เจ้าเลี้ยงลูก ข้าจะไปแก้แค้น

ตอนที่ 7 : พ่ายแพ้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 282
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    13 เม.ย. 63


 

 

หิมะแรกได้โปรยปรายลงมาแล้ว ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ สตรีร่างเล็กยืนตระหง่านอยู่กลางลานกว้าง ราวกับนางไม่ได้มีความรู้สึกต่อสิ่งใด

เขาเดินเข้าไปหานางแล้วนำเสื้อคลุมยาวที่ถือไว้ คลุมลงบนตัวนางอย่างสุภาพอ่อนโยน

"เจ้าไม่หนาวบ้างหรือ"

เฟิ่งเทียนหนิงเอ่ยถามอย่างนุ่มนวล ฝู่เหยียนหลี่หันมองหน้าเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ตั้งแต่กลับมาจากตัวเมืองเมื่อวานก่อน นางก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องนอน ไม่ยอมออกมากินข้าวกินปลา และสั่งห้ามคนรบกวน วันนี้พอหิมะตก นางจึงออกมายืนอยู่ตรงนี้ นางยังคงนิ่งเงียบไม่ยอมพูดจาเหมือนเคย

แค่ก ๆ

เฟิ่งเทียนหนิงไอแล้วล้มลงไปนั่งคุกอยู่กับพื้น มือของเขาจับหน้าอกตัวเองด้วยความเจ็บปวดหัวใจ

"เจ้าเป็นอะไรไป"

นางนั่งลงแล้วพยุงตัวเขาลุกขึ้น ก่อนเอ่ยถามด้วยท่าทางตื่นตระหนก

"ข้าไม่เป็นอะไร"

เขาตอบนางเช่นนี้เพราะไม่อยากให้นางต้องเป็นห่วง

"ปากแข็งเสียจริง ข้าจะพาเจ้าไปพักด้านใน"

หลังจากนั้นนางพาเขามานั่งที่ตั่งเตียงในห้องโถง ก่อนจะตรวจชีพจรของเขา สีหน้าของนางเคร่งเครียดคล้ายกำลังวิตกกังวล ก่อนจะถอนหายใจอย่างแรง

"นอกจากพิษผึ้งของข้า ยังมีพิษอื่นอยู่ในตัวเจ้า ข้าลืมเรื่องนี้ไปเลย"

นางบอกเรื่องพิษซึ่งเขารู้ดีอยู่แล้ว แต่ที่สงสัยจนต้องถามนางคือเรื่องอะไรที่นางลืมไป

"เจ้าหมายความว่าอย่างไร"

นางมองเขาด้วยท่าทีที่ดูสงบแล้วบอกกับเขาว่า

"ครั้งแรกที่เจอเจ้า ข้าก็จับชีพจร เจอว่าในร่างกายเจ้ามีพิษอยู่สองชนิด คือพิษจากดอกน้ำพิษ แต่พิษอีกตัว ข้าคิดยังไงก็คิดไม่ตกว่าคืออะไร หลังจากนั้นข้าก็ลืมเรื่องนี้ไปสนิทเลย"

นางเล่าถึงความหลังครั้งที่ได้เจอกันเมื่อช่วงสองปีก่อน

"พิษนี้ติดตัวข้ามาตั้งแต่ยังเป็นทารก แม้แต่อาจารย์ของข้า ก็ยังไม่สามารถรักษามันได้"

เขาบอกกับนางเหมือนกับมันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

"มันคือพิษอะไรเจ้ารู้หรือไม่"

นางลุกขึ้นมองเขาแล้วสอบถาม

"ข้าก็ไม่รู้ เวลาปกติมันก็ดูไม่มีผลอะไร แต่ถ้าพบเจออากาศที่หนาวเย็นจัด พิษก็จะกำเริบเจ็บปวดเข้ากระดูกจนถึงขั้วหัวใจ"

เขาพยายามบอกนาง อย่างนิ่งสงบที่สุด เพราะกลัวว่านางจะต้องมาคิดมากเรื่องของเขาอีก ตอนนี้นางคงมีเรื่องหนักใจมากพอแล้ว

"พิษจะกำเริบเมื่อเจออากาศหนาวจัดงั้นหรือ ทำไมอาการเช่นนี้เหมือนข้าจะคุ้น ๆ "

นางพูดจบก็หมุนตัวกลับมามองเขา

"ข้าไม่เป็นอะไร ยังช่วยทำงานให้เจ้าได้ ไม่ต้องห่วง"

เขาพูดกับนางแบบนั้น เพราะไม่อยากให้นางต้องมากังวลใจกับเขาจริง ๆ

"ไม่ได้ ข้าต้องถอนพิษของข้าออกจากตัวเจ้าก่อน"

พูดจบนางรีบหันตัวจะเดินออกไป เขาคว้ามือของนางไว้ทัน

"ไม่ต้อง"

เฟิ่งร้องเสียงสูง นางจึงทำหน้าเชิงส่งคำถามต่อเขา

"ข้ายังอยู่ไม่ครบสองปีเลย"

ที่เขาพูดเช่นนั้นออกไปก็เพราะไม่อยากไปจากนางในตอนนี้

"ต่อให้ข้าถอนพิษออกแล้ว เจ้าก็ยังจะทำตามข้อตกลงของเราอยู่ ข้าพูดถูกไหม"

นางถามเขาเหมือนเชื่อใจเขาแล้ว เฟิ่งเทียนหนิงเผยยิ้มอ่อน ๆ ก่อนจะพยักหน้าให้นาง

"ข้าจะไปเอายาถอนพิษมาให้ เจ้ารออยู่ที่นี่"

พอฝู่เหยียนหลี่เดินออกไป เขาก็นั่งคิดทบทวนคำพูดของนาง ตอนนี้นางคงเชื่อในตัวเขาแล้วจริง ๆ คิดได้เช่นนั้นเขาก็ยิ้มหน้าบานออกมาโดยไม่รู้ตัว

เขากินยาถอนพิษของนางแล้วก็นอนหลับอยู่ที่ตั่งเตียงนั้นจนเกือบทั้งวัน เมื่อลืมตาขึ้นก็ยังคงเห็นนางนั่งอยู่ข้าง ๆ กายเขา

"เป็นอย่างไรบ้าง"

นางถามเขาทันทีที่เห็นเขารู้สึกตัวตื่นมา

"รู้สึกดีขึ้นมาก ไม่เป็นอะไรแล้ว"

เขาบอกนางเพราะรู้สึกว่าตัวเองหายแล้วจริง ๆ

"เช่นนั้นไปกินอาหารเย็นกันเถอะ อาเหยียนรออยู่"

นางพูดแล้วพยุงตัวเขาให้ลุกขึ้น เวลานี้ทำไมหัวใจของเฟิ่งเทียนหนิงถึงรู้สึกสั่นไหว มันเป็นอาการของพิษกำเริบ หรือเป็นเพราะนางกันนะ ตัวเขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน

 

"เสี่ยวเถา เห็นนายหญิงหรือไม่"

เฟิ่งเทียนหนิงถามเด็กหนุ่มที่กำลังปิดประตูห้องโถง

"นายหญิงอยู่ด้านในขอรับ สั่งให้ข้าปิดประตูไม่ให้ใครรบกวน"

เสี่ยวเถาพูดแล้วก็โค้งคำนับขอตัวเดินจากไป เฟิ่งเทียนหนิงเปิดประตูเดินเข้าไปในห้องโถง กวาดสายตามองหาฝู่เหยียนหลี่ ก็เห็นว่านางยืนอยู่ที่ตู้หนังสือหลังสุดของห้อง

" เจ้ามายืนอ่านหนังสืออะไรตอนนี้มันดึกมากแล้วนะ "

เขาเดินไปหาแล้วกล่าวถามนางอย่างห่วงใย

"ข้ากำลังดูว่า พอมีตำราอะไรเกี่ยวกับอาการพิษคล้ายของเจ้าไหม เผื่อจะช่วยถอนพิษในตัวเจ้าได้"

นางพูดขณะก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ เขาคว้าหนังสือในมือของนางแล้วเก็บเข้าชั้น

"ไม่มีหรอก ข้าอ่านหนังสือทุกเล่มของที่นี่หมดแล้ว"

เขาพูดโดยไม่รู้ตัวเลยว่าสายตาของเขาบ่งบอกความรู้สึกมากมายเพียงใดออกไป

"ถ้าเป็นที่หอเก็บตำราของผาดำคงจะต้องมีแน่"

นางพูดแล้วก็ถอนหายใจ เหมือนเรื่องเก่า ๆ วนมารบกวนจิตใจนางอีกแล้ว

"ไปดื่มชาอุ่น ๆ กับข้าก่อนเถอะ"

เขาพูดจบก็เดินนำพานางไปที่โต๊ะกลมมุมซ้ายของห้อง พอนั่งลงนางก็เอ่ยถามเขาทันที

"ว่าแต่อาจารย์ของเจ้าเป็นใครกันเล่า ไม่เห็นเจ้าไม่เคยถึงเลย"

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่นางถามเรื่องเกี่ยวกับตัวของเขา ตั้งแต่เจอกันวันแรกจนถึงทุกวันนี้นางไม่เคยถามอะไรเรื่องของเขาเลยแม้แต่น้อย

"อาจารย์ของข้าเป็นเพียงคนธรรมดาไม่มีชื่อเสียงอะไร ท่านเห็นข้าถูกทำร้ายแล้วทอดทิ้งไว้กลางป่า เกิดความสงสารจึงเก็บข้ามาเลี้ยงตั้งแต่เป็นทารก "

เขาตอบนางเพียงแค่นั้น นางจ้องมองหน้าของเขาแบบไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ นั่นคงเป็นเพราะเขาโกหกไม่เก่งจนนางดูออก แต่นางก็ไม่คาดคั้นอะไรอีก

"ในเมื่อเจ้าไม่อยากพูดข้าก็จะไม่บังคับ"

นางพูดเพียงแค่นั้นแล้วยกชาขึ้นดื่ม เขารู้สึกผิดในใจต่อนางที่ไม่พูดความจริง แต่เขาได้รับปากกับอาจารย์ไว้ว่าจะไม่บอกผู้ใดถ้าไม่ถึงเวลาที่จำเป็น เรื่องนี้เขาจำต้องปกปิดนางจริง ๆ เขาได้แต่ขอโทษในใจ

"เจ้าจะขึ้นเขาเก็บตัวอีกเมื่อไหร่ "

เขาถามนางเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่ายังเหลือเวลาอีกสามเดือนตามที่นางกำหนดไว้

"ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เก็บตัวอีก พรุ่งนี้เจ้าให้เสี่ยวเถาไปเก็บของกลับมาด้วยแล้วกัน"

เขาได้ยินเช่นนั้นก็อดดีใจไม่ได้ แต่แล้วก็เกิดความสงสัยทันที

"แล้วข้า..? "

เขาอยากจะถามนางว่า ยังจะให้เขาอยู่ที่นี่ต่อจนครบกำหนดเดิมไหม ในใจลึก ๆ ก็กลัวว่านางจะไล่เขาไป

"ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็ต้องอยู่ให้ครบตามสัญญา"

นางทำเสียงดุใส่เขา แต่นางไม่ได้จริงจังแบบนั้น สีหน้าของนางดูผ่อนคลายขึ้นเยอะกว่าตอนก่อนหน้านี้ เขาได้ยินเช่นนั้นก็โล่งใจคิดว่านางจะไล่เขาเสียแล้ว

"ข้ามีข้อเสนอใหม่ให้แก่เจ้า"

อยู่ ๆ นางก็พูดขึ้นมา อีกทั้งยังยื่นหน้ามาใกล้ ๆ เฟิ่งเทียนหนิงจึงค่อย ๆ เอนหลังถอยหลบตามสัญชาตญาณ

"หากเจ้ายินดีที่จะอยู่ทำงานกับข้าที่นี่ต่อไป ข้าจะเพิ่มส่วนแบ่งให้เจ้าครึ่ง ๆ ของผลกำไรทั้งหมด ในฐานะหุ้นส่วน ไม่ใช่ผู้ติดค้างบุญคุณต่อกันเช่นเดิม เจ้าจะมีอำนาจการตัดสินใจเท่ากับข้า และยังคงดูแลงานการของที่นี่ทั้งหมดเช่นเดิม"

นางพูดจบก็ขยับตัวเข้ามาใกล้เขามากขึ้นกว่าเดิม เฟิ่งเทียนหนิงในตอนนี้กำลังรู้สึกดีใจมากแล้วก็ยังรู้สึกหายใจหายคอไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ หน้าของนางยื่นมาชิดเขาเกินไปแล้ว

"เจ้าลองไปคิดดูให้ดีแล้วกัน รีบให้คำตอบ ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ"

นางลุกขึ้นเดินไป เมื่อพูดกับเฟิ่งเทียนหนิงจบ ก่อนที่นางจะก้าวเท้าออกจากประตู เขาก็รีบพูดแทรกทันที

"ข้าตกลง"

นางหันมาส่งยิ้มให้เขา ใจจริงเขาไม่ได้ลังเลอะไร หรือสนใจข้อเสนอใด ๆ นอกจากการได้อยู่ที่นี่กับนาง เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็ไม่ต้องเปลืองความคิดหาข้ออ้างที่จะอยู่ต่อแล้ว คืนนี้เขาคงนอนหลับไปพร้อมกับความอิ่มเอมใจ

 

"นายหญิงให้ข้านำยาต้มมาให้คุณชายเฟิ่งเจ้าค่ะ"

ป้าฟ่านรีบรายงานเขาก่อนที่จะวางยาลงบนโต๊ะ หลายวันมานี้นางปรุงยาสูตรพิเศษให้เขาบรรเทาอาการกำเริบของพิษ ถึงจะถอนพิษไม่ได้แต่มันก็ช่วยลดความทรมานลงได้มาก นางมีความรู้เรื่องพิษเป็นอย่างดี มันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถ้าความจริงนางคือประมุขฝู่เหยียนหลี่ นางก็ต้องเก่งเรื่องพิษ ทุกคนต่างรู้กันดีว่าประมุขหญิงผาดำนอกจากวรยุทธ์สูงส่งยังชำนาญด้านการใช้พิษเป็นพิเศษ

"แล้วนางหายไปไหน ทำไมถึงเป็นป้าฟ่านที่นำยามาให้ข้าคนเดียว"

ที่เขาถามเช่นนั้นเพราะเดิมทีนางจะมาคอยควบคุมให้เขากินยาให้หมดทันทีที่ต้มเสร็จเพราะกลัวสรรพคุณจะลดลง

"นายหญิงพาคุณชายเหยียนน้อยไปที่ลำธารเจ้าค่ะ"

เขาพยักหน้ารับรู้ก่อนบอกให้หญิงสูงวัยออกไปทำงานอื่นต่อ

เฟิ่งเทียนหนิงออกมาตามหานางกับอาเหยียนที่ด้านหลังบ้าน มองเห็นฝู่เหยียนหลี่กับอาเหยียนกำลังยืนเล่นปาหินลงน้ำ แข่งกันอย่างสนุกสนาน

"ท่านแม่ ข้าแพ้อีกแล้ว ท่านยอมข้าบ้างไม่ได้หรือ"

อาเหยียนพูดแล้วทำเป็นคอตกเรียกร้องความสงสารจากนางแต่มันไม่สำเร็จ

"เจ้ายังต้องฝึกอีกเยอะเด็กน้อย"

นางบอกกับอาเหยียนอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

"เขาเป็นแค่เด็ก หากเจ้าไม่ยอมแกล้งแพ้ เขาก็ไม่มีทางชนะเจ้าได้อยู่แล้ว"

เฟิ่งเทียนหนิงส่งเสียงพูดแล้วเดินเข้าไปหาสองคนแม่ลูกที่ยืนอยู่ริมน้ำ นางหันมาทางเขาส่วนอาเหยียนกำลังวิ่งตรงเข้ามาที่เขา

"ท่านพ่อช่วยข้าด้วย"

เด็กน้อยทำเสียงออดอ้อนหาผู้ช่วย เฟิ่งเทียนหนิงส่งยิ้มให้อาเหยียนก่อนจะพูดกับเด็กชายที่ปัจจุบันก็น่าจะประมาณ 4 ขวบได้แล้วเขาตัวสูงขึ้นเยอะเลย

"ไว้ข้าจะสอนเคล็ดลับปาหินได้ไกล ๆ ให้เจ้านะ แต่ว่าวันนี้เจ้าออกมาเล่นนานแล้ว เข้าบ้านไปกินขนมของป้าฟ่านก่อนเถอะ"

พอได้ยินเช่นนั้นอาเหยียนก็ย้อนกลับเขาทันที

"ท่านพ่ออยากอยู่กับท่านแม่สองคนใช่ไหม"

อาเหยียนหัวเราะชอบใจต่อหน้าเขาก่อนจะวิ่งหนีจากไป ตอนนี้ฝู่เหยียนหลี่นางกำลังหันมาทางเขา นางชอบยืนท่ากอดอกแบบนี้เวลาที่จะจ้องจับผิดอะไรเขา

"อาเหยียนก็พูดไปเรื่อย"

เฟิ่งเทียนหนิงออกเสียงเรียบนิ่งเหมือนปกติ แต่ตาของเขากับกรอกสลับไปมาเหมือนกำลังส่อแววมีพิรุธ

"จริงหรือ"

นางพูดเช่นนั้นแล้วก็ค่อย ๆ กรีดกรายย่างเท้าเข้ามาหาตัวเขา แถมส่งสายตายิ้มเล็กยิ้มน้อยใส่เขาตลอด เฟิ่งเทียนหนิงเห็นนางเข้ามาใกล้มากขึ้น ก็ค่อย ๆ เดินถอยหลังไป

แต่จู่ ๆ เขาก็ไม่รู้ไปเหยียบอะไรเข้า ทำให้เสียหลักเกือบลื่นหงายหลังไปอย่างไม่เป็นท่า แต่โชคดีที่นางคว้ามือของเขาไว้ทัน ทว่านางคงออกแรงมากไปหน่อย เลยฉุดกระชากตัวของเขาเข้าไปประชิด ติดกับนางอย่างเต็ม ๆ

จนตอนนี้จมูกของเฟิ่งเทียนหนิงกำลังจมอยู่ที่พวงแก้มซ้ายของฝู่เหยียนหลี่ นางยืนนิ่งกะพริบตาปริบ ๆ ไม่ส่งเสียงพูดอะไร ส่วนเขาในเวลานี้ใจเต้นดังเหมือนกับกลองศึกที่ปลุกความฮึกเหิมของเหล่าทหาร แล้วนางก็ผลักร่างของเขาออกจากตัวของนาง

"ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ "

เขาไม่รู้จะทำอย่างไรตอนนี้ได้แต่พูดขอโทษ ๆ เท่านั้น

"เฟิ่งเทียนหนิง นี่เจ้าแอบคิดอะไรกับข้าอยู่หรือไม่"

นางพูดแล้วหรี่ตามองเขาอย่างเอาเรื่อง

"ไม่นะ ข้าไม่ได้คิดอะไรไม่ดีกับเจ้าเลย ข้าบอกแล้วไง ว่าไม่ตั้งใจ"

เขาพูดกระตุกกระตักแล้วยังไม่กล้ามองหน้านางอีก เขานี่ช่างโกหกไม่เก่งจริง ๆ

"เช่นนั้นก็จงมองที่ตาของข้าสิ แล้วพูดกับข้าอีกครั้ง"

ได้ยินเช่นนั้นเข้าก็จ้องหน้านางพยายามสำรวมอากัปกิริยาทำตัวให้ปกติที่สุด แต่อยู่ดี ๆ นางก็โน้มตัวมาใกล้เขาอีกแล้ว เขาเห็นท่าไม่ดี จึงหันหลังหนีแล้วรีบเดินออกมาจากตรงนั้นทันที

"ใกล้มืดแล้วข้าไปดูอาเหยียนก่อนนะ"

เขาบอกกับนางขณะที่เดินออกมาแล้ว โดยไม่หันหลังไปมองเลย

หนึ่งเดือนต่อมา.. 

 

วันนี้นางเอาแต่ฝึกกระบี่ตั้งแต่ช่วงสาย ๆ จนเที่ยงวันก็ยังคงไม่หยุดซ้อม 

"ได้เวลากินข้าวแล้วพักก่อนเถอะ"

เฟิ่งเทียนหนิงเดินลงจากบันไดมาบอกนาง

"ข้ายังไม่หิว"

นางพูดกับเขาแค่สั้น ๆ แล้วฝึกวิชาต่อ

"แต่เจ้าฝึกมาตลอดทั้งวันแล้วควรหยุดพักบ้าง"

เขาพยายามเกลี้ยกล่อมนางอีกครั้ง

"อยากให้ข้าหยุดงั้นหรือ"

นางหยุดแล้วหันมามองเขา เฟิ่งเทียนหนิงพยักหน้าเบา ๆ

"เช่นนั้นก็มาเล่นเป็นคู่ประลองให้ข้าสักหน่อย ถ้าข้าพอใจแล้วอาจจะยอมไปกินข้าวกับเจ้าก็ได้"

นางพูดกับเขาว่าเล่นแต่ท่าทางของนางดูจริงจังมาก

" ข้าไม่เป็นวรยุทธ์ "

เขาบอกนางแบบขอไปที

"เจ้าคิดว่าข้าโง่ดูไม่ออกหรือไง ข้ารู้ว่าเจ้ามีวรยุทธ์ตั้งแต่ที่เจอเจ้าแล้ว ช่วงที่เจ้าหลับข้าแอบตรวจดู ก็รู้ว่าพลังภายในตัวเจ้าแข็งแกร่งขนาดไหน ไม่เช่นนั้นคงทนต้านทานพิษไว้ไม่ได้ถึงขนาดนี้หรอก อย่าถ่อมตัวหน่อยเลย"

นี่นางรู้มาตลอดเลยหรือว่าเขามีวรยุทธ์ด้วย นางไม่เคยถามอะไร แต่รู้เรื่องเขาไม่น้อย

"ข้าก็แค่รู้วรยุทธ์เล็กน้อยเท่านั้น สู้กับข้าไปเจ้าก็เสียแรงเปล่า"

เขาพยายามบอกปัดนางเพราะไม่อยากสู้กับนางจริง ๆ

"เช่นนั้นก็ต้องลองดูสักตั้ง"

พูดจบนางก็จู่โจมเข้าหาเขาทันที นางมุ่งกระบี่พุ่งตรงมาที่เขาอย่างไม่ลดละ จนเขาต้องเอาพัดออกมารับกระบี่ของนางไว้ กระบวนท่าของนางรุนแรงเด็ดขาดไร้ช่องโหว่ รุกโจมตีแทบไม่ยอมให้หยุดหายใจ นางปัดแกว่งกระบี่ซ้ายขวาสลับไปมาอย่างว่องไวหนักแน่น หมุนฟาดฟันเขารอบทิศทาง วิชากระบี่นางร้ายกาจมาก หากว่าเขาไม่ได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์ขั้นสูงของอาจารย์คงยากจะต้านทานการบุกทะลวงอันดุดันของนางได้

"อย่ามัวแต่ตั้งรับ โจมตีข้าสิ"

นางตะโกนบอกเขาระหว่างที่ตวัดกระบี่ซ้ายขวาไปมาอย่างหนักหน่วงใส่เขาแบบไม่ยั้งมือหมุนอยู่รอบตัว แต่เขาก็ยังคงแค่ตั้งรับมือนางเท่านั้นไม่ยอมตอบโต้บุกโจมตีกลับเลยสักท่าเดียว แม้นางจะปล่อยกระบวนท่าจู่โจมเขาออกมาเป็นร้อยแล้ว แต่เขาก็สามารถรับมือได้อย่างว่องไวทุกกลยุทธ์ จนในที่สุดนางก็แสดงท่าไม้ตายออกมา

"ฝ่ามือทะลวงวิญญาณ"

นางส่งเสียงออกมาก่อนจะทะยานตัวขึ้นกลางอากาศ แล้วหมุนตัวเป็นแนวนอน หลายตลบอย่างกับพายุคลั่งพุ่งตรงมาที่เขารวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด ทันใดนั้นเขายื่นมือออกไปรับฝ่ามือของนาง แรงปะทะทำให้ทั้งสองคนต่างกระเด็นออกไปคนละทิศละทาง เขาถอยล่าไปด้านหลังใช้มือและเท้ายันพื้นตั้งรับไว้ได้ทันจึงไม่ร่วงลงไปนอนที่พื้น ส่วนเหยียนหลี่ร่างของนางถูกกำลังภายในสูงส่งของเขาซัดเข้าให้เต็ม ๆ จึงลอยหล่นไปกระแทกพื้นอย่างแรง ช่วงที่รับฝ่ามือของนางเขาเผลอใช้พลังขั้นสุดออกไป ทำให้นางร่วงไปนอนกับพื้นอย่างไม่เป็นท่าอยู่ในขณะนี้

เมื่อเห็นสตรีร่างเล็กนอนกองอยู่บนพื้นเช่นนั้นเขาก็รีบวิ่งไปหานางทันที

"เหยียนหลี่ข้าขอโทษ เจ้าเป็นอะไรมากไหม"

เขารีบพยุงตัวนางขึ้นมาด้วยความรู้สึกผิด

"ไม่เป็นอะไรข้าไม่เจ็บ"

นางบอกกับเขาน้ำเสียงปกติดูเหมือนนางไม่ได้โกรธเขาเลย

"ข้าไม่ตั้งใจพลั้งมือทำร้ายเจ้า ข้า ๆ ข้านี่แย่จริง ๆ "

เขาพูดกระอึกกระอักอย่างคนร้อนรนใจทำอะไรไม่ถูก

"เจ้าทำถูกแล้ว หากเจ้าออมมือให้ข้าสิ ข้าจะโกรธเจ้า"

นางพูดให้เขามั่นใจว่านางไม่กล่าวโทษเขาจริง ๆ

แค่กๆ

นางเซเข้าสู่อ้อมกอดของเขา นางบาดเจ็บจนยืนตัวโยกเยกเหมือนจะล้ม เขาโอบรับร่างเล็กของนางไว้ทัน ก่อนพูดกับนางอีกครั้งว่าขอโทษ

"ข้าไม่ควรใช้พลังกับเจ้า ไม่เช่นนั้น เจ้าคงไม่เจ็บขนาดนี้ ข้าขอโทษจริง ๆ "

สายตาของเขาดูเศร้าสร้อยมาก เหมือนเขาอยากจะเป็นคนเจ็บแทนนางเองมากกว่า นางส่งยิ้มอ่อน ๆ แสดงออกว่าไม่ได้กล่าวโทษเขา ในระหว่างนี้นางก็ยังคงอยู่ในอ้อมแขนของเขา เหมือนโรยแรง

 

"เจ้าเป็นใครกัน"

มีเสียงทุ้มต่ำดังมาจากรั้วทางเข้าบริเวณลานบ้าน บุรุษร่างสูงใหญ่กำยำดูองอาจ ใบหน้าคมคาย สายตาดุจเหยี่ยวนักล่า ปรากฏกายขึ้นตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครรู้ คนผู้นั้นกำลังจ้องมองมาที่เขาและนาง ก่อนเดินมุ่งหน้าตรงมาที่เขายืนอยู่กับฝู่เหยียนหลี่ เฟิ่งเทียนหนิงพลิกตัวของนางไปอยู่ที่ด้านหลังของเขา แต่นางกลับผลักตัวของเขาออกไป แล้วตรงเข้าไปหาบุรุษแปลกหน้าผู้นั้นก่อนเอ่ยเรียกเขาดั่งคนรู้จักที่คุ้นเคยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

"กู้ซานไห่"

บรรยากาศเงียบงันไร้เสียงพูดคุยและการเคลื่อนไหวใด ๆ ทุกอย่างเหมือนกำลังถูกหยุดลงแล้วถูกดูดดึงไปอยู่ในห้วงเวลาของนางกับชายผู้นั้น ที่เขาไม่รู้ว่าเป็นใคร เฟิ่งเทียนหนิงได้เพียงยืนมองนางกับเขาสบตาจ้องกันอยู่อย่างนั้น ใจเขาในเวลานี้เกิดความรู้สึกมากมายจนไม่สามารถแยกแยะอะไรเป็นอะไรได้อีก

"เฟิ่งเทียนหนิงเจ้ากลับเข้าบ้านไปก่อนเถอะ ข้ามีเรื่องต้องพูดคุยกับเขา"

หลังจากเงียบอยู่นาน นางก็พูดกับเขาออกมาแบบนั้น มันทำให้เขารู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ ในใจอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะเดินถอยออกมาด้วยความรู้สึกเหมือนครั้งนี้เขาคือคนพ่ายแพ้....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น