เจ้าเลี้ยงลูก ข้าจะไปแก้แค้น

ตอนที่ 9 : พิสูจน์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 248
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    13 เม.ย. 63

 

แสงตะวันสาดส่องแยงตาทำให้ฝู่เหยียนหลี่รู้สึกตัวตื่นขึ้น พอลืมตาก็เห็นเฟิ่งเทียนหนิงนั่งหลับฟุบอยู่ข้างเตียง มือของเขาจับกุมมือของนางไว้ตลอด นางเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้ดึงมือออก เพราะเกรงว่าเขาจะตื่น ในใจก็พานึกถึงตอนที่นางเคยได้รับบาดเจ็บจนนอนสลบไปไม่รู้สึกตัวถึงสามวัน ตื่นขึ้นนางก็เห็นจางเฟ่ยอวี้นั่งหลับเฝ้านางเช่นนี้ ตอนนั้นเพียงรู้สึกเอ็นดูเขาที่คอยดูแลนางไม่ห่าง แต่ตอนนี้กับบุรุษตรงหน้านางไม่ได้รู้สึกแค่นั้น ใจของนางรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก นางเฝ้ามองเขาหลับอยู่ข้าง ๆ ทั้งยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากนาง ทำให้นางมีความสุขใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่แล้วนางก็เอาแต่ส่ายหน้าไปมา เหมือนพยายามจะสลัดความคิดเหล่านั้นออกจากหัว ไม่นานเฟิ่งเทียนหนิงก็ตื่นขึ้น

"เจ้าฟื้นแล้ว เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" 

ทันทีที่เขารู้สึกตัวก็เอ่ยถามนาง เขาเอาแต่จับมือ จับหน้าผากตรวจดูอาการของนาง เขาดูร้อนใจห่วงใยนางมากจริง ๆ

"เฮ้อ...ไม่มีไข้แล้วดีจริง ๆ" 

เขาถอนหายใจด้วยความรู้สึกโล่งอก 

"นอนมาทั้งคืน ข้าไม่ได้เป็นอะไรแล้ว" 

นางพูดกับเขาเพื่อให้เขาจะสบายใจขึ้น เพราะเห็นเขายังดูกังวลอยู่

" ไม่ได้เจ้าต้องพักอีกเยอะ ๆ แล้วก็ยังต้องกินยาด้วย เจ้าบาดเจ็บภายในไม่น้อย เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง"

เขาพูดจบก็ทำสายตาละห้อยหน้าตาสร้อยเศร้า 

" ข้าบอกว่าไม่เป็นอะไร เมื่อไหร่เจ้าจะหยุดโทษตัวเองสักที" 

นางพยายามย้ำกับเขาให้รู้ว่านางไม่ได้โทษเขาเลยแม้แต่น้อย

"ก็ข้าผิดจริง ๆ หากข้าไม่ใช้พลังโต้ตอบเจ้าโดยไม่ระวังเช่นนั้น เจ้าคงไม่ต้องเจ็บ ข้าควรอยู่เฉย ๆ ยอมเป็นคนที่เจ็บตัวเสียเองมากกว่า ข้าไม่ควรสู้กับเจ้าตั้งแต่แรกเลย" 

เฟิ่งเทียนหนิงยังคงพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจที่ทำให้นางบาดเจ็บ 

"หากเจ้าทำเช่นนั้น ก็เป็นการดูถูกข้าเกินไปแล้ว เหตุใดเจ้าต้องออมมือให้ข้าด้วย เจ้าคิดว่าข้าแย่เสียจนไม่มีฝีมือจะสู้เจ้าได้เลยหรือ"

 นางพูดกับเขาเช่นนั้นไม่ใช่ด้วยความโมโห แต่เป็นเพราะนางรู้สึกโทษตัวเองมากกว่า ที่ไม่มีความพยายามมากพอที่จะฝึกวิทยายุทธ์ให้ตัวเองกลับมาเก่งเหมือนเดิมได้ จึงรู้สึกโกรธตัวเองที่ไม่ได้เรื่องเลย

" ไม่ใช่เช่นนั้น ข้าไม่ได้ตั้งใจหรือคิดสบประมาทเจ้า คือข้า....ข้าเป็นห่วงเจ้า" 

เขาพูดติด ๆ ขัด ๆ อยู่นานกว่าจะยอมหลุดปากบอกความในใจออกมา ว่าเขาเป็นห่วงนาง ได้ยินเช่นนั้นมันก็ทำให้ใจของนางตอนนี้ ยิ่งรู้สึกซาบซึ้งมากขึ้นกว่าเดิม นางพยายามที่จะมีสติและไม่คิดอะไรฟุ้งซ่านกับเขา นางจึงลุกขึ้นเดินให้ห่างออกมาจากเขา

 "เรื่องนี้ช่างมันเถอะไม่ต้องเอ่ยถึงอีก เจ้ามีสิ่งใดก็ไปทำก่อน ข้ายังอยากพักต่ออีกสักหน่อย" 

นางพูดตัดบทจบความ เพราะไม่อยากคิดอะไรต่อแล้ว

"เช่นนั้นข้าจะไปดูว่าป้าฟ่าน เตรียมอาหารเช้ากับยาให้เจ้าหรือยัง "

พอเขากล่าวจบแล้ว ก็เปิดประตูเดินออกจากห้องของนางไป

 

หลังจากวันที่เจอกันกู้ซานไห่ก็หายหน้าไปร่วมเดือน มีเพียงนกพิราบส่งสารนำจดหมายเกี่ยวกับข่าวสำคัญมาบอก ฝู่เหยียนหลี่ ยืนอยู่ริมน้ำที่ลำธารหลังบ้าน อ่านจดหมายล่าสุดของกู้ซานไห่ ในจดหมายระบุว่าตอนนี้มีโรคระบาดผู้คนล้มตายไปไม่น้อยเกือบทุกเขตแดน ยกเว้นเสียแต่เขตตะวันออกที่สำนักผาดำปกครอง แต่เขาสงสัยว่ามันไม่ใช่โรคแต่เป็นพิษ พออ่านจบนางก็ยืนครุ่นคิดอยู่ตรงนั้น สักครู่เฟิ่งเทียนหนิงก็เดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ นาง

"มีอะไรหรือ เห็นเจ้าถอนหายใจหลายทีแล้ว" 

เขาเอ่ยถามนางก่อน จะจ้องมองด้วยสีหน้าอ่อนโยนอย่างคนที่อยากจะรับฟังนางทุกเรื่อง นางจึงยื่นจดหมายของกู้ซานไห่ให้เข้าอ่าน

"แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร ไม่ใช่โรคแต่เป็นพิษอย่างในจดหมายบอกงั้นหรือ" 

เขาอ่านจดหมายจบก็ถามความเห็นของนาง

 "ข้าก็ไม่แน่ใจ ข้ายังไม่เคยพบเจอคนที่ป่วยเป็นโรคที่ว่านี้ เห็นทีข้าต้องไปดูด้วยตัวเอง ถึงจะพิสูจน์ได้แน่ชัด"

 นางตอบเขาเพราะตัดสินใจแล้วว่าจะออกเดินทางไปสมทบกับกู้ซานไห่ที่ตอนนี้อยู่ทางเหนือ

" เจ้าหมายความว่าจะไปหาเขาเพื่อช่วยตรวจสอบเรื่องนี้หรือ" 

เฟิ่งเทียนหนิงถามนางเสียงดังกว่าปกติท่าทางดูลุกลี้ลุกลนเหมือนอยากจะห้ามไม่ให้นางไป

" ใช่! เจ้าจะต้องตกใจทำไม เรื่องแค่นี้ " 

นางบอกเพราะไม่ใช่เรื่องแปลกหรือน่าตื่นเต้นอะไร นางกับกู้ซานไห่มักเดินทางออกจากสำนึกไปทำงานต่าง ๆ กันตามลำพังโดยไม่มีผู้ติดตาม เรื่องอะไรที่นางเห็นว่าสำคัญก็จะลงมือด้วยตัวเองเช่นครั้งนี้ ที่นางตัดสินใจไป เพื่อดูให้แน่ใจว่าเป็นเพราะโรคหรือพิษกันแน่ ถ้าเป็นเพราะพิษก็แสดงว่ามีคนคิดการร้ายอะไรแอบแฝง ซึ่งนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับสำนักผาดำแน่

ใคร ๆ ก็รู้ว่านางเป็นประมุขผาดำที่ชำนาญด้านการใช้พิษ หากมีคนตายมากมายเพราะพิษจริง ๆ ทั่วทั้งใต้หล้าต้องหันมาจับตาสำนักผาดำว่าเป็นผู้ร้ายแน่นอน

"ข้าไปด้วย" 

เฟิ่งเทียนหนิงพูดโพล่งขึ้นมาตอนที่นางหมุนตัวจะเดินกลับเข้าบ้าน

"เจ้าว่าอะไรนะ"

นางต้องการถามเขาให้แน่ใจว่าไม่ได้หูฝาด

"ครั้งนี้ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย ข้ามีวิชาแพทย์หากเป็นโรคระบาดข้าย่อมรับมือได้ดีกว่าเจ้า อีกอย่างข้าก็อยากทำตามความตั้งใจเดิม ที่ออกมาท่องยุทธภพเพราะต้องการช่วยรักษาผู้คน" 

คำพูดของเขาฟังดูมีเหตุผลแต่ท่าทางของเขาดูไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย เหมือนเขามีความตั้งใจอื่นแอบแฝงอยู่มากกว่า แต่นางไม่อยากจับผิดอะไรเขามากมายจึงปล่อยผ่านไป

"แล้วใครจะดูแลที่นี่"

นางถามเขาเพราะถ้าเขาตามไปครั้งนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหนถึงกลับมา

"เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวล เรื่องงานข้าสอนเสี่ยวเถาหมดแล้ว เขาเป็นคนฉลาดเรียนรู้เร็วและทำงานได้ดี ส่วนอาเหยียนป้าฟ่านก็รักและดูแลเขาเหมือนลูกหลานแท้ ๆ ไว้ใจได้แน่นอน ข้าไปกับเจ้าได้ไม่มีปัญหา " 

ทำไมนางถึงรู้สึกว่าคำตอบของเขา ดูเหมือนถูกเตรียมการไว้หมดแล้ว แต่ช่างเถอะ มีเขาไปด้วยก็ดี ฝีมือเขาก็สูงส่งไม่เบา คงมีประโยชน์กับนางไม่มากก็น้อย

"เช่นนั้นเจ้าก็จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย อีกสองวันข้าจะออกเดินทาง" 

การพูดเช่นนั้นกับเขาก็เป็นอันเข้าใจตรงกันว่านางอนุญาตให้เขาร่วมเดินทางไปด้วยกันครั้งนี้ เฟิ่งเทียนหนิงก็คงรับรู้แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เผยยิ้มออกมา

 

ใช้เวลาเพียงสามวันฝู่เหยียนหลี่กับเฟิ่งเทียนหนิงก็เดินทางมาสมทบกับกู้ซานไห่ ที่เขตแดนทางเหนือซึ่งถูกปกครองดูแลโดยสำนักสี่กระบี่ เป็นสำนักเก่าแก่ที่สุด เล่าต่อ ๆ กันมาว่าก่อตั้งขึ้นโดยยอดฝีมือกระบี่สี่ท่านในตำนาน สำนักสี่กระบี่มีศิษย์ไม่มากนัก แต่เต็มไปด้วยจอมยุทธ์มากฝีมือของยุทธภพ ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มีฝีมือกระบี่เป็นเลิศทั้งสิ้น

โดยเฉพาะ ตงเหลียงไป่ เจ้าสำนักคนปัจจุบันของสำนักสี่กระบี่ แม้แต่ฝู่เหยียนหลี่นางก็ไม่รู้ว่าถ้าจะต้องสู้กันจะเอาชนะเขาได้หรือไม่

"ท่านประมุข พาไอหน้าขาวมาด้วยทำไม" 

พอเจอหน้ากันกู้ซานไห่ก็ถามนางทันที

"เขามาเพื่อช่วยงานครั้งนี้"

นางตอบพลางมองไปทางเฟิ่งเทียนหนิง ที่ดูเหมือนไม่สบอารมณ์กับกู้ซานไห่สักเท่าไหร่เช่นกันที่เรียกเขาแบบนั้น

"มีข้าแค่คนเดียวก็พอ ไม่จำเป็นต้องมีคนอื่นเกะกะ"

กู้ซานไห่ตั้งใจพูดถึงเฟิ่งเทียนหนิงโดยตรงนางรู้ดี และเฟิ่งเทียนหนิงก็คงรู้ด้วยเช่นกันถึงได้ทำสีหน้าเอาเรื่องเช่นนั้น

"เอาล่ะ ข้าเร่งควบม้ามาหลายวัน อยากจะพักล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย ห้องพักของข้าอยู่ไหน" 

นางพูดเช่นนั้นเพราะไม่อยากอยู่ท่ามกลางสงครามเย็นระหว่างบุรุษสองคนนี้

"ข้าให้เสี่ยวเอ้อเตรียมห้องไว้ให้ท่านแล้วอยู่ด้านในซ้ายสุด"

กู้ซานไห่หันมาตอบนาง หลังจากเอาแต่จ้องหน้าหาเรื่องเฟิ่งเทียนหนิงอยู่นาน

"เจ้าก็ไปพักที่ห้องก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที"

พอนางพูดจบกู้ซานไห่ก็พูดแทรกขึ้นมา

"ไม่มีห้องสำหรับเจ้า ข้าจองห้องไว้ให้ท่านประมุขคนเดียว แล้วที่นี่ก็เต็มหมดแล้วเจ้าไปหาโรงเตี๊ยมที่อื่นพักเองแล้วกัน"

ฝู่เหยียนหลี่ถึงกับถอนหายใจด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่ายถึงที่สุดก่อนจะหันไปพูดกับเฟิ่งเทียนหนิง

"งั้นเจ้าก็ไปพักที่ห้องของเขาก่อน พรุ่งนี้คงจะพอมีห้องว่าง แต่ถ้าหากเขาไม่ยอมให้เจ้าอยู่ด้วย เจ้าก็ไปพักที่ห้องข้าแทน"

พอพูดจบนางก็หมุนตัวเดินออกมา มุ่งไปตามทางเพื่อกลับห้องของตัวเอง นางรู้ดีว่าหากพูดเช่นนี้ ยังไงกู้ซานไห่ก็ต้องยอมให้เฟิ่งเทียนหนิงพักที่ห้องของเขาแน่นอน

"ข้าไม่อยากอยู่ร่วมห้องกับเขา"

กู้ซานไห่ตะโกนเสียงดังแต่นางทำเป็นไม่ได้ยิน

"งั้นข้าไปพักกับเจ้าดีกว่า"

เฟิ่งเทียนหนิงทำเป็นส่งเสียงดัง ๆ พูดกับนาง ก่อนจะก้าวเท้าเดิน

"หยุดเดี๋ยวนี้ เจ้าตามข้ามา"

กู้ซานไห่รีบห้ามเฟิ่งเทียนหนิงทันทีไม่ให้ตามนางไป คำพูดของเขาแสดงว่ายอมให้เฟิ่งเทียนหนิงพักร่วมห้องด้วย เฟิ่งเทียนหนิงส่งเสียงหึหึในลำคอ แล้วเดินตามกู้ซานไห่ไปที่ห้อง ฝู่เหยียนหลี่คิดว่าเฟิ่งเทียนหนิงคงจะเข้าใจในสิ่งที่นางพูด เขาถึงได้บอกจะมาพักกับนาง ทำให้กู้ซานไห่รีบพาเขากลับห้องทันที

 

เช้าวันรุ่งขึ้นกู้ซานไห่พานางกับเฟิ่งเทียนหนิงมาตรวจดูคนที่ติดโรคระบาด และตรวจดูร่างของคนที่เสียชีวิต ที่หมู่บ้านทางใต้ของเขตแดนเหนือสำนักสี่กระบี่

"หน้าตาหมองคล้ำ ปากแห้งซีด ดวงตามีจุดแดง ตามตัวมีแผลพุพอง แต่ไม่มีไข้ ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ ร่างกายไร้เรี่ยวแรง ลมหายใจแผ่วเบา เหมือนอวัยวะภายในกำลังค่อย ๆ ถูกทำลายทั้งหมด อาการรุนแรงเฉียบพลันภายใน1-2 วันเช่นนี้ ข้าคิดว่าไม่ใช่โรคระบาดอะไร แต่อาจจะเป็นพิษจริง ๆ"

 เฟิ่งเทียนหนิงอธิบายหลังจากได้ตรวจอาการของคนเจ็บครอบครัวหนึ่งซึ่งพ่อแม่ลูกต่างมีอาการแบบเดียวกันหมด เขาสรุปได้ว่าบางคนอยู่ได้หนึ่งวัน แต่บางคนร่างกายแข็งแรงอดทนได้มากหน่อยก็อยู่เกือบถึงสองวัน

"เหอะ ๆ เจ้าจะพูดทำไมข้าก็บอกไปแล้วว่าต้องเป็นพิษ"

กู้ซานไห่พูดขึ้นทันทีเมื่อเฟิ่งเทียนหนิงพูดจบ ฝู่เหยียนหลี่ได้แต่ส่ายหัวไม่พูดอะไร นางนั่งลงแล้วใช้เข็มเงินยาวพิเศษของนางแทงที่ร่างของผู้ที่ตายแล้ว เมื่อดึงเข็มออกมาก็เป็นสีดำสนิท

"พิษพญางู"

เมื่อนางพูดเช่นนั้น เฟิ่งเทียนหนิงก็ถามนางต่อ

"พิษอะไรกันข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน"

 เขาพูดแล้วหยิบเข็มเงินในมือของนางไปดู

"พิษพญางู เป็นพิษที่ทำจากงูพิษทั้ง9ชนิด แต่โดยปกติแล้วคนที่โดนพิษนี้ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็จะตายทันที เพราะพิษจะแล่นเข้าสู่หัวใจทำลายทุกสิ่งไม่มีทางรอด ร่างจะเกิดแผลพุพองเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็ว มันเป็นพิษที่ร้ายแรงและโหดเหี้ยมมากไม่มียาถอนพิษ ขั้นตอนการปรุงก็ยุ่งยาก หากไม่ชำนาญพอ อาจจะรับพิษตายไปเองเสียก่อน อีกทั้งสูตรตำรับพิษชนิดนี้ก็สูญหายไปแล้ว ข้ายังไม่เคยเจอผู้ใดปรุงสำเร็จ นอกจากท่านแม่ แม้แต่ข้าก็ยังไม่เคยทำพิษพญางูนี้เลย" 

นางอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ เฟิ่งเทียนหนิงกับกู้ซานไห่พยักหน้ารับรู้

"แล้วทำไมคนพวกนี้ถึงกลายเป็นเช่นนี้ไม่ได้ตายทันที" 

กู้ซานไห่ถามนางต่อเพราะไม่เข้าใจสถานการณ์

"เพราะมีคนต้องการทดลองพิษ ยังไม่สามารถปรุงได้สำเร็จ ฤทธิ์ของมันจึงยังร้ายแรงไม่พอ" 

เฟิ่งเทียนหนิงพูดอธิบายขึ้นมาด้วยความเข้าใจของตัวเอง ซึ่งนางก็พยักหน้าเป็นการยืนยันว่าเขาพูดถูก

"ใครถามเจ้า" 

กู้ซานไห่พูดกระแทกเสียงใส่เฟิ่งเทียนหนิง นางไม่ได้สนใจอะไรเหมือนจะเริ่มชินกับอาการไม่ถูกขี้หน้ากันอย่างไร้เหตุผลของสองคนนี้เสียแล้ว

 

" ข้าคิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นฝีมือของพวกสำนักผาดำใจเหี้ยม"

 เสียงดังมาจากด้านหลังของพวกนาง กำลังมีหญิงสาวอายุดูราว ๆ 17-18 ปี เดินเข้ามาตรงที่พวกนางกำลังยืนอยู่

"เจ้าหมายความว่าไง"

กู้ซานไห่ถามหญิงสาวแปลกหน้าเสียงดุดัน

"ข้าก็หมายความอย่างที่พูดนั่นแหละท่านเหยี่ยวนักล่าแห่งผาดำ" 

หญิงสาวนางนี้พูดจาไม่ได้เกรงกลัวอะไรกู้ซานไห่เลยแถมยังท่าทางท้าทายเขาอีก

"เจ้าเป็นใครกันถึงรู้จักข้า"

กู้ซานไห่ถามนางอย่างสงสัยเพราะคงจะไม่เคยพบเจอนางมาก่อน

"จะมีใครที่ไม่รู้จัก มือขวาของประมุขสำนักผาดำกู้ซานไห่เล่า" 

นางโต้ตอบเขาด้วยท่าทางยียวนกวนประสาท ยิ่งชวนให้กู้ซานไห่โมโหเสียจริง ฝู่เหยียนหลี่กับเฟิ่งเทียนหนิงไม่พูดสิ่งใด ยืนดูสถานการณ์แบบนิ่งสงบ

"ข้าคิดไว้แล้วว่าคนไม่ได้ป่วยด้วยโรคระบาด แต่เป็นเพราะมีคนทดลองพิษ และมันจะเป็นฝีมือใครไปได้ ถ้าไม่ใช่พวกเจ้าสำนักผาดำ ประมุขของเจ้าเป็นจอมมารพิษ ใคร ๆ ก็รู้กันทั่วยุทธภพว่าโหดเหี้ยมอำมหิตเพียงใด" 

หญิงสาวพูดจาโอหังอย่างไม่ลดละต่อหน้าของพวกนาง ฝู่เหยียนหลี่ได้ยินดังนั้นก็เข้าใจได้ทันที ว่าเป็นไปตามที่นางคิดเอาไว้ มีคนคิดทดลองพิษโดยวางแผนป้ายความผิดมาที่นาง คงจะหวังใช้เรื่องนี้โจมตีสำนักผาดำ เมื่อเรื่องถูกเปิดโปง

"สามหาวเกินไปแล้ว"

กู้ซานไห่พูดเพียงแค่นั้นก็พุ่งตรงจู่โจมหญิงสาวทันที เขามุ่งกระบี่ใส่นางไม่หยุดยั้ง ฟาดซ้าย ฟันขวาอย่างรวดเร็ว ตีลังกาเหินฟ้าตลับหลังนางก่อนจะซัดฝ่ามือเต็มแรงใส่นางจนกระเด็นล้มหล่นไปกองกับพื้นจนกระอักเลือดออกมา กู้ซานไห่ยังไม่ยอมหยุด เขาเดินเข้าหาหญิงสาวที่นอนอยู่เงื้อมกระบี่กำลังจะมุ่งไปที่ร่างของนาง แต่แล้วเฟิ่งเทียนหนิงก็กระโจนเข้าไปขวางข้างหน้า ใช้พัดปัดกระบี่ของกู้ซานไห่ออกไป

"เจ้าอยากตายหรือไง ถึงกล้ามาขวางทางข้า" 

กู้ซานไห่ถามเขาเสียงดังด้วยความโกรธเกรี้ยว

"นางเป็นเพียงสตรีตัวคนเดียวทำไมเจ้าต้องลงมือหนักถึงขนาดนี้" 

เฟิ่งเทียนหนิงย้อนถามกู้ซานไห่ด้วยท่าทางไม่พอใจเช่นกัน 

"เจ้าไม่ได้ยินหรือไง นางพูดจาใส่ร้ายสำนักผาดำทั้งยังลบหลู่ท่านประมุข" 

กู้ซานไห่ขึ้นเสียงใส่เขาดังกว่าเดิม สำหรับเฟิ่งเทียนหนิงเขาคงไม่เข้าใจ แต่สำหรับฝู่เหยียนหลี่นางเข้าใจกู้ซานไห่ดี เขาไม่เคยอดทนกับอะไรได้นาน ยิ่งถ้าเป็นสิ่งที่กระทบกระเทือนต่อตัวนางด้วยแล้ว เขาไม่มีทางอ่อนข้อให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น ในครั้งนี้หญิงสาวผู้นั้นไม่ได้ตายด้วยคมกระบี่ของเขาตั้งแต่กระบวนท่าแรกก็นับว่าเขาปรานีต่อนางมากแล้ว

"นางยังเด็กนัก เจ้าไม่เห็นต้องถือสานางถึงขั้นเอาชีวิต ไม่โหดเหี้ยมเกินไปหน่อยหรือ" 

เฟิ่งเทียนหนิงต่อว่ากู้ซานไห่โดยไม่กลัวว่ากระบี่อาจจะเปลี่ยนทิศ แล้วพุ่งมาใส่ตัวเขาแทนหญิงสาวที่นอนอยู่กับพื้นนางนั้น

"วันนี้เจ้ากับข้าคงต้องเห็นดีกันไปข้าง"

เสียงขึงขังของกู้ซานไห่บ่งบอกว่าเขาเอาจริงและคราวนี้เฟิ่งเทียนหนิงคงยากที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะฝีมือกับกู้ซานไห่ ฝู่เหยียนหลี่ยังคงยืนนิ่งไม่พูดจา นางเพียงแต่คิดในใจว่า ก็ดีเหมือนกัน ถ้าเฟิ่งเทียนหนิงจะสู้กับกู้ซานไห่ นางเองก็อยากเห็นวรยุทธ์ของเขา เพราะคราวก่อนที่สู้กันเขาไม่ยอมโจมตีนางกลับ เอาแต่ตั้งรับ นางจึงไม่รู้ว่าเขาฝึกวิทยายุทธ์ของวิชาสำนักไหน นางจึงปล่อยให้เขาสองคนทะเลาะกันไปเช่นนั้น แล้วกู้ซานไห่ก็อดทนไม่ได้นานจริง ๆ เขาซัดฝ่ามือเข้าให้ที่กลางอกเฟิ่งเทียนหนิงจนเซถอยหลังไป ก่อนจะง้างกระบี่หมายจะแทงเขาซ้ำ

"ระวัง"

เสียงของหญิงสาวที่นอนกองอยู่กับพื้นตะโกนเตือนเฟิ่งเทียนหนิง ทำให้เขาหันไปใช้พัดยั้งกระบี่ไว้ทัน กู้ซานไห่หมุนตัวสามสี่ตลบฟาดฟันกระบี่ไปที่ตัวเฟิ่งเทียนหนิงอย่างดุดันไม่ออมมือ แต่เฟิ่งเทียนหนิงสามารถตั้งรับได้ทุกครั้ง ก่อนที่เขาจะทะยานตัวหมุนตลบไปอีกด้าน แล้วเขาก็ซัดฝ่ามือตอบโต้คืนไป ทำให้กู้ซานไห่เสียท่าเขา จนขาทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นหนึ่งข้าง นั่นยิ่งทำให้กู้ซานไห่เดือดดาลแทบบ้าคลั่ง พุ่งกระบี่โจมตีไม่ยั้งไปที่เฟิ่งเทียนหนิง

ถ้าหากไม่ห้ามตอนนี้คงได้เสียเลือดเสียเนื้อกันแน่

"พอได้แล้ว"

ฝู่เหยียนหลี่ดีดเข็มเงินใส่กระบี่ของกู้ซานไห่จนหลุดมือ

"ท่านประมุขแต่เขา"

กู้ซานไห่ยังไม่ยอมวางมือ คิดจะเอาเรื่องเฟิ่งเทียนหนิงให้ได้

"พวกเจ้าคิดจะสู้กันจนให้ตายกันไปเลยใช่ไหม ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาแล้วสินะ" 

นางพูดเสียงทุ้มต่ำ สายตาดุดันจริงจัง ทำให้กู้ซานไห่จำเป็นต้องยอมรามือในครั้งนี้

"ทำไมเจ้าไม่ห้ามเขาก่อนหน้านี้ที่ทำร้ายแม่นางน้อยผู้นั้น"

หลังจากเงียบอยู่นานเฟิ่งเทียนหนิงก็เอ่ยถามนางเช่นนั้นเหมือนอยากตำหนินางที่ปล่อยให้กู้ซานไห่ทำอะไรรุนแรง ทำให้นางรู้สึกไม่พอใจเฟิ่งเทียนหนิงอย่างมากจึงตอบเขากลับไปอย่างเย็นชา

"ข้าไม่ปล่อยให้เขาฆ่าเจ้าตายไปอีกคนก็นับว่าดีมากแล้ว"

สีหน้าของนางจ้องมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง ท่าทางบ่งบอกได้ชัดเจนถึงการต่อว่าเฟิ่งเทียนหนิงที่พูดกับนางเช่นนั้น เฟิ่งเทียนหนิงไม่โต้เถียงนางสักคำ แต่กลับเดินไปหาหญิงสาวผู้นั้นแล้วช่วยพยุงนางลุกขึ้นอย่างเบามือ ฝู่เหยียนหลี่เห็นเช่นนั้น ก็รู้สึกว่านางทำถูกแล้วที่ปล่อยให้กู้ซานไห่จัดการสั่งสอนกับสตรีนางนั้นเสียบ้าง

" คุณชายท่านชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรหรือ"

หญิงสาวส่งสายตาหยาดเยิ้มพูดคุยถามไถ่เฟิ่งเทียนหนิง

"ข้าแซ่เฟิ่ง"

เขาตอบนางเพียงสั้น ๆ

"ข้าแช่ตง ชื่อจื่อลู่"

ได้ยินเช่นนั้นฝู่เหยียนหลี่จึงพูดแทรกขึ้น

"ที่แท้ก็บุตรีของเจ้าสำนักตงเหลียงไป่ มิน่าถึงฝีปากกล้าไม่เกรงกลัวผู้ใด อีกทั้งยังไม่กลัวตาย"

น้ำเสียงไร้ซึ่งอารมณ์แต่นางจ้องมองจื่อลู่ตาเขม็งสีหน้าเรียบนิ่งดุดันฉายแววอำมหิตเหมือนมัจจุราช จนทำให้หญิงสาวถึงกับกลืนน้ำลาย ดูมีทีท่ารู้จักความหวาดกลัวขึ้นมาบ้าง

"แล้วเจ้าเป็นใคร ถึงกล้าเรียกขานนามท่านพ่อข้าเพียงเฉย ๆ"

จื่อลู่ลอยหน้าลอยตาพูดกับนาง แต่หลบอยู่หลังเฟิ่งเทียนหนิง หญิงสาวคงไม่รู้ตัวว่ายิ่งทำเช่นนั้น ก็ยิ่งทำให้ฝู่เหยียนหลี่ไม่พอใจ

"ถึงเวลาเจ้าก็รู้เอง แต่ก่อนที่เจ้าจะรู้ จงรักษาชีวิตของตัวเองไว้ให้ดีเถิด"

พูดจบนางก็ก้าวเท้าเดินจากไปโดยไม่หันย้อนกลับมามอง

"รอข้าด้วย"

กู้ซานไห่จึงตะโกนร้องเรียกนางก่อนจะหันมาจ้องเฟิ่งเทียนหนิงกับตงจื่อลู่ด้วยสายตาอาฆาตแล้วรีบวิ่งตามฝู่เหยียนหลี่

 "ข้าต้องไปแล้ว"

เฟิ่งเทียนหนิงพูดกับจื่อลู่พร้อมแกะมือของนางที่เกาะแขนของเขาไว้แน่น

"คุณชายเฟิ่งจะไปไหน ข้ายังไม่ได้ตอบแทนที่ท่านช่วยข้าเลย"

จื่อลู่พยายามจะรั้งเขาไว้นางส่งยิ้มหวานให้เขาตลอดเวลาที่จ้องมอง

"ไม่เป็นไร"

 เฟิ่งเทียนหนิงพูดกับจื่อลู่สั้น ๆ โดยไม่ได้ใส่ใจอะไร พอสลัดนางได้ ก็รีบเดินตามฝู่เหยียนหลี่ไปเขาไม่ได้โกรธนาง แต่ไม่รู้ว่านางโกรธเขาหรือเปล่า กลับไปแล้วจะผิดใจกันไหม ถ้านางไม่พอใจจนเอ่ยปากไล่เขากลับบ้าน เฟิ่งเทียนหนิงจะทำอย่างไรเพื่อขอนางคืนดี... 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. #7 Pang_happy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 23:09
    เหล้าเปลี่ยนเป็นเล่าดีกว่ามั้ยคะ ฟังดูแปลกๆ
    #7
    3
    • #7-2 คิดได้ เล่าต่อ(จากตอนที่ 9)
      17 มีนาคม 2563 / 23:23
      ทั่วไปใช้แบบไหนคะ จะได้ใช้ตาม เล่า งี้ใช่มั้ย
      #7-2
    • #7-3 คิดได้ เล่าต่อ(จากตอนที่ 9)
      18 มีนาคม 2563 / 01:32
      แก้แล้วนะคะ ขอบคุณที่ช่วยแนะนำค่ะ
      #7-3