เกมล่าคนตาย

ตอนที่ 3 : บทที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 ต.ค. 63

บทที่ 2

            

“ว่าไง หาศพเจอไหม?” เสียงหนึ่งร้องตะโกนถามดังจากบริเวณริมตลิ่งของแม่น้ำสายใหญ่

“ยังไม่เจอเลยพี่ เฮ้อ...” ชายหนุ่มนักประดาน้ำตอบกลับพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินลากถังออกซิเจนขึ้นมานั่งพักเหนื่อยริมฝั่ง

ก็ทั้งที่อุตส่าห์ออกแรงช่วยกันงมหานานนับชั่วโมง เรียกว่าปูพรมค้นหาไปทั่วแม่น้ำในรัศมีหนึ่งร้อยเมตรเลยก็ว่าได้ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบเจอร่างของชายผู้ประสบอุบัติเหตุเลย 

“เอายังไงดีล่ะครับสารวัตร จะให้ค้นหาต่อไหมครับ?” ตำรวจชั้นผู้น้อยนายหนึ่งหันไปเอ่ยถามหัวหน้าทีมผู้รับผิดชอบคดี แล้วก็ได้รับคำตอบสั้นๆ กลับมาเพียงว่า

“ค้นหาต่อไปอีกสักพักก็แล้วกัน” แม้อยากจะยอมแพ้ ล้มเลิกภารกิจ แต่พอเหลือบหันมองไปที่ภรรยาสาวของชายผู้ประสบเหตุ ทุกคนที่เห็นต่างก็รู้สึกเวทนาจนไม่อาจถอยหนีได้ เนื่องจากเธอยังคงร้องไห้คร่ำครวญโหยหาคนรักอยู่ตลอด

“แล้วรถเครนที่ทางเราขอไปล่ะ มาหรือยัง?” นายตำรวจหนุ่มหันไปถามเจ้าหน้าที่มูลนิธิหน่วยกู้ภัยซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ

“น่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะครับสารวัตร” หนึ่งในทีมงานหน่วยกู้ภัยร้องตอบกลับ พูดไม่ทันขาดคำรถเครนขนาดใหญ่ก็ขับเคลื่อนเข้ามาจอดเทียบริมตลิ่งพอดี 

ถึงตรงนี้หลอดไฟสนามก็ถูกนำมาติดตั้งเพิ่มเติมมากขึ้นไปอีกเพื่อให้แสงสว่างส่องทั่วถึง และเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางอย่างที่ควรเป็นแล้วเหล่าทีมผู้ช่วยเหลือก็เริ่มลงมือเก็บกู้ซากรถอย่างไม่รอช้า ด้วยเพราะยังมีบางคนแอบหวังลึกๆ ว่าจะพบเจอร่างศพคนขับติดค้างอยู่ในมุมหนึ่งมุมใดของตัวรถ ลวดสลิงเส้นใหญ่ถูกผูกเข้ากับเรือยนต์เล็กซึ่งทำหน้าที่ชักลากเส้นลวดนำไปหย่อนลงแม่น้ำในจุดตำแหน่งที่รถยนต์จมอยู่เพื่อให้  นักประดาน้ำได้นำปลายของเส้นลวดสลิงยึดติดเข้ากับซากรถ

“ช้าๆ ไม่ต้องรีบๆ ค่อยๆ ดึงเข้ามาเรื่อยๆ” เสียงชายผู้ดูต้นทางร้องตะโกนบอกคนบังคับเครนเป็นระยะๆ

ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีดีซากรถยนต์ที่จมอยู่ใต้ก้นแม่น้ำก็ถูกดึงลากเข้าสู่ฝั่งได้สำเร็จ

“เป็นยังไงบ้างไอ้น้อง เจอศพไหม?” สาววัตรหนุ่มผู้รับผิดชอบคดีเอ่ยถามหนึ่งในเจ้าหน้าที่มูลนิธิหน่วยกู้ภัยซึ่งกำลังช่วยกันลื้อค้นสิ่งของภายในรถยนต์ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาก็มีเพียงแค่การส่ายหน้าปฏิเสธและพูดสั้นๆ ว่า 

“ไม่เจอเลยพี่”

เพื่อตอบโจทย์ปริศนาร่างชายคนขับรถที่หายไป ทางตำรวจจึงต้องนำเอาข้อมูลของอุบัติเหตุที่มีอยู่ทั้งหมดมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง เริ่มด้วยบันทึกคำให้การของพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ซึ่งพอจะสรุปใจความย่อๆ ได้ประมาณว่า ก่อนที่จะเกิดเรื่อง...รถยนต์ของชายผู้ประสบเหตุได้ขับขี่มาตามทางถนนเป็นปกติ กระทั่งมาถึงกลางสะพานจู่ๆ รถก็หยุดจอดกะทันหันหนึ่งครั้ง จากนั้นไม่กี่นาทีรถยนต์ก็ออกตัวพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงพร้อมๆ กับหักเลี้ยวเข้าหาขอบสะพานและท้ายที่สุดก็เกิดการพลิกคว่ำกลิ้งตกลงไปในแม่น้ำ โดยในบันทึกคำให้การของพยานนั้นมีหลายคนพูดระบุตรงกันว่า ‘หลังจากที่รถยนต์ร่วงลงไปในแม่น้ำแล้วยังคงมองเห็นร่างของชายคนขับติดอยู่ภายในรถ’

หันกลับมาดูขั้นตอนการทำงานของทีมผู้ช่วยเหลือกันบ้าง หลังจากได้รับโทรศัพท์แจ้งเหตุ ทางตำรวจ เจ้าหน้าที่มูลนิธิหน่วยกู้ภัย รวมถึงตัวแทนจากบริษัทประกันภัยต่างก็รีบรุดตรงมายังบริเวณริมแม่น้ำใต้สะพานและเข้าสอบถามที่มาที่ไปของฉากอุบัติเหตุจากพยานแวดล้อมอย่างไม่รอช้า กระทั่งเมื่อทราบจุดตำแหน่งที่รถยนต์ร่วงตกลงไปแน่ชัดทางตำรวจจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ที่มีความสามารถในการดำน้ำลงไปช่วยเหลือชายที่ติดอยู่ในซากรถ ทว่า ณ ปลายทางใต้ผิวพื้นน้ำนั้นก็มีเรื่องที่ทำให้ต้องแปลกใจอีกจนได้ เมื่อมันดันเป็นความจริงที่ว่า สภาพตัวถังภายนอกของรถยนต์ซึ่งจมอยู่ใต้ก้นแม่น้ำยังคงดูดีเป็นปกติเฉกเช่นที่เคยอยู่บนบก หรือก็คือไม่มีร่องรอยการเฉี่ยวชนปรากฏให้เห็นแม้แต่นิด

ถึงจะรู้สึกงงงันแปลกใจกับภาพที่เห็น แต่เหล่านักประดาน้ำก็ยังคงมุ่งมั่นอยู่กับภารกิจช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ ท่ามบรรยากาศขุ่นมัวของสายน้ำคลอง พวกเขาพยายามเปิดประตูรถทั้งสี่บาน แต่เมื่อไม่สามารถเปิดออกได้การทุบบานกระจกจึงเป็นตัวเลือกที่มีตามมา หนึ่งในทีมนักประดาน้ำตัดสินใจใช้มีดขนาดเล็กเจาะทำลายกระจกหน้ารถเพื่อเข้าไปสำรวจภายใน ถึงตรงนี้การหายตัวไปของชายคนขับก็กลายเป็นโจทย์ปริศนาใหม่ให้ได้ขบคิด และนำมาซึ่งแผนการเก็บกู้ซากรถในที่สุด

“เกือบจะสามทุ่มแล้วนะครับสารวัตร ผมว่า...วันนี้พอแค่เท่านี้ก่อนเถอะครับ”ตำรวจหนุ่มร่างเล็กเดินเข้ามากระซิบกระซาบบอกผู้เป็นหัวหน้า ในเงาความมืดใต้แสงไฟนีออนนั้นเขาสังเกตว่าหลายๆ คนในทีมช่วยเหลือดูเหนื่อยล้าอิดโรยเต็มทนแล้ว 

“นั่นสิ ถ้าจะดึงดันค้นหาตอนกลางคืนต่อไปมันก็คงไม่ได้อะไร” นายตำรวจผู้รับผิดชอบคดีพูดและคิดตาม ก่อนจะหันไปร้องประกาศก้อง “ทุกคนครับ วันนี้พอแค่เท่านี้ก่อนละกัน เอาไว้พรุ่งนี้พอท้องฟ้าสว่างค่อยมาไล่ค้นหาในแม่น้ำใหม่อีกรอบ...” แต่ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคดีก็มีเสียงของเจ้าหน้าที่มูลนิธิหน่วยกู้ภัยคนหนึ่งเอ่ยแทรกขึ้นว่า

“พี่สารวัตรครับ ช่วยเดินมาดูทางนี้หน่อยสิครับ” เขาไม่พูดเปล่าแต่ยังชี้มือไปที่ช่องเก็บของท้ายรถซึ่งถูกงัดเปิดขึ้นเพื่อสำรวจดูสิ่งของที่อยู่ภายใน

แล้วภาพเศษเหล็กสนิมเกาะกังกองใหญ่ที่อัดแน่นเต็มเอียดอยู่ในช่องเก็บของท้ายก็กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวชวนฉงนทำเอาหลายคนในที่นั้นได้ร้องแปลกใจไปตามๆ กัน

“เฮ้ย...เศษเหล็กพวกนี้มันอะไรวะ?!” สารวัตรหนุ่มพูดตอบรับ เสียงร้องของเขาดึงดูดกลุ่มคนที่ยืนอยู่รายรอบให้ขยับเดินเข้ามามุงดูใกล้ๆ กระทั่งท้ายที่สุดก็มีใครคนหนึ่งรู้ถึงคำตอบ

“ นี่มันโซ่ตรวนนักโทษไม่ใช่หรือวะ” หนุ่มใหญ่วัยสามสิบปลายๆ หนึ่งในเจ้าหน้าที่มูลนิธิหน่วยกู้ภัยพูดขึ้นก่อนใคร และก็ไม่ได้พูดเปล่าเพราะเขาใช้โปรแกรมกูเกิลในโทรศัพท์มือถือค้นหาข้อมูล ก่อนจะนำเอาภาพที่ได้มาเปรียบเทียบกับโซ่ตรวนของจริงตรงเบื้องหน้า “ดูจากรูปร่างและสภาพความเก่าแก่แล้ว อันนี้น่าจะเป็นโซ่ตรวนจากยุคสมัยกรุงศรีอยุธยานู้นเลย”

“โซ่ตรวนสมัยกรุงศรีอยุธยา! แล้วของเก่าแก่แบบนั้นมันมาอยู่ในช่องเก็บของท้ายรถได้ไงวะ แถมไม่ใช่แค่อันเดียวด้วย!” ใครอีกคนพูดสวนคำด้วยน้ำเสียงแปลกใจไม่ต่างกันนัก

งานนี้แม้แต่ภรรยาของชายผู้ประสบอุบัติเหตุก็ยังรู้สึกงงงันกับภาพที่เห็น เนื่องจากตัวเธอก็ไม่ทราบถึงที่มาที่ไปของโซ่ตรวนโบราณนี้เหมือนกัน ไอ้ครั้นจะบอกว่าสามีของเธอเป็นคนเก็บโซ่ตรวนทั้งหมดนี้ไว้ท้ายรถก็ไม่น่าจะใช่อีก เพราะเท่าที่รู้จักนิสัยใจคอ สามีของเธอเป็นพวกหัวสมัยใหม่ชื่นชอบอุปกรณ์ไฮเทคมากกว่า ตรงนี้สามารถพิสูจน์เปรียบเทียบได้จากเครื่องประดับตกแต่งภายในบ้านซึ่งไม่มีข้าวของโบราณเก่าเก็บตั้งวางอวดโชว์เลยสักชิ้น

เมื่อไม่รู้ถึงที่มาที่ไปของโซ่ตรวนโบราณ เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างต่อเนื่อง และยิ่งทำให้ ‘คดีหนุ่มซิ่งเก๋งตกสะพาน’ (ชื่อตามพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ในเช้าวันถัดมา) ดูน่าพิศวงงงงวยมากขึ้นไปอีกหลายเท่า ไหนจะยังหาร่างของชายคนขับรถไม่เจอ? ไหนจะสภาพตัวถังของรถที่พบเพียงร่องรอยขูดลากเล็กๆ น้อยๆ แถมร่องรอยที่ว่านี้ก็เกิดจากการชักลากซากรถขึ้นสู่ฝั่งอีกต่างหาก ตรงจุดนี้แหละที่ดูแปลกผิดปกติอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากในบันทึกคำให้การของพยานผู้เห็นการณ์ได้เขียนระบุไว้ว่า ‘รถยนต์ของชายหนุ่มแล่นมาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะหักเลี้ยวพุ่งเข้าหาขอบสะพาน’ ซึ่งถ้าเป็นอย่างที่กล่าวมา ตัวถังด้านหน้าของรถจะต้องชนอัดก๊อปปี้เข้ากับขอบสะพานจนพังยับยู่ยี่ไปแล้ว ที่สำคัญเลยบริเวณขอบสะพานซึ่งเป็นจุดปะทะก็ไม่มีร่องรอยความเสียหายปรากฏให้เห็นด้วยเช่นกัน

“อืม...เป็นไปได้ไหมครับว่าคนขับจะเหยียบเบรกกะทันหันในช่วงเวลาเสี้ยววินาทีก่อนที่รถจะถึงขอบสะพาน แต่ความที่รถแล่นมาความเร็วสูงจึงเกิดแรงเหวี่ยงทำให้ตัวรถพลิกคว่ำตีลังกาข้ามขอบสะพานตกลงไปในแม่น้ำ” หนึ่งในกลุ่มตำรวจชั้นผู้น้อยออกความเห็นตามที่ตนเองพอจะคิดจินตนาการได้

“เหยียบเบรกให้รถพลิกคว่ำข้ามขอบสะพานเนี่ยนะ? ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า... อย่าพูดให้ขำหน่อยเลยจ่า นี่มันชีวิตจริงนะไม่ใช่ในหนังหรือในละคร ใครมันจะไปทำได้กันล่ะครับ” สารวัตรหนุ่มผู้รับผิดชอบคดีพูดรับพลางหลุดหัวเราะออกมากลางห้องประชุม

กับพวกตำรวจน่ะก็มีแต่ต้องช่วยกันขบคิดไขปริศนาของฉากอุบัติเหตุ ซึ่งก็ทำไปตามหน้าที่ความรับผิดชอบไม่ได้มีอารมณ์หรือความรู้สึกร่วมด้วยหรอก แต่กับหญิงสาวผู้เป็นภรรยานี่สิ ความสูญเสียที่ถาโถมเข้าใส่อย่างไม่ทันได้ตั้งตัวนั้นได้นำมาซึ่งความทุกข์ระทมใหญ่หลวง เรียกว่าเธอแทบจะคลุ้มคลั่งเสียสติเลยทีเดียว แต่ด้วยสำนึกของคนเป็นแม่ ใช่ มันเป็นความจริงที่ว่าเธอมีลูกชายที่ต้องดูแล ดังนั้นหญิงสาวจึงต้องแสร้งเข้มแข็งเพื่อให้ลูกชายตัวน้อยได้ยึดจับพักพิง และไม่อาจปล่อยให้จิตใจของตัวเองจมอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ได้นานเท่าที่ต้องการ

“คุณตำรวจคะ พบร่างสามีของดิฉันหรือยังคะ?” นี่เป็นประโยคคำถามเดิมๆ ซึ่งเธอจะเอื้อนเอ่ยขึ้นในทุกครั้งที่พบเจอหน้าสารวัตรหนุ่มผู้รับผิดชอบคดีความ และคำตอบที่ได้รับกลับมานั้นก็เป็นถ้อยคำซ้ำเดิมด้วยเช่นกัน 

“ยังเลยครับคุณผู้หญิง” พร้อมด้วยข้อมูลความคืบหน้าล่าสุดของงานคดีความที่ทำอยู่ แต่พูดก็เหมือนไม่ได้พูดนั่นแหละ เพราะบทสรุปสุดท้ายยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

ไม่ช้าภารกิจช่วยเหลือก็ถูกปรับเปลี่ยนชื่อเป็นภารกิจเก็บกู้ร่างศพแทนและดำเนินต่อไปอย่างเชื่องช้าตามเห็นสมควร จากหนึ่งวันเป็นสองวัน เป็นสามวัน เป็นสี่วัน พอเข้าสู่เช้าวันที่ห้ากลุ่มเจ้าหน้าที่มูลนิธิหน่วยกู้ภัยที่มาช่วยค้นหาตามริมแม่น้ำก็เริ่มจะหมดหวังและอยากจะรามือ

“มล พี่ว่า...ลองให้หมอผีหรือคนทรงมาช่วยค้นหาด้วยอีกแรงดีไหมครับ?” เป็นสังข์ที่พูดเสนอขึ้น ความที่เป็นเพื่อนรุ่นพี่คนสนิท เจ้าหนุ่มคนนี้จึงคอยอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือเธอตั้งแต่วันแรกที่ทราบข่าวอุบัติเหตุ

ไม่มีคำตอบรับจากหญิงสาว เธอทำเพียงหันมองจ้องหน้าเขาด้วยสายตาลังเลเหมือนไม่อยากจะยอมรับในวิธีการทางไสยศาสตร์ ซึ่งก็ทำให้เจ้าหนุ่มหน้าตี๋ต้องพูดคะยั้นคะยอต่อไปว่า “เอาน่า ลองดูสักหน่อยก็ไม่เห็นเสียหาย มาถึงขั้นนี้แล้วนี่” 

“ตะ...แต่มลไม่รู้เรื่องอะไรทำนองนั้นเลยนะพี่สังข์” 

“นั่นไม่ใช่ปัญหา ขอแค่มลอนุญาตที่เหลือพี่จัดการให้เอง”

“งั้นก็...ตามใจพี่สังข์ละกันค่ะ” เธอพูดรับส่งๆ ด้วสีหน้าไร้อารมณ์

ทันทีที่ได้รับอนุญาตจากหญิงสาวผู้เป็นเจ้าทุกข์ สังข์ก็รีบต่อสายโทรศัพท์ไปยังตำหนักคนทรงที่ตนเองเคารพนับถืออย่างไม่รอช้า และไม่ถึงครึ่งชั่วโมงจากนั้น พี่สิงห์ ชายวัยห้าสิบต้นๆ ผิวเข้ม คนทรงร่างพ่อปู่ฤๅษีพร้อมด้วยคณะลูกศิษย์อีกจำนวนหนึ่งก็ขับรถมาถึงบริเวณริมแม่น้ำอันจุดเป็นเกิดเหตุ หึๆ อาจจะฟังดูน่าเหลือเชื่อไปสักหน่อย แต่เพียงแค่เท้าของพี่สิงห์สัมผัสผิวพื้นดิน แกก็ร้องคำรามขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า

“ไอ้เตชินท์ (ชื่อจริงของเดย์) มันไม่ได้อยู่ ณ สถานที่แห่งนี้อีกต่อไปแล้ว แม้แต่เจ้าที่เจ้าทางก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ไหน”

                                    

....................................................

สามารถซื้ออ่านฉบับเต็มในรูปแบบ e-book ได้ที่นี่ครับผม   https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjAxNTg4OCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjU6Ijg3NzUwIjt9&fbclid=IwAR13cRofY_i6qFKIN-MbQ2Wqa1aFmgiLbBjeLPi5SV9ibLiZRIg2SH0PiXU 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น