เจ้าเลี้ยงลูก ข้าจะไปแก้แค้น

ตอนที่ 17 : ยังรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 135
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    13 เม.ย. 63

 

กู้ซานไห่หลังจากเจอหลักฐานสำคัญ ก็รีบกลับโรงเตี๊ยมฮวาหลันไปหาฝู่เหยียนหลี่ทันที... 

 

"วันนี้เจ้ากล้าดียังไง ถึงพูดต่อหน้าจู่เหอออกไปแบบนั้น"

 ฝู่เหยียนหลี่หลังกลับจากสำนักโลหิตพิสุทธิ์ก็หมกตัวอยู่ในห้องไม่ยอมออกไปไหน เฟิ่งเทียนหนิงจึงนำอาหารมาส่งแล้วบังคับให้นางกินจนหมด

 "ข้าพูดผิดตรงไหน" 

เฟิ่งเทียนหนิงถามย้อนคำพูดนาง 

"ใครเป็นผู้หญิงของเจ้า ข้าไปยอมเป็นของเจ้าเมื่อไหร่กัน" 

คำพูดเปื้อนยิ้มของนางบอกให้รู้ว่า นางไม่ได้ตำหนิเขาจริง ๆ หรอก 

"เจ้าสารภาพรักกับข้าเองนะ เจ้าลืมรึไงที่บ้านร้างกลางป่านั่นไง เจ้าบอกว่ามีใจให้กับข้า แล้วเจ้าก็ยัง... " 

เฟิ่งเทียนหนิงยกมือจับริมฝีปากตัวเอง แล้วหน้าเขาก็แดงก่ำไปทั่วจนถึงใบหู 

​​​​​​"ข้าไปบอกรักเจ้าตอนไหน เจ้าต่างหากที่สารภาพรัก บอกความในใจแก่ข้าจนหมดสิ้น ข้ายังไม่เคยพูดสักคำ แล้วที่สำคัญเมื่อสักครู่ เจ้าพูดค้างอะไรไว้นะ ข้าทำอะไรเจ้าหรือ" 

นางไม่ได้แค่พูดหยอกล้อ ยังยื่นหน้าทะเล้นไปถามเขาใกล้ ๆ ยิ่งทำให้เฟิ่งเทียนหนิงเนื้อตัวสั่นขนลุกซู่ไปหมด 

"เจ้า... เจ้าทำ..." 

เฟิ่งเทียนหนิงพูดเท่าไหร่ ก็พูดไม่ออก ​​​​​​

"ทำแบบนี้ใช่ไหม" 

นางพูดจบก็ยื่นปากไปประกบจุมลงที่ริมฝีปากของเขา เฟิ่งเทียนหนิงตาโตเบิกกว้างตัวแข็งทื่อ เขาถูกนางจู่โจมไม่ทันตั้งตัว ฝู่เหยียนหลี่เผยยิ้มเขินอายจนเต็มใบหน้าเล็ก ๆ ของนาง 

"เจ้าทำแบบนี้กับข้าอีกแล้ว เจ้ายังไม่ยอมรับว่าเป็นผู้หญิงของข้าอีกหรือ" 

เฟิ่งเทียนหนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแฝงความขวยเขินเอาไว้มากมาย

 " ไม่! เจ้าต่างหากที่เป็นของข้า ต่อไปหากข้าเห็นเจ้าใกล้ชิดกับสตรีอื่นนอกจากข้าละก็ ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะข้าจะจับเจ้าตอนเป็นขันทีเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย"

นางบอกเขาด้วยน้ำเสียงพูดจาที่ปะปนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข แบบที่นางไม่เคยเป็นกับใครมาก่อน 

"ไม่ได้นะ เจ้าทำแบบนั้น อาเหยียนก็จะไม่มีน้องสิ"

 เฟิ่งเทียนหนิงพูดออกไปแบบซื่อ ๆ เพื่อโต้แย้งขัดขืนนางทันที เขาจะรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา 

​​​​​​"เจ้าคนโง่ เจ้าพูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า" 

ฝู่เหยียนหลี่ตอนนี้ใบหน้าของนาง แดงระเรื่อร้อนผ่าวไปหมด เมื่อได้ยินคำพูดของเขาแบบนั้น เฟิ่งเทียนหนิงเหมือนเพิ่งจะนึกคิดได้ว่าตัวเองพูดอะไรไป ก็ลุกลี้ลุกลนจนวางตัวไม่ถูกเลย

 "ดึกแล้วข้าไปนอนดีกว่า" 

พูดจบเขาก็รีบเดินออกจากห้องของนางไปทันที ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับนาง

ฝู่เหยียนหลี่ยืนหัวเราะอยู่เพียงคนเดียว ก่อนจะบ่นพึมพำออกมา 

"ตอนนี้ทำเป็นเขินอาย จนแทบจะม้วนตัวเดิน คืนนั้นละก็..." 

นางหวนคิดถึงค่ำคืนที่เขาถูกวางยาเร้ารัก จนเต็มไปด้วยแรงปรารถนาอันแรงกล้า จนนางแทบจะเอาตัวไม่รอด 

"ท่านประมุข" 

กู้ซานไห่เดินเข้ามาในห้องพอดี ท่าทางดูเคร่งเครียดไม่น้อย 

"ได้เรื่องอะไรมาบ้าง" 

นางสอบถามเพราะคิดว่าเขาคงไปพบเจออะไรมาสักอย่างถึงดูจริงจังขนาดนี้ เขาปิดประตูเหมือนมีความลับที่ไม่ต้องการให้ใครรู้

 

"ข้าพบเจอตอนที่ย้อนกลับไปตรวจเส้นทางที่มันใช้หลบหนี"

 กู้ซานไห่เล่าเรื่องของวันนี้อย่างละเอียดให้นางฟังทุกสิ่งแบบไม่ตกหล่นสิ่งใดไปแม้แต่น้อย พร้อมยื่นชุดสีดำที่ถูกเผาไหม้ไปบางส่วนให้กับนาง ฝู่เหยียนหลี่เอาแต่สำรวจตรวจสอบเสื้อผ้าคนร้าย 

"ท่านประมุขไม่ตำหนิข้าหรือ ที่ข้ากล่าวหาเขา" 

กู้ซานไห่ถามนางด้วยท่าทางสงสัย ดูนางไม่แปลกใจอะไรเลยกับข้อมูลทุกสิ่งที่เขาเล่าให้ฟัง แม้แต่กระทั่งร่องรอยลักษณะของคนร้ายที่เขาสงสัย

 "ในเวลานี้ ไม่ว่าใครก็ล้วนแล้วแต่ตกเป็นผู้สงสัยได้ทั้งนั้น เรื่องนี้ข้าจะพิสูจน์เอง เจ้าห้ามบอกใครเด็ดขาด" 

นางดูสุขุมเหมือนปกติเวลาที่คิดไตร่ตรองอะไรอย่างเข้มงวด 

"ข้าจะเก็บเป็นความลับที่สุด" 

กู้ซานไห่รับคำสั่งของนาง 

"ที่สำคัญ ทำตัวให้เป็นปกติ อย่าให้ใครจับสังเกตได้" 

นางเตือนเขาเพราะกลัวว่าเขาจะแหวกหญ้าให้งูตื่น 

​​​​​​"มีกลิ่นเฉพาะตัวจริง ๆ เจ้าเอาชุดนี้ไปเก็บไว้ให้ดีอย่าให้ใครเห็น มันอาจจะเป็นหลักฐานยืนยันอะไรได้บ้าง" 

นางยื่นเสื้อผ้าของคนชุดดำส่งให้กู้ซานไห่ไปเก็บรักษาเอาไว้ แล้วให้เขากลับไปพักผ่อนที่ห้องของตัวเอง

 

ต่อจากนั้นไม่นานนักฝู่เหยียนหลี่ ก็เดินไปที่ห้องของเฟิ่งเทียนหนิง อยากชวนเขาออกไปดื่มสุราด้านนอกด้วยกัน แต่เห็นห้องของเขาดับไฟนอนไปแล้ว นางจึงไม่อยากรบกวน นางเลยเดินออกไปนั่งนอกชานของโรงเตี๊ยมที่อยู่ชั้น2ตามลำพัง

 

"ดึกดื่นเช่นนี้ ไยเจ้ามานั่งร่ำสุราเพียงผู้เดียว ไม่เปลี่ยวใจบ้างหรือ"

 เสียงหยอกเย้าที่คุ้นเคยดังมาจากด้านล่างหน้าโรงเตี๊ยม นางเพียงปรายตามองส่งยิ้มแฝงเล่ห์เหลี่ยมให้กับเขา จากนั้นเขาก็ใช้วิชาตัวเบากระโดดลอยตัวขึ้นมาที่ชั้นสอง 

"ทำไมไม่เดินเข้าออก เหมือนคนปกติทำกัน" 

นางเอ่ยถามโดยยกจอกสุราดื่ม ไม่ได้หันมองเขาแม้แต่นิด 

​​​​​​"แบบนั้นมันช้าไป ไม่ทันใจ ข้าอยากเห็นหน้าเจ้าใกล้ ๆ ให้เร็วที่สุด" 

จู่เหอยั่วแหย่นางอย่างไม่ยอมลดละเลยให้เลยสักน้อย 

"วาจาเช่นนี้ ใช้กับข้าไม่ได้ผลเสียหรอก เจ้าเลิกพยายามเถอะ" 

นางหันไปกระตุกหางคิ้วให้เขาหนึ่งที เขาเงียบไม่โต้ตอบเอาแต่ยกไหสุรามากรอกเข้าปาก โดยไม่ยอมรินใส่จอกดื่ม

 "อ้า.. ดื่มทั้งทีมันต้องอย่างนี้สิ ถึงจะสะใจ เจ้าลองหน่อยไหมล่ะ" 

เขาพูดแล้วยื่นไหสุรามอบให้กับนาง ​​​​​ฝู่เหยียนหลี่ผลักมันคืนให้เขา 

​​​​​​"เจ้าเป็นผีสุราไปแล้วหรือ เมื่อก่อนคอเจ้าอ่อนจะตาย ไม่กี่จอกก็เมามายพูดจาไม่รู้เรื่องเสียแล้ว"

คำพูดของนางทำให้เขานิ่งเงียบ จ้องมองนางด้วยสายตาสร้อยเศร้า แล้วก็เอาแต่ยกไหสุราดื่มไม่หยุด 

"สายลมพัดโบกปลิว ใบไม้พลิ้วลู่ตามแรงลมฉันใด ใจสตรีผันเปลี่ยนตามกาลฉันนั้น" 

จู่เหอร่ำสุรารำพันบทกลอน ระบายความขุ่นหมองระทมใจ ฝู่เหยียนหลี่เข้าใจดีว่าเขาหมายถึงนาง

"เจ้ารู้ไหม อะไรที่ทำให้ข้าตกหลุมรักนาง" 

จู่เหอเอ่ยคำถามที่ทำให้ฝู่เหยียนหลี่ถึงกับหยุดชะงัก

 ​​​​​​"เจ้าหมายถึงประมุขฝู่เหยียนหลี่หรือ" 

นางถามเขาด้วยเสียงที่เก็บอาการเอาไว้ปกติ

"ครั้งแรกที่ข้าได้พบนาง ตอนนั้นนางก็เป็นประมุขที่ยิ่งใหญ่ของใต้หล้าไปแล้ว นางออกไปต่อสู้กับผู้คนมากมายด้วยกระบี่เพียงมือเดียว ความงดงามสง่าดั่งพญาหงส์ไฟ ที่แม้แต่เทพเซียนบนสวรรค์ก็ไม่อาจเทียบนางได้ ยังคงตราตรึงติดในใจข้า นางบุกตะลุยฝ่าฟันเอาชนะศัตรูมากมายนับไม่ถ้วน แววตาเฉียบคมพิฆาตทุกสรรพสิ่ง เป็นสตรีที่องอาจยิ่งกว่าบุรุษบางคนเสียอีก นางทะยานตัวขึ้นฟ้า หมุนตัวดั่งเกลียวคลื่นที่ดึงพลังจากสวรรค์ลงมาสู่ตัวเอง ประทับฝ่ามือลงสู่ผืนพิภพ พวกศัตรูกระจายแตกพ่ายล้มตายไปจนหมดสิ้น นางเพียงผู้เดียว ปกป้องผู้คนทั้งยุทธภพเอาไว้จากพวกกบฏร้าย นับแต่นั้นเป็นต้นมา นางก็ประกาศศักดาให้ทั้งใต้หล้ารู้ว่า นางเหมาะสมที่จะเป็นประมุขผู้ปกครองที่สุดแล้ว แต่ข้าเป็นเพียงศิษย์ของสำนักสี่กระบี่ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น มีอะไรไปคู่ควรกับนางได้ มันช่างเป็นเรื่องฝันเฟื่องจริง ๆ" 

จู่เหอเอาแต่ดื่มไม่หยุดจนสุราหมดไห เขาเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อครั้งได้พบเจอนางครั้งแรก

ฝู่เหยียนหลี่ขึ้นรับตำแหน่งประมุขแห่งสำนักผาดำเมื่อห้าปีก่อน ทั่วยุทธภพต่างวุ่นวายปั่นป่วนไปหมด เกิดมีกลุ่มคนต่อต้านมากมาย พวกกบฏต่างหวังโค่นล้มในอำนาจของสำนักผาดำเพราะสี่เขตดินแดนทั้งหมด ถูกแบ่งปกครองโดยสี่สำนักใหญ่ เขตเหนือปกครองโดยสำนักสี่กระบี่ เขตใต้ปกครองโดยสำนักโลหิตพิสุทธิ์ เขตตะวันตกปกครองโดยสำนักซูเหวิน และ เขตตะวันออกเป็นอาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาลที่สุด ปกครองโดยสำนักผาดำ ซึ่งเป็นสำนักที่ใหญ่และทรงอำนาจของยุทธภพ ผู้ปกครองของสำนักผาดำจึงถือเป็นประมุขผู้นำของคนในยุทธภพ และเมื่อมาถึงยุคของ ฝู่ฮุ่ยเปียว บิดาของฝู่เหยียนหลี่ สำนักผาดำก็แผ่ขยายอำนาจได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เมื่อรวมเอาพรรคยอดพิษภาคี เข้าร่วมด้วยได้สำเร็จ เจ้าแห่งพิษผู้ปกครองก็คือ ฟางหรู  มารดาของฝู่เหยียนหลี่ การรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของสำนักผาดำ และพรรคยอดพิษภาคี  สร้างความน่าเกรงขามจนเลื่องลือไปทั่วยุทธภพถึงความยิ่งใหญ่ของมหาอำนาจที่ไม่มีใครอาจโค่นล้มได้ ผู้คนมากมายจึงต่างอยากแย่งชิงมันมาครอบครองทั้งนั้น เมื่อถึงรุ่นของฝู่เหยียนหลี่ขึ้นเป็นประมุข ทุกคนต่างคิดว่านางเป็นสตรีอ่อนแอไม่มีความเหมาะสมจะเป็นผู้นำของคนทั้งยุทธภพได้ ความโกลาหลจึงเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน นางจึงใช้การปกครองอำนาจโดยเด็ดขาด ส่งคนปราบปรามผู้ที่ต่อต้านทั้งหมด โดยมีโทษสถานเดียวคือตายอย่างไม่ละเว้นผู้ใด การฆ่าฟันนองเลือดไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ใคร ๆ ก็ต่างพูดว่านางเป็นจอมมารอำมหิต ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตาอย่างไร้ซึ่งความปรานี แต่นั่นคือวิธีการกำราบให้ผู้คนยอมสยบอยู่ใต้การปกครองของนาง หากใช้ไม้อ่อนพูดกันไม่ได้ ก็ต้องทำให้หวาดหวั่นเกรงกลัวจนถึงที่สุด จึงจะคุมอำนาจไว้ให้อยู่ในมือได้สำเร็จ นางออกไปกำจัดกลุ่มกบฏ ที่ต่อต้านด้วยตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน จนกลายเป็นเรื่องราวที่เล่ากันปากต่อปากไปทั่วทุกสารทิศ วรยุทธ์ที่สูงส่งของนางร้ายกาจไม่ต่างจากบิดาของตน แต่มีความเหี้ยมโหดไร้ใจเหมือนกับมารดาที่เป็นเจ้าพิษ ในศึกใหญ่ที่กบฏ ทั่วใต้หล้ารวมตัวกันต่อต้านทั้งสี่สำนักใหญ่ ฝู่เหยียนหลี่นำคนจากสำนักผาดำออกไปพิชิตศึกด้วยตนเอง นางแสดงพลังความสามารถออกมาด้วยวิทยายุทธ์ขั้นสูง และจบศึกด้วยสุดยอดวิชาของสำนักผาดำ จนชื่อเสียงถูกกล่าวขวัญขนานนามสั่นสะเทือนไปทั้งยุทธภพ จากนั้นก็ไม่มีใครกล้าต่อต้านนางอีกเลย

 

"เจ้ายังไม่ลืมนางอีกหรือ" 

หลังจากที่จู่เหอนิ่งเงียบไปนางก็เอ่ยถามขึ้น แต่เขาก็ไม่ตอบเอาแต่จ้องมองนาง ตาไม่กะพริบด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ 

"เจ้าบอกข้าทีสิ ว่าทำไมนางถึงไม่รักข้างบ้าง" 

จู่เหอดวงตาเริ่มแดงน้ำเสียงสั่นเครือ 

"นางเห็นเจ้าเป็นสหายที่ดีคนหนึ่ง" 

เมื่อนางพูดจบจู่เหอก็เข้าจู่โจมหมายจะขโมยจุมพิตจากนาง เขาถูกนางซัดฝ่ามือจนล้มกระเด็นไปอยู่นอนกับพื้น 

"เจ้าเมามายมากแล้ว รีบกลับไปซะ ข้าจะถือว่าไม่เคยเกิดอะไรขึ้น อย่าคิดที่จะกระทำการล่วงเกินข้าเช่นนี้อีก มิเช่นนั้นข้าจะไม่ถือว่าเจ้าเป็นสหายอีกต่อไป" 

นางส่งเสียงและคำพูดที่หนักหน่วง บอกให้เขารู้ว่านางพูดจริงทำจริง

 "ทำไม เพราะเขาใช่ไหม เฟิ่งเทียนหนิงผู้นั้น เจ้ารักเขาใช่ไหม" 

จู่เหอตะโกนโวยวายเสียงดัง 

​​​​​​"ข้าบอกให้เจ้าหยุดบ้า แล้วรีบกลับไป อย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะจู่เหอ ข้ามิใช่คนที่อดทนอดกลั้นอะไรได้นาน"

 คำพูดของนางฉายแววความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ 

"ทำไมเจ้าไม่รักข้าบ้าง ข้าต่ำต้อยเกินไปหรือไง" 

น้ำเสียงของเขาอ่อนลง แต่ทว่าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด จนนางต้องหันกลับไปมองดูเขา ​​​​​​

"เจ้าเป็นคนดี แต่ข้าเห็นเจ้าเป็นเพียงสหายที่ดีที่สุดคนหนึ่งเท่านั้น" 

นางไม่ได้โกรธเกรี้ยวใส่เขาเพราะเห็นสภาพของเขาแล้ว ก็เริ่มรู้สึก อดโทษตัวเองไม่ได้ ที่เขาต้องกลายเป็นคนเช่นนี้ นางก็มีส่วนผิด พูดกับเขาเพียงเท่านั้น ก็คิดหันหลังจะเดินจากไป แต่เขากับเข้าไปสวมกอดนางเอาไว้แน่น นางพยายามที่จะดิ้นให้หลุดพ้นแต่เขาก็ไม่ยอมปล่อย เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายอย่างปวดร้าวในจิตใจไม่หยุด 

"ฝู่เหยียนหลี่ข้าขอโทษ ข้ารักเจ้า ข้ารักเจ้าจริง ๆ ข้ารักเจ้าผู้เดียวมาตลอด ข้าไม่มีทางลืมเจ้าได้ ทำไมเจ้าถึงรักข้าไม่ได้ เหตุใดไม่เป็นข้าที่เจ้าเลือก ข้ารักเจ้าด้วยใจจริง ให้ข้าตายแทนเจ้าข้าก็ทำได้ เจ้ารักข้าบ้างได้ไหม ได้โปรดมอบความรักให้แก่ข้าบ้าง" 

จู่เหอพร่ำบอกความในใจที่เต็มไปด้วยความรักของเขาที่มีต่อนาง เขาเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเด็ก ด้วยจิตใจที่แตกสลาย ร่ำไห้ปานหัวใจจะขาดรอน ทำให้ฝู่เหยียนหลี่สงสารและรู้สึกผิดต่อเขา ที่นางเคยทำให้เขารักแล้วทอดทิ้งเขาไปอย่างไม่ไยดี เมื่อก่อนนางไม่เคยรู้สึกอะไรเลย แต่พอมาเห็นเขาในวันนี้ ทำให้นางอยากเอ่ยคำว่าขอโทษเขาจากใจจริง แต่ก็ทำได้เพียงแค่บอกในใจเท่านั้น 

"จู่เหอ เจ้าดื่มมากเกินไปแล้ว ข้าไม่ใช่ฝู่เหยียนหลี่ ข้าคือซูหลิน เจ้าควรตัดใจและลืมนางเสียเถอะ ชั่วชีวิตนี้ของเจ้ามิอาจได้พบเจอนางอีกแล้ว" 

นางพยายามกัดฟันฝืนพูดกับเขาโดยไม่ให้เสียงสั่นคลอน แล้วดึงมือที่ผูกรัดนางไว้แน่นจนออก ทันทีที่นางหลุดจากเขาไป จู่เหอเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น น้ำตาที่รินไหลแทบเป็นสายเลือดส่งเสียงคร่ำครวญอย่างทุกข์ทรมานใจจนเกินจะต้านทาน เขาเหมือนคนที่กำลังจะขาดใจตายลงไปตรงนั้น นางทำได้เพียงหลับตาเดินจากเขามาแล้วไม่หันไปมองอีก

"ข้าพบเจอเจ้าก่อนผู้ใด แต่ทำไมข้าถึงไม่สามารถครอบครองหัวใจของเจ้าได้ เพราะอะไรเจ้าถึงไม่รักข้าเลย" 

น้ำเสียงสิ้นหวัง แววตาหมองเศร้าด้วยหัวใจที่ขาดเป็นเสี่ยง ๆ อย่างไม่เหลือชิ้นดี เหมือนคนที่ตายทั้งเป็น เขาเป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่ได้ข่าวนางแต่งงาน

ฝู่เหยียนหลี่เดินไปหลบอยู่อีกมุมไม่ให้เขาเห็น นางได้ยินทุกคำที่เขาพูด เสียงร้องไห้ของเขาดังชัดในใจของนาง ดวงตาร้อนผ่าวจนเกือบจะมีหยอดน้ำตาไหลออกมา นางรู้สึกกับเขาเพียงเพื่อนเท่านั้นจริง ๆ ไม่เคยคิดว่ามันเป็นการทำร้ายเขามากถึงเพียงนี้

" ข้าไม่ดีตรงไหน ข้าสู้พวกเขาไม่ได้ตรงไหน ข้าผิดอะไร ข้ารักเจ้าขนาดไหน เจ้าไม่เคยรับรู้บ้างเลยหรือ ข้ารักเจ้าฝู่เหยียนหลี่"

จู่เหอตะโกนว่ารักนางจนเสียงดังไปทั่ว เขายังมีน้ำตาไหลออกมาไม่หยุด เสียงร้องของเขาเหมือนคมดาบกรีดใจนาง ฝู่เหยียนหลี่รู้สึกสงสารเขาจนปวดใจ จนเกือบใจอ่อนจะออกไปพบเขาอีกครั้ง แต่แล้วเขาก็พูดขึ้น

​​​​​​" เจ้าไม่รักก็ไม่ควรให้ความหวังข้าแต่แรก ข้าจะได้ไม่ต้องอยู่เหมือนคนที่ตายไปแล้วแบบนี้" 

คำพูดของจู่เหอ ทำให้นางหยุดฝีเท้าที่จะออกไปหาเขา นางไม่ควรทำให้เขามีความหวังอีกจริง ๆ คิดได้ดังนั้นจึงตัดใจเดินกลับห้องของตัวเองไป ปล่อยจู่เหอไว้ตรงนั้นเพียงลำพัง

 

จู่เหอจะยังกล้าสู้หน้าสตรี ที่ชื่อซูหลินอีกไหม หรือเขาจะเดินหน้าหาความจริงว่าตัวตนของนางคือใครกันแน่ ใช่คนที่เขาคิดไว้หรือไม่ ถ้านางคือฝู่เหยียนหลี่เขาจะทำอย่างไรกับเฟิ่งเทียนหนิง ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะดำเนินต่อไปอย่างไร... 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น