เจ้าเลี้ยงลูก ข้าจะไปแก้แค้น

ตอนที่ 8 : คือใคร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 265
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    13 เม.ย. 63

 

ฝู่เหยียนหลี่ยังคงยืนจ้องมองบุรุษที่ดูองอาจเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน สายตาดุจเหยี่ยวเป็นสิ่งที่นางชื่นชอบที่สุดในตัวเขา นางลืมไปเลยว่ามีผู้นี้อีกคน ที่นางอาจจะสามารถพึ่งพาได้ในเวลาที่ทุกสิ่งดูยากลำบากเช่นตอนนี้

"กู้ซานไห่ เป็นเจ้าจริง ๆ "

มันเป็นประโยคแรกที่นางพูดกับเขาหลังจากยืนนิ่งเงียบกันอยู่นาน

"เจ้ารู้จักข้าด้วยหรือ ตกลงเจ้าเป็นใครกันแน่"

บุรุษสูงใหญ่ตรงหน้าดูเหมือนกำลังสับสนวุ่นวายใจยิ่งนัก จึงเอ่ยถามนางซ้ำอีก

"แล้วเจ้าคิดว่าข้าควรเป็นผู้ใดกันเล่า"

นางไม่ได้ตอบเพียงแต่ย้อนถามให้เขาลองชั่งใจคิดดูเอง

"เมื่อตอนที่ต่อสู้เจ้าได้ใช้วิชาฝ่ามือทะลวงวิญญาณ มันเป็นเคล็ดวิชาลับที่สืบทอดเฉพาะประมุขสำนักผาดำ แต่ทำไมเจ้าถึง.. "

เขาพูดกับนางด้วยท่าทีที่กระสับกระส่ายใจมากเสียเหลือเกิน

" ใช่! มันคือวิชาลับสุดยอดของผู้ปกครองสำนักผาดำเท่านั้น ไม่มีผู้ใดได้ฝึกมันนอกจากผู้ที่สืบทอดตำแหน่งเป็นประมุข"

นางตอกย้ำถึงสิ่งที่เขาพูดว่าถูกต้องแล้ว

"ทำไมเจ้าถึงได้รู้วิชานี้ทั้งยังฝึกมันสำเร็จ ขาดก็แต่แค่พลังลมปราณ7ทิศที่จะได้รับการถ่ายทอดจากท่านประมุขคนก่อน อีกทั้งกระบวนท่ากระบี่ทุกอย่างของเจ้าก็เหมือนกับนาง หรือว่าเจ้ามีความเกี่ยวข้องอะไรกับประมุขฝู่เหยียนหลี่ เจ้ารู้ว่านางอยู่ที่ใดใช่หรือไม่ "

เขาพูดด้วยสายตาที่เอาแต่สลับมองซ้ายทีขวาที แบบคนที่มีอาการครุ่นคิดอย่างหนัก

"เจ้าคิดว่าคนอย่างฝู่เหยียนหลี่จะเที่ยวสอนวรยุทธ์ใครอย่างไรก็ได้หรือ ทั้งยังเป็นสุดยอดวิชาของสำนักอีก"

นางถามเขากลับโดยไม่ได้พูดออกไปตามตรงว่านางคือใคร นางอยากให้เขาคิดได้ด้วยตัวเอง

"เช่นนั้นเจ้าจะเป็นใครได้นอกจาก....เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด"

กู้ซานไห่ส่ายหัวพัลวันเขากำลังเอาแต่พูดกับตัวเองด้วยความสับสนที่ไม่รู้จะเชื่อสิ่งใดดี เพราะเขาเป็นคนที่รู้จักนางดีกว่าใคร ๆ

"นกบินอยู่ในน้ำ ปลาว่ายอยู่บนฟ้า ดุจยามเช้าไร้แสงตะวัน ดั่งราตรีไร้แสงจันทร์ "

"เจ้ายังจำกลอนบทนี้ได้ไหม ข้ามอบให้เจ้าเป็นรหัสลับระหว่างเราสองคน ในวันที่ข้าขึ้นรับตำแหน่งประมุข ข้าเคยกำชับต่อเจ้า ว่าห้ามบอกให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด เจ้าเคยบอกใครหรือไม่"

เขาส่ายหัวตอบนางอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่กำลังได้ยินอยู่ ดวงตากลิ้งกลอกไปมาอย่างสับสน

"เช่นนั้นเจ้าคิดว่าฝู่เหยียนหลี่จะบอกผู้ใดหรือไม่"

นางยังคงถามเขาให้ใคร่ครวญต่อไป นางหวังว่าเขาจะเชื่อมันด้วยตัวเขาเอง

"ไม่มีทาง ท่านประมุขไม่มีทางบอกผู้ใด"

เขาตอบนางพลางส่ายหน้าด้วยความว้าวุ่นใจถึงที่สุด

"เจ้ายังจำวันแรกที่เจอข้าได้ไหม เย็นวันนั้นข้าฝ่าวงล้อมทหารหลายร้อยนายเข้าไปช่วยเจ้าออกมา คนพวกนั้นเพียงถูกพิษของข้าก็พากันร่วงหล่นลงไปนอนกับพื้นจนหมดสิ้น เมื่อข้าให้ยาถอนพิษแก่เจ้า ข้าก็เดินจากมาโดยไม่ได้พูดสิ่งใดต่อเจ้าเลยสักคำ แต่เป็นตัวเจ้าเองที่คุกเข่าลงขอร้องให้ข้ารับตัวเจ้าไว้ เจ้าบอกกับข้าว่าอยากเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อจะปกป้องคนที่เจ้ารัก ตรงนั้นมีเพียงแค่เจ้าและข้าเท่านั้นที่มีสติครบถ้วนดี เจ้าเคยบอกเรื่องนี้แก่ผู้ใดหรือไม่"

นางเล่าเรื่องของเขาอย่างละเอียดรวมถึงทุกถ้อยคำของเขาที่เคยพูดกับนางโดยไม่มีคำใดตกหล่น

"ท่านประมุข เป็นท่านจริง ๆ หรือ"

กู้ซานไห่เรียกนางเช่นนั้นด้วยน้ำเสียงสั่นดวงตาก็ร้อนผ่าว นางพยักหน้าตอบเขาเบา ๆ

"เป็นไปได้อย่างไร ทำไมท่านถึงกลายเป็นเช่นนี้"

เขายังคงถามนางอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องพวกนี้คือความจริง แต่สิ่งที่นางพูดมันมีเพียงนางและเขาเท่านั้นที่รู้

"หากเจ้ายังสงสัยในตัวข้าอยากจะทดสอบสิ่งใดที่มีเพียงเจ้าและข้าที่รับรู้ก็จงถามมา ข้าจะตอบให้เจ้าหายแคลงใจ"

นางจ้องตาเขาด้วยความรู้สึกหนักแน่นและพร้อมที่จะตอบคำถามเขาทุกอย่าง แต่เขากลับไม่เอ่ยถามสิ่งใด ได้แต่ยืนงุนงงส่ายหน้าไปมา

"มันเกิดอะไรขึ้นกับท่านประมุข"

เขาไม่สอบถามอะไรเพื่อทดสอบแต่กับถามนางเช่นนี้แทน

"ข้าถูกลอบฆ่าในคืนวันแต่งนาง พวกมันเผาร่างของข้าทั้งเป็น ทำให้ข้าต้องหนีจากความตายกลับมาอยู่ในร่างของซูหลินสตรีที่เจ้าเห็นยืนอยู่ตรงหน้านี้"

นางเล่าให้เขาฟังเพียงสั้น ๆ ไม่ได้บอกรายละเอียดมากมาย

"ท่านตายไปแล้ว มาอยู่ในร่างนี้ มันเป็นไปได้อย่างไร มันเหลือเชื่อเกินไป ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริง ๆ "

เขายังคงพูดด้วยท่าทีประหลาดใจ มันก็เป็นเรื่องธรรมดา ใครจะไปคาดคิดและเชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะมีจริง

"ในเมื่อเจ้าไม่เชื่อข้า ก็ทดสอบข้ามาสิ"

นางบอกย้ำกับเขาอีกครั้งให้ทดสอบนางได้

"ข้าไม่บังอาจ"

กู้ซานไห่พูดเสียงหนักแน่นพร้อมยกแขนขวาขึ้นวางระนาบกำมือแนบอก เป็นท่าทำความเคารพประจำสำนักผาดำ

"ท่าทางของเจ้าไม่เปลี่ยนไปเลยจริง ๆ เวลาข้าพูดอะไร ต่อให้เจ้าไม่เชื่อก็ไม่เคยปฏิเสธคำของข้า ยังคงเอาแต่พูดว่าไม่บังอาจ พร้อมทำท่าทางขึงขังเช่นตอนนี้"

นางพูดกับเขาอย่างคนคุ้นเคยที่รู้จักกันดี กู้ซานไห่ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็ผ่อนคลายจากความสับสนแล้ว

"ท่านประมุขก็ไม่เปลี่ยน กิริยาท่าทางของท่านสง่างามน่าเกรงขามไม่เคยเหมือนผู้ใด แม้ตอนนี้ท่านจะอยู่ในร่างผู้อื่นก็ตาม"

เขาจ้องมองนางอย่างเข้าใจทุกสิ่งที่นางเป็นอย่างดี นางหันมองเขาก่อนยิ้มปรายตาให้แบบคนรู้กันแล้วเอ่ยถามเขา

"เจ้าเชื่อว่าข้าคือฝู่เหยียนหลี่ เหตุใดจึงเชื่ออย่างง่ายดาย เจ้าไม่กลัวถูกหลอกหรือ"

นางเค้นถามเขาไม่ใช่สงสัยในตัวเขาแต่อยากให้เขาคิดทบทวนจนมั่นใจจริง ๆ ว่านางคือใคร เขาผงกหัวตอบนางก่อนจะเล่าบางสิ่งให้นางฟัง

"ก่อนหน้านี้ข้าสงสัยว่าท่านเป็นอะไร เพราะหลังจากวันแต่งงาน คนพวกนั้นก็ประกาศบอกว่าท่านประมุขจะเก็บตัวฝึกเคล็ดลับวิชาบางอย่างเป็นเวลาหลายปี ให้จางเฟ่ยอวี้เป็นผู้รักษาการตำแหน่งโดยถือป้ายคำสั่งไว้ ท่านประมุขจะเข้าร่วมประชุมก็ต่อเมื่อมีเรื่องสำคัญเท่านั้น ซึ่งมันก็แค่เพียงสามสี่ครั้ง และทุกครั้งที่ปรากฏตัวก็แฝงตัว คอยว่าการกิจธุระหลังม่านแดง เป็นแบบนี้มาตลอด ครั้งสุดท้ายที่ข้ากลับไปสำนัก ข้าเกิดความสงสัยว่าใช่ท่านตัวจริงหรือไม่ ข้าจึงลองท่องบทกลอนวรรคแรกที่ท่านเคยให้ไว้เพื่อทดสอบสตรีที่อยู่หลังม่าน แต่คนผู้นั้นกับหัวเราะเยาะข้า ว่าพูดจาเหลวไหล มันทำให้ข้ามั่นใจว่าคนผู้นั้นคือตัวปลอม"

กู้ซานไห่เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างที่นางไม่อยู่ทำให้นางเข้าใจได้แล้วว่าทำไมคนอื่นถึงยังไม่รู้ว่านางตายไปแล้ว

"ที่แท้ก็ใช้อุบายนี้ในการยึดอำนาจของข้า วางแผนกันมาอย่างดีเสียจริง"

นางพูดออกมาด้วยแววตาโกรธแค้นชิงชังเหมือนอยากจะฉีกคนที่ทำร้ายนางออกเป็นชิ้น ๆ แต่นางกลับมีท่าทีนิ่งสงบ นั่นยิ่งทำให้นางดูดุดันน่ากลัวเสียยิ่งว่าการอาละวาดโวยวายออกมาอย่างโต้ง ๆ

"หลังจากนั้นข้าพยายามตามสืบเรื่องราวว่าความจริงเป็นเช่นไร ท่านอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้นกับท่าน แต่ข้าก็ไม่สามารถหาข่าวคราวของท่านได้เลย ข้าตามหาท่านมาตลอดหนึ่งปี เดินทางไปทั่วทุกสารทิศ แต่ก็ไม่พบสิ่งใด จนได้มาเจอท่านวันนี้ จึงเข้าใจกระจ่างแจ้ง"

กู้ซานไห่พูดบอกกับนางถึงความพยายามของเขาที่อยากจะตามหานางให้เจอมากขนาดไหน

"ลำบากเจ้าแล้ว"

นางพูดกับเขาอย่างจะบอกให้เขารู้ว่านางเข้าใจและซาบซึ้งถึงความพยายามของเขาแล้ว

"ข้าจะกลับไปฆ่าคนที่มันทำร้ายท่าน จะตัดหัวมันวางตรงหน้าท่านให้ได้"

น้ำเสียงขึงขังท่าทางเอาเรื่องของเขาบอกให้รู้ว่าเขาโกรธแค้นเพียงใด

"ไม่ต้อง"

นางบอกเขาสั้น ๆ แต่มือกำหมัดแน่นจนเสียงดังกรอบแกรบ

"ทำไม ท่านไม่อยากแก้แค้นหรือ"

เขาถามนางอย่างอดสงสัยไม่ได้

"อยากสิ แต่ข้าจะต้องเป็นคนฆ่ามันด้วยมือของข้าเอง แค้นนี้ข้าต้องเป็นคนสะสางเองเท่านั้น"

นางบอกเขาอย่างหนักแน่นจริงจังกับการแก้แค้นนี้

"ข้าจะช่วยท่านเอง ท่านประมุขเชิญสั่งมาเถอะ จะให้ข้าทำสิ่งใด"

กู้ซานไห่ยังคงเป็นคนเดิม คนที่นางรู้จัก เขาเป็นคนสนิทมือขวาของฝู่เหยียนหลี่ ที่ติดตามรับใช้นางมานานหลายปี กู้ซานไห่เป็นคนที่นางปลุกปั้นฝึกฝนมาด้วยตัวเอง นับว่าเขาเป็นคนใกล้ชิดรู้ใจนางมากที่สุดคนหนึ่ง เขาเป็นคนซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อนางมากที่สุด นางสอนวิทยายุทธ์ให้แก่เขาจนกลายเป็นยอดฝีมือขั้นสูงคนหนึ่งของสำนัก ในยุทธภพใคร ๆ ต่างให้สมญานามเขาว่า เหยี่ยวนักล่าแห่งผาดำ กู้ซานไห่มีนิสัยเด็ดเดี่ยว ยอมหักไม่ยอมงอ โผงผางเลือดร้อนไม่ยอมฟังผู้ใด อ่อนข้อให้เพียงฝู่เหยียนหลี่และฟังคำสั่งนางคนเดียวเท่านั้น ถือได้ว่าเป็นม้าพยศของสำนัก พวกผู้อาวุโสในสำนักก็ไม่ค่อยพอใจเขาเท่าไหร่ เพราะเขายอมก้มหัวให้แค่นางคนเดียว และเขาคนนี้ยังเป็นคนที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่นางมาตลอด โดยเฉพาะตอนที่นางขึ้นรับตำแหน่งประมุขเมื่อ 5 ปีก่อน มีเสียงคัดค้านคานอำนาจพยายามต่อต้านนางเพราะเป็นสตรี ช่วงแรกจึงเกิดคลื่นใต้น้ำจากพวกคนเก่าแก่ที่อยากจะยึดอำนาจไว้เสียเอง นางก็ได้เขานี่แหละที่เป็นคนจัดการความยุ่งยากต่าง ๆ ให้ เพียงแค่นางสั่งมาเขาพร้อมจะทำให้ได้ทุกสิ่ง

"นอกจากเจ้าในใต้หล้านี้จะมีผู้ใดอีก ที่เชื่อว่าข้าคือฝู่เหยียนหลี่ตัวจริง"

นางพูดกับเขาด้วยความรู้สึกขอบคุณแต่นางไม่ได้พูดออกไปตรง ๆ แต่ก็เชื่อว่าเขาสามารถรับรู้ได้ เพราะนางก็เป็นเช่นนี้มาตลอด เขารู้จักนางดีที่สุดแล้ว กู้ซานไห่ยิ้มรับคำของนาง

"ช่วงที่ท่านไม่อยู่สำนักผาดำ มักมีเรื่องระส่ำระสายทั้งภายนอกภายในมาโดยตลอด จางเฟ่ยอวี้คนชั่วนั่นโง่เขลาอ่อนแอ ไม่สามารถดูแลสำนักได้เช่นท่าน"

เขารายงานสถานการณ์ปัจจุบันให้นางรับรู้

"ข้าจะต้องหาทางทวงทุกอย่างกลับคืนมาให้ได้ ข้าจะไม่ยอมให้สำนึกผาดำที่บรรพบุรุษตระกูลฝู่ของข้าสร้างมาต้องพังทลายด้วยมือผู้อื่น"

นางบอกกับเขาให้รู้ถึงความตั้งใจในการกลับมาของนางครั้งนี้ นางต้องแก้แค้นและกลับคืนสู่ตำแหน่งประมุขให้ได้อย่างสง่าผ่าเผย นางต้องหาหนทางทำให้สำเร็จ

"กู้ซานไห่ เจ้ายินดีจะช่วยข้าหรือไม่ หนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยความยากลำบากและอันตรายถึงชีวิต หากเจ้าไม่เต็มใจ ข้าก็จะไม่บังคับเจ้าเลย"

นางถามเขาให้แน่ใจว่าเขาจะยินยอมต่อสู้ไปกับนางเช่นแต่ก่อนหรือไม่ ในเมื่อตอนนี้นางไม่ใช่ฝู่เหยียนหลี่ประมุขผาดำคนเดิมที่ทุกคนรู้จักแล้ว เขายังจะติดตามนางต่อไปไหม

"ข้าขอสาบานต่อฟ้าดิน จะติดตามรับใช้ท่านประมุขด้วยชีวิต แม้ต้องตายข้าก็จะไม่เปลี่ยนใจ"

กู้ซานไห่ยกมือขึ้นฟ้ากล่าวคำยืนยันให้นางมั่นใจในตัวเขาได้เช่นเดิมเหมือนแต่ก่อน ที่เขาเคยเคียงข้างนาง ต่อให้ตอนนี้นางจะเปลี่ยนไป แต่เขาไม่มีวันเปลี่ยน

 

แค่กๆ

เสียงไอของนางบ่งบอกถึงอาการบาดเจ็บภายในที่ถูกปิดบังเอาไว้มานาน

"ท่านประมุขท่านเป็นอะไร ท่านต้องได้รับบาดเจ็บแน่ ข้ายืนดูท่านสู้กับคนผู้นั้นอยู่นานแล้ว เขาซัดพลังใส่ท่านอย่างเต็มแรง ข้าจะไปจัดการเขา"

กู้ซานไห่ยังคงเป็นคนใจร้อนหุนหันพลันแล่นไม่ฟังอะไรก็เอาแต่จะต่อสู้ท่าเดียว

"ไม่ต้อง ข้ากับเขาแค่ประลองฝีมือกันเล่น ๆ เท่านั้น ข้าไม่ได้เป็นอะไร"

นางพยายามห้ามปรามเขาไว้ไม่ให้ไปมีเรื่องกับเฟิ่งเทียนหนิง

"แต่เขาทำร้ายท่าน"

กู้ซานไห่ยังคงยืนยันที่อยากจะเอาเรื่องเฟิ่งเทียนหนิง จะทำไงได้เขาก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว อะไรที่เกี่ยวกับนาง เขาไม่เคยลดละให้ใครหน้าไหนเลยทั้งสิ้น เขามันประเภทประมุขข้าใครอย่าแตะ

"ข้าบอกว่าไม่มีอะไร ก็ไม่มีอะไรสิ หรือเจ้าไม่ฟังคำข้าอีกแล้ว"

นางพูดเสียงดุใส่เขา ทำให้เขายอมเงียบสงบลง

"เขาเป็นใครกัน กำลังภายในถึงสูงเพียงนี้ เขารับกระบวนท่าท่านได้ทั้งหมดต้องวรยุทธ์ไม่ธรรมดาแน่ ๆ แถมยังตั้งรับฝ่ามือทะลวงวิญญาณได้อีก ฝีมือขนาดนี้ทำไมข้าไม่เคยรู้จัก "

กู้ซานไห่พูดถึงเฟิ่งเทียนหนิงเหมือนเขาเพิ่งจะนึกถึงขึ้นมาได้จึงสอบถามนางด้วยความสงสัย

"เฟิ่งเทียนหนิงคือคนที่เลี้ยงลูกให้ข้า"

นางตอบเขาตรง ๆ แบบไม่ทันได้คิดอะไรมาก

" หา! ท่านไปมีลูกตั้งแต่เมื่อไหร่กับไอหน้าขาวนั่นหรือ"

กู้ซานไห่ส่งเสียงออกมาอย่างดังจนนางต้องปิดหู

"ข้าหมายถึงลูกของซูหลินหลินสตรีที่ข้าอยู่ในร่างของนางตอนนี้ นางมีลูกชายหนึ่งคน ข้าจึงหาคนมาช่วยดูแลเขา"

นางพยายามอธิบายสั้น ๆ ให้เขาเข้าใจ เห็นทีนางคงมีเรื่องที่ต้องคุยกับเขาอีกเยอะเลย คิดได้นางก็ถอนหายใจออกมายาวยืด..

 

บรรยากาศที่โต๊ะกลมของห้องโถงในตอนนี้นั้น ดูร้อนระอุยิ่งกว่ากาน้ำชาที่กำลังเดือดอยู่บนโต๊ะเสียอีก บุรุษสองคนกำลังเอาแต่จ้องหน้ากันเขม็งอย่างไม่มีใครยอมใคร บุรุษนึ่งรูปงามดูสง่าผ่าเผยสุภาพชนเหมือนคุณชายสูงศักดิ์ อีกบุรุษหนึ่งดูองอาจ กล้าแกร่งสมเป็นชายชาตรี ฝู่เหยียนหลี่ปรายตาซ้ายทีขวาที มองดูชายทั้งสองที่นั่งอยู่ด้านข้าง พยายามสังเกตอาการของเขาสองคนว่าเป็นอะไร

"พวกเจ้าเคยรู้จักกันมาก่อนหรือ"

นางพูดขึ้นถามเขาทั้งคู่

"ไม่เคย" เฟิ่งเทียนหนิงและกู้ซานไห่ ตอบออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

"เช่นนั้นจะมองหน้ากันอย่างนี้อีกนานไหม"

คำถามของนางเหมือนทำให้ชายทั้งสองคนรู้สึกตัวได้ จึงยอมละสายตาออกจากกัน บางทีในใจนางก็แอบคิดอยู่ว่าเขาทั้งสองคนมีอาการเหมือนกับพวกบุรุษที่คอยหึงหวงแล้วเอาแต่คอยกันท่า ขัดขวางกันและกันเพื่อแย่งชิงนาง เหตุการณ์แบบนี้เมื่อก่อนนางมักพบเจอบ่อย ๆ แต่ตอนนี้นางไม่ใช่คนเดิมแล้ว ถึงแม้นางจะพยายามแปลงโฉมตัวเองให้ดีขึ้น แต่ก็ยังงามได้ไม่ถึงครึ่งของร่างเดิม นางจึงไม่ได้มีความมั่นใจในตัวเองแบบในอดีตอีกแล้ว นางคิดว่าเขาสองคนอาจจะไม่พอใจอะไรกัน คงไม่ได้เกี่ยวข้องกับนาง แต่นางหารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้วบุรุษทั้งสองคนนี้ ไม่ได้สนใจรูปลักษณ์ภายนอกที่นางเป็น พวกเขารับรู้เพียงว่านางก็คือนาง ไม่ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม

สำหรับกู้ซานไห่เขาจำจดทุกสิ่งทุกอย่างที่นางเป็น ทุกกิริยาท่าทาง สีหน้าแววตาการพูดจาเขาจำมันได้ดีเสมอ ต่อให้ตอนนี้นางจะอยู่ในร่างคนอื่น เขาก็ยังรู้สึกกับนางเช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน

ส่วนเฟิ่งเทียนหนิงนั้นเขาไม่ได้รู้จักนางก่อนหน้านี้ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวตนนางจริง ๆ คือใคร แต่ไม่ว่านางจะเป็นซูหลินหรือเป็นฝู่เหยียนหลี่ สำหรับเขา นางก็คือเหยียนหลี่คนที่ช่วยชีวิตเขา คนดูแลเขาตอนเจ็บป่วย คนที่ทำให้เขารู้สึกดีและอบอุ่นใจเมื่อได้พบเจอและอยากจะอยู่กับนางแบบนี้ต่อไป

"ไม่เคยรู้จัก ไม่มีเรื่องบาดหมางกันก็ดี ต่อไปพวกเจ้าควรทำความรู้จักกันไว้ให้ดี ข้ายังมีงานอีกมากที่จะให้เจ้าทั้งสองช่วย"

นางพยายามพูดให้เขาสองคนเข้าใจและผูกมิตรกัน แต่เขาสองคนก็ไม่ยอมพูดอะไรและไม่ได้รับปากนางด้วย นางไม่เข้าใจจริง ๆ นี่เขาสองคนไปโกรธกันมาแต่ชาติปางไหนถึงได้เอาแต่บึ้งตึงใส่กันตลอดเวลา

กู้ซานไห่ไม่แปลก เพราะเขาก็เป็นแบบนี้กับเกือบทุกคน แต่เฟิ่งเทียนหนิงนี่สิ ที่ทำให้นางข้องใจมากกว่า เพราะปกติเขาเป็นคนสุภาพอ่อนโยนและดูเป็นมิตรกับทุกคน แต่ทำไมวันนี้เขาถึงเป็นเช่นนี้ได้ นางคิดแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว

"เอาละ ๆ ข้าถือว่าพวกเจ้ารู้จักกันแล้วนะ"

นางพูดขึ้นมา เพราะเขาสองคนไม่ยอมพูดอะไรกันสักคำ

"กู้ซานไห่ ข้าต้องการให้เจ้ารวบรวมคนของเราที่ไว้ใจได้ ให้มากที่สุด เร็ว ๆ นี้เราคงต้องมีการใหญ่ แล้วส่งคนไปสอดแนมสืบข่าวต่าง ๆ มาทั้งในและนอกสำนัก ข้าต้องการรู้ทุกการเคลื่อนไหวทุกสิ่งให้มากที่สุด"

ฝู่เหยียนหลี่สั่งกู้ซานไห่เช่นนั้น เพราะนางและเขามีกองกำลังลับพิเศษที่กระจายแอบแฝงตัวอยู่ทั่วยุทธภพ ที่ไม่ใช่คนของสำนักผาดำโดยตรง เป็นกลุ่มคนที่นางชุบเลี้ยงเลือกมาเองกับมือ ซึ่งมีไว้ใช้ทำภารกิจลับสุดยอดเท่านั้น และรับคำสั่งโดยตรงจากนางผู้เดียว นางมอบหมายให้กู้ซานไห่เป็นคนดูแลหน่วยลับนี้ที่มีแค่นางกับเขาที่รู้

"รับทราบ ข้าจะไปจัดการตามคำสั่งท่านประมุข"

กู้ซานไห่รับคำสั่งเสร็จ ก็รีบจากไป จัดการงานที่นางได้มอบหมายทันที พอนางเห็นกู้ซานไห่ออกไปแล้ว จึงยอมกระอักเลือดออกมา

เอือก!

เลือดพุ่งออกจากปากที่นางพยายามสะกดกลั้นมันไว้นาน เฟิ่งเทียนหนิงเห็นเช่นนั้นก็ตกใจมาก

"เจ้าเป็นอะไร"

เขาพูดพร้อมช่วยสะกดจุดบรรเทาอาการบาดเจ็บภายใน นางส่ายหัวเพื่อตอบเขา ว่านางไม่ได้เป็นอะไร

"ต้องเป็นเพราะข้า ข้าผิดเอง"

น้ำเสียงของเฟิ่งเทียนหนิงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและกังวลใจ

"ได้เอาเลือดออกมาแล้ว ข้าก็รู้สึกดีขึ้น ไม่เป็นอะไรมากแล้ว เจ้าเลิกโทษตัวเองเสียที ข้าฟังจนเบื่อแล้ว"

นางบอกกับเขาด้วยท่าทีสบาย ๆ นางไม่อยากปล่อยมันออกมาตอนกู้ซานไห่ยังอยู่ หากเขาเห็นนางเจ็บจนกระอักเลือด เขาคงได้ปะทะกับเฟิ่งเทียนหนิงแน่นอน

"เจ้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ข้าพาเจ้าไปพักดีกว่า"

เขาพูดจบก็พยายามจะช่วยพยุงตัวนางลุกขึ้นแต่นางกับปฏิเสธการช่วยเหลือของเขา

"ไม่ต้อง ข้าไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น"

นางปฏิเสธเขาเสียงแข็ง แต่เฟิ่งเทียนหนิงไม่ได้รู้สึกอะไร เขาเข้าใจนางดีว่านางเป็นสตรีเช่นไรนางไม่ได้ต้องการให้คอยประคบประหงมเหมือนนางอ่อนแอ อะไรที่ทำเองได้นางมักจะทำด้วยตัวเองตลอด การต่อสู้ครั้งนี้นางพ่ายท่าเสียทีให้กับเขา คนเช่นนางต้องรู้สึกไม่ดีกับตัวเองมากแน่ เฟิ่งเทียนหนิงจึงไม่พูดอะไร เพียงแค่คอยจับตาดูนางไว้ไม่ยอมคาดสายตา

เพียงพริบตาเดียวที่ก้าวเดินร่างเล็กก็หมดสติไปโดยไม่รู้ตัวเฟิ่งเทียนหนิงคว้าร่างของนางไว้ได้ทันก่อนร่วงหล่นสู่พื้น

"เหยียนหลี่ ๆ เจ้าฟื้นสิ"

น้ำเสียงและท่าทางของเขาตอนนี้ตกใจกระวนกระวายจนทำอะไรไม่ถูก ร้องเรียกนางให้รู้สึกตัวไม่หยุด ก่อนจะตะโกนเรียกให้คนมาช่วย

"เสี่ยวเถารีบไปบอกป้าฟ่านให้เตรียมผ้ากับน้ำมาให้นายหญิง ส่วนเจ้าดูแลอาเหยียนให้ดี"

เขาสั่งเสี่ยวเถาที่เพิ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามา แล้วเขาก็รีบช้อนตัวฝู่เหยียนหลี่ขึ้นอุ้มพาไปพักที่ห้องนอน

หลังจากสั่งยาให้ป้าฟ่านต้มมาให้ฝู่เหยียนหลี่ดื่ม เฟิ่งเทียนหนิงก็เป็นคนป้อนนางเอง ทั้งยังคอยดูแลนางอยู่ข้าง ๆไม่ยอมห่างไปไหน นางนอนไม่รู้สึกตัว เขาก็คอยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตัวให้นางโดยไม่ยอมให้คนอื่นช่วยทำ เฟิ่งเทียนหนิงสั่งให้เสี่ยวเถาไปนอนเป็นเพื่อนอาเหยียนที่ห้อง

ส่วนตัวของเขาเองก็อยู่ดูแลฝู่เหยียนหลี่ที่ห้องของนางตลอดทั้งคืน ไม่รู้ว่านางจะฟื้นตอนไหน แล้วเขาควรจะขอโทษนางยังไงดี ที่ทำให้นางบาดเจ็บถึงเพียงนี้

ไม่รู้ว่านางจะสงสัยในตัวเขาไหม เหตุใดกำลังภายในถึงแข็งแกร่งขนาดนี้ ถ้านางเอ่ยถามที่มาที่ไปของเขา เฟิ่งเทียนหนิงจะยอมบอกความจริงหรือไม่..

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. #5 Pang_happy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 09:16
    พระเอกใช่มั้ย
    #5
    0
  2. #3 คิดได้ เล่าต่อ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 19:08
    อ่านจบแวะส่งกำลังใจได้น๊า...
    #3
    0