เจ้าเลี้ยงลูก ข้าจะไปแก้แค้น

ตอนที่ 16 : ร่องรอย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 123
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    13 เม.ย. 63

 

ฝู่เหยียนหลี่จับสังเกตรับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้น บริเวณพื้นดินหน้าบ้านของเซียวอี้ เป็นดินโคลนบางจุดแห้งแข็ง แต่บางจุดเปียกชื้นทำให้พื้นอ่อนเมื่อเหยียบลงไปจึงเกิดรอยเท้า นางพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วน 

"แม่ของเซียวอี้ตายแล้ว"

 เฟิ่งเทียนหนิงเดินออกมาบอกฝู่เหยียนหลี่ 

"อะไรนะ ตายแล้วหรือ" 

จู่เหอเดินมาสมทบแล้วสอบถาม ก่อนจะวิ่งเข้าไปตรวจดูด้านในบ้าน 

"ทำไม ดูเจ้าไม่แปลกใจเลย" 

เฟิ่งเทียนหนิงถามนางด้วยความประหลาดใจ 

"เจ้าดูรอยเท้าพวกนี้สิ มีคนมาถึงก่อนพวกเรา รอยเท้ายังใหม่อยู่เลย ดูจากดินพวกนี้ที่ยังยุบตัวทิ้งรอยไว้ แสดงว่ามีคนมาที่นี่ได้ไม่นาน เผลอ ๆ อาจจะเป็นเมื่อคืนหรือช่วงก่อนรุ่งสางก็ได้ เมื่อมีคนมาตัดหน้าเรา ย่อมหมายเอาชีวิตคนที่อยู่แน่" 

นางบอกเขาด้วยท่าทีที่สุขุมครุ่นคิด ​​​​​​

"ลงมือก่อนเราแค่ก้าวเดียว พอรู้ว่าเราจะมาสืบหาเบาะแส ก็ชิงลงมือตัดหน้าเราได้เสมอ พวกมันเป็นใครกันแน่นะ ถึงรู้ทุกการเคลื่อนไหวแบบนี้ " 

เฟิ่งเทียนหนิงพูดพร้อมตรวจดูร่องรอยของคนที่มาเยือนก่อนหน้า

 ​​​​​​"ดูเหมือนจะมาแค่คนเดียว รอยเท้าใหญ่คงจะเป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ไม่น้อย" 

เมื่อเขาดูอย่างละเอียดแล้วจึงสรุปบอกกับนาง ฝู่เหยียนหลี่พยักหน้ารับรู้

 ​​​​​​"เราไปดูด้านในกันเถอะ" 

นางเดินนำหน้าเข้าไปในบ้านก่อน 

​​​​​​"กระบี่เดียวทะลุหัวใจ ลงมือได้เลือดเย็นเหลือเกิน" 

จู่เหอตรวจพิสูจน์ศพแล้วก็บอกกับทุกคน

 "นี่ถุงเงิน ในนี้มีเงินอยู่จำนวนมาก มันอาจจะเป็นเงินว่าจ้างก็ได้" เฟิ่งเทียนหนิงพูดพร้อมส่งของให้กับฝู่เหยียนหลี่ดู ​​​​​​

"ข้าลองสำรวจตรวจค้นจนละเอียดแล้ว ไม่มีอย่างอื่นอะไรที่ผิดปกติ น่าสงสัย" 

จู่เหอรายงานความคืบหน้าหลังจากช่วยกันเดินตรวจสอบทุกซอกทุกมุมบ้าน

 ​​​​​​"เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า ไม่พูดไม่จาอะไรเลย หรือว่าเหนื่อยมากเกินไป" 

เฟิ่งเทียนหนิงไม่เคยละเลยความใส่ใจที่มีต่อนางแม้แต่นิดเดียว เขาเฝ้าสังเกตดูนางตลอด ฝู่เหยียนหลี่ยิ้มรับความห่วงใยของเขา แล้วส่ายหน้าเพื่อตอบเขาว่าไม่มีอะไร

 "กลับกันเถอะ อยู่ไปก็ไม่มีอะไรให้สืบต่อ" 

ฝู่เหยียนหลี่พูดจบก็เดินออกมา เฟิ่งเทียนหนิงจึงเดินตามนางติด ๆ 

"ข้าจะจัดการเรื่องศพให้เรียบร้อยก่อน ยังไงนางก็เป็นแม่ของศิษย์น้องข้า พวกเจ้ากลับกันไปก่อนเถอะ" 

จู่เหอตามออกมาส่งแล้วบอกกล่าวพวกเขาก่อนแยกย้ายจากกัน 

 

"เจ้าดื่มยาบำรุงสักหน่อยเถอะ ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว อย่าทำอะไรหักโหมเกินไป" 

เฟิ่งเทียนหนิงส่งถ้วยยาให้กับฝู่เหยียนหลี่ หลังจากที่กลับมาจากบ้านของเซียวอี้ นางก็เอาแต่คิ้วขมวดใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังไม่ค่อยพูดจาอะไรกับเขาเลย 

"เจ้าเอาแต่สนใจข้า จนลืมดูแลตัวเองไปหรือไม่ เรื่องพิษในกายเจ้าข้าไม่ลืมหรอกนะ" 

นางยิ้มจาง ๆ พูดกับเขาก่อนจะดื่มยาจนหมดถ้วยให้เขาสบายใจ แม้ทั้งสองจะไม่ได้พูดกันออกมาตรง ๆ แต่ต่างคน ก็ต่างรู้จิตรู้ใจกันดี ทั้งยังห่วงใยใส่ใจกันและกันทุกสิ่งอย่าง โดยเฉพาะฝู่เหยียนหลี่แม้นางจะไม่มีถ้อยคำหวานชื่น หรือความอ่อนโยนนุ่มนวลเท่าไหร่นัก แต่เฟิ่งเทียนหนิงก็รับรู้ได้ว่า นางเป็นห่วงและกังวลเรื่องพิษของเขาอยู่เสมอ 

"เรื่องของข้า เจ้าอย่าคิดมากเลย ข้าจัดการตัวเองได้ ขอแค่เจ้าปลอดภัยดีทุกอย่าง ข้าจะดูแลตัวเองให้ดี ข้าสัญญา" 

เขาจับกุมมือนางอย่างนุ่มนวล เอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบาทุ้มลึกอบอุ่นใจ สายตาอ่อนหวานราวจะหอบเอาสายลมแห่งรักมาโอบอุ้มร่างกายของนางไว้ 

"ท่านประมุข" 

กู้ซานไห่วิ่งพรวดพราดเข้ามาเปิดประตูเสียงดัง โดยไม่ได้เคาะขออนุญาตนางเสียก่อน 

​​​​​​"มีเรื่องสำคัญอะไร" 

ฝู่เหยียนหลี่ไม่ได้ต่อว่าเขาที่เข้ามาขัดจังหวะของนางกับเฟิ่งเทียนหนิง นางรู้ว่าเขาเป็นคนโพล่งพลางแบบนี้อยู่แล้วเลยไม่ได้ถือสาอะไร

 ​​​​​​"คนของเราที่แอบซ่อนตัวอยู่ทางเขตแดนตะวันตก ส่งข่าวสำคัญมาบอก"

 กู้ซานไห่พูดแล้วหยุดนิ่งไป หันมองที่เฟิ่งเทียนหนิง เขาไม่ได้ส่งสายตาหาเรื่องเหมือนปกติแบบที่ชอบทำ ช่วงนี้เขาคงจะสงบเสงี่ยมลงบ้าง

 "พูดมาเถอะ มีแต่คนกันเองทั้งนั้น" 

นางเอ่ยวาจาให้เขาเข้าใจว่า สามารถบอกเรื่องสำคัญต่อหน้าเฟิ่งเทียนหนิงได้ นั้นหมายความว่านางไว้ใจและให้ความสำคัญต่อเฟิ่งเทียนหนิงไม่แพ้กัน กู้ซานไห่พยักหน้ารับทราบ

"ตอนนี้ทางเขตแดนตะวันตก มีข่าวโรคระบาดแผ่อย่างรุนแรง มีคนถูกวางยาตายเกือบทุกวัน สำนักซูเหวิน จึงส่งเทียบเชิญไปยังอีกสามเขตปกครอง เพื่อเชิญเข้าร่วมประชุมด่วน ที่จะจัดในอีก 15 วันข้างหน้า ที่สำคัญคนของเราพบเห็นว่าพวกคนร้ายที่ลงมือวางยา ล้วนสวมชุดดำทั้งตัว ทั้งยังใส่หน้ากากปิดบังจนเห็นแค่ดวงตา ข้าคิดว่ามันเป็นกลุ่มเดียวกัน กับพวกที่ลอบโจมตีพวกเราในป่า" 

กู้ซานไห่รายงานข่าวสารทั้งหมดที่ได้รับมาให้ฝู่เหยียนหลี่ฟัง นางใช้ความคิดอยู่ชั่วครู่ 

​​​​​​"สืบได้หรือไม่ว่ากลุ่มคนสวมหน้ากากนั่น เป็นพวกไหน"

 กู้ซานไห่พยักหน้าตอบนางก่อนจะรายงานความคืบหน้าต่อ

"สืบได้ข่าวว่าเป็นพรรคหน้ากากเหล็ก ที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน ไม่มีใครรู้ที่มา ที่ไปของกลุ่มคนพรรคนี้ ไม่ทราบว่าทำงานให้กับสำนักใด แต่วันนี้ข้าพบคนที่น่าสงสัยสวมใส่หน้ากากเหล็ก แต่ไม่ได้ใส่ชุดดำพรางตัว มันคอยสะกดรอยตามข้า อีกทั้งยังพยายามจะแย่งชิงจดหมายลับของเราไป ข้าไล่ตามล่ามันไป จนถึงเขตที่ตั้งของสำนักโลหิตพิสุทธิ์  แต่ไม่อาจตามต่อได้ เหมือนกับมันหายตัวเข้าไปภายในสำนัก"

 กู้ซานไห่เล่าเรื่องวันนี้ที่เขาไปพบเจอมาให้นางฟัง หลังจากนั้นนางก็เปลี่ยนสีหน้าทันที 

​​​​​​"เจ้าเฒ่าหม่าอวิ๋นกุย เห็นทีข้าต้องไปเยือนสำนักโลหิตพิสุทธิ์สักครั้ง" 

น้ำเสียงเย็นชาแข็งกระด้าง แฝงด้วยแววตาการเสียดแทงอย่างสุดลึก งานนี้คงจะมีเรื่องให้นางต้องจัดการใหญ่แล้ว

 

"ดึกแล้วเจ้ายังไม่เข้านอนอีกหรือ" 

น้ำเสียงอ่อนโยนชวนฟังของเขาดังมาจากด้านหลัง ฝู่เหยียนหลี่ยืนอยู่ที่นอกชานชั้นสองของโรงเตี๊ยมที่ยื่นออกมาด้านหน้าถนน ยามค่ำคืนเมื่อมองดูจากจุดนี้จะเห็นแสงจากโคมไฟส่องสว่างสวยงามประดับประดาไว้ตลอดเส้นทาง 

"เจ้าเองก็ยังไม่นอน แล้วจะมาไล่ข้าหรือ" 

นางยกหางคิ้วขึ้น ยียวนเขาเล็กน้อย 

"ข้าจะหลับได้อย่างไร เมื่อเจ้ายังคงยืนอยู่ตรงนี้ มีเรื่องต้องคิดมากหรือ ข้าเห็นเจ้าสีหน้าเคร่งเครียดตลอดทั้งวัน" 

เฟิ่งเทียนหนิงถามไถ่เพราะเฝ้าคอยดูนางอยู่ เขารู้ว่านางคิดเรื่องคดีพิษอย่างหนัก

 ​​​​​​"ข้าเพียงแต่คิดไม่ตก และมีข้อสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อยากให้สิ่งที่ข้าคิดนั้นเป็นจริง"

นางถอนหายใจพูดด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในใจ ​​​​​​

"เจ้าปล่อยวางมันลงบ้างได้หรือไม่ ทุกสิ่งที่เจ้าแบกไว้ในใจ แบ่งปันให้ข้าช่วยรับมันได้ไหม" 

ดวงตาประกายความอ่อนโยนแบบที่เขาใช้จ้องมองนางอยู่ทุกครั้ง จนนางอยากจะทำให้ได้แบบที่เขาร้องขอ สองมืออบอุ่นปกป้องมือเล็ก ๆ ของนางเอาไว้ พร้อมคำพูดที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าคำหวานใด ที่เคยผ่านหูมา

 ​​​​​​"ก่อนหน้านี้ ข้าคิดว่าทุกสิ่งที่พบเจอ ข้าจะต้องทนรับมันทุกอย่างด้วยตัวเอง ข้าจึงต้องแข็งแกร่งที่สุด เพื่อจะได้อยู่รอด เพราะจุดที่ข้าอยู่นั้น มันเหนือผู้คน แต่ยิ่งมันสูงเท่าไหร่ ความโดดเดี่ยวก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่พอข้าได้รู้จักกับเจ้า ข้าก็รู้สึกได้ว่าข้าไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป" 

สิ้นเสียงของหญิงสาว ชายหนุ่มก็รวบตัวนางมาโอบกอดไว้ ใบหน้าของนางซุกแนบที่แผ่นอกกว้างของเขา ดวงตากลมค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงพักสงบพิงกายอยู่ในความอบอุ่นของชายหนุ่ม... 

 

 

​​​​​​"ทำไมเจ้าไม่เล่าเรื่องที่ถูกคนชุดดำลอบทำร้ายให้ข้าฟัง" 

จู่เหอเอ่ยถามนางระหว่างที่กำลังเดินทางไปสำนักโลหิตพิสุทธิ์ 

"ศิษย์น้องเจ้าไม่ได้บอกเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นแก่เจ้าแล้วรึ ยังจะมาถามข้าซ้ำอีกทำไม" 

ฝู่เหยียนหลี่มุ่งหน้าเดินต่อไป คุยตอบเขาโดยไม่ได้หยุดมองหน้า

 ​​​​​​"ก็ข้าอยากฟังจากปากเจ้ามากกว่า" 

เมื่อจู่เหอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสูงคาดคั้น นางจึงหยุดฝีเท้าแล้วหันมามองหน้าของเขา 

​​​​​​"เจ้าก็รู้ทุกสิ่งไปแล้ว จะจากปากใครมันก็เหมือนกันทั้งนั้น ทำไมต้องมากเรื่องด้วย" 

นางหรี่นัยน์ตาลงด้วยความสงสัยในตัวจู่เหอ

 "ไม่เหมือน ทุกคำที่ออกจากปากเจ้า ข้าใส่ใจมันมากกว่าผู้ใด" 

น้ำเสียงแฝงความนัยไว้ล้ำลึกของจู่เหอทำเอานางขนลุกซู่ 

 "อย่าคิดเล่นลิ้น ปลิ้นปล้อน ให้ข้าติดกับดักหลงเสน่ห์เจ้าเลย ข้าไม่มีทางตกหลุมพรางเจ้าแน่" 

พูดจบนางสะบัดเชิดหน้าใส่เขาด้วยท่าทางสบาย ๆ แบบที่เคยทำต่อหน้าเขาบ่อยครั้ง แต่แล้วเขาก็คว้าเอวรวบตัวนางเข้าไปกอดรัดไว้จนแน่นไม่ให้ดิ้นหลุด ​​​​​

"จู่เหอ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ คิดจะทำบ้าอะไรของเจ้าอีก" 

ฝู่เหยียนหลี่พยายามออกแรงดิ้นรนต่อสู้แต่ก็ไม่อาจออกจากเงื้อมมือของเขาได้ ​​​​​​

"บอกความจริงแก่ข้าเถอะ ว่าเจ้าคือใครกันแน่" 

จู่เหอจ้องมองนางด้วยแววตาและน้ำเสียงเว้าวอนร้องขอจากใจ ​​​​​​

 

"นางเป็นผู้หญิงของข้า" 

เฟิ่งเทียนหนิงดึงแย่งตัวฝู่เหยียนหลี่ออกมาจากจู่เหอ สายตาของเขาแหลมคมเหมือนจะเชือดเฉือนจู่เหอออกมาเป็นชิ้น ๆ เฟิ่งเทียนหนิงเพิ่งจะออกเดินทางตามมาสมทบกับนาง เพราะก่อนหน้ายังตระเตรียมยาให้นางไม่เสร็จ จึงตามมาทีหลัง

 "เจ้าหมายความว่าอย่างไร" 

จู่เหอถามย้อนเฟิ่งเทียนหนิง ที่เอาแต่ยืนกำหมัดแน่นจนเสียงดังกรอบแกรบ 

"อย่ามัวยืนไร้สาระอยู่อีกเลย ข้าจะรีบไปสำนักโลหิตพิสุทธิ์หากพวกเจ้าสองคนไม่ไป ข้าจะไปคนเดียว"

 นางบอกกับบุรุษทั้งสองคน แล้วก้าวเท้าออกไปไม่รีรอผู้ใด เฟิ่งเทียนหนิงกับจู่เหอจึงจำยอมพักศึกแล้วเร่งตามนางไป 

กู้ซานไห่กับจื่อลู่ถูกส่งให้ล่วงหน้ามาที่สำนักโลหิตพิสุทธิ์ก่อน เพื่อเตรียมการขอเข้าพบเจ้าสำนักหม่าอวิ๋นกุย ทั้งสองคนเข้ามารออยู่ภายในสำนักแล้ว ฝู่เหยียนหลี่กับเฟิ่งเทียนหนิงและจู่เหอ พอมาถึงก็เข้ามารวมตัวพบกันได้ทันที 

 

"วันนี้มีผู้มาเยี่ยมเยียนคนแก่อย่างข้ามากมาย เป็นเช่นนี้ก็ดีเสียจริง" 

ชายชราสูงวัยผมขาว แต่ร่างกายยังดูแข็งแรงดีและน่าเกรงขามสมกับเป็นเจ้าสำนักใหญ่ของเขตแดนใต้นี้ เอ่ยต้อนรับทุกคนหลังจากที่ได้ทำความรู้จักกันหมดแล้ว

"ไม่ทราบว่าท่านเจ้าสำนักหม่า จะไปเข้าร่วมประมุขที่สำนักซูเหวินด้วยตัวเองหรือไม่" 

จู่เหอเปิดประเด็นสอบถามเป็นคนแรก ​​​​​​

"แน่นอนข้าย่อมต้องไปร่วมงานประชุมครั้งนี้ มันเป็นเรื่องเร่งด่วนรีบร้อน ชาวบ้านตาดำ ๆ ต้องมาล้มตายมากมายทั่วทุกเขตแดน ยกเว้นก็เสียแต่ทางตะวันออก เขตแดนปกครองของสำนักผาดำ ช่างนับเป็นเรื่องประหลาดที่น่ายินดีเสียจริง ข้าก็อยากจะไปสอบถามพวกเขาให้รู้ว่า ทำอย่างไรให้เขตปกครองของสำนักผาดำปลอดภัยไม่มีโรคภัยเหมือนกับที่อื่น ๆ " 

หม่าอวิ๋นกุย เป็นพวกมือถือสากปากถือศีล วาจากล่าวยกย่องตนเองเป็นผู้คุณธรรม แต่ความจริงกับขวักไขว่ในอำนาจมากยิ่งกว่าเสียผู้ใด คำพูดของเขาล้วนแล้วแต่จงใจชี้นำกล่าวหาว่าร้ายสำนักผาดำทั้งสิ้น

 ​​​​​​"เช่นนั้นก็ดี ท่านเจ้าสำนักหม่า จะได้ช่วยข้าไขข้อข้องใจให้กระจ่างแจ้งต่อหน้าผู้คนมากมาย ที่พร้อมจะเป็นพยานให้กัน ว่าสิ่งนี้เหตุใดจึงตกไปอยู่ในมือของพรรคหน้ากากเหล็ก" 

นางกล่าวไม่ทันจบประโยคดีก็ปล่อยอาวุธลับที่ประทับสัญลักษณ์ดอกบัวห้ากลีบ ตราประจำสำนักโลหิตพิสุทธิ์ส่งออกไปให้เขา 

​​​​​​"นี่มันอะไรกัน" 

หม่าอวิ๋นกุยเอ่ยถามด้วยเสียงขึงขัง ​​​​​​

"ก็อาวุธลับของพวกคนชุดดำ ที่ดักซุ่มโจมตีพวกข้าระหว่างที่เดินทางมาที่นี่ไง ท่านจะให้คำตอบข้าได้หรือไม่ ว่าทำไมตราสัญลักษณ์ของสำนักท่าน ถึงถูกประทับลงที่กงจักรนี้ ที่มุ่งจะเอาชีวิตข้า" 

ฝู่เหยียนหลี่กระแทกเสียงใส่ชายชราผมขาว ที่กำลังครุ่นคิดหาคำตอบให้นางอยู่ 

​​​​​​"เจ้ากล้าดียังไงถึงเสียมารยาทต่อท่านเจ้าสำนักเช่นนี้" 

ศิษย์รับใช้ข้างกายของหม่าอวิ๋นกุย ตะคอกเสียงใส่นาง ทันใดนั้นเองนางก็ปล่อยเข็มหนึ่งเล่มพุ่งทะลุไหล่ของเขา จนร้องโอดครวญ ทุกคนต่างตกตะลึงในการกระทำของนาง ที่ไม่เกรงกลัว หรือไว้หน้าผู้ใดเลยสักนิด ทั้งที่อยู่ในสถานที่ของผู้อื่น จนเฟิ่งเทียนหนิงต้องจับมือของนางเอาไว้ ให้สงบโทสะลง เขารู้ดีว่านางไม่จำเป็นต้องยำเกรงใคร ด้วยฐานะที่แท้จริงนั้นนางสามารถทำอะไรก็ได้ แต่ในตอนนี้มันไม่ใช่เช่นนั้น และเขายังไม่อยากให้เกิดการปะทะขึ้น เพราะห่วงว่าร่างกายของนาง อาจจะบาดเจ็บหนักอีกทั้งที่ยังไม่หายดี 

"ที่เจ้ากล่าวมา ข้าไม่รู้เรื่องและมันไม่เกี่ยวข้องกับสำนักโลหิตพิสุทธิ์" 

หม่าอวิ๋นกุยพูดจบก็โยนของในมือทิ้งคืนให้นาง กู้ซานไห่จึงเก็บมันเอาไว้

 "เมื่อวานข้าไล่หาตามตัวคนสวมหน้ากากเหล็ก มาจนถึงเขตสำนักโลหิตพิสุทธิ์ แล้วมันก็หายตัวเข้าไปในสำนักของท่าน แล้วจะตอบว่าไม่รู้ไม่เห็นได้อย่างไร" 

กู้ซานไห่กล่าวด้วยวาจาหนักแน่นชัดเจน ไม่ได้สนใจอำนาจบารมีของใครเช่นกัน เขาช่างสมกับเป็นมือขวาของฝู่เหยียนหลี่เสียจริง

 ​​​​​​"ไม่ทราบว่าท่านเจ้าสำนักจะให้พวกข้าตรวจสอบหาคนร้ายได้หรือไม่" 

จู่เหอพูดแทรกขึ้นเมื่อเห็นชายชรานิ่งเงียบไป 

​​​​​​"พวกเจ้าเป็นคนหนุ่มสาวเลือดร้อน เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังฮึกเหิมในการทำงาน ข้าย่อมชื่นชม แต่ข้าขอเตือนพวกเจ้าสักนิด ว่าที่นี่คือสำนักโลหิตพิสุทธิ์ ไม่ใช่ที่ของพวกเจ้าจะมาวิ่งเล่นทำอะไรได้ตามอำเภอใจ เอาล่ะ! วันนี้ข้าจะไม่ถือสาเรื่องที่เกิดขึ้น พวกเจ้าทั้งหมดกลับไปได้แล้ว" 

หม่าอวิ๋นกุยทำทีสุภาพให้น่าเคารพแต่คำพูดกับแฝงความร้ายกาจเอาไว้ ฝู่เหยียนหลี่ในใจคิดอยากจะถล่มรังโจรที่นี่ซะให้ราบเป็นหน้ากลอง จะได้ไม่ต้องมาสร้างภาพลวงโลกผู้คนได้อีก

 ​​​​​​"ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ ข้าจะหาหลักฐานมาฉีกหน้าเจ้า ประกาศให้ทั้งใต้หล้าได้รับรู้ถึงความกลิ้งกลอกของจิ้งจอกเฒ่าเช่นเจ้า พวกวิญญูชนจอมปลอม" 

เสียงทุ้มคาดคั้นสะกดอารมณ์ของนาง ฝากไว้ซึ่งการหมายหัวชายชราผู้นั้นเอาไว้ ว่านางจะไม่ยอมรามือง่าย ๆ แน่ 

 

จากนั้นทุกคนจึงกลับออกมาจากสำนักโลหิตพิสุทธิ์

 

​​​​​​" เจ้าเหยี่ยวดำ เจ้าคิดว่าสำนักโลหิตพิสุทธิ์จะอยู่เบื้องหลังทั้งหมดจริงๆ หรือ" 

หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายจากกัน จื่อลู่กับกู้ซานไห่ก็ออกมาเดินสำรวจตรวจตราไปตามถนนหนทางต่าง ๆ 

"หลักฐานที่มี มันชี้ไปที่นั่นทั้งหมด เจ้าก็มีสมองคิดไม่ออกหรือไง" 

กู้ซานไห่ตอบด้วยเสียงและถ้อยคำถากถางนาง ​​​​​​

"นี่เจ้าจะพูดจาให้น่าฟัง กับข้าบ้างไม่เป็นหรือไง ข้าอุตส่าห์ถามเจ้าดี ๆ นะ" 

ตั้งแต่พวกเขาสร้างเรื่องเอาไว้ จื่อลู่ก็ตามติดกู้ซานไห่ตลอด เขาไปไหนนางก็ไปด้วย

 "เจ้าเป็นคนที่น่ารำคาญเสียจริง ข้าขี้เกียจจะพูดกับเจ้าแล้ว จะไปไหนก็ไปซะ เอาแต่คอยตามข้าอยู่ได้" 

กู้ซานไห่บอกนางด้วยอารมณ์หงุดหงิดจากใจจริง ​​​​​​

"ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น นอกจากเจ้าแล้ว จะให้ข้าไปกับใครได้อีกเล่า ศิษย์พี่ใหญ่ตะลอนไปนู่นไปนี่ทั้งวัน พอเจอหน้าก็ขู่แต่จะส่งตัวข้ากลับ ส่วนคุณชายเฟิ่งก็เอาแต่เฝ้าซูหลินตลอด นางไม่ยอมให้ข้าติดตามไปด้วยแน่" 

น้ำเสียงงี่เง่าเอาแต่ใจประชดประชันเหมือนเด็กของนาง ทำให้กู้ซานไห่ได้แต่ส่ายหน้า แล้วเดินหนี ​​​​​​

"เจ้าจะหนีไปไหน รอข้าก่อนสิ" 

จื่อลู่รีบวิ่งตามกู้ซานไห่ แต่แล้วนางก็เห็นว่าเขาไม่ได้ตั้งใจเดินหนีนางแต่กำลังไล่ล่าตามจับใครบางคนอยู่ ยิ่งเห็นแบบนั้นนางยิ่งเร่งฝีเท้าตามสุดชีวิต

ผวะ ! โช้งเช้ง! 

เสียงต่อสู้ดังต่อเนื่องไม่หยุดอยู่ในตรอกแคบ กู้ซานไห่กำลังปะทะอยู่กับชายชุดดำที่สวมหน้ากากเหล็กไว้ จื่อลู่รีบเข้าไปช่วยจัดการ

กู้ซานไห่หมุนพุ่งกระบี่โจมตีคนร้ายรอบทิศ จื่อลู่สมทบทุกกระบวนท่า กู้ซานไห่วิ่งไต่ผนังกำแพง แล้วทะยานตัวลงมาด้วยพลังกระบี่อันหนักหน่วง จนคนร้ายไม่อาจตั้งรับต่อต้านได้ จื่อลู่จึงรีบรวบรัดปาดกระบี่เข้าที่เส้นเอ็นข้อเท้าจนไม่อาจหนีรอดไปไหน

"บอกมา ว่าพวกเจ้าเป็นใคร ต้องการอะไรกันแน่ แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า" 

กู้ซานไห่เหยียบลงที่หน้าอกแล้วใช้กระบี่จ่อที่คอ จนคนร้ายเลือดไหล 

"ข้าคือคนของพรรคหน้ากากเหล็ก ข้าแค่มาตามคำสั่ง" 

คนชุดดำตอบกู้ซานไห่ด้วยความหวาดกลัว 

"คำสั่งอะไร พูดมาเร็ว ๆ สิ" 

จื่อลู่รีบคาดคั้นให้เขาบอกมาให้หมด 

​​​​​​"ตามสะกดรอยดูความเคลื่อนไหวของพวกเจ้า"

 คนสวมหน้ากากเหล็กตอบเสียงติด ๆ ขัด ๆ  กู้ซานไห่ใช้กระบี่ตวัดหน้ากากของเขาออกเพื่อดูหน้า เขาไม่รู้จัก ไม่แม้แต่คุ้นหน้าคนผู้นี้สักนิด

"พรรคหน้ากากเหล็กทำงานให้ใคร พูด! " 

กู้ซานไห่ตวาดเสียงดังแล้วกดกระบี่ทิ่มไปที่อกของคนร้าย

 ​​​​​​"สำนัก.....บอกแล้วเจ้าต้องรีบปล่อยข้าไปทันที"

 เขาต่อรองชีวิตตัวเอง กู้ซานไห่จึงกดกระบี่ลึกเข้าไปที่แผลเดิมของเขาอีก 

"อ๊า... ข้าเจ็บพอเถอะ ข้ายอมบอกแล้ว พรรคหน้ากากเหล็กมีสำนักใหญ่อยู่เบื้องหลัง คือ... เอือก"

ไม่ทันได้พูดบอกว่าเป็นสำนักใด ก็มีอาวุธลับบินลงมาจากหลังคาด้านบนเชือดเข้าที่คอของเขาจนสิ้นใจ

"โอ๊ย! ตายอีกแล้ว จะได้รู้อยู่แล้วเชียว " 

จื่อลู่เอาแต่โวยวายกระทืบเหยียบย่ำพื้นไปมา หันมองอีกทีกู้ซานไห่ก็ใช้กำลังภายในเหาะขึ้นหลังคา วิ่งไปตามไล่ล่าคนที่ฆ่าปิดปากชายชุดดำแล้ว กู้ซานไห่ตามชายชุดดำอีกคนไป แต่เขาก็หลบหนีรอดพ้นสายตาของกู้ซานไห่ไปได้ทัน

"เป็นไงบ้างเจ้าเหยี่ยวดำ ตามมันทันไหม" 

จื่อลู่วิ่งกระหืดกระหอบไล่ตามหากู้ซานไห่จนพบตัว 

"ไม่พบ วิชาตัวเบามันสูงนัก วรยุทธ์คงร้ายกาจพอตัว น่าเจ็บใจจริง ๆ ความจริงอยู่แค่ตรงหน้าอีกนิดเดียวเท่านั้น" 

กู้ซานไห่มีน้ำเสียงท่าทางกระฟืดกระฟาด จนลมออกหูอย่างแค้นเคืองใจ แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจาก ถอนลมหายใจดังเฮือก

 

"จื่อลู่ เจ้าทำไมยังไม่กลับโรงเตี๊ยมฮวาหลันอีก นี่ใกล้จะมืดแล้ว ยังเที่ยวก่อเรื่องซุกซนอะไรอยู่" 

จู่เหอเดินมาจากทางด้านหลังส่งเสียงดุนางตั้งแต่ยังเดินมาไม่ถึงตัว 

"ศิษย์พี่ใหญ่ท่านมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ นี่ข้าวิ่งวนอยู่ที่นี่ตั้งนาน ไม่เห็นท่านเลย" 

เสียงใสซื่อของหญิงสาวสอบถามด้วยความสงสัย

 ​​​​​​"ข้าเพิ่งจะมาถึง เจ้าจะไปเห็นได้ไง จะกลับได้หรือยัง ข้าจะไปส่งเอง" 

จู่เหอพูดจบก็รีบลากตัวให้นางกลับไปพร้อมเขา ใจจริงเขาแค่หาเรื่องไปพบกับสตรีอีกคนมากกว่า กู้ซานไห่ยืนมองตามหลัง พลางใช้ความคิดอะไรบางอย่างอยู่ แล้วจึงตัดสินใจหันหลังเดินไปอีกทางเพื่อสืบหาความจริงบางอย่างที่เขาแอบสงสัย.. 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น