เกมล่าคนตาย

ตอนที่ 4 : บทที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 พ.ย. 63

บทที่ 3               

 

“นี่เราอยู่ที่ไหนกันวะเนี่ย?” เดย์คิดในใจ ซึ่งก็ทำได้แค่คิดเท่านั้น เหตุเพราะตัวเขาในตอนนี้ไม่สามารถบังคับร่างกายให้เคลื่อนไหวไปมาได้ดั่งใจนึกแถมมุมมองของสายตาก็ถูกตีกรอบบีบให้แคบลง โดยให้อารมณ์ความรู้สึกเหมือนตนเองมองผ่านช่องดวงตาของแผ่นหน้ากากที่สวมครอบทับใบหน้าเอาไว้อีกชั้น 

ภาพรอบๆ ตัวของเจ้าหนุ่มยังคงปรับเปลี่ยนหมุนไปหมุนมาไม่หยุดราวกับว่าตัวเขากำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่ถึงแม้จะมองเห็น...หูของเขากลับได้ยินเพียงเสียงดังวิงๆ เฉกเช่นเสียงร้องของแมลงยามค่ำคืน 

“เฮ้ย...เดี๋ยวนะๆ นี่เรากำลังขี่ม้าอยู่หรือเปล่าวะ?!” เป็นคำถามที่มาพร้อมกับภาพเศษชิ้นส่วนปริศนา แม้จะมองเห็นเพียงเล็กน้อยแถมมาแบบผลุบๆ โผล่ๆ แต่ภาพของกลุ่มเส้นขนสีน้ำตาลเข้มที่เต้นพลิ้วไหวไปมาอยู่ตรงบริเวณขอบด้านล่างในมุมมองของสายตาก็เป็นเช่นคำบอกใบ้สำคัญ เพราะหลังจากเพ่งพิจารณาดูอยู่สักพักพร้อมกับลองใช้จินตนาการสร้างภาพรวมของสัตว์ต่างชนิดขึ้นมาเปรียบเทียบ เขาก็ค่อนข้างมั่นใจว่ากลุ่มเส้นขนหยาบกระด้างที่เห็นนี้น่าจะเป็นขนแผงคอม้า หึ แล้วก็ใช่จริงๆ เสียด้วยสิ เพราะไม่กี่นาทีจากนั้นเจ้าหนุ่มเดย์ก็ได้เห็นภาพการเคลื่อนไหวในมุมมองที่ต่างออกไป เขารู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองกำลังขยับลุกก้าวลงสู่จุดตำแหน่งที่ต่ำกว่า ซึ่งในจังหวะที่ขยับตัวนี้แหละมันก็มีภาพใบหน้าของม้าผ่านสายตาไปแวบๆ 

เมื่อไม่มีแรงสั่นสะเทือนอันเกิดจากการขี่ม้า การมองเห็นจึงกระจ่างชัดเจนมากขึ้น และถึงตรงนี้เจ้าหนุ่มของเราก็ได้เห็นฉากวิวทิวทัศน์ใหม่เป็นภาพของแม่น้ำสายกว้าง ห่างออกไปอีกฝั่งคลองมีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นปลกคลุม อีกทั้งยังมีบ้านไม้เรือนไทยปลุกก่อสร้างตั้งอยู่ห่างกันเป็นระยะๆ นอกจากนี้แล้วก็ยังมองเห็นเรือไม้โบราณน้อยใหญ่หลายรูปทรงนับสิบๆ ลำ จอดเกยตื้นอยู่ริมตลิ่ง 

“มีทั้งบ้านเรือนไทย! มีทั้งเรือโบราณ! นี่กูกำลังถ่ายหนังอยู่หรือไงวะ” ใครจะคิดแบบนี้ก็ไม่แปลกหรอก เพราะยานพาหนะและสิ่งก่อสร้างหลากหลายที่เห็นมันหาดูได้ยากยิ่งในยุคสมัยปัจจุบัน ชนิดที่ว่า...ถ้าใครอยากเห็นอยากสัมผัสก็มีแต่ต้องไปเดินดูตามพิพิธภัณฑ์เก็บสะสมของเก่า ไม่ก็ตามเมืองจำลองที่สร้างไว้สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์และละครทีวีย้อนยุคโดยเฉพาะ

เหตุการณ์ชวนฉงนหลงยุคนี้ดำเนินไปอย่างชักช้าน่ารำคาญ แต่กระนั้นก็ไม่นานเกินรอและถึงที่สุดแล้วเดย์ก็เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ใช่ มันเป็นบางอย่างที่เริ่มต้นด้วยการปรากฏกายของฝูงชนจำนวนหลักร้อยในทิศทางขวามือห่างออกไป ด้านหน้าสุดของขบวนมีกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดนักรบโบราณพร้อมด้วยม้าศึกคู่กายเดินนำ ที่เหลือเป็นเหล่าชาวบ้านร้านตลาดซึ่งเดินเท้าตามหลังมาไม่ห่าง มีทั้งเด็ก ทั้งคนแก่ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายคละเคล้ากันไป บ้างก็แต่งกายในชุดเสื้อผ้าไทยโบราณดูดีเชียว แต่กับบางคนชุดเสื้อผ้าที่สวมใส่ดูโทรมราวกับผ้าขี้ริ้วก็ไม่ปาน แม้จะแตกต่างกันเพียงใดทุกคนกลับมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นก็คือ มือและเท้าถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวน

“คนพวกนั้นเป็นนักโทษหรือวะ?” เห็นเพียงแวบแรกเจ้าหนุ่มเดย์ก็พอจะคาดเดาออกว่าอะไรเป็นอะไร “แต่...ถ้าเป็นนักโทษจริง งั้นเด็ก คนแก่ ไปทำความผิดอะไรมาถึงต้องถูกคุมตัวด้วย” ตรงจุดนี้แหละที่ดูน่าเคลือบแคลงจนอดที่จะคิดต่อไปไม่ได้ว่า

“เอ หรือว่าจะเป็นเชลยศึก” เป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ผุดขึ้นมาในหัว เพราะในยุคสมัยโบราณนั้น คนที่ถูกจับใส่โซ่ตรวนมีอยู่แค่สองประเภท คือ ถ้าไม่ใช่นักโทษก็เป็นเชลยศึก เพียงแต่...ความคิดนี้ก็ถูกหักล้างแทบจะในทันทีทันใด เนื่องจากเจ้าหนุ่มของเราค่อนข้างมั่นใจว่าชุดเสื้อผ้าที่พวกทหารสวมใส่อยู่นั้นเป็นชุดของทหารไทยในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา “นี่มันชักจะยังไงๆ แล้วนะ คนไทยตีตรวนล่ามโซ่พวกเดียวกันเอง?” เมื่อไม่สามารถหาคำตอบให้กับภาพความผิดปกติที่เห็นตรงเบื้องหน้าได้ เดย์จึงเฝ้ามองดูเหตุการณ์ต่อไปอย่างเงียบๆ แล้วเรื่องราวเลวชั่วเกินกว่าจะทำใจยอมรับก็มาบังเกิดขึ้นเอาตอนนี้แหละ

อย่างไม่ทันได้ตั้งตัวเตรียมใจ จู่ๆ พวกทหารก็เข้าไปฉุดกระชากร่างของชาวบ้านสามถึงสี่คนและพาเดินขึ้นไปบนแพไม้ไผ่ที่พาดยาวลงไปในแม่น้ำ ก่อนจะเริ่มเล่นเกมเดิมพันชีวิตด้วยการผลักร่างของพวกเขาเหล่านั้นร่วงตกลงไปในกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากทีละคน! ลองคิดดูสิ ในสภาพร่างกายที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแบบนั้นน่ะจะให้ขยับตัวว่ายน้ำยังไงไหว หึๆ แล้วงานนี้ก็ไม่มีคำว่าปรานีเสียด้วย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนแก่ ใครที่คิดขัดขืนหรือหลบหนีก็มีแต่จะถูกทิ่มแทงด้วยอาวุธแหลมคมจนได้รับบาดเจ็บเป็นรายๆ ไป และท้ายที่สุดก็จะถูกลากไปโยนทิ้งลงแม่น้ำอยู่ดี 

 “บะ...บ้าไปแล้ว นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ!!” เจ้าหนุ่มของเราร้องโอดครวญในใจ 

หยดน้ำตาที่รินไหลอาบสองแก้ม มือที่ยกขึ้นพนมไหว้ร้องขอชีวิต ร่างกายที่สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เสียงหายใจถี่รัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย เดย์ได้เห็นภาพเหล่านี้อย่างถนัดชัดสายตาในระยะประชิดซ้ำไปซ้ำมา มันเป็นภาพที่ทำให้เขารู้สึกเวทนาและรู้สึกผิดไปพร้อมๆ กัน เมื่อมันดันเป็นความจริงที่ว่า...ตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มทหารที่ลงมือฆ่าพวกชาวบ้าน!

   “ไม่ใช่ กูไม่ได้ทำ นี่ไม่ใช่ตัวกู กูไม่ได้ทำ” เป็นประโยคเดียวที่เขาคิดซ้ำๆ อยู่ในใจ และถึงอยากจะเบือนหน้าหนีหันมองไปทางอื่นก็มิอาจทำได้ 

เดย์จำต้องฝืนทนมองดูร่างของเพื่อนมนุษย์จมหายไปต่อหน้าต่อตาคนแล้วคนเล่า กระทั่งเมื่อชาวบ้านคนสุดท้ายถูกผลักร่วงลงสู่ก้นแม่น้ำฉากวิวทิวทัศน์ที่ตัวเขาได้เห็นก็เปลี่ยนไปในฉับพลัน ผิวน้ำที่กระเพื่อมเคลื่อนไหวถูกแทนที่ด้วยม่านหมอกสีเทาทีละเล็กทีละน้อยจนในที่สุดก็มองไม่เห็นสิ่งใดเลย นานแค่ไหนไม่รู้ที่เขาปล่อยให้ตัวเองล่องลอยอยู่ในสายธารแห่งความทุกข์โศก แต่เมื่อจิตใจของคนเราจมดิ่งจนถึงขีดสุดก็มักจะได้พบกับปลายแสงอันเป็นจุดเปลี่ยนของช่วงชีวิตเสมอ กับเจ้าหนุ่มเดย์ก็เหมือนกัน...ในเสี้ยววินาทีที่ความสิ้นหวังเกาะกินจิตใจจนเกือบหมดสิ้นนั้นจู่ๆ ในห้วงแห่งความคิดคะนึงก็ปรากฏมีภาพใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งขึ้นมา รอยยิ้มของเธอดูมีเสน่ห์ตราตรึงใจเขาเป็นอย่างมาก มันเป็นรอยยิ้มที่แลดูอบอุ่นและแสนคุ้นเคย

“ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน? ทำไมเราถึงได้รู้สึกอยากโอบกอดเธอเสียเหลือเกิน” เขาคิดด้วยอารมณ์อ่อนไหวอาลัยอาวรณ์ 

ยิ่งคิด ภาพหลากหลายอิริยาบถของเธอก็ยิ่งสว่างวาบราวกับประกายแสงของดอกไม้ไฟที่บานสะพรั่งบนท้องฟ้ายามรัตติกาล ไม่ช้าความมืดบอดในจิตใจก็ถูกรอยยิ้มของหญิงสาวเข้ายึดครองจนหมดสิ้นพร้อมๆ กันกับที่...

“มล” เป็นชื่อเล่นของเธอที่เจ้าหนุ่มเผลอหลุดปากพูดออกมา แล้วถ้อยคำสั้นๆ นี้ก็เป็นเช่นลูกกุญแจที่ไขเปิดล็อคปลดปล่อยภาพความทรงจำมากมายกลับคืนสู่ใจของเขาอีกครั้ง ทั้งภาพของเธอที่อยู่ในชุดนักศึกษาเมื่อครั้งที่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ภาพของเธอที่ร้องตะโกนเชียร์สุดเสียงในตอนที่ตัวเขาลงแข่งขันกีฬาบาสเกตบอล ภาพของเธอที่เกาะเกี่ยวจูงมือเขาเดินเล่นอยู่ภายในสวนสาธารณะยามเย็น ภาพของเธอที่ยิ้มทั้งน้ำตาในช่วงเวลาที่เขาคุกเข่าขอแต่งงานหลังจากเรียนจบ และสุดท้ายภาพของเธอกับลูกชายตัวน้อยที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ในเปลไกว ใช่ เจ้าหนุ่มเดย์จดจำเธอได้ เพราะหญิงสาวในความทรงจำนี้ก็คือภรรยาของเขาเอง 

“เราจะมามัวติดอยู่ที่นี่ไม่ได้ เราจะต้องกลับไปหามลกับลูก” ภาพความทรงจำที่ได้รับกลับคืนมานั้นเป็นเช่นแรงผลักดันให้เดย์ลุกขึ้นสู้ ใช่ เขาต้องสู้ สู้กับอะไรก็ตามที่พันธนาการร่างกายของเขาไว้ สู้เพื่ออิสรภาพ สู้เพื่อที่จะได้กลับไปหาคนที่เขารักสุดหัวใจ 

“นี่มันร่างกายของกู กูเป็นเจ้าของ เอาร่างของกูคืนมานะโว้ย” เจ้าหนุ่มร้องคำรามลั่นและออกแรงขัดขืนสุดกำลัง

สิ้นเสียงคำประกาศก็บังเกิดมีแสงสว่างจ้าขึ้นรอบตัวๆ พร้อมกันกับที่ร่างกายของเขาถูกกลุ่มก้อนพลังงานลึกลับบางอย่างผลักดันให้ลอยขึ้นสู่ด้านบน แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่เพียงเสี้ยววินาที...ฉากวิวทิวทัศน์ที่ห่างหายไปนานก็กลับมาปรากฏชัดให้เห็นตรงเบื้องหน้าอีกครั้ง

“แครก...แครก...เรามาลอยคออยู่กลางแม่น้ำได้ยังไงวะ?!” เดย์พูดพลางสำลักน้ำที่ไหลเข้าปากเข้าจมูก แต่ทันทีที่ตั้งหลักได้เขาก็รีบพลิกตัวหันมองไปรอบๆ กระทั่งไปสะดุดเข้ากับสะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่อันเป็นเช่นจุดเปลี่ยนของชีวิต 

“เอ๊ะ จริงสิ จำได้ว่า...เรากำลังขับรถกลับบ้าน ละ...แล้วจู่ๆ รถก็พุ่งไปข้างหน้า” แม้ภาพความทรงจำที่นึกออกจะดูเลือนรางและขาดหายเป็นช่วงๆ แต่เขาก็พอที่จะประติดประต่อฉากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ “บ้าชะมัด ถ้ารถเราจมอยู่ในน้ำ...สุดสัปดาห์นี้ก็พามลกับลูกไปเชียงรายไม่ได้สิวะ”

ความที่ทรัพย์สินมีค่าเกือบจะทั้งหมดจมหายไปพร้อมกับรถยนต์ หลังจากที่ว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งแล้วเจ้าหนุ่มจึงต้องมองหาความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นแทน และก็ถือว่ายังโชคดีอยู่หน่อยๆ ล่ะ เพราะห่างจากจุดที่ตัวเขายืนอยู่ไปประมาณยี่สิบเมตรมีชายแก่คนหนึ่งกำลังนั่งตกปลาอยู่พอดี

“สวัสดีครับลุง ลุงช่วยขับรถไปส่งผมที่บ้านหน่อยจะได้ไหมครับ?” เดย์เดินเข้าไปพูดขอร้องด้วยท่าทีนอบน้อมพลางเหลือบมองไปที่รถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ คันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ใกล้ๆ คาดว่าจะเป็นของลุงแกนั่นแหละ

“มึงเป็นใคร? แล้วทำไมกูต้องช่วยมึงด้วยวะ” คำพูดสวนกลับประโยคนี้แสดงออกถึงความไม่เป็นมิตรอย่างชัดเจน ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์เราในยุคสมัยนี้ ใครมันจะไปอยากช่วยคนที่ไม่รู้จักกันล่ะ...จริงไหม แถมเจ้าหนุ่มเดย์ยังมาในชุดเสื้อผ้าเปียกปอนเลอะเทอะไปทั่วทั้งตัวอีกต่างหากดูแล้วยิ่งไม่น่าไว้วางใจเข้าไปใหญ่

“โธ่ ลุง นึกว่าช่วยลูกนกลูกกาเถอะครับ เห็นใจผมหน่อยเถอะ ผมพึ่งจะประสบอุบัติเหตุขับรถตกสะพาน สภาพชุดเสื้อผ้าก็เลยเปียกเลอะอย่างที่เห็น” เจ้าหนุ่มของเราพยายามพูดอ้อนขอ แต่กระนั้นคำตอบที่ได้รับกลับมาก็ยังเป็นถ้อยคำปฏิเสธเช่นเคย

“มึงจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของมึง กูไม่เกี่ยว มึงไปขอให้คนอื่นช่วยเถอะ กูไม่ว่าง”   

“คนอื่นไหนล่ะลุง ผมเห็นมีแค่ลุงคนเดียวที่นั่งตกปลาอยู่แถวนี้” เดย์เถียง 

ความที่ไม่อยากพูดจายืดเยื้อให้เสียเวลา เขาจึงล้วงหยิบเอากระเป๋าสตางค์ที่เปียกโชกออกมาจากกางเกง ในนั้นมีธนบัตรมูลค่าหลายพันบาทอยู่จำนวนหนึ่ง “อืม...งั้นเอาอย่างงี้ ผมให้ลุงห้าร้อยเลยถ้าลุงช่วยขับรถมอเตอร์ไซค์พาผมไปส่งบ้าน” 

“ห้าร้อย เฮ้ย...มึงพูดจริงหรือวะ?” ชายแก่หันขวับมาถามย้ำ

“ผมพูดจริงครับลุง” 

 “งั้นก็ได้ เดี๋ยวขอกูเก็บอุปกรณ์ตกปลาแป๊บหนึ่ง” กับมนุษย์ใจโลภนี่ก็นะ พอมีเงินเป็นหนึ่งในข้อเสนอแลกเปลี่ยนก็ตอบรับงับเหยื่อทันทีเชียว 

ยืนรออยู่ไม่ถึงสามนาทีหรอก รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างชั่วคราวก็พร้อมที่จะขับเคลื่อนไปตามทางถนนแล้ว แม้สภาพของรถที่เห็นนั้นจะดูโทรมจนไม่น่าวิ่งได้ก็ตาม แต่ในนาทีนี้ใครจะสนกันล่ะ เพราะสิ่งที่เจ้าหนุ่มเดย์ต้องการนั้นมีเพียงอย่างเดียวนั่นคือ การกลับไปหาลูกชายและภรรยาของตนเอง

 จากชายฝั่งแม่น้ำใกล้สะพานสูง ลัดเลาะไปตามซอยถนนแคบๆ เลียวซ้ายที ขวาที และขี่ตรงไปอีกสองร้อยเมตรก็ถึงบ้านอันเป็นเป้าหมายแล้ว ทว่า ณ ปลายทางนั้นมันกลับมีเรื่องราวไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีกจนได้

“เฮ้ย...ไอ้หนุ่ม เงินห้าร้อยของกูล่ะวะ” ชายแก่พูดทวงเมื่อเห็นคู่สนทนานิ่งเงียบไป

แม้จะยังรู้สึกงงงันไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ แต่เดย์ก็ยื่นธนบัตรมูลค่าห้าร้อยบาทส่งให้ตามที่ได้สัญญาไว้ ซึ่งลุงแกก็รีบคว้าหมับพร้อมยิ้มรับด้วยความพออกพอใจ แต่ก็ไม่วายเอ่ยถามตามน้ำด้วยความสงสัยว่า

“ไอ้หนุ่ม กูถามมึงจริงๆ เถอะว่ะ มึงมาทำอะไรที่บ้านร้างหลังนี้กันแน่วะ? น่ากลัวออก” แล้วคำถามลอยๆ ที่เป็นเช่นการตอกย้ำประโยคนี้ก็ช่วยปลุกชายหนุ่มให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ความคิด

“เดี๋ยวนะครับ เมื่อกี้ลุงพูดว่าบ้านร้างหรือครับ?” เดย์ย้อนถาม โดยเน้นคำว่าบ้านร้างเหมือนต้องการคำยืนยันอีกสักรอบ

“ก็เออสิวะ มันก็เห็นๆ กันอยู่ไม่ใช่หรือไง มีแต่ต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมแถมเถาวัลย์ยังเลื้อยพันรกบ้านซะขนาดนั้น” ชายแก่พูดตอบเสียงกระแทกหน่อยๆ 

สิ้นเสียงคำพูดก็เกิดเป็นความเงียบขึ้นมาอีกราวหนึ่งนาทีเศษเมื่อเจ้าหนุ่มของเราหยุดยืนเพ่งพิจารณามองดูสถานที่ปลายทาง จนกระทั่งมั่นใจว่าบ้านร้างที่เห็นตรงเบื้องหน้านี้คือบ้านของเขาเองจึงได้หันกลับมาพูดต่อ

“เอ่อ...แล้วลุงพอจะรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้บ้านหลังนี้รกร้างไหมครับ?”

“กูจะไปรู้ได้ยังไง กูไม่ใช่คนแถวนี้นะโว้ย ถ้ามึงอยากรู้นักก็ลองถามคนที่อาศัยอยู่ในละแวกแถบนี้ดูเอาเองสิวะ” เป็นคำพูดแนะทิ้งท้าย ก่อนที่ลุงแกจะขับรถมอเตอร์ไซค์แยกจากไปตามทางของตนเอง 

 “นั่นสินะ คงต้องลองถามคนแถวนี้ดู” เดย์คิดทวนคำในใจพลางกวาดสายตาหันมองไปรอบๆ ตัว แล้วก็ไปสะดุดเข้ากับร้านขายของชำเล็กๆ ร้านหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนทางซ้ายมือ 

“เอ่อ...พี่ครับ ทำไมบ้านหลังนั้นถึงร้างได้ล่ะครับ?” เขายิงคำถามพลางชี้มือไปที่บ้านของตัวเอง

“อ๋อ เห็นคนเก่าคนแก่ที่อาศัยอยู่แถวนี้บอกว่า ชายผู้เป็นเจ้าของบ้านขับรถตกสะพานตายน่ะ ภรรยาที่อาศัยอยู่ด้วยกันก็เลยหอบลูกกลับไปอยู่บ้านนอก สุดท้ายบ้านหลังนั้นก็เลยถูกปล่อยให้รกร้างอย่างที่เห็น” หญิงสาววัยสามสิบปลายๆ ผู้เป็นเจ้าของร้านเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

แล้วคำตอบที่ได้ยินก็สร้างความสับสนมากขึ้นไปอีก แต่ทั้งที่เป็นแบบนี้เดย์ก็ยังพยายามรวบรวมสติคิดตามในใจ “เฮ้ย...เดี๋ยวนะๆ เราขับรถตกสะพาน...เรื่องนี้มันพึ่งจะเกิดขึ้นไม่ใช่หรือวะ แต่ทำไมบ้านถึงได้รกร้างราวกับไม่มีคนพักอาศัยมาเป็นแรมปีล่ะ?!” 

 เพราะความไม่เข้าใจนี่แหละ เขาจึงหันมองฉากวิวทิวทัศน์ที่อยู่รอบๆ ตัวซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้งเพื่อทบทวนภาพความทรงจำในอดีต และก็พอจะจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า บริเวณพื้นที่จุดตำแหน่งซึ่งเป็นร้านขายของชำนี้มันเคยเป็นลานดินกว้างที่ผู้คนในซอยมักชอบเอาขยะมาทิ้งกองรวมกัน

“นี่มัน?! ไม่ใช่แค่บ้านของเราบ้านเดียวที่เปลี่ยนไป แต่อาคารสถานที่ที่อยู่โดยรอบก็เปลี่ยนไปด้วยนี่หว่า” 

“ไอ้น้อง ถ้าน้องไม่คิดจะซื้ออะไรก็เดินออกไปเถอะ อย่ามายืนเกะกะบังหน้าร้านพี่เลยนะ” ผู้เป็นเจ้าของร้านเอ่ยเตือนอย่างสุภาพ

“งั้น...เอ่อ...งั้นผมขอน้ำเปล่าสักขวดก็แล้วกันพี่” เจ้าหนุ่มของเรารีบตอบรับด้วยความเกรงใจ ก่อนจะถามต่อ “เอ่อ...ว่าแต่พี่ย้ายเข้ามาอยู่ในซอยนี้ตั้งแต่เมื่อไรกันครับ?”

“อืม...ก็น่าจะหกปีได้แล้วมั่งน้อง ถามทำไมหรือ?”

“หกปี!” เดย์หลุดปากร้องตกใจและรีบลดน้ำเสียงลงพูดโกหกตามน้ำ “มะ...เมื่อก่อนผมเคยอาศัยอยู่ในซอยนี้น่ะครับ มาวันนี้เห็นอะไรหลายๆ อย่างเปลี่ยนไปก็เลยอดสงสัยไม่ได้” 

เพราะไม่เชื่อในสิ่งที่คู่สนทนาพูดตอบ เจ้าหนุ่มจึงกวาดสายตามองเข้าไปภายในร้าน เจตนาเพื่อควานหาสิ่งของที่พอจะใช้เป็นหลักฐานยืนยันได้มากกว่าถ้อยคำ ซึ่งก็มีอยู่จริงๆ “พี่ครับ ผมขอซื้อหนังสือพิมพ์สักฉบับสิครับ”

“ได้สิ แล้วน้องจะเอาของสำนักพิมพ์ไหนล่ะ?”

“อันไหนก็ได้ครับพี่” เดย์ตอบรับพร้อมจ่ายเงินเสร็จสรรพ และหลังจากที่รับหนังสือพิมพ์มาดูใกล้ๆ ตา เขาก็ถึงกับหมดแรงทรุดตัวลงนั่งกองกับพื้น เหตุเพราะปี พ.ศ. ที่เขียนระบุไว้บนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ฉบับวันนี้นั้นมันก็เป็นปี พ.ศ. ในอนาคตน่ะสิ 

“เฮ้ย...กูหายไปไหนมาตั้งสิบปีวะ!”

                                           

...............................................

https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjAxNTg4OCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjU6Ijg3NzUwIjt9&fbclid=IwAR1dmbVto4a7rhv07438g5sEN3DsFAV3KeSJqQ1RAu_A5jQVxA0zhJwW-ho

อ่านฉบับเต็มได้ที่ MEb ครับ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น