The tribute บรรณาการรัก HunHan KrisYeol ft.exo

ตอนที่ 2 : บรรณาการหนึ่ง 01

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 115
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    1 มิ.ย. 58


เครดิตตามภาพ ขอบคุณมากค่ะ




                 กึก!!

       เสียงจอกสุรากระทบโต๊ะไม้ดังไปทั่วโรงเตี๊ยมเล็กๆในชุมชนชานเมืองหลวง  จิตรกรหนุ่มหน้านิ่วคิ้วขมวด  ไม่มีครั้งใดที่เขาวาดภาพเสร็จแล้วอารมณ์จะขุ่นมัวเช่นนี้  ทุกครั้งที่เขาสะพายกระบอกไม้ไผ่ไว้ข้างตัว จะมีทั้งชาวบ้านและผู้มีอิทธิพลมาขอซื้อภาพเขียนของเขาด้วยราคาที่เรียกได้ว่าแทบซื้อหมูได้ทั้งตัว  แต่ครั้งนี้...ใช่ว่าขายไม่ออก  แต่ตรงกันข้าม...ราคามันสูงเกินไป!!  เขาไม่แปลกใจเลยสักนิด  เพราะสิ่งที่สถิตในภาพเขียนของเขาในครั้งนี้หาใช่วิญญาณเร่ร่อนทั่วไป  แต่เป็นถึง...เทวารักษ์!

       พลาด...เขาพลาดครั้งใหญ่จริงๆ แค่ท่านบอกความต้องการมาเช่นนั้น ใช่ว่าจะทำตามประสงค์ของท่านได้ ทุกอย่างล้วนมีกฎเกณฑ์...การผนึกวิญญาณก็เช่นกัน

            อาจารย์เคยบอกเขาแล้ว  ศาสตร์นี้ใช้ได้กับภูตผีปีศาจหรือวิญญาณเร่ร่อนเท่านั้น  หาได้ใช้กับเทวดา ผู้พิทักษ์ หรือเซียนไม่  แต่นี่...เขาพลาดแล้ว

            “ข้า...อยากอยู่ในภาพเขียนของเจ้า”

          “!!! ยากนัก “ท่านเป็นเทวารักษ์ ข้าทำตามความต้องการของท่านไม่ได้” เอ่ยปฏิเสธพลางผินหน้าไปอีกทาง

          “เจ้าบอกข้าเอง  หากต้องการสิ่งใดให้มาหาเจ้า”

          “แต่ความต้องการของท่านเกินความสามารถข้า ข้าทำให้ไม่ได้  อีกทั้ง...ท่านนั้นแปลก ชอบมีชีวิตเยี่ยงจองจำเช่นนั้นรึ”

          “มันเป็นชะตากรรมของข้า”

          “...หึ”

          “ลำพังเทวารักษ์ที่มีหน้าที่ปกปักษ์รักษา คงไปที่ใดตามใจมิได้ ข้าจำเป็นต้องใช้ภาพวาดของเจ้าออกไปจากป่านี้  เพื่อพบใครคนหนึ่งระหว่างนั้น...เจ้า”

          “ข้าอีกแล้วรึ”

พยักหน้ารับพลางเอ่ย “เจ้าต้องพาข้าไปหาคนผู้นั้น  ห้ามขายข้าระหว่างทาง”

ใครจะยอมลำบากขนาดนั้นกัน

“และหากเจ้าไม่ทำตามคำขอของข้า...”

“...”

“ข้าจะไปบอกเทวารักษ์ตนอื่น ว่าเจ้าละเมิดข้า” พลันแสงนั้นก็กำลังจะหายไป

“ด..เดี๋ยว!!” แทบจะหาเสียงไม่เจอ แต่ก็ยังละล้าละลัง ยากนัก เป็นคำขอที่ยากจริงๆ

“หึ หากเทวารักษ์ตนอื่นเชื่อข้า  ข้ากล้าบอกเจ้าไว้เลยว่า เจ้าไม่มีทางออกไปจากป่านี้ได้แน่นอน เจ้าอาจสร้างสรรค์ผลงานได้เป็นร้อยเป็นพัน แต่ก็ไร้หนทางจะนำออกไปขาย...”

“...” มองไปทางซ้าย

“ไม่มีผู้ใดหาเจ้าพบและเอะใจจะค้นหาเจ้าเพราะเจ้าก็เป็นของเจ้าอย่างนี้ เดินทางหาสิ่งบันดาลใจไปเรื่อย...”

“...” เหลียวไปทางขวา

“สุดท้าย...เจ้าก็ต้องตายที่นี่ หากไม่แก่ตาย ก็ตรอมใจตา..”

“ตกลง”

ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ตกลงรับคำขอของเทวารักษ์ตนนั้น ผนึกไว้ในภาพเขียน ห้ามขายระหว่างทาง และพาไปหาคนคนนั้น


............................................................................

 

“ฮ่องเต้เสด็จฯ!..” เสียงมหาดเล็กประกาศก้องท้องพระโรงให้เหล่าขุนนางได้หยุดการถกเถียงและอยู่ในอาการสำรวมต่อหน้าองค์จักรพรรดิ

“ถวายพระพรฮ่องเต้” น้อมศีรษะลงต่ำแสดงความเคารพ

“อืม” สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยรับแต่เพียงเท่านั้นพลางยกพระหัตถ์กุมขมับทั้งสองข้างแน่น  เห็นดังนั้นก็ทำให้ทั่วทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในบรรยากาศดำมืด  ไร้เสียงขุนนางคนใดจะทูลถึงราชกิจในวันนี้

“อะ..แฮ่ม  ทูลฮ่องเต้ พรุ่งนี้จะมีขบวนราชบรรณาการจากแคว้นต่างๆใต้พระบารมีอันยิ่งใหญ่ขอ...”

“ข้ารู้แล้ว” ตรัสทั้งที่ยังหลับพระเนตรอยู่อย่างนั้น “มีเรื่องอะไรอีก ยกเรื่องไปหลังขบวนราชบรรณาการกลับ  วันนี้ไปเตรียมงานในความรับผิดชอบของพวกท่านซะ” รับสั่งเสร็จก็หยุดพัก ก่อนจะถอนพระทัยอีกครั้ง “...ข้าไปละ” เสด็จฯผ่านไปท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าขุนนาง

“อะ...น้อมรับพระบัญชาพะยะค่ะ”

ทิ้งไว้เพียงความฉงนเกี่ยวกับพระอาการของพระองค์

 

“เฮอะ..ฮ่า ฮ่าๆๆๆ”

“มีอะไรน่าสรวลรึพะยะค่ะ ไทเฮา” เอ่ยกระแทกกระทั้นผู้เป็นมารดา ก่อนจะยกจอกชาขึ้นเสวย

“แม่ขันเจ้านัก ฮ่องเต้...เจ้าจะบ่ายเบี่ยงราชกิจของเจ้าได้ถึงเมื่อไหร่กัน  ในไม่ช้าเจ้าก็ต้องหารือเรื่องโยกย้ายตำแหน่งราชการในราชสำนักอยู่ดี”

“พวกนั้นโยกย้ายเสร็จเรียบร้อยแล้วต่างหากพะยะค่ะ  รอเพียงบอกให้หม่อมฉันรับทราบเท่านั้น  กระหม่อมก็ไม่รู้จะไปยุ่งในเรื่องที่พวกเขาตัดสินใจกันไปแล้วทำไม”

“ฮ่องเต้..”

“พะยะค่ะ ท่านแม่”

“สิ่งที่แม่จะพูดมีเพียง ฮ่องเต้”

“หา?”

“เพราะเจ้าเป็นฮ่องเต้  เจ้าเข้าใจที่แม่พูดหรือไม่...อี้ฝาน” ตรัสพลางกุมมือเจ้าแห่งแผ่นดินไว้

“ลูกยังโง่เขลา ท่านแม่โปรดเมตตา”

“หึ” แย้มสรวลงดงามและมองบุตรชายคนโตอย่างอารี “เจ้าหาได้โง่เขลาไม่ อี้ฝานของแม่...เพียงแต่เจ้าไม่รู้  จำคำแม่ไว้ ไม่รู้ไม่ได้แปลว่าโง่ เจ้าเป็นฮ่องเต้หาใช่ตำแหน่งที่ต้องรับรู้การกระทำคดโกงของคนพวกนั้น  แต่ฮ่องเต้ต้องผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม  ทำในสิ่งที่เจ้าคิดว่ายุติธรรมต่อทุกผู้ทุกฝ่าย...และหากเจ้าไม่รู้ อาจารย์มีไว้สอน หนังสือมีไว้อ่าน แม่..ยังอยู่ตรงนี้  และที่สำคัญ...ความเป็นจริงเท่านั้นที่ตัดสินทุกอย่าง

“ความเป็นจริงหรือพะยะค่ะ”

“ใช่...แม้ปาฏิหาริย์ก็พ่ายแพ้ความเป็นจริง...เจ้าเห็นกำแพงสูงนั่นหรือไม่” เอ่ยพลางชี้ไปยังกำแพงวังสูงตระหง่าน

“เห็นพะยะค่ะ ท่านแม่” พยักหน้าตอบพระมารดา

“ความเป็นจริงนอกกำแพงนั้นยังรอเจ้าอยู่  เลือกคนที่เจ้าไว้ใจ ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกซักวันหรือจะซักคืน  เอ่อ..แม่เกือบลืม เอาเจ้าซื่อซุนไปสิ รายนั้นคงทำให้เจ้าได้พบเจอสิ่งแปลกใหม่ได้มากเชียว”

“ขอบคุณท่านแม่ ลูกจะจำไว้พะยะค่ะ”


...............................................................................................

 

“นึกอย่างไรพากระหม...” ตรัสยังไม่ทันจบคำดีก็ถูกหัตถ์ใหญ่ตะปบโอษฐ์ไว้

“เดี๋ยวเถอะ เจ้าซื่อซุน! ระวังปากเจ้าเสียหน่อย หากมีใครมาได้ยินเข้า เราจะทำอย่างไร” เอ็ดน้องชายไปยกใหญ่ พาเจ้านี่มาจะช่วยได้จริงดังท่านแม่ว่ารึ ยังไม่ทันได้ห่างจากวังก็เกือบหาเรื่องมาให้แล้ว

“เอ่อ..จริงดังพี่ฝานว่า ข้าไม่ทันคิด แหะๆ” เกาหลังศอแก้เก้อ

“เฮ้อ! เจ้านี่นะ..เอาเถอะ เราจะไปที่ไหนก่อนดี”

“ข้าก็ไม่มั่นใจ แต่ได้ยินทหารในลานฝึกพูดถึงถนนซงหลีนะขอรับ”

“ถนนซงหลีรึ”

“ขอรับ เห็นบอกว่าเป็นถนนที่มีแต่ของดีๆสินค้าขึ้นชื่อของแต่ละแคว้นอยู่ที่นี่หมดขอรับ”

“ออกมาทั้งที ดันไปย่านที่เจริญแล้วก็ไม่ต่างจากอยู่ในวังนะซิ”

“...เช่นนั้นหรือขอรับ  อืม...” พระพักตร์สลดลงเล็กน้อย ทั้งที่ตั้งใจจะไปที่นั่น แต่ก็ช่วยพี่ชายนึกหาสถานที่ที่เป็นดังพระประสงค์

“เอาเถอะ..อย่างไรเสีย เริ่มจากที่นั่นก็แล้วกัน” ตบบ่าให้กำลังใจน้องชาย

“ขอรับ” รับคำเป็นมั่นเหมาะและออกฝีเท้าไปยังถนนเส้นนั้น

เสียงจ็อกแจ็กจอแจของผู้คนฟังไม่ได้ศัพท์  ทั้งพ่อค้า แม่ค้า ลูกค้า แขกค้าและฝรั่งค้าเต็มสองข้างถนนซึ่งละลานตาไปด้วยสินค้าสวยงามและแปลกตามากมาย  สองขัตติยะเดินเล่นชมสินค้ากันอย่างเพลินพระทัยจนลืมประสงค์ที่แท้จริงของการออกนอกวังในครั้งนี้  แวะพักดื่มชาแก้กระหายที่โรงเตี๊ยมเล็กๆข้างทาง  ถึงจะเล็กแต่ก็แน่นขนัดไปด้วยลูกค้าที่มาเดินชมสินค้าไม่ต่างจากสองพระองค์นัก

“พี่ฝาน ที่ข้าจะถามตั้งแต่ครั้งแรก” เอ่ยขึ้นหลังหายใจหายคอคล่องขึ้นแล้ว

“ที่ว่านึกอย่างไรพาเจ้าออกมารึ” วางจอกชาลงพลางมองไปรอบๆ

“ใช่ขอรับ”

“ท่านแม่แนะนำเจ้าน่ะ”

“เห! ท่านแม่รึขอรับ” ชาแทบพุ่งออกจากโอษฐ์ได้รูป เกือบได้ขายหน้าแล้วหละ “เห็นปกติเอาแต่บังคับข้าให้อยู่แต่ในหอสมุดบ้างหละ ลานฝึกบ้างหละ” ว่าจบก็ค่อยๆเอียงพักตร์มากระซิบข้างหูพี่ชาย “แค่เท้าข้าเหยียบธรณีประตูเขตวังนอก เสียงท่านแม่ก็ทะลุหูข้า ไม่รู้ท่านเป็นเส้นผมข้าหรืออย่างไร ข้าทำอะไรทรงทราบทุกเรื่อง”

“ฮ่า ฮ่าๆๆๆ” น้องชายเขาชั่งถ่ายทอดออกมาได้น่าขันนัก “เจ้าประเมินนางข้าหลวงของท่านแม่น้อยไปเสียซิ  พวกนางไวเสียยิ่งกว่าลูกธนู  ยังไม่ทันเหนี่ยวคัน ก็พุ่งเข้าเป้าไปเสียแล้ว ฮ่าๆๆๆ”

“ฮ่าๆๆ” เกิดเป็นภาพสองหนุ่มผู้มีรูปโฉมที่งดงามอีกทั้งยังคารมดี  เรียกสายตาสาวน้อยใหญ่ได้ดียิ่งนัก

“ป่ะ ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อน” เอ่ยจบก็ลุกจากโต๊ะไปทันที ไม่รอน้องชายเลยสักนิด

“อะ..ขอรับ” รีบลุกตามพี่ชายไป คนเยอะแยะอย่างนี้ พลัดกันทีละแย่แน่

โอ๊ย!!

ไม่ทันขาดคำก็เป็นดังคาด ข้าวของกระจัดกระจายเต็มไปหมด แย่ละซิ ต้องพลัดกับพี่อี้ฝานแน่ “ข้าขอโทษ ข้าไม่ทันระวังเอง เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่” ยังไงซะ..ช่วยเขาก่อนแล้วกัน

“ข้าไม่เป็นไร เชิญคุณชายเถิดขอรับ” ผงกหัวขอโทษที่ทำให้เสียเวลา แล้วรีบเก็บของของตน

“ข้าช่วยนะ” ว่าแล้วก็รีบเก็บของที่ตกเกลื่อนพื้น  หากแต่กลับสะดุดตากับภาพเขียนภาพหนึ่ง จึงค่อยๆหยิบขึ้นมาพินิจ “นี่..ท่านวาดเองหรือ”

“ขอรับคุณชาย”

“ข้าขอซื้อ..”

“ซื่อซุน!! พลันเสียงตระหนกของผู้เป็นพี่ก็ดังขึ้น เรียกสติองค์ชายเล็กให้กลับมา

“อะ...ข้าต้องไปแล้ว ข้าต้องขอโทษอีกครั้ง” รีบเก็บทุกอย่างคืนให้แก่คนผู้นั้นแล้วเร่งฝีเท้าตามเสียงพี่ชายไปทันที ทิ้งให้จิตรกรหนุ่มลุกขึ้นยืน ถอนใจพลางมองตามแผ่นหลังนั้นไป

“เฮ้อ! ข้าช่วยท่านแล้วนะ” ว่าพลางหลุบตาลงมองภาพวาดในมือ

            ชะตากรรมของท่าน...ช่างยากลำบากยิ่งนัก

“อะไรกันเจ้านี่ จะสร้างเรื่องให้ข้าตลอดเลยรึ” ตรัสเอ็ดน้องไปอีกทีหลังจากตามหาอยู่นาน

“โธ่! ท่านพี่ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ท่านเดินเร็วเองต่างหาก” เอ่ยพลางออกฝีเท้ามุ่งกลับวัง

“เอ้า! ต้องชนะซินะ...”

“เอ่อ..เมื่อซักครู่  ที่ข้าตามพี่ไม่ทัน”

“อะไรอีกละทีนี้” ตรัสกลั้วหัวเราะ เอ็นดูความยังเด็กของน้องชาย

“ภาพเขียนนั่น งามนัก งามมากที่สุดเท่านี่ข้าเคยเห็นมา แต่ก็แปลก..เป็นดอกไม้ที่แปลกมาก”

“เอ้า! พูดถึงดอกไม้อยู่รึ สีหน้าท่าทาง ข้าคิดว่าเจ้าพูดถึงภาพหญิงงามเสียอีก”

“ข้าพูดจริงๆนะพี่ฝาน งาม..แต่แปลก”

“ไหนว่ามาซิ  ดอกไม้จะแปลกอย่างไร” ละความสนพระทัยกับสิ่งแวดล้อมมาตั้งพระทัยฟังกับสิ่งที่น้องชายจะพูด

“กลีบดอกซ้อนกันมาก วางระหว่างกลีบได้พอเหมาะ อีกทั้งสีดอกนั้นยัง...นวล”

“หึๆ..ก็โบตั๋นทั่วไปมิใช่รึ”

“หากมองเพียงผิวเผินอาจเป็นเช่นนั้น  แต่หากพิจดีๆแล้ว ขอบกลีบหยักดูเป็นกระจับแปลกดีนัก ช่อดอกหรือก็ดูแวววาวราวต้องแสงจันทร์”

“อืม..เหมือนโบตั๋น แต่แปลกที่กลีบและสีสันเช่นนั้นรึ”

“ใช่ขอรับ หากเป็นภาพเขียนทั่วไป จะวาดโบตั๋นสีแดงเพื่ออวยพรให้เจริญรุ่งเรือง  สีชมพูเพื่อให้มีลูกหลานสืบสกุลมากมาย แต่สีนั้น...ข้าไม่รู้ว่าจิตรกรผสมสีอย่างไร  แต่ข้าบอกได้เพียงว่า..นุ่มนวลขอรับ”

“หึ..หากเป็นดังคำเจ้าจริงดอกไม้ดอกนั้นคงงามแปลกตานัก”

“ใช่ไหมล่ะขอรับ”                   

          หากเป็นดังคำเจ้าจริง ข้า...ก็อยากจะเห็นซักครั้ง


.........................................................................................................

 

ค่ำคืนสงัดได้มาเยือนในราชสำนักหลวง  เหล่านางกำนัลต่างวิ่งวุ่นตระเตรียมงานสำหรับพรุ่งนี้กันครั้งใหญ่  ต้องรีบเตรียมให้เสร็จก่อนเสียงระฆังจะดัง เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว

“พวกเจ้า...รีบเร็วเข้า ดอกไม้ประดับ..ฟ้าสางพรุ่งนี้ยังไม่สาย ดูของใหญ่ก่อน โต๊ะ ตั่งไม้ เก้าอี้ ช่วยกันดู ช่วยกันนับ เร็วเข้า ” เสียงหัวหน้านางกำนัลตะโกนสั่งการดังไปทั่วลานพิธี เหล่านางกำนัลจากกองต่างๆรวมถึงทหารและขันทีต่างช่วยกันจัดการให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทุกคนได้ไปพักก่อนเสียงระฆังจะดัง

“ท่านแม่ทัพฉาง  อีกไม่นานเสียงระฆังจะดัง ข้าว่าให้ทุกคนกลับเข้าที่พักเถอะขอรับ” ทหารจากหอระฆังรีบวิ่งมาแจ้งข่าว

“ได้...ทุกคนฟังทางนี้” เสียงตะโกนจากแม่ทัพใหญ่แห่งราชวงศ์ทำให้ทุกคนเงยหน้าขึ้นรับคำสั่ง “วางมือจากสิ่งที่ทำอยู่ซะ ใครที่ถือโถแก้วหรือของที่อาจแตกได้ให้วางบนพื้นใกล้โต๊ะ ใต้โต๊ะได้ยิ่งดี เราจะมารวมกันอีกครั้งในยามสี่  เรามีงานต้องทำอีกมาก ใครสายแม้เพียงนิดเดียวข้าจะลงโทษ  หากเรียบร้อยแล้วรีบไปที่เรือนนอนของตนเองซะ เร็ว!” เพียงเท่านั้นก็เหมือนต้อนลูกไก่ให้เข้าเล้า ทุกคนต่างกุลีกุจอมุ่งไปยังเรือนนอนของตนเอง เหลือพียงทหารที่จะประจำการอยู่เฉพาะประตูวังชั้นนอกเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของข้าราชบริพารทุกคน  เมื่อเสียงฝีเท้าเงียบสงัด แสงเทียนจากทุกเรือนนอนดับสนิท  เสียงระฆังก็กังวานไปทั่วราชสำนักหลวง  บ่งบอกว่าเวลานี้ไม่ควรออกมาเดินเที่ยวชมความงามของราชสำนักยามค่ำคืน

ไม่เว้นแม้แต่ในตำหนักใหญ่ซึ่งเป็นที่บรรทมของฮ่องเต้  เสียงระฆังปลุกให้พระองค์ลืมพระเนตรขึ้นมามองเพดานที่วาดภาพเป็นลายมังกรวิจิตรงดงาม  แต่พระองค์หาได้สนใจไม่ บ่อยครั้งที่พระองค์เฝ้าถามไทเฮาถึงเสียงระฆัง  แต่ไทเฮาก็ได้แต่ให้คำตอบที่ไม่สมเหตุสมผลจนพระองค์ก็คร้านจะสนพระทัย  คิดหาเรื่องสนุกๆสืบหาสาเหตุกับองค์ชายซื่อซุนก็ได้รับการส่ายหน้าพรืดมาให้โดยให้เหตุผลว่า “กลัวผี”

เหอะ! ผีมีจริงเสียที่นะ..

ตุ้บ!

เฮือก!!! สะดุ้งสุดตัวแล้วรีบข่มพระเนตรหลับทันที


.................................................................................................


อีกฟากหนึ่งที่กระท่อมเขตชานเมืองหลวง  จิตรกรหนุ่มเลือกใช้ที่นี่พักผ่อนในคืนนี้  แต่จะได้พักผ่อนหรือเปล่า  ต้องมาคอยนั่งคิดหนทางให้เทวารักษ์พิลึกตนนี้ได้พบกับคนคนนั้น

“ข้าละปวดหัวกับท่านจริงๆเลย” เอ่ยกับภาพเขียนที่แขวนไว้ตรงผนัง

“...”

“พรุ่งนี้เป็นวันที่ประตูวังจะเปิดต้อนรับขบวนบรรณาการจากแคว้นในปกครอง”

“...”

“และหลังจากพรุ่งนี้คงยากที่จะเจอเขาอีก”

“...”

“นี่เป็นทางเลือกสุดท้ายแล้ว แต่ทุกอย่างที่ข้าทำล้วนเป็นทางที่ท่านจะได้พบกับคนคนนั้น”

“...”

“โปรดอภัยให้ข้าด้วย”

“...”

“ข้า...”

“...”

“...”

“...”

“คงต้องขายท่านแล้ว”




................................................................

แรกๆก็ฟิตค่ะ...อีกหนึ่งเดือนจะเปิดเทอม ทีนี้แหละ..รู้เรื่อง

ติชมกันเป็นกำลังใจนะคะ^^ #บรรณาการ ค่ะ

ปล.อยากจะบอกว่าภาพเขียนของท่านเฉินหายากมากกกกกก


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. #2 มาย (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2558 / 20:27
    เฉินๆจะขายให้ใครกัน

    ลุ้นๆ
    #2
    0