เกมล่าคนตาย

ตอนที่ 5 : บทที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 พ.ย. 63

บทที่ 4

            

“นี่มันเรื่องบ้าชัดๆ ตัวเราข้ามเวลามาโผล่ในยุคอนาคตได้ยังไง?” เป็นคำถามที่ดังก้องซ้ำๆ อยู่ในใจ 

เพราะไม่อาจทำใจยอมรับกับความจริงที่สุดแสนจะเหลือเชื่อได้ เดย์จึงมองหามุมสงบเพื่อตั้งหลักเรียกสติ แล้วก็ได้ม้านั่งรอรถโดยสารประจำทางที่อยู่ห่างจากร้านค้าไปเพียงเล็กน้อยเป็นที่หย่อนกายแอบอิง งานนี้กว่าที่ตัวเขาจะดึงสติของตัวเองกลับมาได้เวลาก็ล่วงเลยผ่านเข้าสู่ช่วงเย็นค่ำนู้นเลย

“จะตื่นตกใจไปก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา เราต้องอยู่กับปัจจุบันและยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้ได้” เจ้าหนุ่มเอ่ยเตือนตัวเองพลางเหลือบมองไปที่บ้านร้างซึ่งก็เกิดเป็นคำถามตามมาในทันทีว่า “จากนี้เราจะทำยังไงต่อไปดีวะ? มลกับลูกก็ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วด้วย”

แม้จะยังรู้สึกสับสนไม่หาย แต่สำหรับช่วงเวลาค่ำคืนที่ใกล้จะมาถึงนี้...มันจะมีอะไรดีไปกว่าการได้นอนรำลึกความหลังอยู่ภายในบ้านของตนเองอีกเล่า ว่าแล้วเขาก็เดินอ้อมไปอีกฝั่งของแนวรั้วซึ่งปลอดผู้คน ก่อนจะแอบปีนป่ายเข้าไปในอาณาเขตบ้าน จากนั้นจึงทำการลื้อค้นหากุญแจบ้านสำรองที่ตนเองซุกซ่อนเก็บไว้ใต้กระถางต้นไม้หนึ่ง เพื่อไขเปิดประตูเข้าไปข้างในตัวอาคาร   

ความที่บ้านหลังนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานร่วมสิบปี สภาพภายในจึงดูทรุดโทรมสกปรกรกรุงรังไปตามกาลเวลา แต่ถึงจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใดเดย์ก็ยังคงจดจำได้ดีว่าเก็บของอะไรไว้ตรงไหนบ้าง และในยามที่ไร้ซึ่งแสงสว่างเช่นนี้สิ่งที่เขาเลือกหยิบขึ้นมาเป็นอันดับแรกเลย ก็คือ เทียนไขกับไฟแช็ค อุปกรณ์ให้แสงสว่างทั้งสองชิ้นนี้ถูกเก็บไว้ในตู้ไม้ใกล้ๆ กับบันไดทางขึ้นสู่ชั้นสอง 

“ถึงจะไม่มีน้ำให้อาบ แต่อย่างน้อยๆ ก็ขอเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าก่อนล่ะกันวะ เหนียวตัวจะแย่แล้ว” เดย์พูดบ่นเบาๆ ระหว่างเดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอนซึ่งอยู่บนชั้นสองของตัวบ้าน เขาแอบหวังว่าจะมีเสื้อผ้าของตนเองสักชุดสองชุดหลงเหลือตกค้างแขวนอยู่ในตู้เก็บ และมันก็มีอยู่จริงๆ

“เฮ้อ...ตั้งสิบปีเชียวนะโว้ยที่เราหายตัวไป เอกสารยืนยันตัวตนก็เหลือแค่บัตรประจำตัวประชาชนกับใบขับขี่รถยนต์ที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ ซึ่งก็คงจะถูกทางตำรวจระบุว่าเสียชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว” เขาเริ่มใช้ความคิดวิเคราะห์สถานะปัจจุบันของตนเอง “ตอนนี้เราเหลือเงินติดกระเป๋าอยู่แค่ห้าพันกว่าบาท ส่วนบัตรเครดิตนี่คงไม่ต้องพูดถึง” 

เพราะรู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเก็บไว้ เดย์จึงใช้นิ้วคีบบัตรเครดิตที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ขึ้นมา ทีละใบๆ และปาร่อนออกไปนอกหน้าต่างเฉกเช่นสิ่งของที่ไร้ค่า “โธ่เว้ย โทรศัพท์มือถือก็หาย แล้วจะติดต่อใครได้บ้างวะเนี่ย” ความที่ยึดติดอยู่กับอุปกรณ์ไฮเทคอย่างโทรศัพท์มือถือจนเคยตัว เรียกว่าข้อมูลสำคัญแทบจะทั้งหมดถูกบันทึกเก็บไว้ในนั้น ทำให้เขาไม่เคยคิดจดบันทึกเบอร์โทรหรือที่อยู่ของเพื่อนฝูงลงในสมุดพกแยกไว้ต่างหากเลย ก็ด้วยเหตุนี้แหละ ช่วงเวลาที่ผ่านจึงหมดเปลืองไปกับการนั่งนึกทบทวนข้อมูลเก่าๆ คำถามมากมายลอยวนเวียนซ้ำๆ อยู่ในหัว แม้จะเอนกายพักอยู่ภายในบ้านหลังอุ่นอันแสนคุ้นเคยแต่ชายหนุ่มกลับรู้สึกเหมือนตนเองได้กลายเป็นส่วนเกินของโลกไปเสียแล้ว และในนาทีที่ไม่เหลือใครเช่นนี้ หากมีสักคนเป็นที่พึ่งพิงช่วยโอบกอดปลอบประโลมใจก็คงจะดีไม่น้อย

“ยิ่งคิดก็มีแต่จะยิ่งฟุ้งซ่านว่ะ ถ้างั้น...ลองออกไปหาเพื่อนและคนรู้จักเท่าที่พอจะจำได้ดูเลยดีกว่า” และนี่ก็คือบทสรุปสุดท้ายในห้วงแห่งความคิดคะนึง ที่จบลงด้วยการย้ำเดินเท้าออกจากบ้านในช่วงเวลาสองทุ่มโดยประมาณ แล้วบุคคลที่เดย์มุ่งหน้าไปหาเป็นรายแรกก็หนีไม่พ้น ‘สังข์’ เพื่อนชายคนสนิทซึ่งมีบ้านพักอาศัยอยู่ห่างออกไปราวสิบกิโลเมตร เขาจำได้ดีว่าบ้านของสังข์ตั้งอยู่ในละแวกแถบไหนเพราะเคยแวะไปเที่ยวเล่นหากันบ่อยๆ เพียงแต่...ในการเดินทางครั้งนี้มันไม่ได้สะดวกสบายเหมือนเช่นที่ผ่านมา เหตุเพราะเจ้าหนุ่มของเรามีเงินเหลือติดกระเป๋าค่อนข้างจำกัด ดังนั้นแล้วการใช้บริการรถโดยสารประจำทางจึงกลายเป็นตัวเลือกแรกที่เขานึกถึง 

“สวัสดีครับ สังข์อยู่บ้านไหมครับ?” เจ้าหนุ่มของเราร้องตะโกนเรียกคนที่นั่งเล่นอยู่ภายในเขตรั้ว สภาพของบ้านที่เห็นตรงเบื้องหน้านั้นแลดูเปลี่ยนไปมากทีเดียว

“สังข์ไหนคะคุณ บ้านนี้ไม่มีคนชื่อสังข์นะคะ” หญิงสาววัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของบ้านเดินเข้ามาหาและเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร

“จะไม่มีได้ยังไงกันครับ ก็ไอ้สังข์เพื่อนของผมมันอยู่บ้านหลังนี้จริงๆ นะ” เดย์ยืนกรานพลางกวาดสายตามองหา

“อืม...ฉันคิดว่าคุณคงจำบ้านผิดหลังแล้วล่ะค่ะ ฉันอยู่ที่นี่มาได้ห้าปีแล้ว และบ้านหลังนี้ก็ไม่มีคนชื่อสังข์เลยสักคน” คำพูดตอกย้ำประโยคนี้ทำเอาชายผู้มาเยือนรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก แต่เขาจะทำอะไรได้ล่ะในเมื่อเพื่อนรักของตนเองได้ย้ายไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว   

“โธ่เว้ย มลก็กลับไปอยู่เชียงราย ส่วนไอ้สังข์ก็ย้ายบ้านหนี แล้วจะเหลือใครที่พึ่งพาได้อีกวะเนี่ย?” 

เมื่อสิ่งที่คาดหวังไม่เป็นอย่างที่คิด ความรู้สึกเชื่อมั่นที่มีก็เริ่มจมดิ่งลงสู่ห้วงอารมณ์แห่งความมืดบอดอีกครั้ง แต่ทั้งที่เป็นแบบนี้ขาทั้งสองข้างของเขาก็ยังคงขยับก้าวเดินไปข้างหน้าไม่หยุด จากริมทางฟุตบาทหนึ่งไปยังทางถนนอีกสายและอีกสาย ปล่อยให้สัญชาตญาณชักนำพาไปเรื่อยๆ นานเท่าใดไม่รู้ แต่มารู้สึกตัวอีกครั้ง เดย์ก็พบว่าตนเองมาหยุดยืนอยู่หน้าอาคารหลังหนึ่งที่แสนคุ้นตา

“ที่นี่มัน? เดี๋ยวนะๆ” เขาพยายามหันมองฉากวิวทิวทัศน์รอบๆ ตัวซ้ำไปซ้ำมาเพื่อสำรวจให้แน่ใจ ก่อนจะเอ่ยยอมรับว่า “นี่มันตึกบริษัทที่เราเคยทำงานไม่ใช่หรือวะ!” ใช่ อาคารสูงห้าชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงเบื้องหน้าคือสำนักงานบริษัทที่ตัวเขาเคยทำงานอยู่จริงๆ เพียงแต่ในยุคปัจจุบันนี้มันได้ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นห้างร้านขายวัสดุก่อสร้างไปแล้วน่ะสิ

“เพราะแบบนี้สินะไอ้สังข์ถึงได้ย้ายบ้าน เฮ้อ...ก็ผ่านมาตั้งสิบปี ป่านนี้มันคงไปได้ดิบได้ดีที่อื่นแล้วล่ะ ถ้างั้นเพื่อนคนอื่นๆ คงไม่ต้องพูดถึง” เจ้าหนุ่มพูดอย่างท้อๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งยาวรอรถโดยสารประจำทาง “ถ้าในกรุงเทพไม่เหลือใครที่ช่วยได้ เอ...หรือจะลองกลับไปหาปู่ที่ขอนแก่นดีวะ” 

ความที่เดย์เป็นลูกกำพร้า พ่อแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตั้งแต่ตอนที่ตัวเขายังเล็กๆ ปู่กับย่าจึงรับอุปการะเลี้ยงดูมาโดยตลอด แต่กระนั้นก็เป็นการเลี้ยงดูไปตามมีตามเกิดเท่านั้นแหละเพราะในความเป็นจริงแล้วเจ้าหนุ่มของเราไม่ได้เป็นที่ต้องการของบรรดาญาติพี่น้องเท่าใดนักหรอก และที่เป็นเช่นนี้มันก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่พ่อแม่ของเดย์แอบคบหากระทั่งหนีตามกันไปนั่นแหละนะ เมื่อความสัมพันธ์หญิงชายไม่เป็นที่ยอมรับทุกคนก็เลยพาลไม่ชอบลูกที่เกิดมาตามไปด้วย แต่ทั้งที่เป็นแบบนี้เด็กชายก็ยังอดทนต่อคำติฉินนินทาเสมอมา กระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมต้น เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางเข้ามาหางานทำในกรุงเทพพร้อมๆ กับส่งเสียตัวเองเรียนจนจบมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ

 “ไม่ดีกว่า ที่นั่นไม่ใช่ที่ของเรา” เป็นคำตอบที่เขารู้ดีอยู่แก่ใจ “งั้น...กลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อนก็แล้วกันวะ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”

ทั้งที่ถอดใจยอมแพ้แล้วนะ ทว่าในระหว่างที่กำลังนั่งรอรถเมล์เพื่อย้อนกลับสู่บ้านร้างอันเป็นฐานที่มั่นนั้นเอง ในทิศทางขวามือของเขาก็ปรากฏมีกลุ่มคนเดินผ่านทางมาพอดี ดูจากชุดเสื้อผ้าที่คนเหล่านั้นสวมใส่บวกรวมกับสีหน้าท่าทางการแสดงออกด้วยแล้วก็พอจะคาดเดาได้ว่าทั้งหมดน่าจะเป็นพนักงานบริษัทที่พึ่งไปดื่มกินสังสรรค์กันมา ในฉากการพบเจอครั้งนี้มันจะดูเป็นปกติทั่วไปหากว่ากลุ่มคนที่กล่าวถึงเดินเลยผ่านไปเฉยๆ

“เฮ้ย...เดี๋ยวนะ นั่นมึง ไอ้เดย์ใช่ไหมวะ?” จู่ๆ ก็มีเสียงของใครคนหนึ่งเอ่ยถามแทรกขัดจังหวะความคิด แล้วเสียงทักทายที่ดังขึ้นอย่างไม่คาดฝันนี้ก็ช่วยฉุดดึงให้เจ้าหนุ่มของเรากลับมามีประกายความหวังอีกครั้ง

“ใช่ กูเอง” เขาตอบและพยายามเพ่งสายตามองดูใบหน้าของผู้ที่เอ่ยถ้อยคำ แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าชายที่หยุดยืนอยู่ตรงเบื้องหน้าเป็นใคร        

“มองกูด้วยสายตาแบบนั้นทำไมวะ อ๊ะ อย่าบอกนะว่ามึงลืมกูไปแล้วไอ้เดย์ กูไง ไอ้ทศ เพื่อนร่วมห้องตอนเรียนมหาวิทยาลัย” ชายร่างอวบ ตัวเล็ก ศีรษะล้าน ไว้หนวดเข้มพูดเน้นเสียงชัดที่ชื่อของตนเอง

“ไอ้ทศ? เดี๋ยวนะขอกูนึกก่อน...” เดย์ทวนคำพลางนึกย้อนถึงภาพความทรงจำในอดีต “อ๋อ ไอ้คนที่ร้องไห้ฟูมฟายตอนอกหัก แล้วชอบไปเมาหลับในห้องน้ำใช่ไหมวะ?” เขาจำได้ว่าเจอทศครั้งล่าสุดตอนงานเลี้ยงรุ่นหลังจากเรียนจบได้สี่ปี ในตอนนั้นทศยังมีรูปร่างสมส่วนและเส้นผมขึ้นเต็มศีรษะอยู่เลย

“เออ นั่นแหละกูเอง” ทศยิ้มรับเขินๆ แล้วจึงหันไปโบกมือบอกกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ว่าให้เดินนำไปก่อนได้เลย จากนั้นจึงหันกลับมาพูดต่อ “มึงไปอยู่ไหนวะไอ้เดย์ หายหน้าไปตั้งสิบกว่าปี?”

“อ๋อ กูก็...กูไปทำงานอยู่ต่างจังหวัดว่ะพึ่งจะมีโอกาสกลับมากรุงเทพวันนี้แหละ” เจ้าหนุ่มของเราตอบตะกุกตะกัก พูดโกหกตามน้ำ

“อย่างงี้นี่เอง มิน่าล่ะกูถึงไม่เจอมึงเลย อืม...จะว่าไปหน้ามึงนี่ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ ใช่ครีมบำรุงผิวยี่ห้ออะไรวะ ฮ่า...ฮ่า...” แม้ทศจะเป็นแค่เพื่อนห่างๆ ไม่ได้สนิทชิดเชื้อเท่าใดนัก แต่การพบเจอกันในค่ำคืนนี้ก็ถือว่าเป็นความบังเอิญที่แสนจะโชคดีสุดๆ ล่ะ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา...

“ไอ้ทศ มึงมีเบอร์โทรของไอ้สังข์ไหมวะ? โทรศัพท์มือถือกูหาย”

“เบอร์ของไอ้สังข์ เดี๋ยวนะๆ ขอกูดูก่อน กูจำได้ว่าน่าจะมีบันทึกเก็บไว้ในเครื่อง (โทรศัพท์)” ทศตอบพลางล้วงหยิบเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมาเปิดดูข้อมูล แล้วจึงพูดเสียงอ๋อยว่า “โทษทีว่ะ กูไม่มี” เป็นคำตอบที่สร้างความผิดหวังให้ไม่น้อย แต่กระนั้นเขาก็ยังร้องอาสาช่วยเหลือต่อ “เอางี้ไอ้เดย์ เดี๋ยวกูลองไลน์ (โปรแกรม line) ถามเพื่อนๆ ในกลุ่มให้ คิดว่าน่าจะมีคนรู้เบอร์โทรของไอ้สังข์บ้างล่ะ”

“เออๆ ดีเลย แต่มึงอย่าบอกคนอื่นว่ากูถามนะ” ที่ต้องพูดกำชับแบบนี้เพราะเดย์คิดเอาเองว่าอาจจะมีเพื่อนบางคนในกลุ่มรู้เรื่องที่ตัวเขาขับรถตกสะพานเมื่อสิบปีก่อนน่ะสิ ซึ่งมันจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากเอา หากว่ามีใครสักคนในกลุ่มพิมพ์ข้อความตอบกลับมาว่า ‘ไอ้เดย์มันขับรถตกสะพานตายไปแล้ว’ 

“ได้ๆ” ทศรับปากและเปิดโปรแกรม line เพื่อส่งข้อความถามเพื่อนคนอื่นทันที เสียเวลารอไม่ถึงนาทีหรอกมันก็มีข้อความหนึ่งตอบกลับมาพร้อมกับข่าวดี “กูได้เบอร์ของไอ้สังข์มาแล้วโว้ย อีนุชมันบอก มึงจะให้กูโทรหาไอ้สังข์เลยไหม”

“เอาเลยๆ กูรออยู่” ว่าแล้วเพื่อนผู้ช่วยเหลือก็กดเบอร์ต่อสายโทรศัพท์ให้ตามที่ร้องขอ

“ฮัลโหล นั่นใครโทรมาครับ?” เสียงปลายสายตอบรับทันควัน

“ไอ้สังข์ นี่กูเอง ทศ” 

“ทศ? ทศไหนครับ” 

“ก็ไอ้ทศเพื่อนร่วมห้องตอนเรียนมหาวิทยาลัยไงวะ อย่าบอกนะว่ามึงลืมกูไปแล้ว”

“อ๋อ ทศ ใช่ไอ้คนที่ร้องไห้ฟูมฟายตอนอกหักแล้วไปเมาหลับในห้องน้ำหรือเปล่า?” ประโยคคำพูดนี้ซ้อนทับกับที่เดย์พูดแซวไปก่อนนี้เกือบจะพอดีเชียว ทำเอาเจ้าเพื่อนร่างอวบยิ้มเขินๆ ได้อีกครั้งล่ะ

“เออๆ นั่นแหละกูเอง ไอ้สังข์มีคนอยากจะคุยกับมึงว่ะ” เพราะต้องรีบทำเวลาเพื่อตามไปสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ทศจึงพูดตัดบทดื้อๆ ก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือส่งให้ผู้ที่รอสนทนาอยู่จริงๆ

“ไอ้สังข์ นี่กูเองนะ” เดย์เอ่ยทัก

“กู? นี่ใครกันครับ ช่วยพูดมาให้ชัดๆ หน่อยได้ไหม”

“ก็กูไง ไอ้เดย์เพื่อนรักของมึงไง” หลังจากที่แจ้งชื่อเสียงเรียงนามเสร็จสรรพก็เกิดเป็นความเงียบขึ้นมาสองถึงสามวินาที แล้วก็มีเสียงร้องตะคอกตอกกลับมาว่า 

กูไม่รู้หรอกนะว่ามึงเป็นใคร แต่เพื่อนรักกูตายไปนานหลายปีแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นนะโว้ย”

“กูก็ไม่ได้คิดล้อเล่นกับใครเหมือนกัน กูยังไม่ตายจริงๆ ถ้ามึงไม่เชื่อ มึงลองถามไอ้ทศดูก็ได้ ตอนนี้กูอยู่กับมัน และโทรศัพท์มือถือที่กูใช้โทรหามึงก็ของมันด้วย” เจ้าหนุ่มหลงยุคไม่พูดเปล่าแต่ยังยื่นโทรศัพท์มือถือส่งคืนให้เพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆ เพื่อให้ช่วยเป็นพยานยืนยันด้วยอีกแรง 

“ไอ้สังข์ นี่กูทศพูดนะ ตอนนี้กูอยู่กับไอ้เดย์จริงๆ มันไม่ได้โกหกมึงหรอก”

“เฮ้ย...แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงวะในเมื่อไอ้เดย์มันขับรถตกสะพานตายไปนานร่วมสิบปีแล้ว” สังข์เถียง 

เจ้าเพื่อนร่างอวบไม่ได้ตอบกลับในทันที เขาเอื้อมมือไปจับแขนของเดย์และก็ลูบๆ คลำๆ นิดหน่อยพอเป็นพิธีจากนั้นจึงหันกลับมาพูดต่อ “ไอ้สังข์ มึงฟังที่กูพูดให้ดีๆ นะ ไอ้เดย์มันยังมีชีวิตอยู่โว้ย เนี่ย...ตัวมันยังอุ่นๆ อยู่เลยไม่ใช่ผีแน่นอนกูรับประกันได้”

“แต่?” เสียงปลายสายพูดลังเล “งั้น...ตอนนี้พวกมึงอยู่ไหนกันวะ เดี๋ยวกูออกไปหา” 

เพราะไม่เชื่อในถ้อยคำที่ได้ยิน สังข์จึงตัดสินใจขับรถมาหาคนทั้งคู่เดี๋ยวนั้นเลย แต่ความที่บ้านของสังข์หลังปัจจุบันตั้งอยู่ห่างจากตึกสำนักงานเก่าหลายสิบกิโลเมตรจึงต้องใช้เวลาในการเดินทางนานพอสมควร และมันก็นานเกินกว่าที่ทศจะทนรอไหว ที่สุดจึงเหลือแค่เจ้าหนุ่มหลงยุคของเราเท่านั้นที่นั่งรออยู่ตามลำพัง เรียกว่าก็สักพักใหญ่ๆ เลยล่ะกว่าที่จะมีรถเก๋งสีบรอนซ์เงินคันหนึ่งขับเคลื่อนเข้ามาจอดเทียบริมทางใกล้ๆ 

“ไอ้เดย์ นั่นมึงจริงๆ หรือวะ?” เป็นคำทักทายแรกที่สังข์เอ่ยบอกหลังจากได้มาพบเจอหน้ากันในรอบสิบปี

“ก็เออสิวะ นี่กูเอง” เดย์พูดยิ้มๆ และลุกเดินเข้าไปหา เจตนาจะเข้าไปโอบกอดให้หายคิดถึง ทว่ายังไม่ทันจะถึงตัวก็ถูกเพื่อนผู้มาเยือนยกมือห้าม

“อะไรของมึงวะไอ้สังข์ มึงจำกูไม่ได้หรือไง” 

“กูจำได้ แต่...ไอ้เดย์ทำไมหน้าตามึงถึงไม่เปลี่ยนไปเลยวะ มันตั้งสิบปีเชียวนะโว้ยที่มึงหายตัวไป” นี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้สังข์รู้สึกลังเล กล้าๆ กลัวๆ อย่างที่เห็น

ก็อย่างว่าล่ะนะ มนุษย์เราน่ะมีแต่จะแก่ตัวลงทุกวัน ยังไงรูปร่างหน้าตาก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอยู่แล้ว แม้แต่ตัวของสังข์เอง จำนวนเลขปีที่ผ่านเลยได้ปรับเปลี่ยนให้เขากลายเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม ลงพุงหน่อยๆ ไปเสียแล้ว 

“จะว่าไป มึงก็เปลี่ยนไปมากเหมือนกันนะไอ้สังข์” เจ้าหนุ่มหลงยุคพูดรับอย่างเข้าใจ

“เออสิ ก็กูเป็นมนุษย์ธรรมดานี่หว่าจะแก่ตัวลงก็ไม่แปลกหรอก แต่มึงไม่ใช่ จากที่กูเห็น...มึงยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย” สังข์ย้ำคำเดิม

“สำหรับเรื่องนี้...” เดย์พูดอ้ำอึ้งไม่รู้จะหาถ้อยคำไหนมาอธิบาย และถึงที่สุดแล้วเขาก็ตัดสินใจบอกเล่าระบายความอัดอั้นตันใจออกไปตรงๆ “เอาจริงๆ เลยนะไอ้สังข์ กูก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองเหมือนกันว่ะ เท่าที่กูจำได้ก็แค่...กูขับรถอยู่บนสะพานดีๆ แล้วจู่ๆ รถมันก็ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้เองกระทั่งพุ่งตกสะพานจมหายลงไปในแม่น้ำ  เฮ้อ...ก็นึกว่าต้องตายแล้วนะในช่วงนาทีนั้นน่ะ แต่กูก็รอดมาได้ เพียงแต่หลังจากที่ได้สติกลับคืนมาตัวกูดันมาโผล่ผิดยุคผิดสมัยนี่สิ”

“อืม...ชีวิตมึงนี่เหมือนละครซีรี่ย์เกาหลีเลยนะไอ้เดย์ ยังไงถ้าคิดจะพูดอำกันก็ช่วยแต่งเรื่องให้มันเนียนๆ กว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไงวะ” เจ้าหนุ่มหน้าตี๋พูดประชดสวนคำ 

“หึ กูว่าแล้วมึงต้องไม่เชื่อ แต่ก็เอาเถอะ มึงจะคิดแบบนั้นก็ไม่แปลกหรอก เพราะกูเองก็ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวกูเหมือนกันแหละ งั้นเอาอย่างงี้ไอ้สังข์ เพื่อยืนยันว่ากูยังเป็นตัวกูจริงๆ ไม่ได้เป็นผีหรือเป็นมนุษย์ต่างดาวปลอมตัวมา มึงลองตั้งคำถามความลับที่มีแค่มึงกับกูเท่านั้นที่รู้มาซิ เดี๋ยวกูจะตอบให้” เป็นข้อเสนอที่ฟังดูเข้าท่ามากทีเดียว ว่าแล้วสังข์ก็เริ่มนึกย้อนถึงเรื่องราวในอดีตสมัยที่ยังเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ก่อนจะไล่เรียงถามอย่างสนุกปากโดยเน้นหนักไปในเรื่องราวน่าอับอายของคู่สนทนา อาทิเช่น ตอนที่เดย์ไปจีบสาวรุ่นน้องโดยไม่รู้ว่าเธอคนนั้นเป็นกระเทย และยังมีตอนที่เขาถูกรุ่นพี่กระเทยตามจีบรุกไล่ไม่หยุดตั้งแต่เมื่อครั้งที่เข้าเรียนใหม่ๆ ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าหนุ่มหลงยุคของเราสามารถตอบได้ทั้งหมดอยู่แล้วล่ะ เพียงแต่ทุกคำถามที่ได้ยินนั้นมันเหมือนเป็นการรื้อฟื้นความทรงจำที่เขาอยากลืมน่ะสิ ฮ่า...ฮ่า...

“พอเลยพอ นี่มึงตั้งใจพูดแหย่กูใช่ไหมวะไอ้สังข์” เดย์ยิ้มรับเขินๆ และคิดจะแก้เผ็ดเจ้าเพื่อนคู่กัดด้วยการบอกเล่าวีรกรรมชวนขำของมันออกมาบ้าง “ได้ๆ งั้นกูก็จะพูด...(เรื่องของมึงบ้าง)” 

แต่ก็ดูเหมือนสังข์จะรู้ทันจึงรีบพูดตัดบทเสียก่อนว่า “กูเชื่อแล้ว มึงคือไอ้เดย์จริงๆ” 

ถึงตรงนี้คนทั้งคู่ก็หันมองจ้องหน้ากันแล้วก็หัวเราะเฮฮากันยกใหญ่ กระทั่งเหมือนบรรยากาศกลับเข้าสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง เจ้าเพื่อนหน้าตี๋ก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “มึงจะเอายังไงต่อวะไอ้เดย์?” 

“กูก็ไม่รู้ว่ะ ยังไม่รู้เลยว่าจะเอายังไงกับชีวิตของตัวเองดี เฮ้อ...” เจ้าหนุ่มของเราพูดพลางถอนหายใจปลงๆ “แล้วมึงล่ะวะไอ้สังข์ ตอนนี้มึงทำงานอะไร? และแต่งงานมีครอบครัวหรือยัง?”

“กูเปิดบริษัทผลิตสื่อโฆษณาเล็กๆ ให้พวกน้องๆ คอยดูแลอยู่ว่ะ ส่วนเรื่องแต่งงานนี่ กูแต่งไปแล้วเมื่อหกปีก่อนและก็หย่าเรียบร้อยแล้วเช่นกัน อืม...มันก็เป็นธรรมดาของมนุษย์เราล่ะนะ คนเราน่ะเมื่อนิสัยใจคอไปกันไม่ได้ถึงที่สุดแล้วก็หนีไม่พ้นเรื่องหย่าร้าง”

“เอ่อ...กูขอโทษที่ถามเรื่องครอบครัวมึง” เดย์พูดเสียงอ่อยเหมือนรู้สึกผิดที่ดันพลั้งปากถามถึงเรื่องซึ่งอาจกระทบกระเทือนจิตใจของเพื่อนรัก

 “เฮ้ย...ไม่เป็นไร เรื่องนั้นมันผ่านมานานมากจนกูลืมไปแล้วล่ะ แต่งได้แค่ปีเดียวแล้วก็เลิกรากันไป ดีนะที่กูไม่มีลูกให้เป็นภาระไม่งั้นคงยุ่งยากตายชัก” 

“แล้วตอนนี้ล่ะ มึงมีคนดามหัวใจหรือยังวะ?”

สังข์ส่ายหน้าเป็นคำตอบ “สองสามปีที่มานี่กูสนุกอยู่กับการปฏิบัติธรรมจนเลิกคิดเรื่องราวรักๆ ใคร่ๆ ไปแล้ว”        

“เป็นไปได้หรือวะ คนเจ้าชู้ประตูดินอย่างมึงเนี่ยนะปฏิบัติธรรม พูดไปใครเขาจะเชื่อ” เจ้าหนุ่มหลงยุคแกล้งพูดแซว

“จริงๆ โว้ย หลังจากเลิกกับเมียกูก็ทำตัวเหลวแหลกอยู่พักใหญ่ๆ เรียกว่างานการไม่เป็นอันทำกระทั่งถูกไล่ออกจากบริษัท พ่อกูเห็นท่าไม่ดีก็เลยจับกูโกนหัวบวชพระมันซะเลย แล้วในช่วงเวลานี้แหละที่กูเริ่มกลับมามีสติคิดได้ กูมองเห็นความสุขสงบที่แท้จริงในฐานะภิกษุสงฆ์ ก็เรียกว่าติดใจจนไม่อยากสึก แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องสึกออกมาช่วยงานพ่อที่โรงงาน เอ่อ...พอดีมันมีเหตุให้พ่อกูต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาตัวน่ะ กูเลยต้องช่วยคุมโรงงานแทน”

“โรงงาน? ใช่ โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่อยู่แถวๆ สมุทรปราการหรือเปล่าวะ?” เดย์ถามแทรก เขาจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยไปเยี่ยมเยือนโรงงานที่กล่าวถึงครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว

“เออ โรงงานนั้นแหละ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วนะมันเจ๊งไปเมื่อสองปีก่อน กูก็เลยเอาเงินทุนที่เหลือมาเปิดบริษัทผลิตสื่อโฆษณาของตัวเองซึ่งก็ไปได้สวยตามสายงานที่ได้ร่ำเรียนมา และตอนนี้กูก็กำลังฝึกให้พวกน้องๆ กูดูแลบริษัทอยู่ คงอีกสักปีล่ะมั่งน่าจะเข้าที่เข้าทาง พอถึงตอนนั้นกูอาจจะกลับไปบวชเป็นพระอีกก็ได้” สังข์พูดด้วยสีหน้าสุขสงบเฉกเช่นคนที่ผ่านโลกมามาก และพูดมาถึงตรงนี้จู่ๆ ก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว

“อ๊ะ จริงสิพูดถึงเรื่องบวชพระแล้ว กูว่า...กูพอมีทางช่วยมึงแล้วล่ะไอ้เดย์”

                                    

.....................................................

https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjAxNTg4OCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjU6Ijg3NzUwIjt9&fbclid=IwAR2gZ0ySIRCNg37L6FLhkHmi8A09KMrzzGDnIWpdFHT-pMnBM3hQ_F8uJ7U

อ่านต่อฉบับเต็มได้ที่ meb นะครับ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น