มาสายนัก เกิดอะไรขึ้นงั้นรึ” หลินกูกูเอ่ยขึ้นด้วยสายตาเป็นกังวล

“หลินกูกูอย่าได้กังวล ข้าเพียงไปปลุกลู่หานเท่านั้น” พลันทุกสายตาก็มองมาที่ทาสหลวงคนใหม่ขององค์ชายที่วันนี้ถูกจับแต่งตัวเสียใหม่ด้วยอาภรณ์ตัดเย็บจากราชสำนัก ซึ่งอาจจะไม่ได้งดงามเท่าชุดบรรณาการ เพราะต้องคงความสุภาพตามแบบฉบับ ผมตรงน้ำตาลสลวยถูกรวบหมดไว้ที่ท้ายทอยเพื่อไม่ให้เกะกะการทำงาน

“หลินกูกู..ข้าฝากลู่หานด้วย ข้าเข้าไปก่อนล่ะ” ค่อยดันตัวลู่หานออกมาข้างหน้า เอ่ยฝากฝังด้วยรอยยิ้มละไมก่อนจะเข้าไปในตำหนัก

“อ้าว! เจ้า..มาคนเดียวงั้นรึ” ตรัสขึ้นพลางชะเง้อมองหลังป๋ายเซียน ขันทีตัวน้อยมองตามสายตาขององค์ชายไปก็นึกขึ้นได้ว่าคงจะมองหาคนที่สมควรจะอยู่หลังตน แสร้งทำหน้าสงสัยก่อนจะทูลถามกลับไป

“พะยะค่ะ..แล้ว..กระหม่อมต้องมากับใครอย่างนั้นหรือพะยะค่ะ”

“อะ..อ้อ เมื่อคืนข้าฝากธุระไปกับลู่หาน ตามเขามาให้หน่อยสิ”

“ได้พะยะค่ะ แต่หลังจากฉลองพระองค์เรียบร้อยแล้วได้หรือไม่พะยะค่ะ” ทูลต่อรองเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆเดินเข้ามาถวายฉลองพระองค์ ลอบมองสีพระพักตร์ที่เช้านี้ยิ้มแย้มสดใสผิดปกติ

“ได้..เร็วเข้าสิ”

หลังจากรออยู่หน้าห้องบรรทมได้ไม่นานก็ถูกพาตัวเข้าไปตามพระบัญชา ใจหนึ่งก็รู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องตกอยู่ท่ามกลางสายตาตำหนิของนางข้าหลวงเหล่านั้น..แต่อีกใจหนึ่ง เขายังหาคำตอบให้องค์ชายไม่ได้

หรือจะโกหกไป...ถ้าทรงรู้ความจริง ไม่ได้แก่ตายแน่

“ทูลองค์ชาย..ทาสหลวงมาแล้วพะยะค่ะ” คนตั้งใจมองประตูก็แกล้งหันไปจิบชาอ่านหนังสือแทบไม่ทัน..ชาเกือบรดหนังสือเสียแล้วสิ คนเห็นทุกสิ่งอย่างป๋ายเซียนกลั้นขำไว้แทบไม่อยู่

“อื้ม..มาแล้วรึ ข้าต้องการคำตอบ” ตรัสขึ้นพลางเปิดหนังสืออ่านไป แสร้งไม่สนใจคนที่อยู่ตรงหน้า

“ทูลองค์ชาย..คะ..คือ” กระพริบตาเลิกลักพลางเหลือบมองพระอิริยาบถเป็นบางครั้ง เมื่อเห็นทาสหลวงมีท่าทีอึกอักจึงละความสนใจจากทุกอย่างแล้วหันพักตร์มาตั้งใจฟังคำตอบจากทาสหลวง

“ทำไมรึ..ธุระที่ข้าฝากไปเกินความสามารถเจ้าหรือ”

“หามิได้องค์ชาย..เพียงแต่กะ..กระหม่อม” เหลือบหาป๋ายเซียนเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เจ้าตัวกลับทำเป็นมองไม่เห็นเสียอย่างนั้น สุดท้ายจึงหลับตาทูลตอบไป “ขอองค์ชายทรงเมตตา..กระหม่อมยังนับไม่เรียบร้อยพะยะค่ะ”

“...”

“...”

ไร้เสียงตอบกลับจากฝ่ายใด

“หึๆ ไหนข้าขอเหตุผลที่พอฟังขึ้นหน่อยสิ ข้าถึงจะเมตตา” ช้อนพักตร์พยายามมองสีหน้าของทาสหลวงของเขา

“อา..กระหม่อม..หลับไปก่อนพะยะค่ะ” ได้สดับดังนั้นก็พยักพักตร์รับแล้วกลับมาสนใจตำราดังเดิม

“เช่นนั้น..วันนี้..ข้าใคร่รู้นักว่าในห้องท้ายตำหนักมีกลีบดอกไม้กี่กลีบ ฝากเจ้าด้วยนะ” ตรัสพลางทอดเนตรไปตามอักขระในตำรา

“รับพระบัญชาพะ..”

“เพียงแต่..” เงยพักตร์ขึ้นมาทอดเนตรไปยังทาสหลวง “เจ้าต้องนับตอนเข้านอนเท่านั้น”

“เอ๋!

“ส่วนกลางวันก็อยู่กับป๋ายเซียน คอยรับคำสั่งข้า อ้อ!

“...”

“ผมน่ะ..มันเกะกะมากหรือ”

“เอ๋!

            พูดเป็นอยู่คำเดียวหรือไร

“ผมของเจ้าน่ะ..ข้าว่ามัดเพียงบางส่วนเหมือนเมื่อวานก็ดีแล้วนะ หรือมันเกะกะเจ้าทำงาน”

“ไม่เลยพะยะค่ะ..กระหม่อมเกรงจะไม่เหมาะสมน่ะพะยะค่ะ”

“ไม่เหมาะสมอะไรกัน..ปล่อยเหมือนเดิมนั้นแหละนะ”

“รับพระบัญชาพะยะค่ะ”

“อืม..เจ้าสองคนออกไปได้” ตรัสจบป๋ายเซียนกับลู่หานก็ออกมาจากห้องบรรทม คอยรับเครื่องเสวยที่นางกำนัลจากห้องเครื่องจะนำมาส่งที่หน้าตำหนัก

“ข้าว่าข้าก็ได้ยินอาจารย์สอนไปนะ องค์ชายไม่น่าจะไม่ทรงทราบ” เป็นป๋ายเซียนที่พึมพำออกมาด้วยความสงสัย

“หืม..อะไรหรือขอรับ” แต่คนที่อยู่ใกล้ๆอย่างลู่หานก็พอได้ยิน

“หือ..อ้อ.. ถ้าหาก..เรารู้จำนวนดอกไม้ที่แน่นอน และรู้ว่าแต่ละดอกนั้นมีกลีบเท่ากันทุกดอก”

“...” พยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ

“มันก็มีวิธีคำนวณให้ได้จำนวนที่แม่นยำไม่ใช่รึ  ใยองค์ชายจึงให้เจ้าไปนับใหม่ด้วย”

“...” ยิ้มให้กับความชั่งสงสัยของขันทีตัวน้อย “ถ้าหากจิตใจของพระองค์จดจ่ออยู่กับปัจจุบัน พระองค์ก็จะคิดได้เช่นนั้นขอรับ”

“..อย่างไรรึ”

“หากจิตใจของพระองค์จดจ่ออยู่กับคำถาม พระองค์ก็จะรู้ว่า..ที่พระองค์รับสั่งไปนั้นมันคือรับสั่งเดิม เพียงแต่ต้องคำนวณเพิ่มก็เท่านั้น แต่ตอนนั้น..จิตใจของพระองค์จดจ่ออยู่เพียงว่า จะหาอะไรบนเพดานให้ข้านับ”

“อืม” พยักหน้าเข้าใจ “แล้วทรงทำแบบนั้นไปเพื่ออะไรกัน”

“ข้าก็ไม่แน่ใจขอรับ” ส่ายศีรษะยิ้มๆ “แต่เมื่อคืนข้าหลับลงได้เพราะนับดอกไม้บนเพดานถวายพระองค์นี่แหละ”

“ถ้าเป็นดังเจ้าคาดจริง พระองค์ก็เมตตาเจ้านัก”

“...” พยักหน้ายิ้มอย่างดีใจก่อนจะรับเครื่องเสวยจากนางในที่นำมาส่งพอดี


ขอบพระทัยพะยะค่ะ..องค์ชาย



....................................................................................

ไม่ดองขรั่บไม่ดอง  ฮิฮิ

#ฟิคบรรณาการ ค่าาา^^

ปล.1 ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ค่ะ มีกำลังใจขึ้นเยอะเลย

ปล.2 รูปข้างบนนั่นห้องท้ายตำหนักค่ะ

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. #9 Inez (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2560 / 15:54
    ทำไมองค์ชายดีแบบนี้ น่ารักมากเลยตอนที่ให้ลู่หานนับดอกไม้บนเพดาน ดูเป็นคนอบอุ่น ใส่ใจ ถึงจะดูรักสนุกในบางทีก็เถอะ ดีงามมม ลู่ก็น่ารัก ออกมาบทยังไม่เยอะมาก แต่น่ารักกกก ดูนุ่มนวล ฮือออ ชอบคู่นี้ น่ารักจริงๆ ??????
    #9
    0