เจ้าเลี้ยงลูก ข้าจะไปแก้แค้น

ตอนที่ 15 : วางยา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 139
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    13 เม.ย. 63

 

กู้ซานไห่วิ่งหน้าตาตื่น ร้องเรียกฝู่เหยียนหลี่มาตั้งแต่ไกล ๆ 

"ท่านประมุขเกิดเรื่องแล้ว" 

กู้ซานไห่เผลอเรียกนางเช่นนี้ต่อหน้าคนอื่นโดยไม่รู้ตัว 

"เจ้าเรียกใครประมุข" 

จู่เหอรีบถามด้วยความประหลาดใจ กู้ซานไห่มองหน้าเขา แล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนไม่ได้ยินที่เขาถาม ฝู่เหยียนหลี่จึงพูดแทรกขึ้นก่อนจู่เหอจะซักไซ้ไล่เลียงอะไรมากกว่านี้

 ​​​​​​" มีเรื่องอะไร เจ้าถึงรีบร้อนขนาดนี้" 

นางถามกู้ซานไห่เสียงเข้ม

 ​​​​​​"เฟิ่งเทียนหนิง เขา.." 

กู้ซานไห่ไม่ทันได้พูดจนจบ แค่ได้ยินชื่อเฟิ่งเทียนหนิงนางก็วิ่งพรวดออกไปทันที 

"ข้ายังพูดไม่จบเลย ท่านจะรีบไปไหน รอข้าด้วย" 

กู้ซานไห่รีบเร่งฝีเท้าตามนางไปติด ๆ จู่เหอยืนงงครุ่นคิดเรื่องที่กู้ซานไห่เรียกใครว่าประมุข หรือเขาอาจจะแค่พูดผิดไป จู่เหอละทิ้งความคล่องใจไว้ชั่วคราว แล้วเร่งตามไปอีกคน 

ปัง!! 

ฝู่เหยียนหลี่ถีบประตูห้องพักของเฟิ่งเทียนหนิงอย่างแรงจนประตูแทบพัง นางรีบเร่งกลับมาด้วยความพลุกพล่านใจ เพราะคิดว่าเขาพิษกำเริบ

 ​​​​​​"ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย คุณชายเฟิ่งเขาจะ.." 

จื่อลู่เอาแต่ร้องขอความช่วยเหลือ ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าทำให้ฝู่เหยียนหลี่อยากจะชักกระบี่ออกมา แล้วฟาดฟันเสียให้แหลกลาญย่อยยับจนสาแก่ใจ

ร่างบุรุษสูงโปร่งเมามายไม่ได้สตินอนทับอยู่บนเรือนร่างของสตรีอีกคน เพียงครู่เดียว กู้ซานไห่และจู่เหอก็มาถึง

 ​​​​​​"นั่นเจ้า จะทำอะไรนาง"

 จู่เหอรีบเข้าไปผลักตัวของเฟิ่งเทียนหนิงออก จนเขากลิ้งไปนอนสลบอยู่อีกฝั่งของเตียง

 " ฮือ ๆ ศิษย์พี่ใหญ่ท่านต้องช่วยข้านะ ต้องทวงความยุติธรรมคืนให้ข้า" 

จื่อลู่คร่ำครวญร้องบอกกับจู่เหอ 

"มันเกิดอะไรขึ้น บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ เขาข่มเหงเจ้าหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าไม่เอาเขาไว้แน่" 

จู่เหอคาดคั้นให้จื่อลู่บอกความจริงกับเขา

 "คุณชายเฟิ่ง เขาดื่มจนไม่ได้สติ เลยคิดจะรังแกข้า ศิษย์พี่ใหญ่ท่านต้องให้เขารับผิดชอบนะ" 

จื่อลู่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ บอกเล่าเหตุการณ์ จู่เหอได้ยินเช่นนั้นก็โมโหจนลมออกหู

 ​​​​​​"บังอาจนักข้าจะฆ่าเจ้าซะ" 

จู่เหอพุ่งตรงเข้าไปเอาเรื่องเฟิ่งเทียนหนิง แต่จื่อลู่รั้งเขาเอาไว้ 

​​​​​​"เล่นละครกันจบหรือยัง"

 ฝู่เหยียนหลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยือกน่ากลัวพิลึก

 "พูดอะไรของเจ้าซูหลิน ข้าไม่เข้าใจ"

 จื่อลู่รีบพูดโต้แย้งนางทันที​​ ด้วยท่าทีร้อนรน

"ข้าไม่ใช่คนโง่ที่พวกเจ้าจะมาปั่นหัวได้ บังอาจมาใช้กลอุบายไร้ยางอายเช่นนี้ คิดว่าจะหลอกลวงได้ข้ารึ

กู้ซานไห่เจ้าเห็นข้าเป็นอะไร ถึงกล้าทำเรื่องงี่เง่าเช่นนี้ เจ้าร่วมมือกับคนอื่นมาตบตาข้าหรือ" 

ฝู่เหยียนหลี่เปล่งเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความฉุนเฉียวที่นางไม่อยากควบคุมเอาไว้อีกแล้ว 

"เจ้าพูดบ้าบออะไรของเจ้า เสียสติไปแล้วหรือ" 

จื่อลู่หลบไปอยู่หลังจู่เหอก่อนจะโต้เถียงนางแบบติด ๆ ขัด ๆ 

​​​​​​"นี่คือแผนการของพวกเจ้าสองคนใช่ไหม พวกเจ้าตกลงกันทำเรื่องสกปรกเยี่ยงนี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะเจ้ากู้ซานไห่ เจ้ายังเห็นข้าอยู่ในสายตาอีกหรือไม่ ถึงกล้าคิดสวมเขาให้ข้าเช่นนี้" 

ฝู่เหยียนหลี่ตะโกนดังลั่นใส่หน้ากู้ซานไห่แล้วใช้กระบี่กระแทกลงที่โต๊ะอย่างแรงจนของตกกระจายไปทั่วพื้น กู้ซานไห่ไม่กล้าสู้หน้านาง เอาแต่ก้มมองพื้น 

​​​​​​"ข้าไม่ได้ทำอะไร" 

เขาพูดเพียงเท่านั้น ฝู่เหยียนหลี่ก็ส่งลูกถีบอัดเข้าไปเต็มท้องของเขาจนกระเด็นไปติดฝาผนังอีกด้าน ​​​​​​

"ถึงขั้นนี้ยังกล้าโกหกข้าอีกหรือ เจ้ากับนางวางแผน มอมสุราเขาไม่พอ ยังจะวางยาเร้ารักให้เขากินอีก ข้าต้องโง่ขนาดไหนถึงจะเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ " 

ความโกรธของฝู่เหยียนหลี่พุ่งแรงเหมือนภูเขาไฟกำลังปะทุ เมื่อเห็นลูกน้องคนสนิทกล้าโกหกมดเท็จและยังไม่ยอมรับผิด นางหันไปจ้องจื่อลู่ตาขวาง ยิ่งกว่าจะกินเลือดกินเนื้อให้ตาย 

"เจ้าเป็นสตรีไร้ยางอายที่สุด ที่ข้าเคยพบเจอ เจ้าอยากได้บุรุษจนตัวเนื้อสั่น ถึงขั้นคิดแผนกระทำเรื่องต่ำทรามเช่นนี้ได้อย่างไรกัน เสียทีที่เป็นถึงบุตรีของเจ้าสำนักสี่กระบี่ หากข้ามีลูกสาวเช่นเจ้า ข้าจับถ่วงน้ำให้ตายไปแล้ว" 

ฝู่เหยียนหลี่ตอนนี้เกรี้ยวกราดอาละวาดไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น ​​​​​

"เรื่องมันเป็นมาอย่างไรกันแน่ ข้างงไปหมดแล้ว" 

จู่เหอผู้ที่ไม่รู้สิ่งใดเลย เอ่ยถามเพื่อหาคำตอบให้ตัวเอง ​​​​​​

"เจ้าก็สอบถามศิษย์น้องที่รักของเจ้าเองแล้วกัน ว่าทำเรื่องน่าละอายอะไรไว้ นี่ถ้าหากข้าไม่เห็นแก่หน้าพ่อของนางแล้วละก็ ข้าจะจับนางตัดลิ้นเสียให้พูดปดไม่ได้อีกตลอดชีวิตเลย" 

ฝู่เหยียนหลี่พูดจากระแทกแดกดันจู่เหอ แล้วตวัดสายตาดุร้ายราวยมทูตไปทางจื่อลู่ ที่เอาแต่ยกมือปิดปากเมื่อได้ยินฝู่เหยียนหลี่ข่มขู่นางออกมาแบบนั้น 

กู้ซานไห่เดินเข้าใกล้ฝู่เหยียนหลี่ ก้มโค้งทำความเคารพนางแบบคนที่สำนักผาดำปฏิบัติกัน​​​​​

"ข้าผิดไปแล้ว ขอท่านจงลงโทษข้าเถอะ" 

เมื่อพูดจบเขาก็คุกเข่าลงกับพื้นอย่างสำนึกผิดจากใจจริง ฝู่เหยียนหลี่เห็นกู้ซานไห่ทำดังนั้น นางก็พยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองลง

 "ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีก ออกไปซะ แล้วอย่ามาให้ข้าเห็นหน้า"

เสียงทุ้มต่ำแข็งกร้าวของนาง แฝงด้วยโทสะขึ้งเคียด จากการข่มใจตัวเองเอาไว้  

"ท่านประมุข" 

กู้ซานไห่ร้องเรียกนางโดยไม่ได้สนใจใครอีกแล้ว ว่าจะเข้าใจผิด จู่เหอจ้องมองสังเกตการณ์อย่างเงียบขรึม 

"ออกไป ข้าสั่งให้ออกไป" 

ฝู่เหยียนหลี่ตวาดเขาเสียงดังกังวานก้องไปทั้งห้องจนสั่นสะเทือน กู้ซานไห่จำต้องยอมลุกขึ้นแล้วเดินจากไป เขาไม่เคยถูกนางตำหนิรุนแรงเหมือนกับครั้งนี้ เขาไม่ได้โกรธหรือน้อยใจอะไร กู้ซานไห่เข้าใจดีว่านางโมโหเขามากขนาดนี้เพราะอะไร

 "พวกเจ้าก็ด้วย ออกไปให้พ้นหน้าข้า ออกไปให้หมด" 

นางหันไปทางจู่เหอและจื่อลู่ นางเค้นเสียงบอกกับพวกเขาอย่างนิ่งสงบที่สุด 

"ข้าไม่ไป คุณชายเฟิ่งเขา.." 

จื่อลู่พูดไม่ทันจบ ฝู่เหยียนหลี่ก็ปล่อยเข็มเฉียดผ่านติ่งหูของนางไปติดอยู่ที่ข้างฝา นางไม่ได้พลาดแต่นางจงใจให้เป็นเช่นนั้น จู่เหอเห็นว่า หากจื่อลู่ยังดึงดันดื้อรั้นอยู่ต่อไป คงได้โดยพายุร้ายถล่มจนถึงตายแน่นอน จึงรีบลากนางออกจากห้องของเฟิ่งเทียนหนิงไปทันที

ฝู่เหยียนหลี่แม้จะเป็นคนขี้โมโห แต่ปกติแล้วนางจะนิ่งและส่งรังสีอำมหิตไปเข่นฆ่าผู้คนด้วยสายตามากกว่า ที่จะระเบิดอารมณ์ปล่อยไฟโทสะของนางออกไปเผาผลาญทุกสิ่งเช่นนี้ ครั้งนี้นางโกรธมาก เพราะรู้สึกเหมือนเป็นตัวตลกที่ใครคิดจะหลอกก็ได้งั้นหรือ พวกเขาเห็นนางโง่เง่ามากหรือไง ถึงคิดแผนตื้นเขินเบาปัญญาแบบนี้ออกมาได้ นางขุ่นเคืองใจมากที่กู้ซานไห่ทำให้นางผิดหวังในตัวเขาจริง ๆ เขาคือคนที่นางไว้ใจ ไม่เคยแม้แต่จะกล้าขัดคำสั่งของนางสักครั้ง แต่ดันไปร่วมมือกับคนอื่นมาโป้ปดลวงหลอกนาง หนำซ้ำยังไม่ยอมรับผิด ปฏิเสธได้หน้าตาเฉย นางโมโหจื่อลู่ และเกลียดชังพฤติกรรมของนางจนสุดจะทนแล้ว แม้ปกตินางจะทำตัวน่ารำคาญขนาดไหน หรือจะยั่วยวนเฟิ่งเทียนหนิงยังไง นางก็แค่หึงหวงหงุดหงิดไม่พอใจ แต่ไม่เคยคิดโกรธนางจริงจังเท่าครั้งนี้มาก่อน พวกเขากล้ารวมหัวกันมาทำเช่นนี้กับเฟิ่งเทียนหนิงและนางได้อย่างไร ยิ่งคิดฝู่เหยียนหลี่ก็ยิ่งเดือดดาลในใจ 

"เหยียนหลี่ เจ้าอยู่ไหน" 

เฟิ่งเทียนหนิงเหมือนจะเริ่มรู้สึกตัวจึงร้องเรียกชื่อของนาง เขายังดูไม่สร่างเมาดีเท่าไหร่แถมยังมีอาการกระสับกระส่ายเพราะถูกวางยา หลังจากที่นั่งข่มจิตข่มใจดับเพลิงร้อนในตัวเองได้ นางจึงเดินไปดูอาการของเขาที่เตียง 

"เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" 

นางเอ่ยถามเขาอย่างเป็นห่วงเป็นใย นางไม่มีความรู้สึกโกรธเคืองเขาที่นอนทับอยู่บนร่างสตรีอื่น แม้จะหึงหวงมากก็ตาม แต่นางก็เข้าใจสถานการณ์ได้ดี

 ​​​​​​"ร้อน ข้ารู้สึกร้อนมาก ร้อนไปหมดเลย" 

เฟิ่งเทียนหนิงค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งพลางขยับเสื้อผ้าตัวเอง ฝู่เหยียนหลี่เห็นเขาเหงื่อโทรมกายจึงเอาน้ำให้เขาดื่ม

 "ดีขึ้นบ้างไหม" 

น้ำเสียงแผ่วเบาอ่อนโยนแบบที่นางไม่ค่อยได้พูดกับใคร เฟิ่งเทียนหนิงเอาแต่ส่ายหน้าแล้วก็พยายามจะฉีกเสื้อผ้าตัวเองออก 

​​​​​​"เจ้าจะทำอะไร" 

นางจับมือห้ามเขาไว้ไม่ให้ถอดชุดออก

 "ข้าร้อนมาก ร้อนไปทั้งตัวเลย ข้าจะถอดเสื้อออก ข้าทนไม่ไหวแล้ว" 

พูดจบเขาก็ดึงเสื้อคลุมตัวนอกโยนปลิวไปไกล ฝู่เหยียนหลี่เห็นมีอ่างล้างหน้าอยู่ จึงเอาผ้าชุบน้ำมาให้เขาเช็ด เขาใช้ผ้าเช็ดถูไปทั่วหน้าทั่วคออย่างแรงจนผิวแดงไปหมด

 "เบา ๆ สิ หน้าจะถลอกหมดแล้ว เอามานี่ข้าทำให้เอง" 

นางเอ็ดเสียงใส่เขาเหมือนเวลาดุอาเหยียน แล้วดึงผ้าจากมือของเขา มาเช็ดตัวให้เขาเอง

พรึบ!! 

นางเผลอครู่เดียวเท่านั้น บุรุษหนุ่มก็จับตัวของนางพลิกตลบนอนลงบนเตียง สองมือของเขากดข้อมือของนางเอาไว้ทั้งสองข้าง ตอนนี้บนตัวของนางมีชายหนุ่มกำลังกดทับเอาไว้อยู่ ​​​​​​

"เฟิ่งเทียนหนิง เจ้าต้องหยุดตัวเองเดี๋ยวนี้ มันเป็นเพราะฤทธิ์ยาเร้ารัก เจ้าต้องมีสติควบคุมมันให้ได้ " 

ฝู่เหยียนหลี่พยายามห้ามปราบเตือนสติเขา 

"ไม่ ข้าไม่อยากทนต่อไปแล้ว ข้าไม่รู้เจ้าพูดถึงยาอะไร ข้ารู้แต่ว่า จิตใจของข้าเรียกร้องต้องการเพียงเจ้า" 

สิ้นเสียงลง เขาก็เอาหน้าซุกมุดอยู่ที่ซอกคอของนาง ซักไซ้ไปตามผิวกาย นัวเนียนางอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหยุด นางพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่มิอาจสู้แรงของเขาได้ อารมณ์ของเขาลุกโชนดังไฟโหมโรงรุนแรง สันจมูกลูบไล้ไปตามลำคอจรดริมฝีปากดูดกินลมหายใจของนางอย่างไม่ให้หยุดพัก เขาเหมือนหมาป่าที่หิวโหยอยากจะกลืนกินเหยื่อไปในคราวเดียวให้สิ้นใจ เขาสอดประสานนิ้วมือเข้าร่วมกับของนาง เฟิ่งเทียนหนิงยังคงเล้าโลมรุกล้ำนางต่อเนื่อง จนนางเกือบจะอ่อนไหวไปตามความปรารถนาส่วนลึกของก้นบึ้งจิตใจ

 "หยุดเถอะ ข้าขอร้อง"

นางไม่เคยเอ่ยคำว่าขอร้องต่อใคร แต่นางยอมพูดกับเขา นางไม่ได้รังเกียจเขา เพียงแต่ยังรู้สึกไม่พร้อม และไม่อยากผูกมัดลึกซึ้งเกินไปกับเขาในเวลานี้ นางยังมีภารกิจที่สำคัญรออยู่ อีกทั้งเขายังคงขาดสติไม่เป็นตัวเอง เฟิ่งเทียนหนิงหยุดชะงักชั่วครู่ นางจึงถือโอกาสดึงมือออกจากเขา แล้วสกัดจุดให้เขานอนหลับไป

จู่เหอพาจื่อลู่ส่งกลับห้องพัก ก่อนแยกจากกันเขาสอบถามนางเพื่อหาความจริงให้หายคล่องใจ 

"ถ้าเจ้าไม่พูด ข้าจะส่งเจ้ากลับสำนัก แล้วรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้อาจารย์ทราบ" 

จู่เหอยืนยันหนักแน่นถึงคำพูดของตนเอง จื่อลู่จึงยอมเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้น 

"คือก่อนหน้านี้มัน.. ศิษย์พี่ใหญ่ฟังแล้วต้องไม่โกรธข้า และห้ามบอกท่านพ่อเด็ดขาด" 

จู่เหอตอบรับคำขอ จื่อลู่ก็เริ่มเล่าย้อนเหตุการณ์ไป

 

​​​​​​"คุณชายเฟิ่ง เจ้าเหยี่ยวดำ รีบมานั่งกินกันต่อเถอะ"

ข้าร้องเรียกทั้งสองคนให้กลับมานั่งที่โต๊ะ กู้ซานไห่ชวนคุณชายเฟิ่งกลับไปดื่มสุราด้วยกันต่อ หลังจากที่เอาแต่แอบยืนดูซูหลินกับศิษย์พี่เดินออกไป

 "มา ๆ ดื่มให้หมด จะได้หายกลัดกลุ้ม" 

กู้ซานไห่กับข้าพยายามให้เขาดื่มสุราที่ใส่ยาไว้ แต่เขาคออ่อนนัก เพียงไม่กี่จอกก็เมามายจนนอนฟุบโต๊ะไป ข้ากับกู้ซานไห่ จึงพาเขากลับไปพักที่ห้อง

 "เดี๋ยวเจ้ารีบไปตามศิษย์พี่ของข้า กับซูหลินกลับมานะ" 

กู้ซานไห่ตกลงรับรู้ ​​​​​​เข้าใจตรงกัน

"ข้าถามเจ้าหน่อยเถอะ เจ้าคิดเอาตัวเข้าแลก เพื่อผูกมัดผู้ชายเช่นนี้เลยหรือ ทำไมเจ้าเป็นสตรีหน้าหนาขนาดนี้" 

กู้ซานไห่สอบถามไม่พอ ยังด่าทออีก 

"จะบ้าหรือไง ข้าก็ทำให้มันสมจริง ถ้าไม่วางยาเร้ารัก ให้เขาดูหื่นกระหาย ใครจะเชื่อว่าเขาคิดจะข่มเหงขืนใจข้า" 

กู้ซานไห่เอาแต่ส่ายหน้าอย่างรับไม่ได้

 ​​​​​​"อย่ามาทำเป็นคนดีหน่อยเลย ที่เจ้าร่วมมือกับข้า ไม่ใช่เพราะอยากกีดกันคุณชายเฟิ่งออกจากซูหลินหรือ" 

กู้ซานไห่ไม่โต้เถียงอะไรต่อ จากนั้นเขาก็วิ่งออกไป ไม่นานนักพวกท่านก็กลับมา แล้วทุกอย่างก็เป็นอย่างที่เห็น 

"เรื่องก็เป็นมาแบบนี้แหละ" 

จื่อลู่เล่าจบ จู่เหอก็ได้แต่เอามือกุมหัวตัวเอง ​​​​​​

"เจ้าบ้าไปแล้วหรือไง คิดทำเรื่องบัดสีหน้าไม่อายเช่นนี้" 

จู่เหอรีบต่อว่านางอย่างสุดจะทน 

"ข้าบอกแล้วไง ข้าไม่ได้คิดจะพลีกายให้เขาจริง ๆ ก็แค่อยากให้ยอมรับดูแล สนใจข้าผู้เดียว ข้ายังไม่ได้เสียหายตรงไหนเสียหน่อย" 

จื่อลู่ยังคงเถียงจู่เหอข้าง ๆ คู ๆ แบบไม่ได้สำนึกผิดอะไร

"ไม่ได้การ ข้าควรรีบส่งตัวเจ้ากลับไป เจ้าก่อเรื่องงามหน้าขนาดนี้ ข้าคงรับมือไม่ไหว" 

จู่เหอคิดตัดปัญหาด้วยการให้นางกลับสำนัก แต่จื่อลู่ไม่ยินยอม 

​​​​​​"ท่านสัญญารับปากข้าแล้วนะ จะไม่ส่งข้ากลับไป และจะไม่บอกท่านพ่อด้วย ท่านจะผิดคำพูดไม่ได้" 

จื่อลู่โวยวายเสียงดัง ไม่ฟังคำจู่เหอตักเตือนอะไรเลย นางเดินเข้าห้องพัก ปิดประตูใส่หน้าเข้าเสียงดัง

ปัง!

นางกลับเข้าห้องไป จากนั้นจู่เหอก็ออกไปจากโรงเตี๊ยมซึ่งก็เป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว

ฝู่เหยียนหลี่หลังจากจัดการกับเฟิ่งเทียนหนิงเรียบร้อยก็ออกมาจากห้องของเขา เมื่อจะเดินกลับไปห้องของตัวเอง ก็พบกู้ซานไห่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าห้องของนาง

 "ข้าผิดไปแล้วจริง ๆ ข้าทรยศต่อท่าน ข้าโง่เขลา หลงผิดไปแล้ว ข้ายินดีรับโทษทุกอย่าง ขอแค่ท่านไม่ไล่ข้าไป หากมีอะไรเกิดขึ้นอีก ข้าช่วยท่านไม่ได้เช่นครั้งก่อน ข้าคงรู้สึกผิดไปจนตาย" 

กู้ซานไห่รีบขอโทษนางทันทีเมื่อเห็นนางเดินเข้ามา คำพูดของเขาแสดงความเสียใจ และนางก็รู้ดีว่าเขาสำนึกผิดแล้ว พอได้ยินคำพูดของเขาว่าไม่ให้นางไล่เขาจากไปอีก นางก็รู้สึกผิดต่อเขาขึ้นมา เพราะในอดีตนางขับไล่เขาให้ไปทำงานที่เขตแดนอื่น เพราะเขาทะเลาะเบาะแว้งกับจางเฟ่ยอวี้บ่อย ๆ ปะทะจนกันพลั้งมือให้จางเฟ่ยอวี้บาดเจ็บ นางจึงลงโทษเขาไม่ให้กลับเขาเขตสำนึกผาดำเป็นเวลาหนึ่งปี เขาจึงไม่ได้อยู่ด้วยตอนที่นางถูกคนชั่วลอบฆ่า

 "ช่างมันเถอะ แต่ตอนนี้ข้ายังไม่อยากพูดคุยอะไรกับเจ้า ใจข้ายังมีความขุ่นข้องหมองใจอยู่ เจ้ารีบกลับไปเสียก่อน" 

น้ำเสียงเย็นชาแฝงความดุดันของนาง ทำให้เขาไม่กล้าขัดขืนคำสั่ง แต่อย่างน้อยนางก็ไม่กล่าวโทษเขาแล้ว รอให้นางใจเย็นมากกว่านี้ก่อน เขาค่อยมารับผิดกับนางอีกครั้ง ​​​​​​

"เช่นนั้นข้า จะกลับไปทบทวนตัวเอง รอฟังคำสั่งจากท่านประมุข" 

กู้ซานไห่ลุกขึ้นแล้วคำนับด้วยท่าเคารพประจำสำนักก่อนจากไป

 

เช้าวันรุ่งขึ้นฝู่เหยียนหลี่รีบตระเตรียมตัวแต่เช้าเพื่อออกไปตามหาบ้านของเซียวอี้ เมื่อนางเปิดประตูห้องออกมาก็พบกับบุรุษหนุ่มหน้าหวานที่คุ้นเคย ยืนส่งยิ้มระทวยใจให้ หวังจะทำให้นางเคลิบเคลิ้มสินะ แต่ไม่สำเร็จเสียหรอก

"มาแต่เช้าเชียว เจ้ารีบมากหรือไง" 

ฝู่เหยียนหลี่จงใจแดกดันเขาอย่างกระเส้าเย้าแหย่ 

"ได้พบหน้ากันเพียงวันเดียว ข้าก็ว้าวุ่นใจจนนอนไม่หลับ อยากจะรีบมาพบเจ้าเสียตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเลยด้วยซ้ำ" 

จู่เหอส่งวาจาหยอกล้อยียวนนางกลับ ทั้งแววตาท่าทางของเขาช่างมีลูกเล่นเยอะเสียจริง 

​​​​​​"เจ้ากลายเป็นคนแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ พูดจาหยอดคำหวานล่อลวงสตรี เหมือนพวกเสือหิวโหยที่จ้องแต่จะล่าเหยื่อผู้อ่อนแอ"

 ​​​​​​เสียงโต้ตอบจิกกัดเขาเล็กน้อย พอให้เผยยิ้มมุมปากออกมาได้ 

​​​​​​"เหยียนหลี่ เจ้าจะไปไหนแต่เช้า" 

เฟิ่งเทียนหนิงรีบเดินเข้าหานางพูดไปก็นวดคลึงขมับของตัวเองไปพร้อมกัน 

​​​​​​"เจ้ายังปวดหัวอยู่อีกหรือ ข้าให้เสี่ยวเอ้อยกยาแก้เมาไปให้ เจ้ายังไม่ได้ดื่มรึ" 

นางสอบถามอาการของเขาอย่างใส่ใจ ทั้งยังสอดส่องสายตาสำรวจเขาไปด้วย 

​​​​​​"ยาของเจ้า ข้าต้องดื่มจนหมดอยู่แล้ว แต่ข้ายังมึน ๆ หัวนิดหน่อย ไม่เป็นอะไรหรอก

ว่าแต่.. เมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้น ข้าจำไม่ได้เลย พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ภาพสุดท้ายที่จำเป็นได้คือนั่งดื่มกินกันอยู่ดี ๆ ที่โต๊ะนี่นา"

 เฟิ่งเทียนหนิงลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นไปหมดเลย นั่นก็คงดีเหมือนกัน หากเขารู้ว่าเขาทำอะไรไว้กับนางแล้วละก็ คงไม่กล้าสู้หน้าไปอีกนาน

 ​​​​​​"ไม่มีอะไรหรอก เจ้าก็แค่เมาหลับไปเท่านั้น ข้าจะออกไปตามหาบ้านเซียวอี้ หากเจ้ายังปวดหัวอยู่ก็กลับไปพักเถอะ ข้าจะไปกับจู่เหอ" 

นางพูดไม่ทันสิ้นเสียงดี เฟิ่งเทียนหนิงก็รีบปฏิเสธเสียงแข็งยืนยันจะไปกับนางให้ได้ เขาไม่ยอมให้นางไปกับจู่เหอสองต่อสองอีกเด็ดขาด 

เมื่อเดินออกมาหน้าโรงเตี๊ยมก็พบกู้ซานไห่กับจื่อลู่ยืนรออยู่ เหมือนเตรียมพร้อมที่จะร่วมภารกิจครั้งนี้ 

​​​​​​"พวกเจ้าสองคนไม่ต้องตามไป" 

ฝู่เหยียนหลี่เอ่ยห้ามทันทีที่เห็นเขาสองคน 

"แต่ว่าข้าอยากไปช่วย" 

กู้ซานไห่พยายามจะขอติดตามแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งนาง 

"ข้าก็จะไปด้วย ข้าจะไปกับศิษย์พี่ใหญ่" 

จื่อลู่ยังคงแสดงท่าทีไม่สลดเท่าไหร่นัก จู่เหอจึงกำราบห้ามปราม 

"ก่อเรื่องไว้ ยังไม่รู้จักสำรวมอีก เจ้าทำตัวอยู่ให้สงบเถอะ ไม่เช่นนั้นข้าจะส่งเจ้ากลับเขตเหนือเดี๋ยวนี้เลย" 

จู่เหอพูดกับจื่อลู่เสียงเข้มจริงจัง ทำให้นางไม่พอใจเอาแต่กอดอกชกลม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ 

"กู้ซานไห่ หากเจ้าอยากชดเชยความผิด ก็จงสร้างผลงานให้เป็นที่น่าพอใจ มิใช่เอาแต่พูด ข้าไม่อยากรับฟังสิ่งใดอีก เจ้าไปสืบหาข้อมูลหลักฐานอย่างอื่นมาให้ข้า แยกย้ายกันทำงาน จะดีกว่ามาเกาะกันเป็นกระจุก ไม่ได้ความสักเรื่อง" 

คำพูดและกิริยาที่น่าเกรงขามของนาง ทำให้กู้ซานไห่โค้งคำนับรับคำสั่งแล้วเดินออกไปอีกทาง

 ​​​​​​"ถ้าไม่ให้ข้าไปด้วย งั้นข้าไปกับเจ้าเหยี่ยวดำก็ได้" 

จื่อลู่พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันแล้วเดินตามกู้ซานไห่ไป

"ทำไมคนเช่นเขา ถึงได้เชื่อฟังเจ้าได้ อีกทั้งยังดูเคารพยำเกรงเจ้ามาเสียด้วย" 

จู่เหอจงใจพูดให้นางรับรู้ว่าเขาสงสัยในตัวนางมากขึ้นทุกที 

"หากจะทำงานกับข้า แล้วไม่คิดเชื่อฟังข้า เช่นนั้นก็ร่วมทางกันไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ตาม รวมถึงเจ้าด้วย" 

ฝู่เหยียนหลี่คาดเค้นเสียงหนักแน่นกล่าวย้ำให้เขารู้ว่านางเอาจริงอย่างที่พูด มิใช่การพูดเล่น ​​​​​​

"พวกเขาทำอะไรผิด ทำไมข้าไม่รู้เรื่อง" 

เฟิ่งเทียนหนิงถามด้วยความสงสัย เพราะเขายังไม่รู้เรื่องถูกวางยา

 

แค่เด็กซุกซนอย่าไปใส่ใจเลย ข้าแค่สั่งสอนพวกเขาให้หลาบจำไว้เท่านั้น พวกเราไปกันเถอะ บ้านเซียวอี้อยู่นอกเมือง ต้องเดินออกไปทางประตูตะวันออก คงใช้เวลาพอควร รีบเดินทางดีกว่า" 

ฝู่เหยียนหลี่ตอบแบบบ่ายเบี่ยงแล้วเลี่ยงเปลี่ยนเรื่องไปเพื่อเรียกคืนความสนใจจากทุกคน ให้เร่งออกเดินทางเสียที

กว่าจะมาถึงบ้านเซียวอี้ก็สายแล้ว อากาศเริ่มร้อนร่างกายแต่ละคนเริ่มมีเหงื่อรินไหล

"เจ้าคิดจะทำอะไรอีก"

 ฝู่เหยียนหลี่ส่งเสียงตวาดจู่เหอ พร้อมเอนตัวหลบเขา

 ​​​​​​"ข้าเห็นหน้าเจ้ามีเหงื่อไหลหยดย้อย เกรงว่าจะดูไม่งามเลยจะช่วยเช็ดให้"

 แววตาและน้ำเสียงเจ้าเล่ห์แสนกลของเขาทำให้นางอดไม่ได้ที่จะสั่งสอนสักที 

"นี่แหนะ คิดจะฉวยโอกาสกับข้าละสิไม่ว่า" 

นางหยิกหูของเขาบิดจนมันแทบจะฉีกขาด

 "โอ๊ย ๆ ข้าเจ็บ หูจะหลุดแล้ว " 

จู่เหอร้องเสียงสูงเมื่อถูกนางเอาคืน แต่เขาไม่โต้ตอบออกแรงสู้หรือขัดขืนอะไร พอนางปล่อยมือ เข้าก็ส่งยิ้มหวานยั่วนางซ้ำอีก

เฟิ่งเทียนหนิงยืนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันดังกรอบ ๆ แต่ก็ไม่ยอมพูดจาออกมา จนฝู่เหยียนหลี่สังเกตอาการหึงหวงไม่พอใจของเขา 

"เจ้ามีผ้าเช็ดหน้าสะอาดให้ข้ายืมหรือไม่" 

นางส่งสายตาแฝงรอยยิ้มให้เขา จนเขายกมุมปากเผยความหวานฉ่ำออกมาให้นาง เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวของใช้ส่วนตัว มอบให้กับนางโดยไม่กล่าวสิ่งใด

 

"ข้าซักผ้าไม่เป็น เจ้าเอากลับไปทำความสะอาดเองนะ" 

นางซับเหงื่อที่หน้าแล้วยื่นคืนให้เขา รอยยิ้มน้อย ๆ ของนางเต็มไปด้วยความซุกซน เขาอดไม่ได้ที่จะตอบรับอย่างภาคภูมิใจ 

"ข้าจะเก็บมันเอาไว้ข้างกายตลอด" 

พูดเพียงนั้นเฟิ่งเทียนหนิงก็นำผ้าเช็ดหน้าเก็บเข้าตรงอกเสื้อด้านซ้าย เป็นความนัยที่บอกได้อย่างชัดเจน

​​​​​​" อะแฮ่ม ๆ ตกลงจะเข้าไปสืบหาข้อมูลกันได้หรือยัง" 

จู่เหอกล่าวน้ำเสียงค่อนแคะขึ้นเพื่อขัดจังหวะคนสองคน แล้วก็เดินนำหน้าไป 

​​​​​​"ถ้าเราสอบถามท่านแม่ของเซียวอี้ ว่ารู้เห็นเขาติดต่อกับผู้ใดบ้างหรือไม่ เราอาจจะพอได้เบาะแส" 

จู่เหอพูดแนะนำขึ้นมา ระหว่างเดินเข้าไปในรั้วบ้านของเซียวอี้

 "นั่นคือจุดประสงค์ที่ข้ามาหาบ้านของเขาด้วยตัวเอง"

 ฝู่เหยียนหลี่บอกเล่าเป้าหมายถึงการมาครั้งนี้ ทั้งสามคนเดินเข้าไปภายในบริเวณรั้วบ้าน ซึ่งเป็นบ้านไม้เก่า ๆ หลังเล็กนิดเดียว ภายในบ้านเงียบสงัดเหมือนไร้ผู้คน เฟิ่งเทียนหนิงจึงเดินเข้าไปในชายคาบ้านก่อนใคร ส่วนจู่เหอสำรวจโดยรอบว่ามีผู้คนแอบดักซุ้มอยู่หรือไม่ ฝู่เหยียนหลี่ยืนรอดูสถานการณ์พลางคิดอะไรแปลก ๆ ได้ในใจ เหมือนพบสิ่งผิดปกติบางอย่าง แต่แล้วเฟิ่งเทียนหนิงก็เดินออกมาหน้าตาตื่น 

"ตายแล้ว" 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น